Group Blog
มกราคม 2552

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
21 มกราคม 2552
All Blog
3
ภาพที่บุรินทร์เห็น คือหญิงสาวที่งดงามที่สุด แม้จะไม่อาจบอกเล่าเป็นคำพูดได้ แต่จากอนุสติส่วนลึกของเขา ก็บอกกับเขาว่าเธองามราวกับเทพีแห่งแสงตะวัน และเธอผู้นั้นก็กำลังหยกล้อกับสัตว์น้อยใหญ่รอบตัวรวมไปถึงสัตว์ร้ายด้วย

แต่น่าแปลกที่สัตว์เหล่านั้นกลับไม่มีอาการดุร้ายหรือหวาดกลัวเธอเลย หรือเธอเป็นใครกันแน่นะ และเธอก็ทำเหมือนกับไม่รู้ว่ามีเขาอยู่ตรงนี้

ผ่านไปชั่วครู่หนึ่งเธอก็ได้หันกลับมามองยังเขา พร้อมกับถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ

“ท่านเป็นใครกัน”

“เราชื่อบุรินทร์ เป็นทายาทของนครตุลสี”เสียงที่ออกจากริมฝีปากนั้นราวกับจะละเมอ

“เช่นนั้นหรือ บุตรแห่งมนุษย์นี่ น่าแปลกนะ ที่ท่านเข้ามายังดินแดนแห่งนี้ได้”

“พูดแปลกนะ ยังกับว่าเธอไม่ใช่มนษย์งั้นแหล่ะ ก็ในเมื่อเธออยู่ที่นี่ได้แล้วทำไมเราจะอยู่ที่นี่บ้างไม่ได้เล่า”

เมื่อเขากล่าวจบ หญิงสาวก็หัวเราะคิกคัก เหมือนกับชอบใจในคำตอบแต่ก็เหมือนกับเห็นเขาเป็นตัวตลกเช่นกัน

“แต่ที่นี่คือดินแดนแห่งภูตินะ สองขาของท่านก็ไม่อาจนำท่านมายังที่แห่งนี้ได้หรอก”

“เธอกล่าวได้ตลก มันจะเป็นไปได้อย่างไร”

แทนคำตอบนั้น เธอกลับสยายปีกของเธอให้เขาได้เห็น ซึ่งมนุษย์ปกติแล้วไม่มีทางจะมีปีกไปได้ แม้ว่าปีกของเธอนั้นจะแบบบางสวยงามและโปร่งแสง แต่นั่นมันย่อมหมายถึงเธอไม่ใช่มนุษย์และเธอก็ไม่ได้พูดล้อเล่นกับเขา

ความรู้สึกต่างๆเริ่มกรูกันเข้ามา มีทั้งความยินดีที่ได้พบเจอสิ่งที่คนอื่นไม่เคยได้พบเจอ แต่ความรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงก็เข้ามารวมไปถึงความสิ้นหวังด้วยเช่นกัน

“อ้าว ตกใจทำไมล่ะ เมื่อกี้ยังดีๆอยู่เลย ไม่ดีใจหรอกเหรอ ได้พบในสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่อาจได้พบเจอน่ะ”

คำพูดของเธอไม่อาจทำให้เขาคลายกังวลได้ เนื่องจากเขาเคยได้ยินมาว่าดินแดนแห่งภูตินั้น คือดินแดนแห่งคนตาย ดังนั้นเธอที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ไม่อาจใช่มนุษย์ เธอล่อลวงเขาด้วยความงามของเธอให้เขามายังความตาย

แต่หากคิดในมุมกลับกัน อาจไม่ใช่เธอที่ล่อลวงเขามาก็ได้ เขาอาจเกิดอุบัติเหตุอะไรที่ทำให้เขาต้องตายลงโดยไม่รู้ตัวก็ได้ และเธอก็ได้นำเขามายังดินแดนแห่งความสงบ

แต่กระนั้นเขาก็ยังคงมีเรื่องที่ต้องกังวลอยู่ เหตุที่เขาออกเดินทางนั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อศึกษาสิ่งต่างๆมาพัฒนาบ้านเมืองของเขา แต่เขากลับตายลงโดยยังไม่ได้ใช้ความรู้เหล่านั้นเพื่อเหล่าคนที่เขารักเลย และคนเหล่านั้นจะรู้ไหมนะว่าเขาได้ตายลงเสียแล้ว ท่านพ่อ โปรดอภัยให้แก่ลูกเอาแต่ใจคนนี้ด้วยเถิด

“ก็แล้วเธอจะไม่ให้เราตกใจกระนั้นหรือ ในเมื่อเราได้ตายแล้ว คนตายไม่อาจทำประโยชน์แก่ใครๆได้ และก่อนที่เราจะตายนั้นเราก็ไม่ได้ทำในสิ่งอันพึงกระทำแก่บ้านเมืองเราเลย”

“ก็หากท่านตายเสียแล้ว ทุกสิ่งก็เท่ากับเป็นสูญ ท่านจะต้องกังวลกับสิ่งเหล่านั้นอีกทำไม ยังมีคนอื่นจะกระทำสิ่งเหล่านั้นแทนท่านถมไป” พูดอย่างสบายอารมณ์เหมือนไม่แคร์จิตใจของอีกฝ่าย

ขณะที่เขากำลังเศร้าเสียใจ แต่เธอกลับมีหน้ายิ้มระรื่น ใจคอช่างโหดร้ายเหลือเกิน ใช่สินะ เธอเป็นคนของดินแดนภูติ คงจะดีใจอยู่หรอกที่จะได้รับสหายใหม่ๆเข้ามา

“เพราะว่าเราดื้อดึงไม่เชื่อในคำบิดาเรา ไปยังที่ต่างๆด้วยความเอาแต่ใจ แต่ทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่อบ้านเมืองเราทั้งสิ้น เรายังไม่ทันได้ใช้ความรู้ต่างๆเพื่อประชาชนของเรา เพื่อบิดาของเรา เรากลับพลาดพลั้งตายเสียก่อน คนเหล่านั้นรอเรากลับไปด้วยใจที่ปรีเปรมแล้วเราจะมองหน้าพวกเขาได้อย่างไรกัน”

“เช่นนั้นหรือ แต่เขาเหล่านั้นก็มีกรรมเป็นของตนเอง กระทำในสิ่งไรก็ย่อมต้องได้สิ่งนั้นตอบแทน ท่านไม่เห็นต้องเป็นห่วงเขาเหล่านั้นเลย เมื่อเขาทำบาปเขาก็ต้องได้บาปตอบแทน เช่นกับการทำดีก็ย่อมต้องมีสิ่งดีๆตอบแทนแน่นอน”

เธอมองไปยังจิ้งจอกตัวหนึ่ง และทำสัญญาณให้จิ้งจอกตัวนั้นเข้ามาใกล้ๆ พลางชี้ให้เขาดูที่ขาอันพิการของมัน

“ดังเช่นเจ้าจิ้งจอกตัวนี้ เหตุเพราะมันไปขโมยปลาของชาวบ้านที่นำมาตากแห้งไว้ ดังนั้นมันจึงถูกตามไล่ล่าจนมีผลให้ต้องเสียขาเยี่ยงนี้”

“คนและสัตว์ไม่เหมือนกันเจ้ากล่าวเยี่ยงนี้ย่อมไม่ถูกต้อง”

“ต่างกันเช่นไร หากจิ้งจอกตัวนี้เป็นมนุษย์และเป็นโจรผลของการขโมยก็ย่อมต้องถูกลงโทษ หากเขาเหล่านั้นเป็นคนเลว เขาย่อมต้องได้สิ่งเลวร้ายตอบแทนต่อให้เขาเหล่านั้น จะมีท่านปกครองก็ตาม พวกเขาย่อมไม่ทำให้บ้านเมืองของท่านดีขึ้นแน่นอน”

แปลกนะ ทำไมคำกล่าวอ้างของเธอเราจึงคิดว่ามีเหตุมีผล ทั้งที่คนและสัตว์ต่างกันแต่ผลของการกระทำก็ไม่ต่างกัน แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่า คือการที่เธอสามารถโต้ตอบกับเขาได้อย่างฉะฉาน ราวกับบุรุษผู้มีสติปัญญาดี

“แต่ถึงอย่างนั้น เราก็คิดว่าเราจะสามารถโน้มน้าวเขาเหล่านั้น ให้ไปยังทิศทางที่ดีขึ้นได้ มนุษย์กับสัตว์ต่างกันตรงที่ มนุษย์สามารถพัฒนาจิตตัวเองให้ดีขึ้นได้ หากมีผู้นำทางไปยังทางที่ดี ต่างกับสัตว์เหล่านั้น”

“ท่านกล่าวว่าจิตของมนุษย์พัฒนาขึ้นได้ แต่ไยท่านกลับไม่คิดว่าสตรีนั้นเป็นผู้มีพัฒนาการทางจิตได้ด้วยเล่า ท่านก็ยังคงฝังหัวกับความคิดที่ว่าสตรีไม่สามารถทำการใดๆได้”

คำกล่าวของเธอเหมือนกับเป็นการตบหน้าเขาอย่างแรง ทำให้เขาชาบนใบหน้า แม้เขาจะเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจเพราะเหมือนกับโดนดูถูกเธอก็ยังกล่าวต่อไปเรื่อยๆ

“ในส่วนลึกท่านเองก็ไม่ได้มองผู้หญิงเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ท่านเปรียบพวกเธอเหมือนสัตว์ที่ทำทุกอย่างไปตามสัญชาติญาณ หรือเป็นแค่วัตถุระบายความใคร่ โดยไม่สนความรู้สึกใดๆของหญิงเปล่านั้นเลย ดังนั้นท่านจึงคิดว่าจะเป็นหญิงคนใดก็คงเหมือนกัน ขอให้ไม่พูดมากน่ารำคาญ และรูปโฉมภายนอก งดงามเหนือนางใดในโลก ก็เพียงพอแล้ว ก็แล้วท่านจะไปพัฒนาจิตใจหรือปัญญาใครได้เล่า ในเมื่อตัวท่านเองยังไม่เคยเปิดโอกาสให้กับใครเลย”

สิ่งที่เธอพูดมานั้นถูกต้อง ในส่วนลึกของเขาเองก็คิดเช่นนั้นกับบรรดาสตรีที่รายล้อมรอบตัว ทำไมหนอเขาไม่เคยคิดว่าหากเขาลองเปลี่ยนวิถีชีวิตพวกเธอ โน้มน้าวให้พวกเธอมาศึกษาหาความรู้เหมือนกับที่พวกผู้ชายได้เรียน บางทีพวกเธออาจจะมีความคิดอ่านที่ดีขึ้นก็ได้น่า บางสิ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อย่างผู้หญิงตรงหน้าเขายังมีความคิดอ่านเป็นตัวของตัวเองได้เลย

เขารู้สึกทึ่งในตัวเธอมากขึ้น นอกเหนือไปจากความงามภายนอก บางสิ่งบางอย่างในจิตใจเขากำลังก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆแต่รุนแรง

“แต่ตอนนี้เธอก็ทำให้เราได้รู้แล้วนี่ ว่าผู้หญิงก็มีความคิดมีสติปัญญาได้เช่นกัน ดูจากที่เธอมีความคิดเป็นของตัวเองโต้ตอบกับเราได้อย่างฉะฉาน”

“แน่นอน ถ้าท่านไม่ปิดใจ และเปิดใจให้กว้าง ท่านจะได้พบหลายสิ่ง ที่อาจจะเปลี่ยนโลกแคบๆที่ท่านเคยยึดถือให้กลายเป็นโลกที่ยิ่งใหญ่ได้“

หญิงสาวดูมีท่าทางชื่นชมกับคำตอบของเขา เธอเดินไปยังสิงโตตัวใหญ่ก่อนจะนั่งลงไปข้างๆมันและรอฟังเขาพูด

“เอาเถอะ แม้เราจะได้รู้และคิดอยากจะทำ แต่เมื่อเราตายเสียแล้วก็ไม่อาจทำการใดได้”

“ใครว่าท่านตายกันล่ะ”

เธอพูดอะไรกัน ก็ไหนทีแรกเธอพูดว่าเขาตาย แต่บัดนี้เธอกลับบอกกลับย้อนถามว่าใครกันที่ตาย

“โลกไม่ยอมเสียคนดีๆไปโดยง่ายหรอก” เธอไม่ได้พูดอะไรที่จะให้ความกระจ่างแก่เขาได้เลยนะ

"แต่นครแห่งภูตินี้มีแต่ ผู้ที่ตายแล้วถึงจะเข้ามาได้ไม่ใช่หรือ"
"นั่นคือตำนานของพวกท่าน ดินแดนที่ไม่อาจไปได้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นโลกแห่งความตายเสมอ”

“แล้วมนุษย์เมื่อตายลงจะไปที่ใดกันเล่า”
“ก็เวียนว่ายอยู่ในโลกของตัวเขาเองนั่นแหล่ะ ความดีและความเลวจะเป็นตัวตัดสินเขา”

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจ้องหน้าเขาตรงๆก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
"แต่บางครั้งความดีและความชั่วของมนุษย์ ใครจะเป็นผู้ตัดสินกันเล่า การกระทำบางอย่างในสังคมหนึ่งอาจถูกมองว่าดี แต่ในอีกสังคมหนึ่งอาจกลายเป็นเรื่องไม่ดีก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละที่ “
เธอลุกขึ้นยืน และก้าวเข้ามาหาบุรินทร์ และสายตาก็ยังไม่ละไปจากเขา สายตาของเธอราวกับจะสะกดให้เขาอยู่กับที่ไม่อาจขยับไปไหน
“แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผู้ใดทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนไม่ว่า กาย วาจา ใจ ในชาติภพถัดไปของเขาหรือไม่ก็ในชาติภพปัจจุบันนั่นแหล่ะ เขาก็จะได้กรรมเฉกเช่นเดียวกับที่เขาทำผู้อื่น และอาจจะร้ายแรงยิ่งกว่าในสิ่งที่เขาได้เคยกระทำเสียอีก ตรงข้ามกับผู้ที่ทำสิ่งที่ดีงามไม่คิดคดทำร้ายผู้ใด ในชาติภพถัดไป เขาก็จะได้อยู่อย่างสงบสุข หรือแม้กระทั่งในชาติภพปัจจุบันของเขา จิตใจของเขาก็จะมีแต่ความสุขสงบ ในสังคมที่ดีงาม มีแต่ความสุขกายสบายใจ"


เธอเดินเข้ามาใกล้เขา ก่อนที่จะค้อมคำนับ และกล่าวว่า

"เราคือ ภูตแห่งปัญญา นามว่ามีทิส แท้จริงแล้ว เราถูกส่งมาเพื่อนำทางท่านไปยังเจ้าแห่งภูติ"



Create Date : 21 มกราคม 2552
Last Update : 21 มกราคม 2552 7:51:50 น.
Counter : 215 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Rita_Bunny
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]



ในโลกที่สับสนวุ่นวาย ใครกันที่ถูกพิษรัก
ในห้วงทะเลที่กว้างใหญ่ ใครกันดื่มยาแห่งความรักจนหมด
ฟ้าไร้ขอบเขตและผืนดินไม่สิ้นสุดกลายเป็นความว่างเปล่า
หน้าเพจรีวิวการทำอาหารของเราค่ะ เปิดหน้าเพจครั้งแรก 31 มีนาคม 2554 ทำอาหารในแบบง่ายๆ ตามสไตล์ Rita โฆษณาหน้าของคุณด้วยเลยสิ