พรหมวิหาร


หัวข้อนี้  จะเห็นแนวคิดระหว่างพระพุทธศาสนา กับ ลัทธิศาสนาอื่นๆ ตลอดจนเห็นการตีความธรรมะในทางที่ผิด ในทางที่ถูกด้วย 


170พรหมวิหารคือจริยะพื้นฐานที่จะกำกับเจตนาของตุลาการ

 
  พรหมวิหาร  แปลกันว่า  ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของท่านผู้ใหญ่ (หรือท่านผู้เป็นใหญ่)  ท่านผู้ใหญ่ หรือท่านผู้เป็นใหญ่นี้ คือ"พรหม"

  ปรากฏว่า ได้เกิดความเข้าใจเพี้ยนขึ้นในภาษาไทย เรามักเข้าใจว่า พรหมวิหาร เช่น เมตตา นี้ เป็นธรรมของผู้ใหญ่โดยวัย หรือโดยสถานะในสังคม ถ้าอย่างนั้น เด็กก็ ไม่ต้องมีเมตตา เป็นต้น ใช่ไหม เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่จะต้องเมตตาต่อเด็ก หรือต่อผู้น้อย อะไรทำนองนี้

  แต่ถ้าไปดูในหลักธรรมต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนทั่วไป แม้แต่ในหลักธรรมที่คฤหัสถ์พึงปฏิบัติ ก็มีวิธีปฏิบัติของคฤหัสถ์ต่อพระภิกษุ เริ่มต้นเลยว่า ๑-๒-๓ คฤหัสถ์พึงปฏิบัติต่อพระภิกษุด้วยกายกรรมมีเมตตา ด้วยวจีกรรมมีเมตตา ด้วยมโนกรรมมีเมตตา คือ ให้ญาติโยมมีเมตตาต่อพระ อ้าว ถ้าเมตตาเป็นธรรมของผู้ใหญ่ ก็น่าจะให้พระเมตตาโยม นี่ทำไมให้โยมเมตตาพระล่ะ

171ตามคำอธิบายในคัมภีร์บาลี  พระผู้น้อยก็ตาม ญาติโยมก็ตาม  ตักน้ำล้างเท้า และพัดวีถวายแก่พระเถระ  เรียกว่า  เป็นการกระทำด้วยเมตตาจิต หรือ อย่างหมอชีวกผ่าฝีถวายการบำบัดแด่พระพุทธเจ้า ก็เป็นการกระทำด้วยเมตตาจิต   นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ว่าเราเข้าใจและเอาธรรมะมาใช้คลาดเคลื่อน ไม่ตรงตามความหมายที่ท่านว่าไว้ เพราะปัญหาทางภาษา

  ผู้ใหญ่ หรือผู้เป็นใหญ่นี้ คือ "พรหม"  ในพระพุทธศาสนา หมายถึงผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่ คือยิ่งใหญ่ด้วยความดีงาม หรือมีคุณธรรมยิ่งใหญ่ หรือไม่ก็แปลว่าประเสริฐ ท่านสอนทุกคนให้ทำตัวเป็นพรหม

  ควรรู้ภูมิหลังว่า ในศาสนาพราหมณ์เดิมถือว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก และสร้างสังคมมนุษย์ แล้วก็ทำให้โลกสังคมมนุษย์นี้ดำรงอยู่ได้  แต่พระพุทธศาสนาปฏิเสธลัทธินั้น ท่านไม่สอนให้นับถือเรื่องพระพรหมสร้างโลก แต่บอกว่ามนุษย์ทุกคนนี่แหละ มีหน้าที่สร้างโลก ช่วยกันผดุงโลก อภิบาลโลก

  ถ้ามนุษย์ประพฤติปฏิบัติดี คือมีธรรมชุดนี้ ได้แก่มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แล้ว เราก็เป็นพรหมกันทุกคน แล้วเราก็เป็นผู้สร้างสรรค์โลก บำรุงรักษาอภิบาลโลกให้อยู่ดีได้ โดยไม่ต้องไปรอพระพรหม

  แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเรามัวรอพระพรหมอยู่ และทำอะไรๆโดยไม่รับผิดชอบ เราก็ทำลายโลก และทำลายสังคมนี้ แล้วก็ได้แต่รอพระพรหมมาสร้างโลกให้ใหม่ ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่ไหว โลกแย่แน่

  พระพุทธเจ้าไม่ให้เรามัวรอพระพรหม   แต่ให้มนุษย์ทุกคนเป็นพรหมเอง ด้วยการมีพรหมวิหาร เพราะฉะนั้น  จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องมีพรหมวิหาร คือ มีธรรมที่จะทำให้มีจิตใจของพระพรหม หรือมีใจกว้างขวาง มีคุณความดียิ่งใหญ่ดุจพระพรหมนั่นเอง  ไม่ใช่ผู้ใหญ่ในความหมายที่เข้าใจกันทั่วไป

 เอาละ ตกลงว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็ต้องมีในทุกคนนั่นแหละ โดยเฉพาะแน่นอนว่า ผู้ที่เป็นใหญ่หรือเป็นผู้ใหญ่ ก็เป็นธรรมดาว่าจะต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติธรรมทุกข้อเป็น ตัวอย่างอยู่แล้ว ก็ต้องมี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นตัวอย่างด้วย เท่ากับเป็นผู้นำหรือมีหน้าที่เป็นพิเศษในการที่จะสร้างสรรค์ บำรุงรักษาอภิบาลสังคมนี้ไว้ เพราะฉะนั้น จึงควรเอาใจใส่มากในการมีธรรมชุดนี้

  แต่โดยหลักการที่แท้แล้ว  ทุกคนนั่นแหละต้องมีเมตตาต่อกัน  เด็กก็ต้องมีเมตตาต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ต้องมีเมตตาต่อเด็ก

  ที่จริงเมตตา ก็หมายถึงความเป็นมิตร หรือน้ำใจมิตรเท่านั้นเอง เมตตา กับ มิตตะ นี่มีรากศัพท์เดียวกัน อย่างที่ว่าแล้ว เมตตาก็คือธรรมของมิตร หรือน้ำใจของมิตร คือใจรัก หรือน้ำใจปรารถนาดี อยากให้เขามีความสุข และแน่นอนว่า  ความเป็นมิตรนี้ทุกคนควรมีต่อกัน ทั้งคุณพ่อคุณแม่ต่อลูกๆ ทั้งลูกต่อคุณพ่อคุณแม่และพี่น้อง แล้วก็ต่อเพื่อนนักเรียน ต่อเพื่อนบ้าน ต่อเพื่อนร่วมชาติ ต่อเพื่อนร่วมโลก มีเมตตาต่อกันไปจนทั่ว

  เมตตาของคุณพ่อคุณแม่นั้น  มีเป็นตัวอย่างให้แก่ลูก และลูกก็มีเมตตาตอบแทนด้วยความรักต่อพ่อแม่ แล้วก็เมตตาต่อผู้อื่น แผ่ขยายออกไป และไม่เฉพาะเมตตาเท่านั้น ก็ต้องมีให้ครบหมดทั้ง 4 อย่าง ต่อด้วย กรุณา และเมตตา ลงท้ายด้วยอุเบกขา

  ทีนี้ มาถึงท่านผู้พิพากษา ก็ชัดเจนเลยว่า มีหน้าที่โดยตรงในการที่จะผดุงไว้ซึ่งสังคม หรือธำรงรักษาสังคม ให้อยู่ดีมีความมั่นคงปลอดภัย ถึงกับเรียกว่าเป็นตุลาการ เป็นตราชู ผู้ดำรงธรรมไว้ให้แก่สังคม จึงต้องเอาพรหมวิหารนี้มาปฏิบัติให้มีอยู่ประจำตัว เป็นธรรมพื้นฐานในใจ ไว้กำกับเจตนาเป็นประจำ ทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้ผลสมจริง และเป็นแบบอย่างของสังคม พร้อมไปด้วยกัน
 


พอไปกันได้กับ



โลกก็คือสังคมมนุษย์ (มนุษยโลก) นี่แหละ จะพินาศ 



Create Date : 30 ตุลาคม 2564
Last Update : 30 ตุลาคม 2564 12:58:33 น.
Counter : 272 Pageviews.

0 comments
ความไตร่ตรอง ความพิจารณา ปัญญา Dh
(6 พ.ค. 2565 14:50:24 น.)
รู้จักการแก้ไข ปรับปรุง ปัญญา Dh
(10 พ.ค. 2565 21:17:42 น.)
การออกจากสิ่งที่กำลังทำ ปัญญา Dh
(4 พ.ค. 2565 21:50:16 น.)
การมีเหตุผล ปัญญา Dh
(30 เม.ย. 2565 05:34:10 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Samathijit.BlogGang.com

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]

บทความทั้งหมด