Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2551
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
24 มิถุนายน 2551
 
All Blogs
 

ถ้า "อ่าน" ตั้งแต่ "ปฐมวัย" "ภาษาไทย" คงไม่แย่อย่างนี้...!!

โดย สุขุม เฉลยทรัพย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต


     ความสำคัญของ "ภาษา" ไม่ได้มีเพียงแค่เป็นสิ่งที่คนแต่ละชนชาติใช้เพื่อการสื่อสารเท่านั้น แต่ "ภาษา" เปรียบเสมือนเป็น "วัฒนธรรม" อันแสดงถึงความเป็น "เอกลักษณ์" หรือ "ความเหมือนกัน" ของชนชาตินั้นๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลักษณะการใช้ภาษาของ "คนไทยแท้ๆ" ณ วันนี้ ก็คงต้องพูดตรงๆ ว่า "อดใจหายไม่ได้จริงๆ" ...

     "ภาษาเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น และไม่มีสิ่งไรที่จะทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือแน่นอนยิ่งไปกว่าพูดภาษาเดียวกัน รัฐบาลทั้งปวงย่อมรู้สึกในข้อนี้อยู่ดี เพราะฉะนั้นรัฐบาลใดที่ต้องปกครองชนต่างชาติต่างภาษา จึงต้องพยายามตั้งโรงเรียน และออกบัญญัติบังคับให้ชนต่างภาษาเรียนภาษาของผู้ปกครอง แต่ความคิดเห็นเช่นนี้มิใช่จะสำเร็จตามปรารถนาของรัฐบาลเสมอก็หามิได้ แต่ถ้ายังจัดการแปลงภาษาไม่สำเร็จอยู่ตราบใด ก็แปลว่า ผู้พูดภาษากับผู้ปกครองนั้นยังไม่เชื่ออยู่ตราบนั้น และยังจะเรียกว่าเป็นชาติเดียวกันกับมหาชนพื้นเมืองไม่ได้อยู่ตราบนั้น ภาษาเป็นสิ่งซึ่งฝังอยู่ในใจมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น"

     บทประพันธ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งจากพระราชนิพนธ์ เรื่อง "ความเป็นชาติโดยแท้จริง" ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งนอกจากจะเป็นบทประพันธ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์แล้ว ยังเป็นการสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ "ภาษา" อีกด้วย

*อย่างไรก็ตาม คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธหากพิจารณาจากผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติพื้นฐาน ซึ่งเป็นการทดสอบความรู้โดยแบ่งตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้ โดยพบว่าเยาวชนระดับชั้น ป.6 มีคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาไม่ถึง 50% โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยมีคะแนนเฉลี่ยเพียง 36.58% ผนวกกับลักษณะการใช้ภาษาของคนในสังคมที่มักจะใช้ "ไทยคำอังกฤษคำ" การออกเสียงแบบผิดๆ ถูกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกเสียงคำควบกล้ำที่นับวันก็ยิ่งดูเหมือนว่าจะออกเสียงได้แย่ลงเรื่อยๆ

     หรือแม้แต่การบัญญัติศัพท์แปลกๆ ในกลุ่มวัยรุ่น เช่น แอ๊บแบ๊ว ชิวชิว เป็นต้นนั้น ล้วนเป็นภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมของ "วิกฤตด้านภาษาไทย"

     วิกฤตด้านภาษาที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นปัญหาที่ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคมเหมือนเช่นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่สังคม แต่หากปล่อยให้ปัญหาด้านวัฒนธรรมดังกล่าวหมักหมมจน "ตกผลึก" อาจจะส่งผลให้ "ภาษาไทยแบบดั้งเดิมสูญพันธุ์" ก็เป็นได้ และหากภาษาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทยสูญสลายไปก็คงไม่ต่างกับการสูญสิ้น "ความเป็นตัวตน"

     วัฒนธรรมด้านภาษาที่แฝงมาพร้อมความเจริญด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ หรือแม้แต่แนวคิดทฤษฎีต่างๆ ซึ่งไทยได้รับจากการเปิดประเทศนั้น แม้จะเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้ "ภาษาไทยเสื่อมมนต์ขลัง" แต่ภาพรวมดูจะเป็นความผิดของ "สังคม" ที่ต่างปล่อยปละละเลยมาช้านาน แต่ถ้าทุกฝ่ายเอาจริงเอาจังและใส่ใจเรื่องนี้มากขึ้น โดยการปลูกฝังให้เด็กไทยรักการอ่าน และเรียนรู้ที่จะอ่านตั้งแต่ปฐมวัย "ภาษาไทย" ก็คงไม่แย่อย่างที่เห็น ณ วันนี้

     จากคำกล่าวที่ว่า "ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก" การปลูกฝังอุปนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กนั้น จำเป็นต้องเริ่มปลูกฝังให้ "อ่านตั้งแต่ทารก" โดยบุคคลที่มีอิทธิพลต่อเด็กมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น "พ่อแม่ผู้ปกครอง" ... "ครู" แม้ว่าเด็กแรกเกิดถึงหนึ่งปี อาจจะไม่เข้าใจความหมายของ "คำ" แต่การสอนการอ่านให้เด็กในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ถือเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป โดยวิธีสำคัญที่เด็กจะได้ประสบการณ์ทางภาษา คือ "การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง"

     การที่พ่อแม่จับเด็กมานั่งบนตักแล้วอ่านหนังสือ นอกจากจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อแม่และเด็ก ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และมีความสุขแล้ว ยังเป็นรูปแบบของการใช้หนังสือเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้เด็กเกิดความสนใจ และการจดจำภาษา จนทำให้เด็กสามารถใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสมในอนาคต โดยหนังสือที่เหมาะกับวัยทารก ควรบรรยายด้วยภาษาที่เรียบง่าย มีภาพขนาดใหญ่ และชัดเจน วัสดุที่ใช้ทำด้วยกระดาษหนา และค่อนข้างทนทาน หรืออาจเป็นหนังสือที่ทำด้วยวัสดุที่มีความนุ่ม เช่น หนังสือผ้า พลาสติค ฟองน้ำ

     สำหรับผู้ใหญ่ หรือวัยรุ่นโทรทัศน์...อินเตอร์เน็ต...ภาพยนตร์...อาจจะเป็น "หน้าต่าง" ที่ใช้เปิดให้เห็นโลกในมุมมองที่แตกต่าง แต่สำหรับเด็กปฐมวัยแล้ว "การอ่าน" ถือเป็น "หน้าต่างแรก" ของชีวิตในการเปิด "โลกแห่งจินตนาการ" และ "โลกแห่งความจริง" ดังนั้น การเลือกหนังสือเล่มแรกให้แก่เด็ก เมื่อถึงวัยที่จะต้องเริ่มหัดอ่านด้วยตนเอง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการเป็นจุดเริ่มต้นของ "ความรู้สึกรักการอ่านที่จะฝังรากลึกไปจนตลอดชีวิต"

     ในช่วงวัย 2-3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะเริ่มเตรียมความพร้อมในการอ่านให้แก่ลูกน้อยนั้นไม่ควรเริ่มต้นจากการสอนให้ลูกอ่านพยัญชนะโดยทันที เนื่องจากการสอนด้วยวิธีดังกล่าวอาจเป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึก "เกลียด" หนังสือให้แก่เด็กโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะเด็กจะรู้สึกว่าถูกบังคับให้ท่องจำ

     เพราะฉะนั้นการเตรียมความพร้อมควรเริ่มจากการให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องวัตถุสิ่งของ (Objects) เหตุการณ์ (Events) ความคิด (Thoughts) และความรู้สึก (Feelings) รวมทั้งทักษะการพัฒนาภาษาและคำศัพท์ (Language Skills and Vocabulary) โดยควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิด และเล่าประสบการณ์ด้วยตนเองซึ่งพ่อแม่สามารถช่วยเหลือเด็กๆ ให้เรียนรู้ทักษะทั้งหมดนี้ได้ จากการทำกิจกรรมต่างๆ ก่อนการอ่าน (Pre-reading Activities) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยความสนุก

     สำหรับแนวทางการเตรียมความพร้อมให้เด็กเป็นนักอ่านที่ดี สามารถทำได้โดย "การอ่านทุกอย่างตามท้องถนน" เล่นเกมหาคำศัพท์ (Word Games) ระหว่างนั่งบนรถโดยใช้ป้ายโฆษณาและป้ายตามท้องถนน (Billboards and Street Signs) เป็นสื่อ "การถามเพื่อให้เด็กเล่าบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ" เป็นการสอนให้เด็กรู้จักวิธีการพรรณนาที่ดีและเรียนรู้ว่าจะสร้างเรื่องเล่านั้นๆ ได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับการกระตุ้นให้เด็กเป็นนักอ่านที่ดี ในช่วงปีก่อนเรียน (Preschool years) ก็คือ "การอ่านออกเสียงให้เด็กฟัง"

     การเพาะบ่มอุปนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กนั้น แม้จะต้องอาศัยพ่อแม่เป็น "กำลังหลัก" ในการให้ความใส่ใจดูแลเอาใจใส่โดยเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง แต่ก็คงต้องอาศัยนโยบายด้านการศึกษาจากภาครัฐเป็น "กำลังเสริม" ในการแก้ไขวิกฤต "เด็กไทยอ่อนภาษาไทย" แบบยั่งยืน

     เพราะหากปล่อยปละละเลยให้ "เด็กไทย" ทั้งอ่อนภาษา และอ่านเพียงไม่กี่บรรทัดต่อปีเช่นนี้...ก็ควรจะได้ทรัพยากรบุคคลอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ณ วันนี้...

เมื่อ "วันนี้" เป็นอย่างนี้แล้ว "พรุ่งนี้" จะเป็นอย่างไร? คำตอบคงมีอยู่ในใจ คงไม่ต้องอธิบายอะไร? ให้ยาวไปกว่านี้...!!

ขอขอบคุณ
ที่มา : มติชนออนไลน์ หน้า 5


H O M E




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2551
0 comments
Last Update : 22 กรกฎาคม 2551 21:07:52 น.
Counter : 1549 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


jenifaae
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Editor
บทความ ความคิดเห็นที่นำลง"สนามหลวงแก็งค์" ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
เพียงเราเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในทางข้อมูล ข่าวสาร
หากท่านมีข้อคิดเห็นประการใด โปรดแจ้งให้เราทราบ จักขอบคุณยิ่ง
"สนามหลวงแก็งค์"
kunkorn : Facebook



"Sanamluang's Gang"
"สนามหลวงแก๊งค์"

kunkorn : Facebook

     เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนให้เกิดการศึกษา การเรียนรู้ เผยแพร่ ส่งเสริม สนับสนุน รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร อนุรักษ์ รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย วิถีชีวิต และปรัชญา คุณค่าจิตวิญญาณที่งดงาม สืบสานต่อยอดกันมานานนับพันๆปี และกำลังถูกทำลายด้วยอิทธิพลจากแนวคิดเชิงวัตถุนิยมแบบตะวันตก

● เพื่อการศึกษาหาความรู้ ส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดการศึกษา เรียนรู้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ และนำมาเผยแพร่แก่มวลมนุษยชาติ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง มิใช่เพียงวิทยาศาสตร์เชิงวัตถุเพียงอย่างเดียว เพราะถือว่าพระพุทธเจ้า ทรงค้นพบความจริงของธรรมชาติ ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่มนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ ยังเป็นเพียงผู้รู้ แค่หางอึ่งที่ยังอยู่ในกะลาครอบ แต่บังอาจด่วนสรุป ขัดแย้งกับ สิ่งที่องค์ศาสดาทรงค้นพบมากว่าสองพันปี จนทำให้บังเกิดความสับสน ลดความน่าเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ

● สนามหลวงแก๊งค์ ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณท่านเจ้าของข่าวสาร ข้อมูล ที่เราได้นำลงในสนามหลวงแก๊งค์ ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยจิตคารวะ ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เพื่อให้สนามหลวงแก๊งค์ เป็นแหล่งในการเผยแพร่ ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์และเพื่อเป็นวิทยาทานแก่สาธารณชน แต่หากท่านเจ้าของข้อมูล ข่าวสารที่ สนามหลวงแก๊งค์ นำลงไม่มีความประสงค์ให้นำลง ขอได้โปรดแจ้งความประสงค์ เรายินดีที่จะถอดออกต่อไป

ด้วยจิตคารวะ
www.sanamluang.bloggang.com
kunkorn : Facebook


ดาวหาง
     เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในห้วงมหาจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ลี้ลับไร้ขอบเขต ทุกครั้งที่ดาวหางปรากฏ มันจะส่งสัญญาณแห่งความพินาศ มหันตภัย ธรรมชาติ ความตาย ความเจ็บป่วย สงคราม ความขัดแย้ง การกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบ การคดโกง การเบียดเบียนของมนุษย์บนพื้นพิภพใบนี้

     มันคือสัญญาณเตือนภัยที่มนุษย์ไม่อาจจะควบคุมได้ ทั้งภัยทางธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากมนุษย์สร้างกันขึ้นมาเองในทุกรอบพันปี

     ไม่ว่ามนุษย์จะคิดว่าตัวเองเก่งกาจสามารถ ฉลาดสักเพียงไหน ก็ไม่อาจหลีกพ้นมหันตภัยเหล่านี้ไปได้
     ดังนั้น จงเชื่อและปฎิบัติตามอย่างไม่ลังเลต่อคำสอนของศาสดาของเราอย่างจริงจังเถิด

     แม้จอมจักรพรรดิ จอมราชันย์ หรือจอมทรราชที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ก็ต้องตายร่างกายเน่าเปื่อยเป็นผุยผง และในที่สุดวิญญาณของเขาก็ต้องชดใช้กรรม ด้วยการถูกไฟนรกเผาผลาญโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งทั้งสิ้น

     จงอย่าอหังการ์ว่าตัวเองเก่ง ฉลาด และยิ่งใหญ่กว่าคำสอนของพระศาสดา ไม่มีมนุษย์ตนใดที่จะพ้นจากกฎแห่งธรรมชาติได้ มนุษย์ที่เก่งกว่าเรา เขาได้ตายร่างกายทับถมปฐพีแห่งนี้นับไม่ถ้วนแล้ว


     ● ขออนุญาตนำภาพวาด "วีระชนบนพานรัฐธรรมนูญ" ของ คุณสถาพร ไชยเศรษฐ ศิลปินอิสระ อดีตแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ซึ่งวาดเนื่องในโอกาส 2 ปี 14 ตุลา มาเป็นส่วนหนึ่งของหัว "สนามหลวงบล็อก"                


บริการดูดวง



"สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" มีความภาคภูมิใจในความสำเร็จตามอุดมการณ์ของเรา ที่ได้ตั้งเอาไว้ว่า "เราจะใช้วิชาความรู้ในด้านการพยากรณ์เพื่อให้เป็นประโยชน์สำหรับการให้การปรึกษาของผู้คนที่กำลังประสบปัญหา ความเดือดเนื้อร้อนใจ หรือการเผชิญกับปัญหานั้นๆได้อย่างไรดี

มนุษย์เกิดแต่กรรม มนุษย์มีกรรมเป็นเหตุ เมื่อเราประสบเคราะห์กรรม ปัญหาอยู่ที่ว่าหากเราทราบเสียก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าการไม่ทราบ อย่างน้อยก็ทำให้เราระมัดระวังตัว อย่างน้อยก็ทำให้เราหลีกเลี่ยงเพื่อทำให้เราเผชิญกับกรรมน้อยลงไป อย่างน้อยก้ทำให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีที่มา มันมีที่ไปของมัน

มีนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์วัตถุจิตนิยม มักโจมตีอยู่เสมอว่า การดูดวง เป็นเรื่องของความงมงาย หมอดูคู่กับหมอเดา หมายถึงว่า เขาไม่เชื่อในเรื่องของวิชาโหราศาสตร์เพราะคิดไปว่ามันเป็นเรื่องเดียรัจฉานวิชาบ้าง เป็นการคาดเดาเอาเองบ้าง คิดว่ามันเป็นวิชาที่ใช้สถิติสุ่มเอาบ้าง ไม่เชื่อว่าวิชาโหราศาสตร์จะสามารถไขปริศนาแห่งรหัสลับของดวงดาว จักรวาล และธรรมชาติรอบตัว

แสดงว่าเขาลืมไปว่า อัลเบิร์ต ไอสไตน์ และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกรอบตัวเรา ตั้งแต่เล็กเท่าอะตอม (จุลจักรวาล)จนถึงมหาจักรวาล ล้วนมีความผูกพัน ล้วนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งแยกกันไม่ออก เพียงแต่ว่า กับอะไร เมื่อไร อย่างไร เท่านั้น

กรรมเป็นผลจากการกระทำของเราในอดีตชาติ จะดีหรือจะร้ายก็เพราะเราทำ เป็นสิ่งที่เราจะต้องได้รับผลแห่งการกระทำเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โหรฯเป็นเพียงผู้แปลรหัสของดวงดาวและธรรมชาติรอบตัว เพื่อเผยแผนที่ชีวิตของเรา และสามารถมองเห็นช่องทางที่จะเลี่ยงหลบสิ่งเลวร้าย ให้ลดน้อยถอยลงหรือพบพานแต่สิ่งที่ดีดี

การสะเดาะเคราะห์ หรือพิธีการตัดกรรมที่กำลังกล่าวขานถึงก็คือการขออโหสิกรรม ลดการอาฆาตจองเวรกับเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังจ้องจองเวรด้วยความอาฆาตพยาบาทที่ถูกเรากระทำในอดีตชาติ ไม่ใช่เป็นการตัดทอนผลกรรมที่เราทำให้หมดไปหรือให้ลดลง เพราะกรรมที่เรากระทำไม่สามารถตัดทอนลงไปได้



สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์พยากรณ์เที่ยงตรง แม่นยำเชื่อถือได้ วิเคราะห์พยากรณ์อย่างเป็นระบบ ไม่เลื่อนลอย ยึดมั่นในอุดมการณ์ของครูที่ท่านได้กำชับให้นำเอาวิชาการพยากรณ์มาช่วยเหลือแนะนำ บรรเทาทุกข์ของผู้คนมากกว่าการพยากรณ์เพื่อการค้า

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าประเทศใด? ชาติใด ภาษาใด? สมัยไหน? ชนชั้นวรรณะใด? ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัว นักธุรกิจ นักการค้า แม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ หรือไม่เว้นแต่นายพล นายพัน รัฐมนตรี หรือระดับผู้นำประเทศ ล้วนแต่เคยดูดวงด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า เราจะเชื่ออย่างงมงายหรือจะเชื่อโดยใช้เหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยนำเอาคำพยากรณ์มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต หรือทำธุรกิจ การค้า หรือเพื่อการทำสงครามฯ

"สนามหลวงแก็งค์" ไม่สนับสนุนให้เชื่อเรื่อง "ดวง" อย่างงมงาย แต่เราสนับสนุนให้ใช้คำ "พยากรณ์"อย่างมีวิจารณญาณประกอบการตัดสินใจอย่างมีสติ ใช้ "ปัญญา"อย่างมี "เหตุผล"

หลังจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จนต้องมีการเข้าจองคิวดูดวงเป็นจำนวนมาก ณ ขณะนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะคนไทยในประเทศที่เข้ามาใช้บริการจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"เท่านั้น

แต่ยังมีคนไทยที่อยู่หลายประเทศทั่วโลกเข้ามาดูดวง ตรวจสอบชื่อ นามสกุลมากมาย ทั้งนี้คงเป็นเพราะผู้ที่เข้ามา"ดูดวง" กับ "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับความพอใจในคำพยากรณ์ที่ถูกต้อง แม่นยำ แนะนำแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมตามหลักโหราศาสตร์ จึงได้มีการบอกเล่า แนะนำชักชวนกันปากต่อปากเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันนี้ มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมwww.sanamluang.bloggang.com มีจำนวนถึง 118 ประเทศ โดยเข้ามาเปิดดูหน้า "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"คิดเป็นร้อยละ 80 ของ pageviews ต่างๆใน www.sanamluang.bloggang.comจัดทำบล็อกครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 มีผู้เข้าชมจำนวนทั้งสิ้น 579,020 ครั้ง จากจำนวน 262,960 visitors (ข้อมูล ณ เวลา 12.00 น.ของวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2553)

ส่วนใหญ่ลูกค้าที่โทรเข้ามาเกือบ 98% เมื่อโทรฯ เข้ามาดูดวงแล้ว จะสามารถนัดวัน เวลาดูดวงได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด อาจจะมีอยู่บ้างเพียงไม่กี่รายที่โทรฯเข้ามาเพื่อสอบถามรายละเอียดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

อาจจะเนื่องมาจากไม่คุ้นเคยการทำธุรกิจแบบออนไลน์ โดยมีการโอนเงินก่อน ไม่ไว้ใจ หรือไม่กล้า ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ประมาณ 2%

สำหรับที่เมลฯมาถามและเงียบไป ไม่สามารถทราบจำนวนได้ อาจเนื่องจากเป็นรายที่โทรเข้ามานัดอีกทางหนึ่งก็เป็นได้

สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์ ยังมีอาจารย์ผู้สอนวิชาโหราศาสตร์ ผ่านประสบการณ์ในการดูดวงหลายปีคิดเป็นจำนวนหลายพันดวง

แน่นอน แม่นยำกระชับ ชัดเจน หากไม่ทราบเวลาตกฟากท่านก็ยังสามารถดูได้ รายที่กำลังประสบเคราะห์หามยามร้าย ท่านก็จะช่วยแนะนำและแก้ไขเรื่องเลวร้ายให้กลายเป็นดีด้วยศาสตร์แห่งความลี้ลับของโหราศาสตร์ โดยไม่ต้องเสียเงินสะเดาะเคราะห์ สามารถดูได้ถึงขนาดปัญหาเรื่องคู่ครอง เรื่องเคราะห์ เรื่องหน้าที่การงาน โดยใช้ "วิชาโหราศาสตร์ดวงไทย"อันเป็นสุดยอดของวิชาโหราศาตร์โบราณของไทย

นอกจากนั้น เรายังมี ซินแส ที่เชี่ยวชาญเรื่องการดูฮวงจุ้ย ทำเลปลูกบ้าน อาคารสำนักงาน ดูฤกษ์ยาม แต่งงาน คลอดบุตร ขึ้นบ้านใหม่ เปิดกิจการต่างๆโดยใช้วิชาโหราศาสตร์จีนโบราณผสานตำราดวงไทย ซึ่งซินแสท่านมีประสบการณ์การดูดวงมาไม่น้อยกว่า 45 ปี ผ่านการดูให้กับนักธุรกิจชื่อดังของเมืองไทย และนักธุรกิจชั้นนำจากฮ่องกงหลายราย

ติดต่อ 081-4834367 หรือ workingmailhome@hotmail.com
--------------------------------------------
● ปรึกษาปัญหากฏหมาย
ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์
--------------------------------------------
● ปัญหาติดต่อราชการ
บริการปรีกษาเรื่อง ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ค่าธรรมเนียมต่างๆ และการติดต่อราชการต่างๆ ของสำนักงานเขต
--------------------------------------------
● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล,

● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work
--------------------------------------------
สำนักพิมพ์ดาวหาง
www.sanamluang.bloggang.com




รับวาดรูปเหมือน และสอนวาดรูป
โดยอาจารย์ ผู้ชำนาญ

ราคาย่อมเยา

















หลังเกิดเหตการณ์ 14 ตุลา 2516 นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน ต่างหลั่งไหลดั่งสายน้ำ ล้นขอบ ออกจากเมือง เข้าสู่ ชนบท เหตุเกิดเมื่อ กลางปี พ.ศ.2516 จนถึง พ.ศ.2519 นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ได้ พบกันโดยบังเอิญ และ ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับชาวบ้าน ณ หมู่บ้าน แม่ตะมาน ตำบลกื๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ ชื่อโครงการว่า "โครงการหมู่บ้านสหกรณ์แม่ตะมาน"
เชิญ พบ และติดตาม กับเรื่องราว และบทสรุป อันควรเป็นจุดเริ่มต้น ต่อไปใน

     เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย ที่ถูกหว่านทั่วท้องทุ่งแห่งประชาไทย มาบัดเดี๋ยวนี้ เมื่อต้องฝน ต้องลม แห่งกาลเวลาพัดผ่าน จาก 2516 , 2519 2535,จน 2540 ถึง 2550บางเมล็ดพันธุ์ก็ยังขาวพิสุทธิ์สดใส บ้างเมล็ดพันธุ์เปลี่ยนสี บ้างก็ดอกสีเหลือง บ้างก็ดอกสีแดง บ้างก็ดอกสีม่วงก้มี สีเขียว สีน้ำเงิน หรือบ้างก็อาจเฉาโรยรา หรือบ้าง ผสมผสานกลายพันธุ์ ก็มีไม่น้อย
มาบัดเดี๋ยวนี้ มันไม่ใช่ จิต วิญญาณ แห่ง 14 ตุลา เดิมเสียแล้ว ไม่ใช่พันธุ์เดียวกัน อย่าได้ เอ่ยอ้างเลย ว่า วิญญาณ 14 ตุลา ยังคง...มันประชาธิปไตย ที่ไม่ บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนอย่างเดิมเสียแล้ว.....
..แต่มันเป็น.ประชาธิปไตย...เพื่อใคร..??


“ทุกวันนี้ เราจะรับรู้ ได้เห็น ได้ยินแต่เรื่องเลวร้าย ในสังคม
เราจึงขอบันทึกสิ่งที่ดีๆ ต่างๆ เหล่านี้ ด้วยจิตคารวะ และขอเป็นกำลังใจให้เกิดสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ต่อไป”>>>



อ่านงานเขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์หลากหลายประเทศทั่วโลก ที่นี่ >>>





*จำนวนผู้ชมทั้งสิ้น* สถาปนาบล็อค 21 ก.ค.2550
Friends' blogs
[Add jenifaae's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.