Group Blog
มกราคม 2552

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
21 มกราคม 2552
All Blog
2

ท่านเป็นใครกันแน่

ชายหนุ่มจ้องตาของเด็กน้อยนิ่งและนานราวกับจะค้นเข้าไปยังดวงใจของอีกฝ่าย พลางคาดคะเนเอาเองจากรูปร่างภายนอกว่า เด็กคนนี้คงอายุไม่เกิน6-7ปี กลับต้องมาถูกไล่ล่ากลางป่ายามมืดมิ เปรียบได้กับสัตว์ตัวเล็กๆที่กำลังหวาดกลัว โลกนี้เป็นอะไรไปแล้วนะ

“เราเป็นนักบวช ”

แม้ว่าคนตัวเล็กกว่ายังไม่แน่ใจนักว่าผู้อยู่ตรงหน้านี้เป็นมิตรหรือศัตรู แต่ชายผู้นี้ก็เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่เขาจะยึดเกาะ

"เอ่อ...เอ่อขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตเรา"

"ไม่จำเป็นต้องขอบคุณเราหรอก เพราะหากเจ้าไม่ใช่เด็กเราก็อาจไม่ยื่นมือเข้าไปสอด”

“จะอย่างไรก็ตาม ตอนนี้ท่านถือเป็นผู้ช่วยชีวิตเรา หากวันใดเราตอบแทนท่านได้ เราก็จะทำ”

สายตาที่ชายหนุ่มมองมองมามีแววอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย

“เจ้าถูกตามล่าด้วยเหตุใดกัน ทำอะไรผิดมางั้นหรือ”

“เรารึผู้กระทำผิด ท่านกล่าวหาเราเช่นนั้นได้อย่างไรกัน” คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ใบหน้ามีวี่แววของความเจ็บแค้นสาหัส

“เราคือ อาคีรา บุตรแห่งเจ้าผู้ครองเมืองตุลสี เราและบิดามารดาของเราไม่ใช่ผู้ผิด ผู้ที่ผิดคือผู้ทีไล่ล่าเรา พวกนั้นเป็นผู้ที่สังหารบิดาและมารดาของเรา ผู้ซึ่งครองเมืองโดยธรรม”

อาคีรา โกรธจนตัวสั่นไปทั้งร่าง นี่มันอะไรกัน ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำแต่ทำไมคนตรงหน้าจึงกล่าววาจาเยี่ยงเขาเป็นฝ่ายที่ผิดบาปเล่า

ก็ตั้งแต่เล็กบิดาและมารดาของเขาสอนอยู่เสมอ การที่ตัวเองจะมีความสุขได้นั้น คนรอบข้างจะต้องมีความสุขก่อน เมื่อเรามอบความดีงามความสุขสดใสแก่คนรอบกาย สิ่งต่างๆเหล่านั้นก็จะย้อนกลับมาหาเราเช่นกัน


"บิดามารดาเรา ไม่เคยทำอะไรให้ผู้ใดต้องเดือดร้อน ท่านทั้งสองปกครองบ้านเมือง โดยใช้หลักธรรม และความเมตตาท่านไม่เคยใช้ความโหดร้าย ความไม่มีเหตุผลกับประชาชนเลย"

เขาไม่สามารถหยุดตัวเองไม่ให้พูดได้ เนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรวมถึงวัยที่ยังเยาว์ทำให้บัดนี้เขาไม่อาจคุมสติตัวเองได้อีก คำพูดที่พร่างพรูออกมานั้นเต็มไปด้วยอารมณ์

"แม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ที่ท่านพ่อและท่านแม่ได้กระทำ แต่หลังจากที่คนเหล่านั้นเห็นผลที่ดีงามและคุณค่าของสิ่งนั้น คนพวกนั้นก็ยอมรับและกระทำด้วยความเต็มใจแล้ว”

“ไม่คิดหรือว่าจะมีคนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำอันนั้น” คนตัวใหญ่กว่าขัดขึ้น

อาคีรา เรียกสติของตนเองและลองคิดทบทวนกับสิ่งต่างๆที่เขาเคยประสบมา เรียบเรียงความทรงจำทั้งหมดขึ้นใหม่ แต่คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม

“ไม่มีผู้ใดที่ไม่เห็นด้วยในเมืองของเรา”

“เอาเถอะ สิ่งเปลี่ยนแปลงที่เจ้าพูดนั่นคืออะไร”

“สิ่งนั้นคือ ให้เหล่าสตรีได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆเทียบเท่ากับบุรุษ ล้มล้างความเชื่อเก่าๆที่ว่า สตรีมีปัญญาเพียง ให้กำเนิดบุตรและธิดา และเลี้ยงดูบุตรธิดาเหล่านั้นให้เติบโตอย่างปลอดภัยแค่นั้นพอ และเมื่อสตรีเหล่านั้น มีความรู้ความสามารถก็จะสามารถร่วมมือกับบุรุษพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญยิ่งขึ้นไป”

“แปลกนะ ความเชื่อว่าสตรีไม่มีปัญญาทำอย่างอื่นนี่ ความเชื่อเช่นนี้มีแค่เมืองเจ้าที่เดียวหรือ”

อาคีรามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความแปลกใจ ทำไมเรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่รู้จะถามออกไปอย่างไรให้ชายตรงหน้ารู้สึกอับอาย จึงอธิบายต่อไปว่า

มีเพียงเมืองของเขาเท่านั้นที่หญิงและชายเท่าเทียมกัน สามารถคิดและออกความเห็นได้เท่ากัน และเนื่องด้วยมารดาของเขาเป็นหญิงทรงปัญญาผู้งามพร้อม จนได้ฉายาว่าเทพีแห่งปัญญา ซึ่งประชาชนไม่ว่าชายหรือหญิงต่างรักใคร่เทิดทูน และท่านแม่เองก็เป็นแบบอย่างของหญิงทรงปัญญา ทำให้บิดาของเขามีแนวคิดว่าหากภริยาของเขายังฉลาดปราดเปรื่องและสามารถช่วยเขาในเรื่องต่างๆได้ สตรีอื่นก็ต้องทำได้เช่นกันหากแค่ได้รับการเรียนรู้ และถ้าหากประชาชนของเขาทั้งชายและหญิงต่างมีความรู้ ความสามารถเป็นเลิศ ไม่จำกัดแค่เพศใดเพศหนึ่ง เมื่อทุกคนร่วมมือกันบ้านเมืองของเขาจะต้องเจริญรุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว

“ดังนั้นท่านทั้งสองจึงทุ่มเทให้กับการศึกษา ของเหล่าเด็กชายหญิง รวมทั้งให้ความรู้แก่ผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่เพื่อให้อ่านออกเขียนได้ โดยมีมารดาของเราเป็นแบบอย่างนั่นเอง” เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แล้ว อาคีราก็อดนึกภูมิใจในตัวบิดามารดาของเขาอย่างหามิได้

เมื่อใจเริ่มผ่อนคลายร่างกายก็เริ่มเพลีย หากแต่ใจก็ยังคงคิดถึงบิดามารดาของเขา ระลึกถึงคุณความดี และสิ่งต่างๆที่ท่านได้ทิ้งไว้ให้ในดวงใจดวงน้อยนี้ พลันหวนนึกถึงสิ่งที่บิดาเคยเล่าถึงสมัยที่แรกพบกับมารดา

สมัยที่บิดายังหนุ่มอยู่นั้น ท่าน“บุรินทร์”ก็คิดเช่นกันว่าผู้หญิงนั้น ช่างไร้สาระและไร้ จะพูดคุยอย่างไรก็ไม่สามารถสื่อถึงกันได้ ในสมองพวกนี้มีแต่เรื่องทำอย่างไรให้ตัวเองงามเลิศเพื่อที่จะได้แต่งกับชายที่สามารถเลี้ยงดูตนและบุตรให้ดีได้เท่านั้น จึงพยามสรรปรุงแต่งรูปโฉมให้งามเหนือใคร และมีเพียงปากช่างเจรจาคอยแต่จะพูดจาให้ร้ายถึงแต่สตรีหรือใครที่จะมาขวางทางตนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามบุรินทร์ก็ถึงวัยที่จะต้องมีคู่ครอง ดังนั้นแต่ละวันเขาจึงต้องพบกับหญิงสาวงดงามมากมาย เพื่อเลือกคู่แต่เขากลับยังไม่รู้สึกว่า มีหญิงใดมีความงามและสติปัญญาพอคู่ควรกับเขา

บุรินทร์เองก็พอจะรู้ตัวอยู่ว่าเขาเองคิดไม่เหมือนกับใครๆ เขาต้องการคู่ชีวิตที่จะพูดคุยในสิ่งเดียวกับเขาได้ แทนที่เขาจะต้องมาเสียเวลากับหญิงสมองนก สู้เขาเอาเวลาไปทำ ในเรื่องที่มีประโยชน์กว่านี้จะดีกว่า

ผิดกับน้องชายของเขา”เฟนริล” ซึ่งชอบหญิงงามเป็นวิสัย จึงมักออกงานเลือกคู่ เฟนริลเมีผู้หญิงมากมาย แต่ก็เป็นเพียงภริยาน้อย ไม่ใช่ภริยาหลวง เขาไม่จำเป็นต้องมีภริยาหลวงก็เนื่องด้วย เขาไม่อยากต้องมาทนกับความหึงหวงไร้สาระ สู้ไม่ให้มีใครเป็นหนึ่ง พวกนี้ก็ดีแต่จะเอาใจเขาเพื่อให้เขาถูกใจ
แม้ว่าจะเป็นทายาทอันดับสองแต่ก็เป็นทายาทของท่านเจ้าเมือง ดังนั้นมีหรือพ่อแม่ของหญิงเหล่านั้นจะไม่ยินยอม ในเมื่อบุรินทร์ไม่ยอมมีคู่ ก็ย่อมต้องไม่มีบุตร ไม่แน่หรอกว่าบุตรอันเกิดจากเฟลรินกับหญิงใดที่เขาถูกใจ อาจได้ขึ้นแท่นเป็นทายาทก็ได้

ในชั้นแรกบุรินทร์ตั้งใจว่าเขาจะไม่แต่งงาน เนื่องจากไม่มีหญิงใดคู่ควร เขาจึงอยากแสวงหาความรู้มากว่า เขาจึงอ้อนวอนต่อบิดา ในฐานะที่เขาเป็นทายาทอันดับหนึ่ง เขาควรจะเดินทางไปยังเมืองต่างๆ เพื่อศึกษาการปกครองของแต่ละเมือง เพื่อที่จะหาข้อดีและข้อไม่ดีต่างๆ นำมาเปรียบเทียบปรับปรุงและจะเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุด เพื่อประชาชนของเขา และอ้างอีกว่าเขาจะถือโอกาสนี้ เสาะหาหญิงที่ถูกใจอีกด้วย

แน่นอนว่าบิดาของเขา จะต้องคัดค้าน แต่เมื่อไม่อาจทัดทานได้ จึงให้เขาและคนสนิท ออกเดินทางไปโดยมีเงื่อนไขของเวลาคือ “สี่ปี” หากเขากลับมาไม่ทัน จะถือว่าเขาตายเสียแล้ว และจะให้เฟนริล ขึ้นเป็นทายาทอันดับหนึ่งแทน

ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นที่พอใจของเฟลรินเอาเสียเลย แม้ว่าตัวเฟลรินจะเสเพลในเรื่องผู้หญิงและไม่ชอบที่จะรับผิดชอบใดๆกับการเมือง แต่เขาก็เป็นเก่งเหนือใครในทุกเกือบจะทุกด้าน จะเป็นรองก็เพียงแต่บุรินทร์เท่านั้น แต่ถึงอย่างไรเสีย เขาก็ไม่อยากจะรับผิดชอบภาระอันยิ่งใหญ่ ซึ่งหมายถึงชีวิตของผู้คนในปกครอง ในเมื่อเขามีกันเพียงสองคนพี่น้องเท่านั้นเขาก็รักบูชาพี่ชายของเขามาตลอด รวมถึงหวังไว้เสมอว่าพี่ชายของเขาจะเป็นเจ้าผู้ครองที่ดี

ในเมื่อเขารักพี่ชายถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่อยากให้พี่ชายต้องไปลำบากยังต่างบ้านต่างเมือง และลึกๆแล้วเขาเองก็ต้องการจะออกไปท่องโลกภายนอกบ้าง จึงได้ขอติดตามไปด้วย ซึ่งได้รับการปฏิเสธจากบิดา แต่กลับได้คำมั่นสัญญาอีกอย่างว่า หากบุรินทร์กลับมาเมื่อใด ก็จะเป็นโอกาสของเฟลรินที่จะได้ออกไปท่องโลกบ้าง

ดังนั้นจึงมีเพียงบุรินทร์และละคนสนิทชื่อว่า”เทพวิฬุล์”เท่านั้น ที่ได้ออกไปท่องโลกกว้าง พวกเขาได้พบกับสิ่งใหม่ๆหลากหลาย ที่เขาไม่เคยได้เจอมาก่อน และพยามศึกษาดูว่าบ้านเมืองต่างๆนั้นปกครองกันอย่างไรให้ร่มเย็น พร้อมกันนั้น บุรินทร์ก็ได้เสาะหาหญิงที่จะมาเป็นภรรยาของเขาเช่นกัน แต่ก็ยังไม่สามารถเจอหญิงที่ถูกใจ

เวลาได้ผ่านไปจวนครบสี่งปี พวกเขาจึงต้องเดินทางกลับเมืองของเขาโดยผ่านป่าใหญ่ข้างเมือง ซึ่งเมื่อแรกที่เขาเดินทางออกจากเมืองเขานั้น เขาก็ต้องผ่านทางนี้เช่นกัน สมัยเด็กพวก บุรินทร์ เฟลรินและเทพวิฬุลได้ออกมาล่าสัตว์อยู่กันเสมอ เรียกได้ว่าทุกตารางของป่านี้ไม่มีที่ใดที่พวกเขาไม่ผ่าน

แต่เวลานี้เขากลับต้องแปลกใจ เนื่องด้วยไม่ว่าเขาจะเดินไปทางใด ก็จะวนกลับมาที่เดิม ไม่สามารถหาทางออกจากป่าได้ ทั้งๆที่เคยคุยไว้ว่าหลับตาเดินไปยังถูก

“นายท่าน ท่านสังเกตเห็นมั๊ย ว่าเราเดินย้อนกลับมายังที่เดิมหลายรอบแล้ว “ เทพวิฬุลถามด้วยอดไม่ได้

“เราเห็นแล้ว เจ้าดูต้นไม้นั่นนะ เราได้ฟันกิ่งของมันไว้เป็นเครื่องหมาย แต่ตอนนี้กลับมายังต้นไม้นี้อีก”

“มีอะไรผิดปกติไปเสียล่ะ” ถึงแม้จะเป็นเวลาค่ำคืน แต่ป่าแห่งนี้เทพวิฬุลก็คุ้นเคยมาแต่เด็ก ไม่น่าที่เขาจะหลงได้

“ใจเย็นๆเถอะ บางทีพวกเราคงเหนื่อยกันเกินไป พักผ่อนกันเสียตรงนี้ก่อน เมื่อสมองโล่งเราอาจคิดอะไรออก”

พวกเขาเลือกต้นไม้ต้นใหญ่เป็นที่พัก และเทพวิฬุลคงจะเหนื่อยอย่างมาก เพราะเมื่อเขานั่งพักได้สักครู่ ก็หลับลงอย่างรวดเร็ว แต่เจ้านายของเขายังไม่อาจข่มตาให้หลับได้

เขาสังเกตว่าป่าแห่งนี้เดิมเป็นป่าโปร่ง แต่ทำไมตอนนี้จึงเป็นป่าทึบไปได้ และแสงจันทร์ก็สว่างเกินกว่าปกติจนทำให้เห็นภาพโดยรอบได้ชัดเจน และก็ไม่มีเสียงลมหรือเสียงสัตว์ใดๆมาให้ได้ยินเลย

เขาคิดที่จะลองสำรวจพื้นที่รอบๆ และได้หยิบเอาดาบติดตัวมาด้วย ขณะที่เดินสำรวจก็จะฟันต้นไม้ไว้เป็นเครื่องหมาย และหากเทพวิฬุลตื่นมาไม่เห็นเขา จะได้ตามหาเขาได้ถูก

ขณะที่เขาเดินอยู่ท่ามกลางความเงียบ อยู่ๆก็มีเสียงหัวเราะของผู้หญิงดังขึ้น เสียงนั้นกังวานราวเสียงระฆังเข้าไปในจิตใจของเขา ทำให้เขาต้องเดินตามหาที่มาของเสียงนั้น

และเมื่อตามเสียงมาเรื่อย เขาหลุดออกมายังลานกว้างโดยไม่รู้ตัว เขาเห็นหญิงสาวนางหนึ่ง ทำให้เขาต้องตื่นตะลึง เพราะภาพที่เห็นตรงหน้านั้นเหมือนดังภาพวาดจากจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่มากกว่าที่จะเป็นของจริง



Create Date : 21 มกราคม 2552
Last Update : 21 มกราคม 2552 7:50:43 น.
Counter : 91 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Rita_Bunny
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]



ในโลกที่สับสนวุ่นวาย ใครกันที่ถูกพิษรัก
ในห้วงทะเลที่กว้างใหญ่ ใครกันดื่มยาแห่งความรักจนหมด
ฟ้าไร้ขอบเขตและผืนดินไม่สิ้นสุดกลายเป็นความว่างเปล่า
หน้าเพจรีวิวการทำอาหารของเราค่ะ เปิดหน้าเพจครั้งแรก 31 มีนาคม 2554 ทำอาหารในแบบง่ายๆ ตามสไตล์ Rita โฆษณาหน้าของคุณด้วยเลยสิ