Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2554
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
9 กรกฏาคม 2554
 
All Blogs
 

ความสุขที่ปลายทาง


นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ ๓๑๖ :: มิถุนายน ๕๔ ปีที่ ๒๗

คอลัมน์รับอรุณ

พระไพศาล วิสาโล


*เคยสังเกตไหมว่าป้ายโฆษณาริมถนนในกรุงเทพ ฯ โดยเฉพาะข้างทางด่วนเกือบร้อยทั้งร้อยล้วนเป็นภาพของหญิงชายที่กำลังยิ้มแย้มและมีความสุข เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีความสุขก็เพราะได้บริโภคหรือได้ครอบครองสินค้าบางอย่าง ซึ่งทำให้เขาสัมผัสได้ถึงรสชาติอันเอร็ดอร่อย หาไม่ก็ได้รับความสนุกสนาน หรือประสบความสำเร็จ รวมทั้งดึงดูดผู้คนให้เข้าหาคน ซึ่งมักหนีไม่พ้นเพศตรงข้าม และโดยที่ไม่ต้องใช้ความสังเกตมาก ก็จะพบว่าหญิงชายที่กำลังมีความสุขเหล่านั้นมักอยู่ในวัยหนุ่มสาว

นอกจากเชิญชวนให้เราซื้อสินค้าของเขาแล้ว ใช่หรือไม่ว่าป้ายเหล่านี้กำลังบอกเราด้วยว่า วัตถุ(หรือเงิน) ความสนุกสนาน ความสำเร็จ เซ็กส์ และความเป็นหนุ่มสาว คือที่มาแห่งความสุข

แต่มองให้ลึกลงไป ป้ายโฆษณาเหล่านี้มิเพียงส่ง “สาร” มาให้ผู้คนซึมซับเข้าไปสู่จิต(ไร้)สำนึกเท่านั้น หากมันยังเป็นกระจกสะท้อนค่านิยมของผู้คนในสังคมปัจจุบันด้วย เป็นเพราะคนส่วนใหญ่(โดยเฉพาะคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของป้ายโฆษณาเหล่านี้) มีความเชื่อเช่นนั้นอยู่แล้ว สื่อโฆษณาทั้งหลายจึงใช้ความเชื่อเหล่านั้นเป็นเครื่องมือเพื่อให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกดีต่อสินค้าที่ต้องการเสนอขาย

แต่จริงหรือว่า ทรัพย์สมบัติ ความสนุกสนาน ความสำเร็จ เซ็กส์ และความเป็นหนุ่มสาว เป็นปัจจัยแห่งความสุข ทุกวันนี้รายได้ต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นเกือบ ๕๐ เท่าเมื่อเทียบกับ ๕๐ ปีที่แล้ว ขณะที่สิ่งอำนวยความสนุกและสถานบันเทิงเริงรมย์มีทุกหนแห่ง แต่ความสุขของผู้คนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย กลับจะลดลงด้วยซ้ำ หากดูจากสถิติคนเป็นโรคจิตโรคประสาทและอัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี รวมทั้งการใช้ยาระงับความเครียดที่พุ่งสูงขึ้นไม่หยุด การวิจัยเมื่อไม่กี่ปีมานี้พบว่าตามโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ มีการสั่งยาคลายเครียดหรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทถึง ๑ ใน ๔ ของใบสั่งยาทั้งหมด ส่วนในกรุงเทพมหานครและภาคกลางก็พบว่ามีการใช้ยาคลายเครียดเพิ่มสูงขึ้นมาก

นี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา รายได้ของคนอเมริกันเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่สัดส่วนของคนอเมริกันที่บอกว่า “มีความสุข” ไม่ได้เขยิบเพิ่มขึ้นเลย คืออยู่ที่ ๖๐ % มาตลอด ส่วนคนที่บอกว่า “มีความสุขมาก” ลดลงจาก ๗.๕% เป็น ๖% ในยุโรปและญี่ปุ่นความสุขก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็คือ โรคจิต โรคประสาท และการฆ่าตัวตาย

เงินมีส่วนทำให้คนมีความสุขก็จริง แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด จะว่าไปแล้วหากมีทรัพย์สมบัติถึงจุดหนึ่ง (เช่น เลยพ้นระดับความยากจนหรืออัตคัดขัดสน) เงินที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ช่วยให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นเลยก็ได้ การศึกษากลุ่มชนทั่วโลกที่มีวิถีชีวิตและมาตรฐานการครองชีพที่ต่างกันเมื่อไม่กี่ปีมานี้พบว่า เศรษฐีพันล้านชาวอเมริกัน ชาวอามิช(ที่ยังชีพแบบเกษตรกรเมื่อร้อยปีก่อน)ในรัฐเพนซิลวาเนีย ชาวอินุยต์ในเกาะกรีนแลนด์ที่ปกคลุมด้วยหิมะ และชนเผ่ามาไซในอาฟริกา ล้วนมีความสุขในระดับใกล้เคียงกัน (คือ ๕.๘ หรือ ๕.๗ จากคะแนนเต็ม ๗)

การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศก็ให้ผลในทำนองเดียวกัน นั่นคือประเทศร่ำรวยไม่จำเป็นต้องมีความสุขมากกว่าประเทศที่มีรายได้ปานกลางหรือยากจน อาจกลับกันด้วยซ้ำ เช่น บราซิลมีความสุขมากกว่าปอร์ตุเกสและเยอรมนี การวิจัยล่าสุดของรุตต์ วีนโฮเฟน (Rutt Veenhofen) แห่งมหาวิทยาลัยรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเทอร์แลนด์พบว่า ประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลกคือ คอสตาริกา (คะแนน ๘.๕) รองลงมาคือเดนมาร์ค (๘.๓) และแคนาดากับสวิตเซอร์แลนด์ (๘.๐)

จริงอยู่เมื่อศึกษากลุ่มคนที่อยู่ในประเทศเดียวกัน จะพบว่าคนรวยมักมีความสุขมากกว่าคนจน แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วกลับมาสอบถามความรู้สึกอีกครั้ง จะพบว่าคนรวยไม่จำเป็นต้องมีความสุขมากกว่าคนจน กล่าวอีกนัยหนึ่งเงินกับความสุขไม่ได้ผูกติดกันเสมอไป

ความสุขนั้นอาศัยตัวแปรมากมาย ซึ่งไม่เกี่ยวกับปริมาณตัวเลขใด ๆ อย่างไรก็ตามมีตัวเลขประเภทหนึ่งซึ่งสามารถเป็นตัวชี้วัดความสุขได้ดี ตัวเลขนี้คนมักนึกไม่ถึง นั่นคืออายุ พอพูดถึงอายุ ผู้คนมักคิดว่า วัยที่มีความสุขมากที่สุดคือ วัยรุ่นหรือหนุ่มสาว แต่การศึกษาล่าสุดจากหลายสำนักกลับพบว่า วัยชราต่างหากที่มีความสุขมากที่สุด

แอนดรูว์ ออสวอลด์ (Andrew Oswald) แห่งมหาวิทยาลัยวอริค ได้สอบถามความเห็นของประชาชนใน ๗๒ ประเทศ ข้อสรุปที่ได้ก็คือ อายุเฉลี่ยที่ผู้คนมีความทุกข์มากที่สุดคืออายุ ๔๖ ปี แต่หลังจากนั้นก็จะมีความสุขเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ สอดคล้องกับการวิจัยของมหาวิทยาลัยพรินซตันนำโดยอาเทอร์ สโตน (Arthur Stone) ซึ่งแยกกลุ่มคนตามวัย และสอบถามความรู้สึกทั้งบวกและลบ เพื่อดูว่าอารมณ์เหล่านี้สัมพันธ์กับอายุมากน้อยเพียงใด สิ่งที่นักวิจัยกลุ่มนี้พบก็คือ ความสุขและความเบิกบานจะต่ำสุดเมื่อถึงวัยกลางคนจากนั้นก็จะเพิ่มขึ้น ความกังวลเพิ่มถึงขีดสูงสุดเมื่ออยู่ในวัยกลางคนและตกลงอย่างฮวบฮาบหลังจากนั้น ความโกรธลดลงตามวัย ส่วนความเศร้าเพิ่มขึ้นนิดหน่อยในวัยกลางคนและลดลงหลังจากนั้น สรุปก็คือ ความสุขของผู้คนจะมีลักษณะคล้ายตัว U นั่นคือ มีความสุขมากเมื่อเป็นวัยรุ่น(ก่อนอายุ ๑๘) หลังจากนั้นก็จะลดต่ำลงเรื่อย ๆ จนถึงวัยกลางคน (คือปลาย ๔๐) แล้วก็จะไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงอายุ ๘๐ โดยระดับความสุขนั้นมากกว่าตอนก่อนอายุ ๑๘ เสียอีก ( คือ ๗.๐ เทียบกับ ๖.๘)

อะไรทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขมากกว่าคนวัยอื่น ( หรือ “ทำไมชีวิตจึงเริ่มต้นเมื่ออายุ ๔๖” อย่างที่นิตยสาร The Economist ฉบับรับปีใหม่ได้พาดปก) เป็นเพราะผู้สูงอายุมีรายได้ดีกว่า ประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า มีตำแหน่งสูงกระนั้นหรือ เมื่อผู้วิจัยได้ตัดตัวแปรอื่น ๆ เช่น รายได้ อาชีพการงาน สถานะทางสังคม ออกไป ก็ยังพบว่าผู้สูงอายุมีความสุขมากกว่าคนวัยอื่น แสดงให้เห็นว่าความสุขของผู้สูงอายุนั้นเป็นผลจากปัจจัยภายในมากกว่าปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายในที่ว่านั้นได้แก่อะไร ที่สำคัญก็คือ วุฒิภาวะ ความเข้าใจในชีวิต และการจัดการกับอารมณ์ของตน อันเป็นผลมาจากประสบการณ์อันยาวนาน ผู้สูงอายุนั้นผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จึงทำใจได้ดีกว่าเมื่อประสบกับความไม่สมหวัง อดกลั้นต่ออารมณ์ได้มากกว่าเมื่อถูกกระทบหรือประสบกับสิ่งที่ไม่ถูกใจ อาจจะเป็นเพราะตระหนักดีว่า มันเป็นธรรมดาของชีวิต หรือเพราะรู้ว่ามันมาแล้วก็ต้องผ่านไป ไม่มีอะไรจิรังยั่งยืน ความโกรธหรือความวิตกกังวลจึงครอบงำจิตใจได้น้อยกว่าวัยอื่น

มีการทดลองให้คนวัยต่าง ๆ ฟังเสียง(จากเครื่องบันทึก)ของคนที่พูดจาระรานเขา ทั้งผู้สูงวัยและคนหนุ่มรู้สึกไม่ดีพอ ๆ กัน แต่ผู้สูงวัยโกรธน้อยกว่าและปล่อยวางได้มากกว่า หลายคนให้เหตุผลว่า “เราไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ตลอดเวลา”

การผ่านโลกมามาก เห็นความผันผวนขึ้นลงของผู้คนมากมายรวมทั้งตัวเอง ย่อมมีส่วนทำให้ผู้สูงวัยตระหนักว่า ถึงที่สุดแล้วความสุขก็อยู่ที่ใจของเราเอง หาได้อยู่ที่ทรัพย์สินเงินทองหรือของนอกตัวไม่ เพราะคนที่ร่ำรวยแต่เป็นทุกข์ มีฐานะสูงแต่ฆ่าตัวตายก็มากมาย ดังนั้นจึงเห็นความสำคัญของการทำใจ ขณะเดียวกันก็ดิ้นรนน้อยลงเพื่อครอบครองสิ่งต่าง ๆ อย่างที่เคยทำในวัยหนุ่ม การยอมรับข้อจำกัดของตนเอง ก็มีส่วนช่วยให้ผู้สูงวัยยอมรับจุดที่ตัวเองเป็นอยู่ได้ แม้จะเคยมีความใฝ่ฝัน แต่เมื่อไปไม่ถึงดวงดาว ก็พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ในทางตรงข้ามวัยหนุ่มสาวหรือกลางคนคงทำใจเช่นนี้ได้ยากเป็นเพราะยังมีความหวังและความทะเยอทะยาน ที่สำคัญก็คือ ยังคิดว่าตัวเองยังมีโอกาสที่บรรลุความใฝ่ฝันเพราะมีเวลาเหลืออีกมากมาย

ประเด็นหลังเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุมองต่างจากคนหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน ผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยชราย่อมรู้ดีว่าเวลาของตัวเองเหลือน้อยลงทุกที ดังนั้นจึงไม่หวังกับอนาคต รวมทั้งไม่รอความสุขจากสิ่งที่ยังอยู่อีกไกล แต่หันมาหาความสุขจากปัจจุบัน นั่นคือมีความพึงพอใจกับสิ่งที่มีอยู่และเป็นอยู่ และใช้ประโยชน์เต็มที่จากเวลาที่มีอยู่ ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ค่า

ความตายที่ใกล้เข้ามามักช่วยให้คนเราตระหนักว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต รวมทั้งใส่ใจกับสิ่งนั้นก่อนอื่นใด (ต่างจากคนหนุ่มสาวหรือคนที่ยังมีสุขภาพดี ที่แม้จะรู้ว่าอะไรสำคัญ แต่ก็มักจะผัดผ่อนไปก่อน เพราะมัวเถลไถลหรือหมกมุ่นกับสิ่งที่ไม่สำคัญ เช่น ความสนุกสนาน หรือการแสวงหาชื่อเสียง) ความตระหนักดังกล่าวทำให้คนชรามักจะใช้เวลาที่มีอยู่กับสิ่งที่มีคุณค่าและความหมายต่อชีวิต เช่น ครอบครัว การบำเพ็ญประโยชน์ การทำบุญกุศลหรือเข้าหาศาสนา ซึ่งย่อมมีความสุขทางใจเป็นรางวัล

การรู้จักวางใจต่อชีวิตและเหตุการณ์รอบตัวนี้เองที่เป็นคำตอบว่าเหตุใดผู้สูงอายุจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นสุขมากกว่าคนในวัยอื่น หาใช่ทรัพย์สินเงินทอง ความสำเร็จ ความสนุกสนาน หรือ เซ็กส์ อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจไม่ จะว่าไปแล้วสองประการหลังนั้นเป็นสิ่งที่คนชรามีโอกาสสัมผัสน้อยกว่าคนหนุ่มสาวด้วยซ้ำ แต่นั่นก็มิใช่ปัจจัยสำคัญแห่งความสุข โดยเฉพาะความสุขที่ยั่งยืน

แม้ความชราจะนำความเปราะบางมาสู่ชีวิตมากขึ้น รวมทั้งบั่นทอนสิ่งดี ๆ ที่เคยมี เช่น กำลังวังชา สุขภาพอนามัย และความสนุกสนาน แต่อย่างน้อยก็ให้สิ่งหนึ่งมาทดแทน ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่ง นั่นคือประสบการณ์ชีวิตที่ช่วยพัฒนาวุฒิภาวะและทำให้มีความเข้าใจในชีวิตมากขึ้น อันเป็นที่มาแห่งความสุขอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามเราไม่จำเป็นต้องรอให้แก่ชราเสียก่อน จึงจะเกิดสิ่งดี ๆ เหล่านั้น แม้จะยังเป็นหนุ่มสาว ก็สามารถฝึกใจให้ฉลาดในการรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยความไม่ประมาท ในขณะที่ยังมีเรี่ยวแรงและความมุ่งมั่นในการ “ทำกิจ” เพื่อบรรลุความใฝ่ฝันนั้น ก็ไม่ละเลยที่จะ “ทำจิต” เพื่อพร้อมเผชิญกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในยามสำเร็จหรือรุ่งเรืองก็ไม่หลงระเริง เมื่อล้มเหลวหรือตกยาก ก็ไม่ทุกข์ระทม เพราะรู้ดีว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิต

ถึงที่สุดแล้วอะไรเกิดขึ้นแก่เรา ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกต่อสิ่งนั้นอย่างไร มีมากเท่าไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรามีท่าทีต่อสิ่งที่มีอย่างไร แม้มีน้อยแต่พอใจ ความสุขก็พลันบังเกิด ถึงมีมากแต่ไม่พอใจที่เห็นคนอื่นมีมากกว่า ก็ย่อมทุกข์สถานเดียว ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจ นี้คือความจริงที่ไม่ว่าคนชราหรือหนุ่มสาวก็สามารถประจักษ์แก่ใจได้

Credit : www.visalo.org

สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์

H O M E




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2554
0 comments
Last Update : 9 กรกฎาคม 2554 10:45:26 น.
Counter : 1497 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


jenifaae
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Editor
บทความ ความคิดเห็นที่นำลง"สนามหลวงแก็งค์" ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
เพียงเราเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในทางข้อมูล ข่าวสาร
หากท่านมีข้อคิดเห็นประการใด โปรดแจ้งให้เราทราบ จักขอบคุณยิ่ง
"สนามหลวงแก็งค์"
kunkorn : Facebook



"Sanamluang's Gang"
"สนามหลวงแก๊งค์"

kunkorn : Facebook

     เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนให้เกิดการศึกษา การเรียนรู้ เผยแพร่ ส่งเสริม สนับสนุน รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร อนุรักษ์ รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย วิถีชีวิต และปรัชญา คุณค่าจิตวิญญาณที่งดงาม สืบสานต่อยอดกันมานานนับพันๆปี และกำลังถูกทำลายด้วยอิทธิพลจากแนวคิดเชิงวัตถุนิยมแบบตะวันตก

● เพื่อการศึกษาหาความรู้ ส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดการศึกษา เรียนรู้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ และนำมาเผยแพร่แก่มวลมนุษยชาติ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง มิใช่เพียงวิทยาศาสตร์เชิงวัตถุเพียงอย่างเดียว เพราะถือว่าพระพุทธเจ้า ทรงค้นพบความจริงของธรรมชาติ ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่มนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ ยังเป็นเพียงผู้รู้ แค่หางอึ่งที่ยังอยู่ในกะลาครอบ แต่บังอาจด่วนสรุป ขัดแย้งกับ สิ่งที่องค์ศาสดาทรงค้นพบมากว่าสองพันปี จนทำให้บังเกิดความสับสน ลดความน่าเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ

● สนามหลวงแก๊งค์ ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณท่านเจ้าของข่าวสาร ข้อมูล ที่เราได้นำลงในสนามหลวงแก๊งค์ ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยจิตคารวะ ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เพื่อให้สนามหลวงแก๊งค์ เป็นแหล่งในการเผยแพร่ ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์และเพื่อเป็นวิทยาทานแก่สาธารณชน แต่หากท่านเจ้าของข้อมูล ข่าวสารที่ สนามหลวงแก๊งค์ นำลงไม่มีความประสงค์ให้นำลง ขอได้โปรดแจ้งความประสงค์ เรายินดีที่จะถอดออกต่อไป

ด้วยจิตคารวะ
www.sanamluang.bloggang.com
kunkorn : Facebook


ดาวหาง
     เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในห้วงมหาจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ลี้ลับไร้ขอบเขต ทุกครั้งที่ดาวหางปรากฏ มันจะส่งสัญญาณแห่งความพินาศ มหันตภัย ธรรมชาติ ความตาย ความเจ็บป่วย สงคราม ความขัดแย้ง การกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบ การคดโกง การเบียดเบียนของมนุษย์บนพื้นพิภพใบนี้

     มันคือสัญญาณเตือนภัยที่มนุษย์ไม่อาจจะควบคุมได้ ทั้งภัยทางธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากมนุษย์สร้างกันขึ้นมาเองในทุกรอบพันปี

     ไม่ว่ามนุษย์จะคิดว่าตัวเองเก่งกาจสามารถ ฉลาดสักเพียงไหน ก็ไม่อาจหลีกพ้นมหันตภัยเหล่านี้ไปได้
     ดังนั้น จงเชื่อและปฎิบัติตามอย่างไม่ลังเลต่อคำสอนของศาสดาของเราอย่างจริงจังเถิด

     แม้จอมจักรพรรดิ จอมราชันย์ หรือจอมทรราชที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ก็ต้องตายร่างกายเน่าเปื่อยเป็นผุยผง และในที่สุดวิญญาณของเขาก็ต้องชดใช้กรรม ด้วยการถูกไฟนรกเผาผลาญโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งทั้งสิ้น

     จงอย่าอหังการ์ว่าตัวเองเก่ง ฉลาด และยิ่งใหญ่กว่าคำสอนของพระศาสดา ไม่มีมนุษย์ตนใดที่จะพ้นจากกฎแห่งธรรมชาติได้ มนุษย์ที่เก่งกว่าเรา เขาได้ตายร่างกายทับถมปฐพีแห่งนี้นับไม่ถ้วนแล้ว


     ● ขออนุญาตนำภาพวาด "วีระชนบนพานรัฐธรรมนูญ" ของ คุณสถาพร ไชยเศรษฐ ศิลปินอิสระ อดีตแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ซึ่งวาดเนื่องในโอกาส 2 ปี 14 ตุลา มาเป็นส่วนหนึ่งของหัว "สนามหลวงบล็อก"                


บริการดูดวง



"สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" มีความภาคภูมิใจในความสำเร็จตามอุดมการณ์ของเรา ที่ได้ตั้งเอาไว้ว่า "เราจะใช้วิชาความรู้ในด้านการพยากรณ์เพื่อให้เป็นประโยชน์สำหรับการให้การปรึกษาของผู้คนที่กำลังประสบปัญหา ความเดือดเนื้อร้อนใจ หรือการเผชิญกับปัญหานั้นๆได้อย่างไรดี

มนุษย์เกิดแต่กรรม มนุษย์มีกรรมเป็นเหตุ เมื่อเราประสบเคราะห์กรรม ปัญหาอยู่ที่ว่าหากเราทราบเสียก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าการไม่ทราบ อย่างน้อยก็ทำให้เราระมัดระวังตัว อย่างน้อยก็ทำให้เราหลีกเลี่ยงเพื่อทำให้เราเผชิญกับกรรมน้อยลงไป อย่างน้อยก้ทำให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีที่มา มันมีที่ไปของมัน

มีนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์วัตถุจิตนิยม มักโจมตีอยู่เสมอว่า การดูดวง เป็นเรื่องของความงมงาย หมอดูคู่กับหมอเดา หมายถึงว่า เขาไม่เชื่อในเรื่องของวิชาโหราศาสตร์เพราะคิดไปว่ามันเป็นเรื่องเดียรัจฉานวิชาบ้าง เป็นการคาดเดาเอาเองบ้าง คิดว่ามันเป็นวิชาที่ใช้สถิติสุ่มเอาบ้าง ไม่เชื่อว่าวิชาโหราศาสตร์จะสามารถไขปริศนาแห่งรหัสลับของดวงดาว จักรวาล และธรรมชาติรอบตัว

แสดงว่าเขาลืมไปว่า อัลเบิร์ต ไอสไตน์ และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกรอบตัวเรา ตั้งแต่เล็กเท่าอะตอม (จุลจักรวาล)จนถึงมหาจักรวาล ล้วนมีความผูกพัน ล้วนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งแยกกันไม่ออก เพียงแต่ว่า กับอะไร เมื่อไร อย่างไร เท่านั้น

กรรมเป็นผลจากการกระทำของเราในอดีตชาติ จะดีหรือจะร้ายก็เพราะเราทำ เป็นสิ่งที่เราจะต้องได้รับผลแห่งการกระทำเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โหรฯเป็นเพียงผู้แปลรหัสของดวงดาวและธรรมชาติรอบตัว เพื่อเผยแผนที่ชีวิตของเรา และสามารถมองเห็นช่องทางที่จะเลี่ยงหลบสิ่งเลวร้าย ให้ลดน้อยถอยลงหรือพบพานแต่สิ่งที่ดีดี

การสะเดาะเคราะห์ หรือพิธีการตัดกรรมที่กำลังกล่าวขานถึงก็คือการขออโหสิกรรม ลดการอาฆาตจองเวรกับเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังจ้องจองเวรด้วยความอาฆาตพยาบาทที่ถูกเรากระทำในอดีตชาติ ไม่ใช่เป็นการตัดทอนผลกรรมที่เราทำให้หมดไปหรือให้ลดลง เพราะกรรมที่เรากระทำไม่สามารถตัดทอนลงไปได้



สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์พยากรณ์เที่ยงตรง แม่นยำเชื่อถือได้ วิเคราะห์พยากรณ์อย่างเป็นระบบ ไม่เลื่อนลอย ยึดมั่นในอุดมการณ์ของครูที่ท่านได้กำชับให้นำเอาวิชาการพยากรณ์มาช่วยเหลือแนะนำ บรรเทาทุกข์ของผู้คนมากกว่าการพยากรณ์เพื่อการค้า

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าประเทศใด? ชาติใด ภาษาใด? สมัยไหน? ชนชั้นวรรณะใด? ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัว นักธุรกิจ นักการค้า แม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ หรือไม่เว้นแต่นายพล นายพัน รัฐมนตรี หรือระดับผู้นำประเทศ ล้วนแต่เคยดูดวงด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า เราจะเชื่ออย่างงมงายหรือจะเชื่อโดยใช้เหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยนำเอาคำพยากรณ์มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต หรือทำธุรกิจ การค้า หรือเพื่อการทำสงครามฯ

"สนามหลวงแก็งค์" ไม่สนับสนุนให้เชื่อเรื่อง "ดวง" อย่างงมงาย แต่เราสนับสนุนให้ใช้คำ "พยากรณ์"อย่างมีวิจารณญาณประกอบการตัดสินใจอย่างมีสติ ใช้ "ปัญญา"อย่างมี "เหตุผล"

หลังจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จนต้องมีการเข้าจองคิวดูดวงเป็นจำนวนมาก ณ ขณะนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะคนไทยในประเทศที่เข้ามาใช้บริการจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"เท่านั้น

แต่ยังมีคนไทยที่อยู่หลายประเทศทั่วโลกเข้ามาดูดวง ตรวจสอบชื่อ นามสกุลมากมาย ทั้งนี้คงเป็นเพราะผู้ที่เข้ามา"ดูดวง" กับ "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับความพอใจในคำพยากรณ์ที่ถูกต้อง แม่นยำ แนะนำแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมตามหลักโหราศาสตร์ จึงได้มีการบอกเล่า แนะนำชักชวนกันปากต่อปากเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันนี้ มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมwww.sanamluang.bloggang.com มีจำนวนถึง 118 ประเทศ โดยเข้ามาเปิดดูหน้า "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"คิดเป็นร้อยละ 80 ของ pageviews ต่างๆใน www.sanamluang.bloggang.comจัดทำบล็อกครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 มีผู้เข้าชมจำนวนทั้งสิ้น 579,020 ครั้ง จากจำนวน 262,960 visitors (ข้อมูล ณ เวลา 12.00 น.ของวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2553)

ส่วนใหญ่ลูกค้าที่โทรเข้ามาเกือบ 98% เมื่อโทรฯ เข้ามาดูดวงแล้ว จะสามารถนัดวัน เวลาดูดวงได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด อาจจะมีอยู่บ้างเพียงไม่กี่รายที่โทรฯเข้ามาเพื่อสอบถามรายละเอียดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

อาจจะเนื่องมาจากไม่คุ้นเคยการทำธุรกิจแบบออนไลน์ โดยมีการโอนเงินก่อน ไม่ไว้ใจ หรือไม่กล้า ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ประมาณ 2%

สำหรับที่เมลฯมาถามและเงียบไป ไม่สามารถทราบจำนวนได้ อาจเนื่องจากเป็นรายที่โทรเข้ามานัดอีกทางหนึ่งก็เป็นได้

สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์ ยังมีอาจารย์ผู้สอนวิชาโหราศาสตร์ ผ่านประสบการณ์ในการดูดวงหลายปีคิดเป็นจำนวนหลายพันดวง

แน่นอน แม่นยำกระชับ ชัดเจน หากไม่ทราบเวลาตกฟากท่านก็ยังสามารถดูได้ รายที่กำลังประสบเคราะห์หามยามร้าย ท่านก็จะช่วยแนะนำและแก้ไขเรื่องเลวร้ายให้กลายเป็นดีด้วยศาสตร์แห่งความลี้ลับของโหราศาสตร์ โดยไม่ต้องเสียเงินสะเดาะเคราะห์ สามารถดูได้ถึงขนาดปัญหาเรื่องคู่ครอง เรื่องเคราะห์ เรื่องหน้าที่การงาน โดยใช้ "วิชาโหราศาสตร์ดวงไทย"อันเป็นสุดยอดของวิชาโหราศาตร์โบราณของไทย

นอกจากนั้น เรายังมี ซินแส ที่เชี่ยวชาญเรื่องการดูฮวงจุ้ย ทำเลปลูกบ้าน อาคารสำนักงาน ดูฤกษ์ยาม แต่งงาน คลอดบุตร ขึ้นบ้านใหม่ เปิดกิจการต่างๆโดยใช้วิชาโหราศาสตร์จีนโบราณผสานตำราดวงไทย ซึ่งซินแสท่านมีประสบการณ์การดูดวงมาไม่น้อยกว่า 45 ปี ผ่านการดูให้กับนักธุรกิจชื่อดังของเมืองไทย และนักธุรกิจชั้นนำจากฮ่องกงหลายราย

ติดต่อ 081-4834367 หรือ workingmailhome@hotmail.com
--------------------------------------------
● ปรึกษาปัญหากฏหมาย
ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์
--------------------------------------------
● ปัญหาติดต่อราชการ
บริการปรีกษาเรื่อง ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ค่าธรรมเนียมต่างๆ และการติดต่อราชการต่างๆ ของสำนักงานเขต
--------------------------------------------
● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล,

● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work
--------------------------------------------
สำนักพิมพ์ดาวหาง
www.sanamluang.bloggang.com




รับวาดรูปเหมือน และสอนวาดรูป
โดยอาจารย์ ผู้ชำนาญ

ราคาย่อมเยา

















หลังเกิดเหตการณ์ 14 ตุลา 2516 นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน ต่างหลั่งไหลดั่งสายน้ำ ล้นขอบ ออกจากเมือง เข้าสู่ ชนบท เหตุเกิดเมื่อ กลางปี พ.ศ.2516 จนถึง พ.ศ.2519 นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ได้ พบกันโดยบังเอิญ และ ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับชาวบ้าน ณ หมู่บ้าน แม่ตะมาน ตำบลกื๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ ชื่อโครงการว่า "โครงการหมู่บ้านสหกรณ์แม่ตะมาน"
เชิญ พบ และติดตาม กับเรื่องราว และบทสรุป อันควรเป็นจุดเริ่มต้น ต่อไปใน

     เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย ที่ถูกหว่านทั่วท้องทุ่งแห่งประชาไทย มาบัดเดี๋ยวนี้ เมื่อต้องฝน ต้องลม แห่งกาลเวลาพัดผ่าน จาก 2516 , 2519 2535,จน 2540 ถึง 2550บางเมล็ดพันธุ์ก็ยังขาวพิสุทธิ์สดใส บ้างเมล็ดพันธุ์เปลี่ยนสี บ้างก็ดอกสีเหลือง บ้างก็ดอกสีแดง บ้างก็ดอกสีม่วงก้มี สีเขียว สีน้ำเงิน หรือบ้างก็อาจเฉาโรยรา หรือบ้าง ผสมผสานกลายพันธุ์ ก็มีไม่น้อย
มาบัดเดี๋ยวนี้ มันไม่ใช่ จิต วิญญาณ แห่ง 14 ตุลา เดิมเสียแล้ว ไม่ใช่พันธุ์เดียวกัน อย่าได้ เอ่ยอ้างเลย ว่า วิญญาณ 14 ตุลา ยังคง...มันประชาธิปไตย ที่ไม่ บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนอย่างเดิมเสียแล้ว.....
..แต่มันเป็น.ประชาธิปไตย...เพื่อใคร..??


“ทุกวันนี้ เราจะรับรู้ ได้เห็น ได้ยินแต่เรื่องเลวร้าย ในสังคม
เราจึงขอบันทึกสิ่งที่ดีๆ ต่างๆ เหล่านี้ ด้วยจิตคารวะ และขอเป็นกำลังใจให้เกิดสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ต่อไป”>>>



อ่านงานเขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์หลากหลายประเทศทั่วโลก ที่นี่ >>>





*จำนวนผู้ชมทั้งสิ้น* สถาปนาบล็อค 21 ก.ค.2550
Friends' blogs
[Add jenifaae's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.