Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2557
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
9 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 

พ่ายพรหมลิขิต ตอนที่ 19

19

พลับพลึงเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาน้ำร้อนเหตุเพราะรู้สึกปวดตาจนเหมือนลูกตาจะทะลักออกมานอกเบ้าอาจเพราะจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเกินไปวันหยุดอย่างนี้จริงๆแล้วเธอควรจะนอนหรือไม่ก็หาอะไรสนุกๆทำ แต่ไม่ใช่ที่นี่เพราะที่นี่คงทำอะไรตามใจตัวเองได้ไม่มากนักเหตุเพราะเจ้าของบ้านหรือสามีจำเป็นนั้นนั่งอยู่ข้างนอกจึงเปิดคอมพิวเตอร์เช็คงานที่ผ่านมาและตระเตรียมงานสำหรับโปรเจคต่อไปดีกว่านานติดต่อกันเกือบห้าชั่วโมงที่จ้องหน้าคอมพิวเตอร์พกพาอยู่อย่างไม่วางตาจนเกิดอาการปวดตาอย่างที่เห็นสาวผมสั้นจึงละจากหน้าจอเพื่อหาผ้าชุบน้ำอุ่นมาประคบตาธนดลซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่นอกระเบียงเห็นหญิงสาวตั้งแต่เดินโสลเสลออกมาจากห้องแล้วสงสัยว่าเธอเดินเข้าไปในครัวทำไมเมื่อเธอกลับออกมาพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็กประคบอยู่ที่ตาสลับไปมาระหว่างสองข้างแล้วเดินกลับเข้าห้องโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งๆที่เวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่หญิงสาวควรจะออกมาถามเขาว่าหิวหรือยังวันนี้จะทานอะไรดีแต่เธอกลับเดินเข้าห้องด้วยท่าทางไม่ค่อยสบายเขาวางหนังสือที่อ่านค้างอยู่ลงแล้วเดินไปที่หน้าห้องนอนเคาะประตูแล้วเปิดประตูเข้าไปโดยไม่รอคนข้างในอนุญาตภาพที่เห็นก็คือหญิงสาวนั่งกึ่งนอนอยู่ที่เก้าอี้หวายตัวยาวโดยมีผ้าชุบน้ำประคบอยู่ที่ตาทั้งสองข้างแถมยังมีเสียงครวญครางพึมพำอ่อยๆ

“เป็นอะไรหรือเปล่า”ธนดลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย

“คุณดล คุณจะใช้ห้องหรือคะ”พลับพลึงยันตัวจะลุกยืน

“ไม่ต้องลุกหรอกผมเห็นคุณผิดปกติเลยเข้ามาดูแล้วทำไมต้องประคบตาด้วย”

หากประคบที่หน้าผากยังพอจะเดาได้ว่าเธอเจ็บแผลที่กระแทกเข้ากับผนังจนปูดเป็นลูกมะนาวผ่านมาหนึ่งวันแล้วไม่น่าจะปวดแล้วนะ

“ปวดตาค่ะสงสัยจะจ้องคอมฯ นานไปหน่อย”

ธนดลเบือนสายตาไปที่โต๊ะทำงานซึ่งหญิงสาวยึดเป็นที่ทำงานของตัวเองชั่วคราวก่อนหน้านี้เขาบอกกับเธอเองว่าใช้ได้เลยเพราะเขาคงไม่เข้ามาในห้องนี้บ่อยนักโน้ตบุ๊คส์ยังคงเปิดค้างไว้ข้างๆ นั้นมีแบบบ้านขนาดกระดาษเอสามวางอยู่เขาเดินเข้าดูแบบบ้านสวยทีเดียวบ้านสองชั้นหลังใหญ่โตจนเกือบจะเรียกว่าบ้านไม่ได้หากก่อสร้างแล้วเสร็จคงจะสะดุดตาต่อผู้ที่พบเห็นไม่น้อย

“คุณบ้างานแบบนี้ประจำเลยหรือ”

“ลูกติดพันน่ะค่ะฉันไม่ได้บ้างานอะไรหรอกฉันเป็นแบบนี้บ่อยได้ผ้าชุบน้ำอุ่นมาประคบเดี๋ยวเดียวก็หายฉันรู้สึกเกรงใจคุณงานของคุณยังไม่ถึงไหนเลย”

แบบบ้านที่เคยคุยกันไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้วจนป่านนี้ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างยิ่งธนดลไม่ถามก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจ

“แต่ผมว่าคุณควรจะนอนพักซักหน่อยนะดูท่าตาคุณจะล้ามากส่วนเรื่องบ้านของผมไม่ต้องรีบก็ได้”

พลับพลึงเลื่อนผ้าขนหนูออกจากลูกตาเหลือบมองดูคนตัวสูง

“อ้าว...”

ตอนแรกเห็นเร่งยิกๆตอนนี้บอกไม่รีบซะแล้ว

“พักเถอะไหนคุณบอกว่าวันนี้วันหยุดไงวันหยุดก็ควรจะหยุดทุกอย่าง”

พลับพลึงมองคนตัวโตแล้วกระพริบตาปริบๆ

“ผมไม่ใช่สัตว์ประหลาดนะคุณเอาเป็นว่าเย็นนี้ผมจะเป็นคนทำอาหารเอง”เขาเสนอเมื่อเห็นสภาพอ่อนแรงของอีกฝ่าย

“คุณนี่นะ”พลับพลึงเสียงสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ใช่ ก็ผมนี่แหละรับรองว่าดีกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของคุณ”

พลับพลึงเบ้ปากเมื่อถูกแขวะธนดลหัวเราะในลำคอแล้วแขวะต่ออีกนิด

“อ้อแล้วผมก็รอบคอบพอที่จะอ่านฉลากก่อนนำอาหารออกมาทานรับรองได้ว่าคุณไม่ท้องเสีย”

พลับพลึงค้อนขวับเอาผ้าขนหนูชุบน้ำปิดตาหันหน้าหนีธนดลหัวเราะในลำคออย่างพอใจสังเกตได้ว่าวันนี้เขายิ้มและหัวเราะได้ตลอดเวลาที่อยู่กับสาวผมสั้น

“ถึงเวลาอาหารเย็นผมจะมาปลุก”


แล้วจะทำอะไรดีล่ะธนดลเดินเอามือไพล่หลังข้างหนึ่งอีกข้างยกขึ้นเกาคางวนไปเวียนมาอย่างใช้ความคิดอยู่นอกชานโม้ไว้เสียดิบดีว่าจะทำอาหารที่อร่อยไม่ท้องเสียให้สาวผมสั้นทานแต่พอถึงเวลาต้องทำจริงๆกลับนึกเมนูไม่ออก เอาเถอะเดี๋ยวเมนูอาหารก็คงนึกออกตอนนี้หุงข้าวก่อนดีกว่าหลังจากหุงข้าวเสร็จได้เกือบหนึ่งชั่วโมงธนดลจึงไปเคาะประตูห้องนอนเพื่อปลุกคนปวดตให้าลุกมาทานข้าวเคาะอยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบรับจึงเปิดประตูเข้าไปก็เห็นคนตัวบางนอนคุ้ดคู้อยู่บนเก้าอี้หวายเขายิ้มเมื่อเห็นผ้าห่มตกอยู่ที่พื้นแทนที่จะพันเป็นรังอยู่กับตัวสองแขนทิ้งดิ่งลงจนเกือบติดพื้นใบหน้ากับลำตัวบิดเบี้ยวไปคนละทางดูเหมือนจะหลับสนิทหรืออาจจะเพราะพิษของอาการปวดตาก็ไม่รู้ได้

“คุณ...”

เงียบ...

“พลับพลึง”ธนดลเรียกเสียงแผ่วแต่คนหลับไหลก็ไม่กระดิกตัวแม้สักนิดจนต้องเขย่าที่แขนเบาๆ“คุณ...พลับพลึง”

หญิงสาวขี้เซาเริ่มขยับตัวพร้อมเสียงครางอืออาเหมือนขัดใจ

“ลุกเถอะ ทานข้าวกัน”ธนดลเร่ง

หญิงสาวขี้เซาลืมตาบิดขี้เกียจไปหลายทีให้เห็นพลับพลึงเด้งตัวขึ้นนั่งเมื่อเห็นว่าใครที่โก้งโค้งอยู่เหนือใบหน้ากระพริบตาปริบๆเพื่อปรับสายตาแล้วลุกพรวดขึ้นยืนแต่ขาเจ้ากำกลับไม่แข็งแรงเหตุเพราะสะดุดผ้าห่มที่ลากยาวถึงพื้นโชคดีที่มือใหญ่คว้าตัวไว้ได้ทันแถมยังดุเสียงเข้มอีกด้วย

“จะรีบไปไหน ค่อยๆลุกก็ได้”

ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยมือใหญ่ที่แตะอยู่บนท่อนแขนพลับพลึงขืนแขนออกแล้วนั่งลงที่เดิม

“กี่โมงแล้วคะ”

“หกโมงเย็น”

ตายแล้ว!นี่เธอนอนหลับไปตั้งสองชั่วโมงหญิงสาวขี้เซาเบ้หน้าย่นจมูกแก้เขิน

“ไปทานข้าวเถอะแล้วนี่ตาเป็นไงบ้าง”

“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ”

“คงจะไม่มีไข้หรอกนะ”

“ไม่ค่ะก็แค่อาการล้าของตาเท่านั้นได้นอนเต็มอิ่มแบบนี้หายชัวร์”

ธนดลอมยิ้มเมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างปนทะเล้นหน่อยๆหากไม่ใช่คู่สมรสเขาคงนึกว่าเธอเป็นเด็กอายุซักประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปีเพราะมีอะไรหลายๆอย่างที่ยังเด็กอยู่มาก

“ขอบคุณมากนะคะคุณดล”

ธนดลเลิกคิ้วเมื่อได้ยินอย่างนั้นก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเอามือล้วงกระเป๋าเพื่อแก้เขินกับถ้อยคำหวานนั้น

“ถ้าอยากขอบคุณผมจริงๆก็ช่วยทำตัวเป็นภรรยาที่ดีในช่วงเวลาหนึ่งปีนี้ก็พอ”

พลับพลึงทำปากขมุบขมิบล้อเลียนทันทีเมื่อเขาหมุนตัวเดินออกไปจากห้องเขาก็ยังคงขี้เก๊กเหมือนเดิมแล้วเดินตามออกไปนอกห้องอยากรู้เหมือนกันว่าชายหนุ่มจะทำอะไรทานเห็นคุยนักคุยหนาว่ายังไงก็ไม่ท้องเสียและดีกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เธอทำให้เขาทานเมื่อวันแรกที่มาถึงที่นี่


กลิ่นหอมฉุยลอยแตะจมูกพลับพลึงสูดกลิ่นหอมๆของไข่เจียวจานใหญ่เข้าเต็มจมูกแม้หน้าตาไข่เจียวจะแฟ้บและอมน้ำมันไปบ้างแต่ก็นับว่าฝีมือดีกว่าที่คิดไว้แม้จะเป็นอาหารง่ายๆแต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่เลวเลยเหลือแค่รสชาติเท่านั้นที่ต้องรอการพิสูจน์ก่อน

“ฉันก็นึกว่าจะพิเศษกว่านี้”พลับพลึงเยาะแบบยิ้มๆ

“ของในตู้เย็นมีแค่นี้”

เขาแก้ตัวปนยิ้มพอใจกับน้ำเสียงหยอกๆของหญิงสาว

พลับพลึงเลิกคิ้วอย่างไม่อยากจะเชื่อแต่เอาเถอะ ไหนๆเขาก็มีน้ำใจก็อย่าได้ซักไซร้ให้มากความเลยพลอยจะทำให้คนตัวสูงเสียความมั่นใจเสียเปล่าๆเมื่อคิดได้อย่างนั้นจึงหันไปสนใจกับหม้อหุงข้าวแทน

“ไม่ต้องเดี๋ยวผมตักเอง”

พลับพลึงจึงนั่งลงที่เดิมนึกทึ่งชายหนุ่มอยู่มากขนาดหุงข้าวเป็นด้วยทั้งๆ ที่เธอเป็นผู้หญิงแท้ๆยังหุงข้าวแฉะเลย

“คุณนี่มีอะไรให้ประหลาดใจมากเหมือนกันนะ”เธอเอ่ยชม

แต่บางสิ่งที่แปลกไปแค่ตักข้าวไม่น่าจะนานนักแต่ธนดลกลับทำยักๆ เยิดๆเหมือนไม่อยากจะยกจานข้าวมาวาง

“มีอะไรหรือเปล่าคะ”

พลับพลึงเอ่ยถามก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อเขาหันมาพร้อมจานข้าวที่วางลงตรงหน้า

“ข้าวแฉะ”

พลับพลึงอุทานทั้งเสียงหัวเราะจนน้ำตาเล็ดก่อนจะรีบหุบปากกลั้นหัวเราะจนหน้าแดงก่ำเมื่อสบเข้ากับใบหน้าบูดขรึมของพ่อครัว

“ฉันขอโทษค่ะจริงๆ แล้วคุณจะทำข้าวต้มใช่มั้ยแบบนี้ก็ทานง่ายดีนะข้าวต้มกับไข่เจียว”

“ไม่ต้องพูดเอาใจผมหรอก”

พลับพลึงหยุดหัวเราะแล้วมองหน้าตรงๆ

“ฉันขอโทษที่หัวเราะอย่างนั้นฉันนี่เสียมารยาทจริงๆ เลยทั้งๆ ที่ฉันเองก็อาจจะทำไม่ได้อย่างคุณเชื่อมั้ยคะว่า ฉันไม่เคยหุงข้าวได้เลยทุกครั้งถ้าไม่เป็นข้าวต้มก็ไม่สุกนี่คุณยังดีนะแค่แฉะเอง”

สาวผมสั้นช่างพูดจาเอาใจคนอื่น

“ทานเถอะค่ะฉันหิวแล้ว”

“คุณทานได้แน่นะ”

“โธ่...คุณดลฉันไม่ใช่คนเรื่องมากนะคะอะไรๆ ฉันก็ทานได้ทั้งนั้นแหละคุณต่างหากที่น่าเป็นห่วง”

ธนดลยิ้มเมื่อได้ยินอย่างนั้น

“ผมทานได้แน่นอนฝีมือผมเองนี่นะ”

“ถ้างั้นก็ทานเถอะค่ะเดี๋ยวไว้มีโอกาสฉันจะเลี้ยงอาหารอร่อยๆคุณเอง”

“ขอที่ไม่หมดอายุด้วยละกัน”

พลับพลึงค้อนเล็กน้อยก่อนตอบ

“แน่นอนรับรองว่าคุณไม่ท้องเสียเป็นครั้งที่สองแน่นอน”

แล้วเธอก็ฉีกยิ้มกว้างพลอยทำให้อาหารค่ำวันนี้ที่มีแค่ไข่เจียวกับข้าวสวยแฉะก็สามารถเป็นอาหารที่วิเศษได้เผลอแผลบเดียวทั้งข้าวแฉะและไข่เจียวก็หมดจานพลับพลึงอาสาขอเป็นคนล้างจานเพื่อตอบแทนที่ชายหนุ่มเป็นคนทำอาหารให้ทานส่วนธนดลนั้นก็ออกไปนั่งรับลมเย็นๆรอนอกชานหลังจากจัดการในครัวเรียบร้อยพลับพลึงก็เดินตามออกไปนอกชาน

“ดูเหมือนว่าวันนี้เราจะไม่ได้อาบน้ำ”พลับพลึงเอ่ยขึ้นอย่างขันๆ

“ก็ไม่ได้ไปไหนนี่ไว้อาบพรุ่งนี้ก็แล้วกันอีกอย่าง ก็ต่างคนต่างนอนกลิ่นคงโชยไม่ถึงหรอกหรือว่าคุณจะอาบ ก็ได้นะ ผมจะไปเป็นเพื่อน”

“หูย..ไม่ไหวหรอกค่ำแล้ว ฉันน่ะไม่มีปัญหาหรอกแต่คุณสิ ไม่นึกว่าจะทนได้”

ธนดลหัวเราะหึหึ

“ก็แค่คุณไม่พูดให้ใครฟัง”

“โอ้ย ฉันไม่พูดหรอกเพราะคุณเองก็เก็บความลับฉันด้วยนี่”

ทั้งสองปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างขบขันสถาปนิกสาวคนนี้แตกต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆจริงๆถ้าเป็นคนอื่นนะคงร้องวี้ดว้ายขอให้เขาพาไปอาบน้ำแล้วเพราะทนกับความเหนียวเหนอะไม่ไหว

“แล้วคืนนี้คุณจะเข้าไปนอนในห้องหรือเปล่า”

“แล้วคุณว่าไงล่ะ”ธนดลย้อนถาม

“ก็แล้วแต่คุณสิ”

“คุณสะดวกใจหรือเปล่า”

“คุณอยากรู้จริงๆ”

ธนดลพยักหน้ารอฟัง

“ก็ไม่สะดวกใจนักหรอกแต่ถ้าคุณจะนอนก็ได้ฉันเสียสละได้”

ธนดลหัวเราะเบาๆเพราะนั่นเป็นคำตอบที่เขานึกไว้อยู่แล้วแต่กลับทำให้เขาพอใจมากกว่าจะได้ยินตอบเป็นอย่างอื่นเช่น 'นอนด้วยกันเหมือนเดิมก็ได้นะฉันไม่ถือ'ถ้าเธอตอบแบบนั้นสิเขาคงคิดหนัก

“อย่าเลยวันนี้น้อยคงยังไม่กลับหรอกเดี๋ยวผมนอนห้องรับแขกเอง”

“แน่ใจนะคะ”

ธนดลพยักหน้าใบหน้ายังมีรอยยิ้มยิ่งได้ยินเสียงถอนหายใจโล่งอกของอีกฝ่ายเขาก็ยิ่งยิ้มมากขึ้น

“คุณยังกลัวผมอยู่อีกหรือเปล่า”

“เปล่า แต่ก็ไม่ถึงกับสบายใจฉันไม่ค่อยชินกับการนอนร่วมห้องกับผู้ชาย”

ขนาดไม่ค่อยชินยังนอนร่วมเตียงหลับเป็นตายทุกคืนมาเดือนกว่า...

“ผมไม่กล้าทำอะไรคุณหรอกเสียดายเงินห้าล้าน”

ธนดลเอ่ยขึ้นมาลอยๆพลอยทำให้พลับพลึงเลิกคิ้วอยากจะยกกำปั้นทุบไหล่เขานั่นสินะ ถ้าเขายอมจ่ายก็บ้าแล้วไม่วายมีเขางอกออกมาเพราะค่าตัวเธอคิดอย่างไรก็ไม่น่าถึงห้าล้านบาท

“คุณคิดได้อย่างนั้นก็ดีแล้ว”พลับพลึงทำเสียงเยาะพร้อมกับยักไหล่แล้วบิดตัวไปมาสองสามที“ฮ้า...ฉันว่าฉันไปนอนดีกว่า”

“คุณจะนอนหลับหรือเพิ่งตื่นเอง”

นั่นสิ จะนอนหลับหรือพลับพลึงก็ถามตัวเองเหมือนกันแต่ถ้าไม่เข้านอนแล้วจะให้ทำอะไรล่ะจนได้ยินคนตัวสูงเอ่ยขึ้นนั่นถึงได้นึกสนุกขึ้นมา

“อยู่เล่นยี่สิบคำถามกันก่อนสิ”

“จะดีหรือหรือว่าคุณคิดจะหลอกถามอะไรฉันอีก”

“คุณนี่คิดมากจริงผมก็แค่อยากทำความรู้จักคุณให้มากขึ้น”

“จำเป็นด้วยเพราะอีกไม่นานเราก็จะเหมือนคนไม่รู้จักกันอยู่แล้วนะ”

“นั่นมันเรื่องของอีกตั้งนานอย่าลืมสิว่าเมื่อกลับจากฮันนีมูนเรายังต้องอยู่ในสังคมอีกพักใหญ่การได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันบ้างก็น่าจะเป็นผลดีกว่าไม่ใช่หรือ”

พลับพลึงคิดตามสิ่งที่เขาพูดมานั้นก็ถูกแต่เขาพูดผิดอยู่อย่างนั่นคือเธอต้องอยู่ในสังคมของเขาไม่ใช่สังคมของเราเพราะคงไม่มีโอกาสหรอกที่เขาจะเข้ามาอยู่ในสังคมติดดินของเธอ

“ก็ได้แต่แหม...อากาศหนาวเป็นบ้าเลยคุณ”

“อืม...จริงด้วย”

ธนดลมองหาอะไรบางอย่างเขาลุกขึ้นดินหายเข้าไปในบ้านไม่นานก็ออกมาพร้อมกับไวน์แดงขวดใหญ่

“ที่นี่มีของแบบนี้ด้วยพลับพลึงตาโต

“มีสิ แต่ไม่ค่อยได้เปิดแต่วันนี้พิเศษ”

เขายื่นขวดไวน์ให้หญิงสาวดู

“คุณจะมอมฉันหรือไง”พลับพลึงหรี่ตามองแต่ก็ยอมรับมาถือไว้“ว้าว...ไวน์ดีซะด้วย”

ไวน์ดีหรือไม่ดีดูกันที่ปีและแห่งผลิตรวมถึงยี่ห้อซึ่งขวดที่เธอถืออยู่นี้มีวันเดือนปีที่ผลิตน่าสนใจเพราะค่อนข้างจะหมักนานแถมเมืองที่ผลิตยังเป็นต้นกำเนิดเจ้าแห่งไวน์ยิ่งราคาไม่ต้องพูดถึงซื้อเหล้าแดงที่พวกวิศวกรโครงการชอบดื่มได้เป็นลังๆ

“ไม่หรอกแค่รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจคุณจะไม่ดื่มก็ได้ผมไม่ว่าอะไรหรอก”

“เรื่องอะไรของดีแบบนี้ฉันต้องชิม”เธอลอยหน้าลอยตาแล้วยิ้มเผล่

“อย่าเลยคุณเป็นผู้หญิงนะ”

“อ้าวแล้วคุณเอาออกมาทำไมล่ะถ้าไม่อยากให้ฉันดื่มด้วยอ้อ หรือแค่อยากอวดว่ามีของดีราคาแพงฉันรู้นะว่าคุณไม่ได้คิดแบบนั้นนี่อย่าแอ๊บน่าก็คิดซะว่าดื่มฉลองความเข้าใจกันระหว่างเราก็ได้”

ธนดลสะบัดเสียงหัวเราะช่างพูดซะจริงสถาปนิกคนนี้เขาก็แค่พูดเล่นเท่านั้นร่ายมาซะยาวเชียวเท่านี้ก็รู้แล้วว่าอยากดื่มมาก

เสียงเปิดไวน์ดังเปาะพอๆกับรอยยิ้มหวานฉ่ำของคนรอดื่มธนดลยื่นแก้วไวน์สีแดงช้ำส่งให้หญิงสาวด้วยท่าทางสบายๆต่างจากอีกฝ่ายที่รับมาด้วยความตื่นเต้น

“ว้าว!กลิ่นห๊อมหอม ลาภปากฉันจิรงๆ”

หากเป็นผู้หญิงคนอื่นยามเมื่อยื่นมือมารับแก้วไวน์จากมือเขาคงต้องโปรยเสน่ห์จากดวงตาจนหวานฉ่ำคงไม่มีโอกาสได้เห็นท่าทางตื่นเต้นกระดี๊กระด๊าว่าอยากดื่มไวน์ราวกับเป็นน้ำทิพย์ที่หล่นลงมาจากฟากฟ้าอย่างนี้ธนดลมองหญิงสาวอย่างเพลิดเพลิน

“อย่าดื่มมากนะคุณเดี๋ยวจะเมาก่อนจบยี่สิบคำถาม”

“ไม่มีทางหรอกแล้วจะให้ใครเริ่มก่อนดีล่ะ”

ธนดลแทบจะไม่ต้องคิดก็เอ่ย“เลดี้เฟิร์ส”

“ได้เลย”พลับพลึงเบิ่งตาเธอวางแก้วไวน์ลงเอามือถูกันไปมาราวกับกำลังจะลงสนามประลองฝีมือ“ฉันอยากรู้ว่าคุณเป็นคนยังไง”แล้วหรี่ตารอคำตอบ “ขอความจริงนะคุณ”

ธนดลยกยิ้มเมื่อถูกดักคอ“ก็คนดีคนหนึ่ง”

“ฮะ แค่นี้ ขี้โกง…”พลับพลึงต่อว่าเพราะคำตอบนั้นกว้างสุดจะบรรยาย

“แล้วคุณต้องการคำตอบแบบไหนล่ะ”

“ก็อย่างเช่นว่านิสัย ใจคอ อารมณ์ อะไรประมาณนี้อ่ะ”

“กี่คำถามแล้วเนี่ย”

พลับพลึงถลึงตามอง

“คำถามเดียวสิแต่ถ้าคุณไม่ตอบก็ได้นะฉันจะได้ไปนอน”เธอยิ้มเพราะแค่ได้ดื่มไวน์ราคาแพงไปแก้วหนึ่งก็คุ้มแล้วแถมยังไม่ต้องถูกถามอีกต่างหาก

“ถ้าคนไม่รู้จักก็อย่างที่คุณเห็นคุณชอบพูดว่าไงนะ ขี้เก๊กส่วนอารมณ์ ผมค่อนข้างเก็บอารมณ์ได้ดีทีนี้ตาผมบ้างละนะ”

“ได้สิ ฉันก็เป็นคน...”

“เดี๋ยวผมยังไม่ได้ตั้งคำถามเลย”

พลับพลึงอ้าปากค้างกับคำตอบที่กำลังจะเอ่ย

“อ้าว…ก็นึกว่าคุณอยากรู้เหมือนกับที่ฉันอยากรู้”

“เรื่องนั้นผมพอดูออก”

พลับพลึงรู้สึกวูบๆไม่ค่อยสบายใจขึ้นมารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องระหว่างที่รอคำถาม

“ทำไมคุณถึงยอมแต่งงานแทนพิมพ์พรรณ”

พลับพลึงถอนหายใจเฮือกที่จริงคำถามนี้เขาก็น่าจะรู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้นแต่เมื่อเอ่ยถามอีกครั้งก็จะตอบให้

“ก็อย่างที่คุณรู้ถ้าฉันไม่ยอมแต่งลุงกับป้าก็ถูกคุณฟ้องล้มละลาย”

“เหตุผลแค่นี้”

“อือ ฮึ”

“คุณกำลังโกหกก็ไหนคุณบอกว่าจะไม่โกหกไง”

พลับพลึงหน้าบึ้งกระเง้ากระงอดเมื่อถูกจี้เอาสิ ในเมื่ออยากรู้นักก็จะบอกความจริงให้รับรู้

“ฉันเป็นเด็กกำพร้าป้าเลี้ยงฉันมาอย่างลูกในไส้ส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญาตรีและฉันคงอกตัญญูมากหากจะปล่อยให้ท่านลำบากตอนแก่อีกอย่างท่านก็เอ่ยปากขอร้องด้วยตัวเองตอนนั้นพิมพ์ก็หายตัวไปแล้วถ้าฉันยังไม่ยอมทำตามที่ท่านขอลุงกับป้าฉันคงตรอมใจซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันทนดูไม่ได้ตอนแรกป้าบอกว่าแค่เข้าพิธีหลอกๆซึ่งฉันก็คิดว่าคงไม่เป็นไรแต่เมื่อเอาเข้าจริงกลับตกกระไดพลอยโจน”พลับพลึงหยุดเธอช้อนตามองคนตรงหน้าที่กำลังตั้งใจฟัง“คุณจะเชื่อมั้ยว่าถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นฉันก็อาจจะค้านหัวชนฝาแต่ก็แปลกนะเมื่อเห็นหน้าคุณฉันมีความรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนใจร้ายฉันคงจะไม่เป็นไรอ้อ...และฉันยังรู้สึกอีกว่าคุณไม่ใช่คนมักง่าย”

“อะไรทำให้คุณถึงคิดแบบนั้น”

“นี่เป็นคำถามที่สองใช่มั้ย”พลับพลึงย้อนแล้วก็ตอบคำถามต่อ“ง่ายนิดเดียวไม่มีผู้ชายคนไหนที่มีความเพียบพร้อมอยากแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักและไม่รู้จักหรอกฉันพูดถูกมั้ยคะ”

ธนดลอมยิ้ม

“แล้วทำไมถึงมีข้อตกลงระหว่างแต่งงาน”

“อ้าว…คุณถึงแม้จะเป็นคนที่มีลักษณะไว้ใจได้แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นเสมอไปฉันก็ต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อนสิอีกอย่างนักธุรกิจอย่างคุณคงไม่กล้าลงทุนด้วยเงินตั้งหลายล้านกับผู้หญิงธรรมดาที่ไม่รู้จักมักจี่หรอกถ้าคุณทำอย่างนั้นคุณก็...”พลับพลึงรีบหุบปากก่อนที่หลุดคำไม่สุภาพออกไปแต่ยกมือชูนิ้วชี้งอๆทั้งสองข้างไว้บนหัว

“คุณกำลังจะบอกว่าผมเป็นเจ้าทุย”

“เปล๊าพลับพลึงปฏิเสธหากแต่หัวเราะก๊าก“คุณใช้ไปสามคำถามแล้วนะ”

ธนดลยิ้มยกไวน์ขึ้นขอชนแก้วอีกฝ่ายก็ไม่ปฏิเสธเพราะพอดื่นไวน์แล้วก็ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

“ฉันขอถามเรื่องส่วนตัวคุณหน่อยได้มั้ย”

ธนดลยักไหล่

“ที่คุณจ่ายเงินยี่สิบห้าล้านให้ลุงกับป้าแถมด้วยการแต่งงานหลอกๆนี่ เพราะคุณประชดชีวิตหรือเปล่า”

“ส่วนหนึ่ง”

“แค่ส่วนเดียว

พลับพลึงมองชายหนุ่มหวังจะได้รู้อะไรมากกว่านี้

“ก็อาจจะจริงอย่างที่คุณว่าผมกำลังประชดชีวิต”

ธนดลมองเห็นทางออกกับคำตอบต้องขอโทษด้วยจริงๆที่ไม่สามารถตอบตามความจริงได้ทั้งหมดเมื่อมองเห็นคำถามยุ่งยากรำไรจึงตัดบทด้วยการยกแก้วไวน์ขึ้นแล้วเลื่อนไปแตะแก้วของหญิงสาวซึ่งยังตั้งอยู่ตรงหน้าเสียงแก้วชนแก้วใสดังกริ๊ง!กังวานแข่งกับเสียงระงมของสรรพสัตว์อย่างเช่นจิ้งหรีดเรไร แล้วพยักหน้าให้หญิงสาวยกแก้วขึ้นตามคำเชื้อเชิญ

“สำหรับมิตรภาพ”

พลับพลึงค้อนเมื่อถูกบังคับให้ดื่มอย่างนั้นจริงๆจะบอกว่าเขาบังคับก็ไม่ถูกเพราะเธอก็กำลังติดใจไวน์ราคาแพงลิ่วนี้อยู่ระหว่างไวน์ราคาแพงกับเหล้าขาวผสมน้ำแดงที่กลุ่มวิศวกรและสถาปนิกอย่างพวกเธอดื่มกินกันบ่อยๆนั้นมันช่างต่างกันลิบลับตอนนี้พลับพลึงเข้าใจแล้วว่าทำไมราคาของเครื่องดื่มถึงได้ต่างกันนอกจากจะเป็นการแบ่งชั้นวรรณะของผู้ดื่มแล้วยังแบ่งตามรสชาติที่หอมหวานบาดลิ้น ต่างกันอีกด้วยไวน์แดงราคาแพงขวดนี้ ทั้งหอมทั้งหวาน ทั้งนุ่ม ชวนให้หลงใหลจริงๆ

ด้วยความเจ้าเล่ห์ในแบบฉบับของพ่อค้าธนดลสามารถนำพาบทสนทนาออกจากเรื่องส่วนตัวไปได้อย่างแนบเนียนจากคนเคร่งขรึมเขาสามารถนำพาเสียงหัวเราะด้วยบทสนทนาแปลกใหม่ติดมุขตลกเล็กๆชวนให้เคลิบเคลิ้มไปกับเขาได้ไม่ยากยิ่งหัวเราะมากเท่าไหร่ก็ยิ่งชนแก้วกันบ่อยมากขึ้นเท่านั้นพอเริ่มมึนๆ เรื่องโก๊ะๆของแต่ละคนก็เริ่มเปิดเผยโดยเฉพาะพลับพลึงดูเหมือนว่าเธอจะปล่อยเรื่องส่วนตัวออกมาอย่างไม่ปิดบังทำให้ธนดลพอใจกับการสังสรรค์ครั้งนี้ไม่น้อยสุดท้าย…คำถามที่คิดว่าจะถามอีกฝ่ายก็ถูกกลบไปด้วยเรื่องขบขัน

“ฉันไม่ไหวแล้วล่ะฉันว่าเราไปนอนได้แล้วมั้ง”

แก้วแล้วแก้วเล่ายิ่งดื่มก็ยิ่งถูกคอมารู้ตัวอีกทีก็เมื่อรอบๆตัวเริ่มหมุนติ้วๆ

“เดี๋ยวสิคุณไวน์ยังไม่หมดเลย”ธนดลเอื้อมมือไปรั้งแขนไว้พลับพลึงปรือตามองไวน์เหลืออีกนิดหน่อยจึงพยักหน้ารับ

“ก็ได้ ถ้างั้นก็...”

เธอยื่นแก้วไวน์ไปหาเพื่อให้เขารินไว้ให้แล้วชนแก้วดังกริ๊งแข่งกับเสียงของหรีดหริ่งเรไรที่กำลังร้องระงม

“หมดแก้วนะคุณ”

ธนดลรับคำท้าด้วยความเต็มใจยอมรับว่าตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยมีความสุขกับการดื่มมากเท่าวันนี้เลย

สองร่างโซเซพยุงกันไปนอนแต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะมีอาการหนักกว่าเพราะดวงตาปิดสนิทแทบจะไม่เหลือสติรับรู้พลับพลึงพึมพำได้ศัพท์บ้างไม่ได้ศัพท์บ้างเธอพาเธนดลข้าไปนอนในห้องแล้วก็ล้มลงที่เตียง

“เฮ้...คุณขยับไปหน่อยสิ”

แล้วผลักคนที่นอนครางอืออาอยู่ข้างๆให้เขยิบแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะคนตัวใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือแถมยังพลิกตัวมาทางเธออีกแต่นั่นยังไม่ร้ายเท่ากับมือที่ควานสะเปะสะปะชวนขนลุกจนต้องยันออกจิตใต้สำนึกของพลับพลึงผุดขึ้นในหัวทันทีเมื่อเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้

ต้องป้องกันตัว!

จะมีวิธีใดดีไปกว่าการสวมกางเกงหลายๆชั้นนั่นคือสิ่งแรกที่พลับพลึงคิดได้จึงเดินตุปัดตุเป๋ไปที่ตู้เสื้อผ้ารื้อค้นหากางเกงให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้มาสวมทับซ้อนกันให้มากที่สุดเท่าที่จะสวมใส่ได้แล้วก็คลานขึ้นไปนอนบนเตียงเคียงคู่กับชายหนุ่มซึ่งหลับไหลไปแล้วด้วยความหนาวเหน็บที่เย็นยะเยือกขึ้นทุกทีทำให้สองร่างที่ไร้สติควานหาผ้าห่มแต่นั่นยังไม่สามารถคลายหนาวได้เท่ากับอ้อมกอดของกันและกันเสียงครางอืออาค่อยๆอ่อนแรงลงจนเงียบไปในค่ำคืนนั้น

...ผ้าห่มนวมหนานุ่มหรือจะเท่าอ้อมกอดของมนุษย์สุดสวาท...

ต่างยิ้มแก่ความฝันที่เลือนรางอยู่ในอากาศในนิทรารมย์ที่สุขสมนานเท่าใดแล้วหนอที่ไม่เคยฝันหวานอย่างนี้ยิ่งทำให้อ้อมกอดของทั้งคู่นั้นแนบแน่นจนแทบจะเป็นร่างเดียวกันโดยไม่สนใจเวลาที่เคลื่อนคล้อยของท้องฟ้าที่มืดดำค่อยๆมีสีสันจากแสงอาทิตย์แต่งแต้มขึ้นจนเหลืองทองหากแต่สองร่างยังกอดกันกลมอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนาซึ่งห่อหุ้มทั้งคู่ไว้ข้างใน

แสงแดดลอดผ่านมาทางหน้าต่างแยงเข้าเต็มตาคนบนเตียงจนหนังตาขยิบแต่ก็ยังไม่สามารถลืมตาได้ด้วยความหนักอึ้งของฤทธิ์แอลกอฮอล์ต่างจากมือหนาที่มีประสาทสัมผัสเร็วกว่าเริ่มออกแรงลูบไล้ไปตามเนื้อตัวของหญิงสาวซึ่งไม่ต่างจากอีกฝ่ายที่เริ่มบิดขี้เกียจแต่เมื่อไม่สามารถบิดตัวได้เต็มที่หนังตาก็ค่อยๆเปิดมือบางที่ลูบไปตามสิ่งแปลกปลอมในรังผ้าห่มทำให้ต้องรีบลืมตาขึ้นเต็มตาดวงตาสองคู่ลืมขึ้นสบตากันปิ๊งๆก่อนจะเบิกกว้างราวกับเห็นเอเลี่ยนปรากฏอยู่ตรงหน้า

“กรี๊ด!!!!”

“อ้าก!!!....”

สองเสียงกรีดร้องต่อหน้ากันด้วยความตกใจ

“คุณมานอนตรงนี้ได้ไงเนี่ย!แล้วนี่คุณทำอะไรฉัน”พลับพลึงเมื่อตั้งสติได้ก็โวยวายยกใหญ่พยายามขืนตัวออกจากรังผ้าห่มแต่ก็ทำได้ยากเย็นเพราะมันพันตูแน่นยิ่งกว่าข้าวต้มมัด

“อย่าดิ้นสิคุณเดี๋ยวก็ตกเตียงหรอก”ธนดลเค้นเสียงสั่งคนโวยวายเมื่อตั้งสติได้

“คุณนี่ไว้ใจไม่ได้จริงๆไหนว่าจะไปนอนห้องรับแขกไงแล้วนี่มานอนบนเตียงเดียวกับฉันทำไมออกไปสิ”

พลับพลึงยังพยายามผลักดันร่างหนาให้ออกห่างและพยายามหาทางออกจากรังผ้าห่มให้เร็วที่สุดแต่ยิ่งดิ้นร่างกายก็ยิ่งมีโอกาสเสียดสีกับร่างหนามากขึ้น

“อย่าดิ้นสิคุณ”

ธนดลดุเมื่อแรงเสียดสีกำลังทำให้เขาประคองตัวและอารมณ์ได้ยากลำบาก

“คุณนั่นแหละที่ดิ้น”

พลับพลึงเองก็ขึ้นเสียงก่อนใบหน้าที่เพิ่งตื่นจะเกิดอาการร้อนผ่าวยิ่งเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของคนร่วมชะตากรรมใต้ผ้าห่มก็ยิ่งร้อนผะผ่าวมากขึ้นจนต้องหยุดดิ้นไปชั่วขณะ

“เชื่อผมหรือยัง”

ธนดลเอ่ยเป็นนัยๆทำให้สาวไม่โสดแต่ยังสดเข้าใจเรื่องแบบนี้ไม่ต้องถึงกับมีประสบการณ์ก็พอจะเข้าใจใช่ร่างกายของเธอกำลังทำให้อะไรบางส่วนของธนดลไม่สามารถบังคับให้อยู่กับร่องกับรอยได้

“คุณนี่ลามกที่สุดแล้วนี่จะทำไง”

พลับพลึงต่อว่าแต่ยังไม่ทันได้คำตอบเธอก็ร้องยี๊กรี๊ดออกมาอีกแล้วเริ่มผลักไสคนตัวโตอีกครั้งเมื่อรู้สึกขนลุกเกรียวด้วยเหตุว่าอะไรที่อยู่ใต้ร่มผ้านั้นดุนดัน

“คุณทำอะไรของคุณเนี่ยออกไปนะ! โอ๊ะโอ้ย...”

สองร่างที่ยื้อยุดกันอยู่บนเตียงหล่นตุบลงพื้นหลังกระแทกแต่โชคดีที่เป็นหลังของธนดลเป็นเบาะรองรับพลับพลึงจึงไม่รู้สึกเจ็บอะไรนอกจากด้านหน้าของเธอจะกระแทกกับหน้าอกแกร่งและส่วนที่บังคับไม่ได้ของชายหนุ่มก็โดนตัวเธอเต็มเปาเธอเบิกตากว้างท่าทางไม่ต่างคนเสียสติทุบกำปั้นรัวที่อกของคนใต้ร่างไม่ยั้ง

“โอ้ยคุณ ผมเจ็บนะคุณทำบ้าอะไรเนี่ยแค่ผมเป็นเบาะรองให้คุณนี่ก็เจ็บพอแล้วนะ”

พลับพลึงหน้าแดงก่ำไม่สามารถบอกถึงสาเหตุได้ว่าทำไมเธอถึงต้องหน้าแดงและต้องรัวกำปั้นทุบอกเขาอย่างนี้ทำได้เพียงสบถในใจเท่านั้นเพราะแรงตกจากเตียงทำให้ตัวเธอกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งแรงเกินปกติจนเกิดอาการวูบวาบขึ้นทั้งตัวพลับพลึงหันซ้ายแลขวาแล้วพยายามพลิกตัวลงจากร่างหนาเพื่อคลี่ผ้าห่มออกจากตัวให้เร็วที่สุด

“บ้าที่สุดเลยคุณนี่มันคนฉวยโอกาสของแท้”

เธอยังสบถพึมพำต่อว่าต่อขานจนธนดลเองก็โมโหจึงยุดร่างบางไว้ไม่ให้ออกไปจากผ้าห่ม

“ผมยังไม่ได้ทำอะไรคุณเลยนะ”

“ใช่ คุณไม่ได้ทำแต่ไอ้นั่นของคุณทำ ร้ายกาจมากเธอเถียงอย่างเอาจริงเอาจัง

“นี่คุณ เช้าๆแบบนี้อะไรมันจะตึงมันจะตื่นผมก็ห้ามมันไม่ได้เพราะมันเป็นของมันเองมันเป็นธรรมชาติคุณเข้าใจหรือเปล่าแล้วเรื่องที่ผมมานอนม้วนต้วนอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกับคุณนี่ผมก็ไม่รู้เรื่องว่ามาได้ยังไงคุณลืมไปแล้วหรือไงว่าเมื่อคืนนี้เราดื่มไม่แน่นะเมื่อคืนคุณอาจจะเป็นคนพาผมเข้ามาในห้องเองก็ได้”

พลับพลึงอ้าปากค้างแล้วภาพที่เลือนรางของเมื่อคืนก็ค่อยๆปรากฏ แทบจะกรี๊ดออกมาดังๆอีกครั้งเมื่อเป็นอย่างที่เขาพูดมาจริงๆเธอเป็นคนพาเขาเข้ามานอนในห้องนี้จริงๆ

“ฉันคิดผิดจริงๆที่ดื่มไวน์กับคุณ”

เพราะเห็นแก่ของแพงแท้ๆเล้ย พลับพลึงดุตัวเอง

“แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรคุณแค่นี้ก็น่าจะพอใจนะส่วนไอ้เรื่องผ้าห่มที่พันเป็นหนอนอยู่เนี่ยผมเข้าใจว่าไม่ใช่ฝีมือผม”

พลับพลึงแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีนอกจากใบหน้าจะร้อนผ่าวๆแล้ว ยังต้องเบ้หน้าเบือนหนีหลับตาปี๋ด้วยความอับอายแน่ล่ะนอนดิ้นพันผ้าห่มเข้าหาตัวเป็นนิสัยที่เธอกระทำโดยไม่รู้ตัวบ่อยๆ

“ว่าไงแล้วทีนี้จะต่อว่าอะไรผมอีกมั้ย”

“ไม่ก็ได้ถ้างั้นคุณก็อยู่นิ่งๆแล้วกัน ฉันจะได้คลี่ผ้าห่มออก”

ธนดลเบ้ปากพยักหน้านอนหงายรอให้อีกฝ่ายหาทางมุดออกนอกผ้าห่มก่อนเมื่อเธอหลุดออกจากผ้าห่มได้เขาก็แทบจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสภาพของหญิงสาวที่กำลังยืดตัวยืนขึ้น

“คุณไม่ต้องห่วงไปหรอกปราการคุณแน่นหนาซะขนาดนั้นผมคงไม่มีปัญญาทำอะไรคุณหรอก”

พลับพลึงหน้าเหลอเพราะไม่เข้าใจความหมายออกจะโกรธเสียด้วยซ้ำกับเสียงหัวเราะขบขันนั่นขนาดถลึงตามองเขายังไม่ยอมหยุดหัวเราะเลยจนต้องก้มลงมองตามสายตาขบขันและอีกครั้งที่อยากแทรกแผ่นดินหนีนี่มันชุดอะไรกันยะยายพลับพลึงเธอถามตัวเองด้วยความอับอายกางเกงทั้งสั้นทั้งยาวนุ่งทับซ้อนกันไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้นแถมที่น่าอายไปกว่านั้นเห็นจะเป็นกางเกงตัวนอกสุดซึ่งเป็นผ้าตัวบางสีชมพูอ่อนซึ่งไม่ควรนำออกมาให้ใครเห็นสภาพตอนนี้น่าเกลียดกว่าซุปเปอร์แมนซะอีก

“คุณคงจะมีไอดอลเป็นซุปเปอร์แมนผมว่าซุปเปอร์แมนแต่งตัวแย่แล้วคุณยังแย่กว่าอีกดูสิสวมเข้าไปได้ยังไงตั้งหลายชั้นไม่รู้สึกอึดอัดบ้างหรือไงครับคุณพลับพลึง”

“นี่คุณ!หยุดหัวเราะนะ”

พลับพลึงออกคำสั่งทั้งใบหน้าแดงก่ำตั้งแต่เกิดมาไม่เคยต้องรู้สึกอับอายขนาดนี้เลย

“ก็เพราะคุณนั่นแหละถ้าไม่เพราะคุณฉันคงไม่ต้องทำอะไรบ้าๆแบบนี้”พลับพลึงค้อนขวับแล้วรีบถอดกางเกงตัวที่ไม่จำเป็นออกอย่างกระฟัดกระเฟียด

“แต่ก็น่ารักดีนะ”

พลับพลึงชะงักมือที่กำลังถอดกางเกงตัวที่สองหันไปมองชายหนุ่ม

“ปกติผมไม่เคยชอบผู้หญิงผมสั้นแต่คุณเป็นคนแรกที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจไปอาบน้ำกันเถอะไม่อย่างนั้นคุณกับผมคงเป็นเนื้อหมักแน่”

ขืนซักแห้งอีกวันคงเข้าขั้นซกมกแล้ว


พลับพลึงซึ่งอยู่ในชุดกระโจมอกนั่งแช่อยู่ในน้ำข้างโขดหินเธอวิดน้ำเล่นด้วยอาการเลื่อนลอยบรรยากาศที่เย็นยะเยือกไม่ได้มีผลต่อคนที่กำลังเหม่อเสียงน้ำไหลกระทบโขดหินหลายๆก้อนก็เช่นกันเหมือนเป็นเพียงเสียงลมที่แผ่วเบาเหมือนธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตนจนเสียงทุ้มร้องเรียกเธอถึงได้ดึงสติกลับมา

“คะ ฉันอยู่นี่ค่ะอย่าเพิ่งมา!ฉันยังไม่ขึ้นจากน้ำ”

แล้วรีบร้องบอกเมื่อเสียงทุ้มนั้นใกล้เข้ามาทุกทีพลับพลึงรีบขึ้นจากน้ำผลัดผ้า

“หนาวขนาดนี้ทำไมไม่รีบอาบเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”

“เรื่องของฉันน่า”

ธนดลแค่นหัวเราะเรื่องของเธอที่ไหนล่ะเพราะถ้าหากไม่สบายขึ้นมาก็เดือดร้อนเขานี่แหละที่ต้องดูแล

“ขึ้นบ้านเถอะดูสิ ผมเผ้าเปียกชุ่มไปหมด”

เขาส่ายหัวอย่างระอากับคนไม่ดูแลตัวเองหันไปเก็บอุปกรณ์อาบน้ำแล้วเดินนำหน้ากลับบ้านแต่ก็ยังไม่วายพึมพำให้ได้ยิน

“วันนี้น้อยคงจะกลับมาแล้วล่ะ”

“แน่ใจหรือคะ”

“ไม่แน่ใจ”

“อ้าว”

“ก็แค่คาดเดาเพราะหลายวันแล้ว”

พลับพลึงพยักหน้าคิดตาม

“อุ๊ยคนตกใจเงยหน้าขึ้นมองคนเดินนำหน้าที่หยุดเดินกะทันหัน“จะหยุดก็บอกกล่าวบ้างสิคะคุณ”

“ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ”

พลับพลึงค้อนเล็กๆไม่ได้ตั้งใจของเขาแต่ทำให้หน้าอกของเธอชนกับแผ่นหลังเขาเต็มๆพอๆ กับใบหน้าที่ยู่เข้าไปหลังเขาเต็มหน้า

“แล้วคุณหยุดทำไมมิทราบ”พลับพลึงเสียงเขียว

“เงียบๆ

พลับพลึงเบิกตากับเสียงเข้มหรี่เล็กเธอเงยหน้าเหลือบตาขึ้นมองใบหน้าหล่อแล้วมองตามทิศทางของสายตาที่แน่วแน่

“ฮะ

เสียงอุทานไม่อาจจะลอดออกมาได้เพราะมือใหญ่ปรี่เข้าปิดปากแต่พลับพลึงก็รับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าเสียงอุทานนั้นชัดเจนอยู่ในใจเธอเพียงไรร่างบางแข็งทื่อชาไปทั้งตัวเมื่อรับรู้สาเหตุที่ทำไมชายหนุ่มหยุดเดิน

“ไปเถอะ”

ธนดลเอ่ยขึ้นหลังจากที่เงียบอยู่นานเขาเลื่อนมือออกจากปากบางแล้วออกตัวเดิน

“รอด้วยสิคุณ”

พลับพลึงรีบจ้ำอ้าวเมื่อตามเขาทันเธอก็คว้าแขนเขาเพื่อหาที่พึ่งพิงธนดลก้มลงมองแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรกลับเดินยิ้มไปจนถึงบ้าน

“ผมนึกว่าคุณกลัวไม่เป็นซะอีก”

“บ้าหรือคุณฉันก็คนนะ แถมเป็นผู้หญิงนั่นงูนะไม่กลัวก็บ้าแล้วอย่าว่าแต่ฉันเลยคุณเองก็กลัวใช่มั้ยล่ะไม่งั้นไม่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นสากแบบนั้นหรอก”

“ใครว่าผมกลัว”

“ก็ฉันนี่ไงถ้าไม่กลัวแล้วคุณหยุดเดินทำไมล่ะ”พลับพลึงได้ทีถือโอกาสล้อแถมเยาะด้วยดวงตา

“การนิ่งนี่หมายถึงกลัวอย่างเดียวหรือไง”

“ถ้าไม่กลัวแล้วหมายความว่ายังไงล่ะคะคุณชายนายแบงค์”พลับพลึงใช้น้ำเสียงประชดประชัน

“เขาไม่ได้ทำอะไรเราซะหน่อยคุณคิดดูนะ ระหว่างงูกับคนใครกลัวใครกว่ากัน”

“งูสิ”พลับพลึงตอบอย่างไม่ต้องใช้เวลาคิด

“แต่ผมว่าคนนะ”พลับพลึงเบิ่งตาอย่างต้องการคำอธิบายธนดลจึงอธิบายให้ฟังตามสิ่งที่เขาคิด“คนเจองูยังมีโอกาสรอดแต่ถ้างูเจอคนงูตายลูกเดียว”

พลับพลึงย่นคิ้วงงความคิดผู้ชายคนนี้แปลกๆแต่เมื่อคิดตามมันก็จริงของเขางูกัดคนก็เพราะตกใจและป้องกันตัวแต่คนถ้าเจองูต้องฆ่าให้ตายเพราะความกลัวและความสะใจใช่ คนน่ากลัวกว่าจริงๆ ด้วย

“แสดงว่าเมื่อกี้นี้คุณตั้งใจอยู่นิ่งๆเพื่อให้งูหนีไป”

“ก็ไม่เชิงหรอกกลัวด้วยส่วนหนึ่ง”

พลับพลึงย่นจมูกค้อนไม่เห็นจะต้องอธิบายยืดยาวให้เธอเขวไปด้วยเลยหญิงสาวเม้มปากแน่นเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ

ร้ายนักนะคุณชายนายแบงค์…



***********

^^





 

Create Date : 09 ธันวาคม 2557
4 comments
Last Update : 9 ธันวาคม 2557 9:54:26 น.
Counter : 3537 Pageviews.

 

คู่นี้น่ารักดีค่ะ ชอบมาก รออ่านตอนต่อไปนะค่ะ

 

โดย: อร IP: 94.23.252.21 9 ธันวาคม 2557 15:48:25 น.  

 

ไม่อยากจะคิดว่าตอนพลับพลึงรู้ความจริง พ่อคุณจะหนาวแค่ไหน

 

โดย: พี่หมูน้อย IP: 223.204.155.182 9 ธันวาคม 2557 17:36:36 น.  

 

เริ่มกุ๊กกิ๊ก

 

โดย: sakeena IP: 124.122.68.18 11 ธันวาคม 2557 10:09:03 น.  

 

มารายงานตัวค่ะ

 

โดย: okuriumi IP: 58.11.90.252 19 ธันวาคม 2557 12:51:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ใยไหมเจ้าค่ะ
Location :
เลย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




โลกแห่งนิยายมีทุกอย่างให้นึกคิด เป็นอีกคนที่ชอบจินตนาการไปพร้อมๆ กับบทประพันธ์ ใยไหม...คือนามปากกาที่ได้มาจากสิ่งที่เห็น รังไหมสีเหลืองทองรูปร่างเรียวรีสะดุดตาเข้าเต็มเปา...
เจ้าขนปุย...คืออีกหนึ่งความรักที่มาจากใจ

 งานเขียนทั้งหมดใน blog นี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ พ.ศ.2537 ห้ามนำไปพิมพ์ เผยแพร่ หรือลอกไปกระทำการใดๆ ก็ตาม หากผู้ใดกระทำการผิด เจ้าของ blog จะเอาผิดท่านตามกฏหมาย ได้ทุกกรณี (นี่ไม่ใช่คำเตือน แต่...ขอร้อง...)


Google
Friends' blogs
[Add ใยไหมเจ้าค่ะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.