Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
19 กันยายน 2552
 
All Blogs
 

ความสับสนของคนที่รู้ไม่กระจ่าง ตอน ๔

อย่าพิสูจน์ศาสนศาสตร์บนเหตุผลทางวิทยาศาสตร์



     ชื่อของบทความของวันนี้ ที่ประหนึ่งตั้งเป็นข้อห้ามอันเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนนั้น มีอยู่สองประเด็นที่อาจจำเป็นต้องอธิบาย ประเด็นแรก

     คำว่าศาสนาศาสตร์นั้นผู้เขียนหมายถึงองค์ความรู้ที่เป็นพื้นฐานที่มาของศาสนา ความจริงที่ศาสดาผู้ประกาศศาสนาได้พบเป็นประสบการณ์จากภายใน ที่ก็คือญาณทัศน์ หรือความรู้เร้นลับ (mysticism) ที่ได้จากฌานหรือจากสมาธิ ประสบการณ์ ตรงและส่วนตัว - ที่โดยหลักการ - ชี้บ่งสัทธรรมความจริงแท้ที่อยู่เบื้องหลังศาสนาทุกๆ ศาสนา รวมทั้งอยู่ข้างหลังลัทธิความเชื่อทุกๆ วัฒนธรรมความเชื่อ เพียงแต่จะแปลกต่างกันบ้างในความลึกซึ้งและในรายละเอียด ส่วนประเด็นหลัง คำว่าเหตุผลและวิทยาศาสตร์จะหมายถึงเหตุผลรวมทั้งตรรกะที่มนุษย์เรา "สร้างขึ้นมา" บนความจริงที่รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสภายนอกทั้งห้า ตรรกะและเหตุผลที่เป็นองค์ประกอบ หรือเป็นหลักเกณฑ์ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยองค์ความรู้ทางกายภาพ (empirical or physical science) ที่ให้ "วิชา" ทั้งหลายทั้งปวงแก่เรา

     ทั้งนี้ก็เพราะว่า - ในความเห็นของผู้เขียน - องค์ความรู้และเส้นทางที่ได้มาของทั้งสองศาสตร์ สำหรับคนทั่วไป - เราท่าน - ที่ไม่ใช่อัจฉริยะหรืออรหันต์ คงจะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ จริงๆ แล้วก็เหมือนกับที่หมอประเวศ วะสี ปรารภกับผู้เขียนว่า "เมื่อไรหนอที่เราจะเลิกคิดเปรียบเทียบระหว่างองค์ความรู้ทั้งสองนี่กันเสียที" คำปรารภที่ผู้เขียนเห็นด้วยหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ดังที่ผู้เขียนเองก็เคยพูดเช่นนั้นเมื่อผู้เขียนได้ไปอภิปรายให้พระสงฆ์ที่เป็นนักศึกษาพุทธศาสตร์ที่ทำปริญญาโทของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยฟัง เมื่อร่วม 5 ปีก่อน โดยอภิปรายร่วมกับพระเทพดิลกและกับอดีตพระสุชีโวภิกขุ หรืออาจารย์สุชีพ บุญญานุภาพ ที่ล่วงลับไปแล้ว นั้นคือผู้เขียนสรุปเป็นความเข้าใจ - อย่างแจ่มแจ้งสำหรับผู้เขียนเองโดยไม่สงวนสิทธิ์หากใครจะร่วมความเข้าใจด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรต่อการทำธรรมะให้เป็นทยาศาสตร์ของผู้เขียน - เพียงแต่ธรรมะที่ผู้เขียนสนใจที่จะรู้อย่างยิ่งนั้น จะต้องมีลักษณะสามประการดังนี้คือ หนึ่ง เป็นความรู้ที่ได้มาจากเส้นทางภายใน เช่น จากฌานหรือสมาธิ หรือเป็นความรู้เร้นลับที่มีมาเอง (intuition or insight)

     ที่ผู้เขียนคิดและเชื่อว่าเป็นความจริงแท้ สอง ธรรมะนั้นไม่จำเป็นต้องมาจากศาสนาที่อุบัติขึ้นทาทางตะวันออก หรือเป็นพุทธศาสนธรรม แต่มาจากคำสอนหรือเป็นธรรมะของศาสนาใดก็ได้ หรือเป็นความรู้ของศาสดาใดก็ได้ หรือแม้แต่จะเป็นวัฒนธรรมความเชื่อของลัทธิไหนก็ได้ และสาม ธรรมะหรือความรู้เร้นลับนั้นๆ ต้องไม่มีทั้งตรรกะและเหตุผลทางโลกกายภาพหรือถูกสร้างขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติโดยมนุษย์บนการรับรู้ของประสาทสัมผัสภายนอกทั้งห้า - หู ตา จมูก ลิ้น และกายสัมผัส - และที่สำคัญอย่างยิ่ง คำว่าวิทยาศาสตร์นั้น จะต้องไม่ใช่วิทยาศาสตร์กายภาพ หากแต่เป็นวิทยาศาสตร์ "แห่งยุคใหม่" ที่ละเอียดอย่างยิ่ง ชนิดที่วัดหรือชั่งหรือตวงหาปริมาตรไม่ได้ ทั้งยังอยู่เหนือที่ว่างและเวลา (space-time) อันเป็นรูปแบบของฟิสิกส์กายภาพหรือฟิสิกส์คลาสสิก รับรู้ได้ก็แต่เพียงด้วยการสังเกตส่วนขยาย (attribute) หรือจากพลังงานแวดล้อมที่เปลี่ยนไป (เช่น สะท้อน (resonate) หรือสั่นไหว (vibrate-fluctuate) หรือหมุน (spinning) หรือมุด (tunneling) ฯลฯ)

จึงอาจเห็นได้ว่า ธรรมะ กับวิทยาศาสตร์ที่ผู้เขียนกำหนดเอาไว้นั้น เป็นเรื่องคนละเรื่องกับการนำเอาคำสองคำ ธรรมะกับวิทยาศาสตร์มาสมาสง่ายๆ หรือเฉยๆ แม้ว่าจะตีความโดยอาศัยปรัชญาหรือจิตวิทยา แต่ก็เป็นเพียงปรัชญาระดับประถม การเรียนรู้เพื่ออยู่ "รอด" ดังที่ผู้เขียนอธิบายมาตลอด แต่ผู้เขียนลงไปละเอียดกว่านั้นยิ่งนัก นั่นคือ "ธรรมวิทยาศาสตร์" ที่เป็นหัวข้อของการบรรยายที่ผู้เขียนถวายให้พระธรรมทูตของทั้งสองมหาวิทยาลัยสงฆ์มาเป็นเวลายาวนาน และนั่นเป็นประเด็นที่คนทั่วไปที่ไม่ใช่พระสงฆ์ไม่รู้ ที่เราต้องมาทำความเข้าใจกัน

     อีกประการหนึ่ง ผู้เขียนเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และ/หรือเป็นกรรมการตรวจ และ/หรือสอบวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกของนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ หลายครั้ง ในจำนวนนี้มีอยู่สามรายที่หัวข้อของวิทยานิพนธ์เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบหลักศาสนศาสตร์กับทฤษฎีหนึ่งใดทางวิทยาศาสตร์กายภาพเก่า ที่คงเป็นเจตนาดีของผู้วิจัย (ที่คิดว่าวิทยาศาสตร์กับความจริงเป็นเรื่องเดียวกัน) นักวิจัยที่ต้องการเห็นความเป็นวิทยาศาสตร์ของศาสนศาสตร์ โดยคิดว่าการทำเช่นนั้น จะเป็นการช่วยให้เครดิตหรือให้ความเป็น "วิชาการ" แก่ศาสนามากขึ้น - ที่ไม่จำเป็นเลย - นั่นคือเจตนาดีหรือความรู้สึกที่ทำให้ผู้ที่ต้องทำให้ที่อยู่ตรงกลางต้องรู้สึกอึดอัดใจ และนั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เราต้องเอามันมาทำให้มันกระจ่างใส บทความนี้เป็นการสะท้อนความรู้สึกและความเห็นของผู้เขียนในเรื่องนี้

ยกตัวอย่างธรรมะสองเรื่องที่ผู้เขียนตอบคำถามพระคุณเจ้าที่ถามหรือให้ความเห็นหลังจากที่ผู้เขียนได้นำธรรมะสองข้อนั้นมาเปรียบเทียบแล้วเปรียบเทียบอีกกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใหม่โดยรอบ

     ข้อมูลที่ผู้เขียนได้มาจากหนังสือนับร้อยๆ เล่ม ที่นักวิทยาศาสตร์ระดับนำของโลก หลายคนได้รางวัลโนเบลหรือรางวัลอื่นๆ - ต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ให้คำตอบหรือให้ความเห็นที่สอดคล้องต้องกันหรือเหมือนๆ กัน - สองเรื่องสองประเด็นที่จะยกเป็นตัวอย่างนี้ก็คือ หนึ่ง เรื่องของปฏิจจสมุปบาท กับสอง เรื่องของแสง - ในความหมายของรูปาหรืออรูปา - ในด้านของศาสนศาสตร์ และในด้านของวิทยาศาสตร์ใหม่ โดยเฉพาะแควนตัมเมคานิกส์ที่ต่อยอดโดยปรัชญาหรือเมตาฟิสิกส์ - ที่นักฟิสิกส์ยุคใหม่ไม่ว่าใครหรือจากที่ไหนๆ - ต่างก็ให้ความคิดความเชื่อ (ปรัชญา) ไปในทางเดียวกัน

พุทธศาสนานั้นจะเน้นธรรมชาติเสมอ ธรรมะที่อธิบายความหมายแห่งชีวิตก็คือธรรมชาติทั้งระดับหยาบละเอียดและละเอียดอย่างยิ่ง ทั้งสามต่างถูกกำหนดและควบคุมด้วยกฎธรรมชาติหรือปฏิจจสมุปบาท (การอาศัยพึ่งพากันบวกกับความพร้อมบวกกับการโผล่ปรากฏ) ที่เป็นไปของมันเองทั้งนั้น แท้ที่จริงแล้วหลักการแห่งการโผล่ปรากฏ (emergent) การเจริญเติบโต (growth) การสืบเนื่อง (continuum) และเสื่อมสลายมีมานานแล้วตั้งแต่ก่อนมีลัทธิพระเวทย์ แต่หลักการสำคัญของการเกิดหรือการโผล่ปรากฏขององค์กรธรรมชาติ (สำหรับโลกแห่งกามโลกีย์คือชีวิต)

     ด้วยการอาศัยพึ่งพากันแบบถึงพร้อม หรือปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นพระองค์เองที่ทรงค้นพบ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้กฎธรรมชาติกฎนี้ยากที่จะเข้าใจก็คือ "มันเป็นไปของมันเอง" โดยไม่ต้องมีเหตุที่ก่อผลมาเกี่ยวด้วยเลย เพราะเรื่องของเหตุผลเป็นเรื่องที่มนุษย์คิดสร้างขึ้นมา เหตุผลเป็นกฎของมนุษย์มีขึ้นมาหลังจากโลกมีมนุษย์ขึ้นมาแล้ว มนุษย์หรือชีวิตที่มีขึ้นมาหลังการเกิดขึ้นมาของโลกและสรรพสิ่งที่เป็นวัตถุธาตุนานยิ่งนัก ปัจจยตาจึงไม่เกี่ยวกับ "สาเหตุ" (causality ของอริสโตเติลที่มีแค่เดินไปข้างบนหรือเดินไปข้างหน้าตามลูกศรแห่งเวลาที่ไม่มีจริง) เท่าๆ กับที่มีปัจจยการไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของเหตุผลเลย นั่นเป็นสิ่งที่ผู้เขียนเข้าใจ ที่ไปตรงกับความจริงทางแควนตัมข้อที่ 5 (Quantum Reality # 5 : The world obeys a non-human kind of reasoning- logic is worng ; Nick Herdert : Quantum Reality, 1985)

นั่นตรงกับนิยามของปฏิจจสมุปบาทของนักคิดอัจฉริยะหลายๆ ท่าน เช่นพุทธทาสภิกขุที่เน้นการพึ่งพาอาศัยกัน "หลายๆ ชั้น" ไร้ที่ว่างและเวลา กระทั่งข้ามภพข้ามชาติ ที่แม้ว่าท่านพุทธทาสจะเน้นเฉพาะเรื่องทุกข์กับการดับทุกข์เป็นสำคัญ แต่ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปของมันเอง ซึ่งเห็นได้ว่าท่านไม่พูดถึงคำว่าเหตุผลหรือตรรกะสักคำ หรือเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ (มหาประยุทธ์) ที่เน้นคำว่าปัจจัยให้พ้นไปจากเหตุที่ก่อผล นั่นคือปัจจัยที่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการอาศัยสิ่งนี้ (conditioning จึงไม่ใช่ causality) นอกจากนั้น ท่านยังเน้นความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องหรือ "กระแส" (เรื่องของความสัมพันธ์กันนั้น อย่าได้เอาไปปนกับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ ที่นักคิดทางเถรวาทหลายคนเข้าใจว่าหลักปฏิจจสมุปบาทมีความสอดคล้องหรือเทียบไดักับทฤษฎีที่ว่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว ปฏิจจสมุปบาททั้งลึกซึ้งกว่าและละเอียดกว่ามากนัก ทั้งยังสามารถนำมาอธิบายธรรมชาติทั้งสามระดับได้เป็นอย่างดี

     บางทีปฏิจจสมุปบาทด้วยคำแปล (พึ่งพาอาศัยกันบวกกับพร้อมๆ กันบวกการโผล่ปรากฏ) อาจสอดคล้อง หรือเข้าไปใกล้ๆ อย่างพอจะนำมาเปรียบได้กับกฎธรรมชาติของการจัดองค์กรตัวเองทางวิทยาศาสตร์ใหม่ (self-organizing system ; of non-linear complexity) ที่มีทฤษฎีไร้ระเบียบ (chaos theory) เป็นเครื่องมือ แต่ในรายละเอียดทฤษฎีไร้ระเบียบที่ว่าย่อมจะต้องอาศัยกฎและทฤษฎีอื่นๆ เช่น ทฤษฎีทางแควนตัมต่างๆ (e. g. Niels Bohr's Complimentarity Principle) หรือกฎสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ และอาศัยกฎแห่งแรงโน้มถ่วงและกฎอื่นๆ รวมทั้งการรวมเข้าด้วยกันของทฤษฎีเหล่านั้น เช่น แควนตัมสัมพัทธภาพ (quantum relatavistic) และทฤษฎีห่วงโซ่แรงโน้มถ่วง (loop gravitation)

และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม หลักการจัดองค์กรตัวเองที่แม้ว่าจะดำเนินไปของมันเอง กระนั้นมันก็ยังแตกต่างไปจากกระบวนการทั้งสามระดับของธรรมชาติหยาบ ละเอียด และละเอียดอย่างยิ่ง (Ricard, M. and Tuan, T.X. : Quantum and Lotus, 2000) ดังคำว่า "กระแส" ที่ท่านมหาประยุทธ์กล่าวถึง ที่ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นสนามจิตที่ร้อยรวงอาณาจักรธรรมชาติไว้ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน (the great holarchy of being of Ken Wilber)

     อีกประเด็นหนึ่งที่อาจทำให้พระคุณเจ้าพระธรรมทูตกับผู้เขียนเห็นแตกต่างกันคือ เรื่องของแสง

- ที่ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นได้ทั้งรูปและอรูป แต่พระสงฆ์โดยทั่วไปมักจะคุ้นเคยกับแสงที่เป็นรูปเพียงประการเดียว แสงแดด แสงไฟ แสงสีขาวที่เรารับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสภายนอก ในขณะที่แสงแห่งอรูปนั้นแม้ในเถรวาทพุทธศาสนาก็มีกล่าวไว้ เช่น ที่อธิบายไว้ถึงมิติที่สว่างในตัวเอง "...ไม่ใช่ว่าจะเป็นแสงจากดาว ไม่ใช่ว่าเป็นแสงแห่งดวงอาทิตย์ และไม่ใช่ความสว่างที่เกิดจากดวงจันทร์ แต่ที่นั่น...ไม่มีซึ่งความมืด" (นะ ทัตถา สุกกะ โชติตันติ อาทิจโจ นะ ปากะสาติ นะ ทัตถา จันทิมา ภาติ ตะไม ทัตถา นะ วิชาติ...อุทาน 9) นั่นคือมิติแห่ง "จิตที่ไร้สัญญา ที่ไม่มีสิ้นสุด สว่างไสวไปทั่ว..." (วิญญานามัง อนิทัสสนามัง อนันตามัง สัพโต ปภามัง...ทีฆะนิกาย-I) นั่นคือแสงที่เป็นอรูป

จริงๆ แล้วแสงแห่งจักรวาล(cosmicray) รวมทั้งรังสีเหนือแกมมาที่เชื่อว่าหลุดมาจากหลุมดำที่เริ่มรวมตัวขึ้นมาใหม่ๆ (black hole gamm-ray) ที่ให้ความถี่ระดับรังสีคงที่ของแพลงก์ (Planck constamt) ที่มีขนาดคลื่นหรือความถี่ที่ละเอียดยิ่งกว่าขนาดของอะตอมที่วัดไม่ได้ หรือรับรู้ทางกายภาพไม่ได้ จริงๆ แล้วเมื่อปีกลายนี้มีการค้นพบที่ออกมาเป็นชุดๆ (pulse of light) สามารถมีความเร็วเหนือคลื่นแสงที่เราวัดได้ (มีความเร็วที่ราวๆ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที) หลายเท่าตัวทีเดียว

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ในมิติที่อยู่เหนือที่ว่างและเวลา ด้วยการเดินทางเหนือกายภาพ (นะ หามัง...เอวารูปายะ...) และข้อจำกัดของมนุษย์เรา (เช่นด้วยลำแสงหรือช่องลมพายุ... worm hole?) เราจะรับรู้ได้ซึ่งความไม่สิ้นสุดของจักรวาล (อังคุตนิกาย iv และดูบทความเรื่อง - จักรวาลและมิติแห่งนิพพานของนักฟิสิกส์ใหญ่ - ด้วย)

     ผู้เขียนเชื่ออย่างยิ่งว่า นักฟิสิกส์ใหม่ โดยเฉพาะนักจักรวาลวิทยาใหม่ของวันนี้ ที่ยอมรับในเรื่องของความไร้สิ้นซึ่งตรรกะและเหตุผล สามารถจะมองหน้าและเข้าใจนักศาสนศาสตร์และนักเทววิทยาที่นักวิทยาศาสตร์ในอดีตหมาดๆ รับกันไม่ได้.


ขอขอบคุณ
ที่มา :
www.palungjit.com
www.wongnamcha.com


H O M E




 

Create Date : 19 กันยายน 2552
2 comments
Last Update : 20 กันยายน 2552 22:31:12 น.
Counter : 1134 Pageviews.

 

เราอาจจะนำศาสนามาอธิบายวิทยาศาสตร์ได้
เพราะล้วนยืนอยู่บนคำว่า ตรรกกะด้วยกันทั้งสิ้น
แต่สิ่งที่ทุกศาสนาเน้นย้ำให้เราพัตณาตัวเราเป็นคน
เราได้นำประโยชน์มาใช้รึเปล่า?
...
หากนำไปเปรียบเที่ยบอย่างนั้น
เหมือนเอาสิบล้อมาขน เพรชซักเม็ดเดียว

 

โดย: itoursab 20 กันยายน 2552 11:10:34 น.  

 

Hey, you used to write fantastic, but the last few posts have been kinda boring?K I miss your great writings. Past few posts are just a bit out of track! come on!
Cheap Louis Vuitton plånbok utlopp //www.goevent.se/omgevent.cfm

 

โดย: Cheap Louis Vuitton plånbok utlopp IP: 94.23.252.21 12 สิงหาคม 2557 9:50:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


jenifaae
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Editor
บทความ ความคิดเห็นที่นำลง"สนามหลวงแก็งค์" ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
เพียงเราเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในทางข้อมูล ข่าวสาร
หากท่านมีข้อคิดเห็นประการใด โปรดแจ้งให้เราทราบ จักขอบคุณยิ่ง
"สนามหลวงแก็งค์"
kunkorn : Facebook



"Sanamluang's Gang"
"สนามหลวงแก๊งค์"

kunkorn : Facebook

     เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนให้เกิดการศึกษา การเรียนรู้ เผยแพร่ ส่งเสริม สนับสนุน รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร อนุรักษ์ รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย วิถีชีวิต และปรัชญา คุณค่าจิตวิญญาณที่งดงาม สืบสานต่อยอดกันมานานนับพันๆปี และกำลังถูกทำลายด้วยอิทธิพลจากแนวคิดเชิงวัตถุนิยมแบบตะวันตก

● เพื่อการศึกษาหาความรู้ ส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดการศึกษา เรียนรู้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ และนำมาเผยแพร่แก่มวลมนุษยชาติ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง มิใช่เพียงวิทยาศาสตร์เชิงวัตถุเพียงอย่างเดียว เพราะถือว่าพระพุทธเจ้า ทรงค้นพบความจริงของธรรมชาติ ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่มนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ ยังเป็นเพียงผู้รู้ แค่หางอึ่งที่ยังอยู่ในกะลาครอบ แต่บังอาจด่วนสรุป ขัดแย้งกับ สิ่งที่องค์ศาสดาทรงค้นพบมากว่าสองพันปี จนทำให้บังเกิดความสับสน ลดความน่าเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ

● สนามหลวงแก๊งค์ ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณท่านเจ้าของข่าวสาร ข้อมูล ที่เราได้นำลงในสนามหลวงแก๊งค์ ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยจิตคารวะ ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เพื่อให้สนามหลวงแก๊งค์ เป็นแหล่งในการเผยแพร่ ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์และเพื่อเป็นวิทยาทานแก่สาธารณชน แต่หากท่านเจ้าของข้อมูล ข่าวสารที่ สนามหลวงแก๊งค์ นำลงไม่มีความประสงค์ให้นำลง ขอได้โปรดแจ้งความประสงค์ เรายินดีที่จะถอดออกต่อไป

ด้วยจิตคารวะ
www.sanamluang.bloggang.com
kunkorn : Facebook


ดาวหาง
     เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในห้วงมหาจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ลี้ลับไร้ขอบเขต ทุกครั้งที่ดาวหางปรากฏ มันจะส่งสัญญาณแห่งความพินาศ มหันตภัย ธรรมชาติ ความตาย ความเจ็บป่วย สงคราม ความขัดแย้ง การกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบ การคดโกง การเบียดเบียนของมนุษย์บนพื้นพิภพใบนี้

     มันคือสัญญาณเตือนภัยที่มนุษย์ไม่อาจจะควบคุมได้ ทั้งภัยทางธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากมนุษย์สร้างกันขึ้นมาเองในทุกรอบพันปี

     ไม่ว่ามนุษย์จะคิดว่าตัวเองเก่งกาจสามารถ ฉลาดสักเพียงไหน ก็ไม่อาจหลีกพ้นมหันตภัยเหล่านี้ไปได้
     ดังนั้น จงเชื่อและปฎิบัติตามอย่างไม่ลังเลต่อคำสอนของศาสดาของเราอย่างจริงจังเถิด

     แม้จอมจักรพรรดิ จอมราชันย์ หรือจอมทรราชที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ก็ต้องตายร่างกายเน่าเปื่อยเป็นผุยผง และในที่สุดวิญญาณของเขาก็ต้องชดใช้กรรม ด้วยการถูกไฟนรกเผาผลาญโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งทั้งสิ้น

     จงอย่าอหังการ์ว่าตัวเองเก่ง ฉลาด และยิ่งใหญ่กว่าคำสอนของพระศาสดา ไม่มีมนุษย์ตนใดที่จะพ้นจากกฎแห่งธรรมชาติได้ มนุษย์ที่เก่งกว่าเรา เขาได้ตายร่างกายทับถมปฐพีแห่งนี้นับไม่ถ้วนแล้ว


     ● ขออนุญาตนำภาพวาด "วีระชนบนพานรัฐธรรมนูญ" ของ คุณสถาพร ไชยเศรษฐ ศิลปินอิสระ อดีตแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ซึ่งวาดเนื่องในโอกาส 2 ปี 14 ตุลา มาเป็นส่วนหนึ่งของหัว "สนามหลวงบล็อก"                


บริการดูดวง



"สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" มีความภาคภูมิใจในความสำเร็จตามอุดมการณ์ของเรา ที่ได้ตั้งเอาไว้ว่า "เราจะใช้วิชาความรู้ในด้านการพยากรณ์เพื่อให้เป็นประโยชน์สำหรับการให้การปรึกษาของผู้คนที่กำลังประสบปัญหา ความเดือดเนื้อร้อนใจ หรือการเผชิญกับปัญหานั้นๆได้อย่างไรดี

มนุษย์เกิดแต่กรรม มนุษย์มีกรรมเป็นเหตุ เมื่อเราประสบเคราะห์กรรม ปัญหาอยู่ที่ว่าหากเราทราบเสียก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าการไม่ทราบ อย่างน้อยก็ทำให้เราระมัดระวังตัว อย่างน้อยก็ทำให้เราหลีกเลี่ยงเพื่อทำให้เราเผชิญกับกรรมน้อยลงไป อย่างน้อยก้ทำให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีที่มา มันมีที่ไปของมัน

มีนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์วัตถุจิตนิยม มักโจมตีอยู่เสมอว่า การดูดวง เป็นเรื่องของความงมงาย หมอดูคู่กับหมอเดา หมายถึงว่า เขาไม่เชื่อในเรื่องของวิชาโหราศาสตร์เพราะคิดไปว่ามันเป็นเรื่องเดียรัจฉานวิชาบ้าง เป็นการคาดเดาเอาเองบ้าง คิดว่ามันเป็นวิชาที่ใช้สถิติสุ่มเอาบ้าง ไม่เชื่อว่าวิชาโหราศาสตร์จะสามารถไขปริศนาแห่งรหัสลับของดวงดาว จักรวาล และธรรมชาติรอบตัว

แสดงว่าเขาลืมไปว่า อัลเบิร์ต ไอสไตน์ และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกรอบตัวเรา ตั้งแต่เล็กเท่าอะตอม (จุลจักรวาล)จนถึงมหาจักรวาล ล้วนมีความผูกพัน ล้วนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งแยกกันไม่ออก เพียงแต่ว่า กับอะไร เมื่อไร อย่างไร เท่านั้น

กรรมเป็นผลจากการกระทำของเราในอดีตชาติ จะดีหรือจะร้ายก็เพราะเราทำ เป็นสิ่งที่เราจะต้องได้รับผลแห่งการกระทำเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โหรฯเป็นเพียงผู้แปลรหัสของดวงดาวและธรรมชาติรอบตัว เพื่อเผยแผนที่ชีวิตของเรา และสามารถมองเห็นช่องทางที่จะเลี่ยงหลบสิ่งเลวร้าย ให้ลดน้อยถอยลงหรือพบพานแต่สิ่งที่ดีดี

การสะเดาะเคราะห์ หรือพิธีการตัดกรรมที่กำลังกล่าวขานถึงก็คือการขออโหสิกรรม ลดการอาฆาตจองเวรกับเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังจ้องจองเวรด้วยความอาฆาตพยาบาทที่ถูกเรากระทำในอดีตชาติ ไม่ใช่เป็นการตัดทอนผลกรรมที่เราทำให้หมดไปหรือให้ลดลง เพราะกรรมที่เรากระทำไม่สามารถตัดทอนลงไปได้



สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์พยากรณ์เที่ยงตรง แม่นยำเชื่อถือได้ วิเคราะห์พยากรณ์อย่างเป็นระบบ ไม่เลื่อนลอย ยึดมั่นในอุดมการณ์ของครูที่ท่านได้กำชับให้นำเอาวิชาการพยากรณ์มาช่วยเหลือแนะนำ บรรเทาทุกข์ของผู้คนมากกว่าการพยากรณ์เพื่อการค้า

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าประเทศใด? ชาติใด ภาษาใด? สมัยไหน? ชนชั้นวรรณะใด? ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัว นักธุรกิจ นักการค้า แม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ หรือไม่เว้นแต่นายพล นายพัน รัฐมนตรี หรือระดับผู้นำประเทศ ล้วนแต่เคยดูดวงด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า เราจะเชื่ออย่างงมงายหรือจะเชื่อโดยใช้เหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยนำเอาคำพยากรณ์มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต หรือทำธุรกิจ การค้า หรือเพื่อการทำสงครามฯ

"สนามหลวงแก็งค์" ไม่สนับสนุนให้เชื่อเรื่อง "ดวง" อย่างงมงาย แต่เราสนับสนุนให้ใช้คำ "พยากรณ์"อย่างมีวิจารณญาณประกอบการตัดสินใจอย่างมีสติ ใช้ "ปัญญา"อย่างมี "เหตุผล"

หลังจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จนต้องมีการเข้าจองคิวดูดวงเป็นจำนวนมาก ณ ขณะนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะคนไทยในประเทศที่เข้ามาใช้บริการจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"เท่านั้น

แต่ยังมีคนไทยที่อยู่หลายประเทศทั่วโลกเข้ามาดูดวง ตรวจสอบชื่อ นามสกุลมากมาย ทั้งนี้คงเป็นเพราะผู้ที่เข้ามา"ดูดวง" กับ "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับความพอใจในคำพยากรณ์ที่ถูกต้อง แม่นยำ แนะนำแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมตามหลักโหราศาสตร์ จึงได้มีการบอกเล่า แนะนำชักชวนกันปากต่อปากเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันนี้ มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมwww.sanamluang.bloggang.com มีจำนวนถึง 118 ประเทศ โดยเข้ามาเปิดดูหน้า "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"คิดเป็นร้อยละ 80 ของ pageviews ต่างๆใน www.sanamluang.bloggang.comจัดทำบล็อกครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 มีผู้เข้าชมจำนวนทั้งสิ้น 579,020 ครั้ง จากจำนวน 262,960 visitors (ข้อมูล ณ เวลา 12.00 น.ของวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2553)

ส่วนใหญ่ลูกค้าที่โทรเข้ามาเกือบ 98% เมื่อโทรฯ เข้ามาดูดวงแล้ว จะสามารถนัดวัน เวลาดูดวงได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด อาจจะมีอยู่บ้างเพียงไม่กี่รายที่โทรฯเข้ามาเพื่อสอบถามรายละเอียดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

อาจจะเนื่องมาจากไม่คุ้นเคยการทำธุรกิจแบบออนไลน์ โดยมีการโอนเงินก่อน ไม่ไว้ใจ หรือไม่กล้า ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ประมาณ 2%

สำหรับที่เมลฯมาถามและเงียบไป ไม่สามารถทราบจำนวนได้ อาจเนื่องจากเป็นรายที่โทรเข้ามานัดอีกทางหนึ่งก็เป็นได้

สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์ ยังมีอาจารย์ผู้สอนวิชาโหราศาสตร์ ผ่านประสบการณ์ในการดูดวงหลายปีคิดเป็นจำนวนหลายพันดวง

แน่นอน แม่นยำกระชับ ชัดเจน หากไม่ทราบเวลาตกฟากท่านก็ยังสามารถดูได้ รายที่กำลังประสบเคราะห์หามยามร้าย ท่านก็จะช่วยแนะนำและแก้ไขเรื่องเลวร้ายให้กลายเป็นดีด้วยศาสตร์แห่งความลี้ลับของโหราศาสตร์ โดยไม่ต้องเสียเงินสะเดาะเคราะห์ สามารถดูได้ถึงขนาดปัญหาเรื่องคู่ครอง เรื่องเคราะห์ เรื่องหน้าที่การงาน โดยใช้ "วิชาโหราศาสตร์ดวงไทย"อันเป็นสุดยอดของวิชาโหราศาตร์โบราณของไทย

นอกจากนั้น เรายังมี ซินแส ที่เชี่ยวชาญเรื่องการดูฮวงจุ้ย ทำเลปลูกบ้าน อาคารสำนักงาน ดูฤกษ์ยาม แต่งงาน คลอดบุตร ขึ้นบ้านใหม่ เปิดกิจการต่างๆโดยใช้วิชาโหราศาสตร์จีนโบราณผสานตำราดวงไทย ซึ่งซินแสท่านมีประสบการณ์การดูดวงมาไม่น้อยกว่า 45 ปี ผ่านการดูให้กับนักธุรกิจชื่อดังของเมืองไทย และนักธุรกิจชั้นนำจากฮ่องกงหลายราย

ติดต่อ 081-4834367 หรือ workingmailhome@hotmail.com
--------------------------------------------
● ปรึกษาปัญหากฏหมาย
ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์
--------------------------------------------
● ปัญหาติดต่อราชการ
บริการปรีกษาเรื่อง ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ค่าธรรมเนียมต่างๆ และการติดต่อราชการต่างๆ ของสำนักงานเขต
--------------------------------------------
● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล,

● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work
--------------------------------------------
สำนักพิมพ์ดาวหาง
www.sanamluang.bloggang.com




รับวาดรูปเหมือน และสอนวาดรูป
โดยอาจารย์ ผู้ชำนาญ

ราคาย่อมเยา

















หลังเกิดเหตการณ์ 14 ตุลา 2516 นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน ต่างหลั่งไหลดั่งสายน้ำ ล้นขอบ ออกจากเมือง เข้าสู่ ชนบท เหตุเกิดเมื่อ กลางปี พ.ศ.2516 จนถึง พ.ศ.2519 นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ได้ พบกันโดยบังเอิญ และ ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับชาวบ้าน ณ หมู่บ้าน แม่ตะมาน ตำบลกื๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ ชื่อโครงการว่า "โครงการหมู่บ้านสหกรณ์แม่ตะมาน"
เชิญ พบ และติดตาม กับเรื่องราว และบทสรุป อันควรเป็นจุดเริ่มต้น ต่อไปใน

     เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย ที่ถูกหว่านทั่วท้องทุ่งแห่งประชาไทย มาบัดเดี๋ยวนี้ เมื่อต้องฝน ต้องลม แห่งกาลเวลาพัดผ่าน จาก 2516 , 2519 2535,จน 2540 ถึง 2550บางเมล็ดพันธุ์ก็ยังขาวพิสุทธิ์สดใส บ้างเมล็ดพันธุ์เปลี่ยนสี บ้างก็ดอกสีเหลือง บ้างก็ดอกสีแดง บ้างก็ดอกสีม่วงก้มี สีเขียว สีน้ำเงิน หรือบ้างก็อาจเฉาโรยรา หรือบ้าง ผสมผสานกลายพันธุ์ ก็มีไม่น้อย
มาบัดเดี๋ยวนี้ มันไม่ใช่ จิต วิญญาณ แห่ง 14 ตุลา เดิมเสียแล้ว ไม่ใช่พันธุ์เดียวกัน อย่าได้ เอ่ยอ้างเลย ว่า วิญญาณ 14 ตุลา ยังคง...มันประชาธิปไตย ที่ไม่ บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนอย่างเดิมเสียแล้ว.....
..แต่มันเป็น.ประชาธิปไตย...เพื่อใคร..??


“ทุกวันนี้ เราจะรับรู้ ได้เห็น ได้ยินแต่เรื่องเลวร้าย ในสังคม
เราจึงขอบันทึกสิ่งที่ดีๆ ต่างๆ เหล่านี้ ด้วยจิตคารวะ และขอเป็นกำลังใจให้เกิดสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ต่อไป”>>>



อ่านงานเขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์หลากหลายประเทศทั่วโลก ที่นี่ >>>





*จำนวนผู้ชมทั้งสิ้น* สถาปนาบล็อค 21 ก.ค.2550
Friends' blogs
[Add jenifaae's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.