The best and most beautiful things cannot be seen or even touched, they must be felt with the heart.
Group Blog
 
<<
มกราคม 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
6 มกราคม 2555
 
All Blogs
 
รักร้ายๆ..ลูกชายมาเฟีย 6

6.

วันนี้เป็นวันแรกที่ผมได้ออกมานอกบ้านหลังจากเกิดเรื่อง ระหว่างทานอาหารเช้าด้วยกัน ผมบอกพี่ว่าผมมีนัด พี่เงยหน้าจากจานอาหารเป็นเชิงว่ากำลังฟังผมพูดอยู่ แต่พี่ไม่แม้จะสบตาผม พอผมเอ่ยชื่อพี่พลออกไปพี่ก็ไม่ว่าอะไร แค่พยักหน้ารับทราบ แล้วปล่อยให้ผมออกมาพร้อมกับจ่าสมานและนิกกี้ ...คนที่พี่จัดให้มาดูแลผม ...แต่ไม่ใช่พี่...ผมไม่ตอบโต้หรือเรียกร้องอะไร เพราะทุกอย่างที่พี่เห็นว่าเหมาะสมผมก็พร้อมจะรับไว้

…แต่ทำไมพี่ไม่ถามอะไรให้มากกว่านี้....ถามสิฮะพี่...ว่าฟลุ๊คนัดกับพี่พลเรื่องอะไร

ผมมาถึงที่นัดหมายก่อนเวลา อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมพี่พลถึงนัดที่ร้านกาแฟย่านเกาะรัตนโกสินทร์ นิกกี้นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของร้านเพื่อสังเกตทุกคนที่อยู่ในร้าน จ่าหมานจอดรถไกลออกไประยะ5เมตร และนั่งรออยู่ตรงนั่น ก็ดีเหมือนกันถ้าหากข้างกายผมมีผู้ชายรูปร่างกำยำหน้าตาถมึงทึงสองคนอยู่ด้วยตลอดเวลาผมคงบ้าตาย

ผมสั่งคาปูชิโนมาดื่ม รูปขนนกพลิ้วไหวที่บาริสต้าบรรจงวาดลงบนฟองครีม ...ศิลปะบนถ้วยกาแฟ...ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย อยากสยายปีกหลีกลี้หนีไปในฝากฟ้า...ห่างจากผู้คน...ที่ใจร้าย...อยากไปให้ไกลแสนไกล
นั่งละเมียดละไม ดื่มด่ำกับรสชาติหอมหวานของกาแฟในแก้วอยู่นาน พอผมดื่มกาแฟหมดพี่พลก็มาถึงพอดี มีผู้ชายคนหนึ่ง เดินตามมาด้วย ทักทายผมแล้วพี่พลก็หันไปยักคิ้วให้นิกกี้ที่ส่งยิ้มแหยๆมาให้แล้วกลับไปนั่งทำท่าขรึมในมาดบอดี้การ์ดต่อไป

“นี่พงศธร ลูกพี่ลูกน้องของพี่เอง”

ผมรู้ว่าผมออกจะเสียมารยาทไปหน่อย ที่ประเมินผู้ชายคนนี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็มันอดไม่ได้จริงๆนี่นาดูจากหน้าตาแล้วคาดว่าอายุของเขาไม่น่าจะห่างจากผมสักเท่าไหร่ เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์ซีดสวมหมวกปีกเล็กหลุบลู่สีเหมือนเสื้อ สะพายเป้ผ้าใบสีฟ้าอ่อนๆ รองเท้าผ้าใบ สวมแว่นกระจกใสกรอบดำแบบเด็กเรียน และที่ดูเหมือนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเข้าไปใหญ่ก็เพราะที่คอ คล้องกล้อง Cannon EOS 500Dไว้ด้วย

“ครับ ...สวัส...ดี...ครับพี่พล...เอ่อ”

“ไม่ต้องมี พิธีรีตองมากหรอกครับน้องฟลุ๊ค ความจริงทั้งสองคนก็น่าจะอายุไล่เรี่ยกันนะ”

ผมยิ้มให้พี่พลและพงศธร สั่งอาหารว่างและกาแฟมาทานนิดหน่อย ผมก็เริ่มคุยกันถึงเรื่องที่ต้องการปรึกษา พี่พลและพงศธรให้คำแนะนำได้ดี ผมรู้สึกถูกชะตาน้องชายของพี่พลคนนี้มาก ดูเป็นคนอัธยาศัยดีสดใสร่าเริงและที่สำคัญตลกดีด้วย ผมชอบที่เขายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา เพราะตั้งแต่เดินเข้ามาที่ร้านนี้ยังไม่เห็นหุบยิ้มเลย รอยบุ๋มเล็กๆที่มุมปากก็เลยดูเหมือนมันถูกสตาฟฟ์ไว้อย่างนั้น

“ว่าแต่ฟลุ๊คทำไมไม่ปรึกษาโอล่ะ”

...ผมนิ่งเงียบแทนที่จะตอบออกไป ผมรู้...เพราะมันออกจะแปลกสักหน่อยที่ผมไม่ปรึกษาหัวหน้าบอดี้การ์ดมือหนึ่งของผมเอง ชื่อเสียงของพี่ก็ออกจะโด่งดังในการเป็นตำรวจมือปราบอยู่มาก ทักษะการต่อสู้ต่างๆพี่ก็มีอยู่เต็มตัวแค่ฝึกสอนผมบ้างนิดหน่อยคงไม่ยากเกินไปนัก..แต่เพราะผมยังไม่อยากให้เราต้องมีเรื่องคับข้องใจระหว่างกันอีก การอยู่อย่างสงบโดยลดการปะทะระหว่างกันซึ่งผมทำมาสักระยะหนึ่งนี้นับว่ามีผลดีต่อสภาพจิตใจของผมมาก

“อ่ะฟลุ๊คถ้าลำบากใจก็ไม่ต้องตอบหรอกนะพี่แค่ถามเฉยๆ”

“เอ้อ..ช่วงนี้ อืม..เรากำลังจะมีงานใหญ่ผมคิดว่าพี่คงไม่ค่อยว่าง เกรงใจฮะ”

“เหรอ..อืม ไม่มีอะไรหรอกครับที่ถามเพราะว่าพี่ไม่เจอโอนานแล้ว อื้ม..งั้นพี่ขอตัวไปทำธุระก่อนนะมีอะไรก็สอบถามมันได้ ไอ้ดิวมันเก่งฮ่าๆๆ”

ดิว!

อืม...ชื่อนี้อีกแล้ว...ผมไม่อยากได้ยินชื่อนี้เลยจริงๆสิ ...ได้ยินทีไรพาลให้ท้องไส้ปั่นป่วนเสียทุกครั้ง

“เอ้อ...คุณพงศธร ครับ เราจะเรียนกันเมื่อไหร่ดีครับ..คือผม..เอ่อ..”

“ไม่ต้องรีบร้อนหรอกน่าคุณพชร ว่าแต่วันนี้คุณว่างใช่ไหม งั้นไปเป็นเพื่อนผมถ่ายรูปหน่อยสินะ ปะไปกันเลย”

อ่ะฮะ... แปลกจริงๆ ผมรู้สึกว่าคนๆนี้ต้องมีอะไรพิเศษไม่อย่างนั้นพี่พลคงไม่กล้ารับประกันแน่นอน ผมพยักหน้าบอกนิกกี้ให้จ่าหมานเตรียมรถ พงศธรมองขบวนผู้ติดตามของผม แล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี เราทั้งหมดไปที่ป้อมพระสุเมรุตามคำบอกของพงศธร

จ่าหมานจอดรถที่ถนนพระอาทิตย์และรออยู่ที่นั่นเหมือนเดิม นิกกี้เดินตามผมมาช้าๆ ทิ้งระยะห่างให้ผมรู้สึกว่าเป็นส่วนตัวบ้าง ถนนพระอาทิตย์ เป็นถนนสายรองประธานขนาด 2 ช่องจราจร ในท้องที่แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร มีระยะทางระหว่างประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลียบฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จนถึงบริเวณป้อมพระสุเมรุ ต่อกับถนนพระสุเมรุ

บริเวณนี้โดยตลอดจะมีตึกแถวรูปแบบเก่าๆ ที่ยังคงอนุลักษณ์ไว้ตั้งแต่ครั้งในอดีต พงศธรพาผมเดินเลียบเลาะร้านรวงเก่าๆนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก ส่วนใหญ่ก็หยุดยืนรอตากล้องที่ตั้งอกตั้งใจบันทึกภาพ เป็นระยะๆ ปัจจุบันตึกเก่าๆแถบนี้ถูกปรับปรุงตกแต่งเป็นร้านค้าร้านอาหารต่างๆ มีร้านกาแฟเก๋ๆ ร้านขายเบเกอรี่เล็กๆ มีบาร์ที่เปิดขายอาหารกลางวัน และสามารถปรับเปลี่ยนเป็นผับตอนกลางคืนได้ ส่วนใหญ่ลูกค้ามักเป็นชาวต่างชาติและคนไทยในช่วงค่ำ

เห็นตึกเก่าๆแบบนี้ทำให้ผมอดนึกถึงบ้านที่ภูเก็ตไม่ได้… แม้ว่าตึกเก่าเหล่านี้จะกระจายอยู่ทั่วเมือง แต่ย่านที่มีอาคารเก่าหนาแน่นมากที่สุดจนเรียกว่า ...ย่านเมืองเก่า...คือตั้งแต่ ถนนดีบุก กระบี่ ถลาง และ เยาวราช เนื่องจากถนนเหล่านี้เป็นย่านเก่าของภูเก็ต ซอยสุดฮิตที่ใครไปใครมาภูเก็ตต้องแวะมาถ่ายรูปคู่กับตึกงามๆ นี้ คือซอยรมณีย์

มีตึกแถวอายุกว่า 100 ปีที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แบบชิโน-โปตุกีสหรือตึกลูกผสมระหว่างสถาปัตยกรรมจีนกับสถาปัตยกรรมโปรตุเกสที่สวยงามขึ้นน่าขึ้นตาของภูเก็ตทีเดียว บางส่วนของตึกแถวเหล่านี้ถูกดัดแปลงเป็นโรงแรมราคาถูก บางคนอาจคิดว่าภูเก็ตเป็นเมืองที่มั่งคั่งและค่าครองชีพสูงริบลิ่วแต่ตึกแถวเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้นักท่องเที่ยวกระเป๋าเบาเที่ยวได้อย่างมีความสุข ภูเก็ตไม่ได้มีแค่ทะเลสวยแต่ยังมีความงดงามในเขตเมืองจากตึกเก่าวัฒนธรรมที่ดีที่จะอวดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติได้อย่างสบายๆหากหลายๆฝ่ายช่วยกันอนุรักษ์ไว้


ผมมัวแต่ยืนเหม่อ พงศกรจึงคว้าข้อมือผมให้วิ่งข้ามถนนมายังฝั่งตรงข้ามเพื่อชมวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวนสันติชัยปราการ สวนสาธารณะแห่งนี้ถึงแม้จะมีบริเวณไม่ กว้างมากนัก แต่ก็เป็นพื้นที่สีเขียวที่สร้างความสดชื่น เหมาะสำหรับนั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจได้ดีเอกลักษณ์เด่นที่ต่างจากที่อื่นก็คือ เป็นสวนสาธารณะที่มีภูมิทัศน์งดงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองไปจะเห็นสะพานพระราม 8 เป็นฉากหลัง เพิ่มวิวให้ดูสวย น่าถ่ายรูป มีพระที่นั่งสันติชัยปราการ ที่สร้างขึ้นเนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งเด่นสง่างาม และที่นี่ยังถือเป็นสวนประวัติศาสตร์ที่มีสิ่งก่อสร้างหนึ่งซึ่งมีมาตั้งแต่ โบราณนั่นคือ ป้อมพระสุเมรุ ป้อมปราการที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 ตามแนวกำแพงพระนครชั้นนอก สมัยแรกสร้างมี 14 ป้อม ปัจจุบันเหลือเพียง 2 ป้อมเท่านั้นคือ ป้อมพระสุเมรุกับป้อมมหากาฬ


“นั่นอะไร”


ผมสังเกตว่าที่บริเวณรอบๆป้อม มีป้าย อะไรไม่ทราบ สีแสบสัน หลายใบ มาแขวนไว้โดยรอบ บางป้ายเป็นภาพลายไทยสวยงาม บางป้ายก็เป็นภาพที่มีสีแสบสันแตกต่างกันไป


“อ๋อ..ก็งานศิลป์ของศิลปินอิสระไง ที่นี่เป็นที่จัดกิจกรรมหลากหลายมาก เมื่อสักสามปีที่แล้ว เมื่อตอนหนังเรื่อง เพื่อนสนิทกำลังโด่งดังสุดขีด มีการจัดงานเทศกาลหนังสือทำมือที่นี่ มีโปรแกรมฉายหนังกลางแปลงเรื่อง เพื่อนสนิท”ด้วย คุณเคยดูหนังกลางแปลงไหม บรรยากาศการดูหนังที่กางจอริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีลมเย็นพัดมาเป็นระยะ และใช้บันไดสโลป เป็นที่นั่ง ผู้คนไม่มากนัก แต่อบอุ่นและเป็นกันเอง แถมตอนท้าย นางเอกและผู้กำกับ ซึ่งมานั่งดูด้วยตั้งแต่ต้น มาพูดคุยเสวนาเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ พอหอมปากหอมคอก็ยิ่งช่วยเสริมความประทับใจให้การดูหนังในเทศกาลหนังสือทำมือของคนรุ่นใหม่มีอรรถรสมากยิ่งขึ้น โดยมีการหมุนเวียนคัดเลือกหนังเข้ามาฉายให้เหมาะกับธีม ของงาน บางวันก็มีนักดนตรีอิสระมาแสดงด้วยนะ อยากมาฟังบ้างไหมล่ะ”


ผมรู้สึกตื่นเต้นกับประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับ มันเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับผมมาก ผมเรียนรู้เรื่องดนตรีก็แต่จากในโรงเรียนเท่านั้น ไม่เคยออกนอกบ้านตามลำพังอีกเลย ตั้งแต่พี่จบจากโรงเรียนนายร้อยแล้วไปทำงานที่ต่างจังหวัด เราห่างกันมาก มากเสียจนผมรู้สึกว่าความอบอุ่นระหว่างเรามันไม่เหลืออยู่เลย...วันเวลาและระยะทางทำมันจืดจางได้อย่างงายดาย


ผมกระพริบตาถี่ บ้าจริง! ความอ่อนแอที่คิดว่าจะหายไปมันวนกลับมาอีกครั้ง เพราะอะไรนะ อาจเพราะผมได้กลิ่นนี้ กลิ่น Bvlgari Aqua กระจายอยู่รอบตัวคนๆนี้ ผมสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วเดินเลี่ยงหลบสายตาภายใต้กรอบแว่นสีดำนั้นไปที่ท่าน้ำ ต้นไม้ที่เห็นปริ่มๆ น้ำอยู่ทางขวามือของผม คือต้น ลำพู เขาว่ากันว่าเป็นไม้ท้องถิ่นดั้งเดิมของแถบนี้ ก็น่าจะจริงเพราะย่านนี้ คือ บางลำพู ผมว่าต้นใหญ่ๆ นั่น อายุน่าจะเกิน 100 ปี ผมนึกถึงหิ่งห้อยขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าจะมีหิ่งห้อยตัวน้อยๆกระพริบแสงวนเวียนอยู่ที่นี่ในยามค่ำคืนไหมนะ ธรรมชาติยังเปลี่ยนแปลงได้ นับประสาอะไรกับจิตใจคนที่วกวนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

พงศธรยังคงกดชัตเตอร์อย่างต่อเนื่องผมยืนกอดอกทอดสายตาไปยังลำน้ำเจ้าพระยาตรงหน้ามองดูทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยาบรรยากาศยามเย็นที่ตะวันใกล้จะตกจากขอบฟ้า ชวนให้ลุ่มหลง และจากจุดนี้สามารถมองเห็นวิวสะพานพระราม8ได้อย่างชัดเจน

“เป็นไงสนุกไหม ผมว่าคุณคงไม่เคยมาเดินเล่นชิลล์แบบนี้ละสิ”

ผมละสายตากับภาพบรรยากาศยามเย็นตรงหน้าหันมองหนุ่มที่จะมาเป็นครูให้ผม ส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนส่งยิ้มจางๆให้ไป

“อืม...ถ้าจบโปรแกรมแค่ที่สวนสันติชัยปราการ ทริปนี้คงจะสั้นเกินไป เดี๋ยวผมจะพาคุณเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเรียบริมน้ำแม่เจ้าพระยา ทางนี้จะยาวเชื่อมตั้งแต่ส่วนนี้ผ่านท่าพระอาทิตย์ไปจนถึงท่าพระปิ่นเกล้า และยังมีทางที่จะเดินต่อไปยังท่าพระจันทร์ได้อีกด้วย..ปะไปกันเลย”

“อืม..แต่ว่า”

“เอาน่า จะเดินริมถนนในบรรยากาศเดิม ๆ ทำไมเล่า ไปกันต่อทางนี้เลยดีกว่า”

พงศกรขยับมาใกล้และกระซิบอะไรบางอย่างกับผมพร้อมพยักหน้าชักชวนให้ผมรีบหลบนิกกี้ลงไปยังทางเรียบแม่น้ำ


“เบื่อคนติดตามหรือเปล่า และไว้ใจผมไหม ถ้าใช่ก็ตามมา”

ที่ย่านท่าพระจันทร์มีร้านค้า ร้านอาหารมากมาย เพราะเป็นแหล่งชุมชนที่ติดกับมหาวิทยาลัย วัด และยังเป็นจุดขึ้นลงเรือที่จะข้ามฝั่งไปยังท่าวังหลัง ท่าพระปิ่นเกล้า มีร้านอาหารอร่อยมากมายเป็นร้านริมแม่น้ำ ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อ คนแน่นตลอดเกือบทุกร้าน

พงศธรพาผมนั่งที่ร้านหนึ่งที่ติดกับริมแม่น้ำ วิวแม่น้ำยามอาทิตย์อัศดงสวยมากเราทานอาหารง่ายๆกันเพราะผมยังอยู่ในช่วงเบื่ออาหาร พงศธรสั่งเมี่ยงก๋วยเตี๋ยวปลาและเนื้อปลาลวกจิ้ม อาหารที่นี่สดและไม่คาว อร่อยดีเหมือนกัน แต่ออกจะเผ็ดไปบ้างผมต้องรีบดื่มน้ำส้มคั้นสดตามเพื่อล้างปากเมื่อทานไปได้ไม่กี่ชิ้น กำลังเพลิดเพลินกับการห่อเมี่ยง มือถือผมก็ดังขึ้น ขัดจังหวะการทานอาหารที่แสนอร่อย

“คุณฟลุ๊คครับ อยู่ไหนครับ ผมเดินหาจนทั่วเลย..อย่าแกล้งสิครับ”

“เอ่อ..”

“บอกคนของคุณให้รออยู่ตรงนั้นแหล่ะที่ร้านกาแฟตรงข้ามกับป้อมนะ..”
ผมบอกนิกกี้ตามที่พงศธรบอก แต่นิกกี้ก็อดเป็นห่วงไม่ได้อาการร้อนรนที่แสดงออกมาทางน้ำเสียงทำให้ผมอดฉุนขึ้นมาไม่ได้ ..นี่คนพวกนี้ไม่กลัวผมแต่กลัวพี่มากกว่างั้นหรือ..

“คุณฟลุ๊คครับ...เดี๋ยวหัวหน้าเล่นงานผมแย่เลย..รีบกลับมาเถอะครับ”

“ไม่มีอะไรหรอกนิกกี้ รับรอง..ผมไม่ทำให้คุณเดือดร้อนแน่ๆ”

ผมวางมือถืออย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก กำลังคิดไปว่าคนที่นิกกี้กลัวนั้นจะสนใจผมจริงๆอย่างนั้นหรือ

“ ชิส์!”

พงศธรเลิกคิ้วเป็นคำถามผมก็เลยบอกว่า

“เปล่าไม่มีอะไรครับ”

ผมเลี่ยงที่จะไม่ตอบ พงศธรก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไร ยังคงยิ้มแย้มคุยตลกให้ผมฟังจนผมอารมณ์ดีขึ้น ผมปล่อยหัวเราะได้อย่างสบายใจ แปลกทำไมผมรู้สึกว่าไว้ใจหนุ่มหน้าใสคนนี้ได้อย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนพูดตรงและมีแววจริงใจในดวงตาคู่นั้น

“เอ้อ.. อ.อ.อิ่ม...ชักไม่อยากเดินกลับแล้วสิ ลองเปลี่ยนมานั่งเรือกลับดูบ้างมั๊ย”


ผมตาโตเพราะนึกสนุก รีบพยักหน้าเห็นด้วย...จริงสิ..ไหนๆก็ได้ออกมาจากบ้านแล้วลองเที่ยวแบบแปลกๆให้สนุกไปเลยดีกว่า พงศธรพาผมขึ้นเรือแต่เป็นการข้ามแบบซิกแซ็กนิดหนึ่ง เพราะไม่มีเรือตรงจากท่าพระจันทร์ไปถึงท่าพระอาทิตย์เราต้องขึ้นเรือข้ามฟากที่ท่าพระจันทร์ ไปที่ท่าพระปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรี แล้วนั่งเรือข้ามจากท่าพระปิ่นเกล้าฝั่งธนฯ กลับมาท่าพระปิ่นเกล้าฝั่งพระนครที่ผ่านตอนขามาตรงสุดทางเดินริมน้ำ ผมสนุกกับการนั่งเรือข้ามฝากไปมาแบบนี้มากตื่นเต้นดีฮะ เมื่อเราขึ้นท่าแล้วจึงเดินต่อไปท่าพระอาทิตย์ ระหว่างที่เดินกันมาเรื่อยๆพงศธรก็เอ่ยขึ้น

“อ้อ..คราวหน้าไม่ต้องเรียกผมเต็มยศขนาดนี้ก็ได้เรียกผมว่าดิวดีกว่านะ”

“อื่ม..ขอโทษนะ..พอดีผมมีความหลังที่ไม่ดีกับชื่อนี้..ผมขอเรียกแบบเดิมได้ไหม”

“อ่ะ..หรือ..งั้นเรียกผมว่ากัสก็ได้ จริงๆผมมีชื่อเรียกในหมู่เพื่อนฝูงว่าดิวกัสโซ่ แต่คุณเรียกแค่กัสก็น่าจะดี”

“ตกลงครับ...กัส”

“อ้อ..อีกเรื่องที่ผมอยากบอกคุณ คุณเป็นคนเชื่อคนง่ายเกินไป กับผมแค่เจอกันครั้งแรกแต่คุณก็ตามผมไปทุกที่ แบบนี้มันไม่ปลอดภัยสำหรับคุณนะ”

ผมตกใจกับคำที่กัสพูด

“อ่ะ!...แต่คุณเป็นน้องชายพี่พล”

“ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นก็ช่าง...อย่าไว้ใจใครง่ายๆ แม้กระทั่งคนที่เราไว้ใจมากที่สุด...จำไว้นะครับ”

ผมคิดทบทวนสิ่งที่กัสบอก...ใช่..ผมไว้ใจคนง่ายเกินไป ..และผมรู้สึกดีกับกัสมากขึ้นอาจเพราะเขาพูดและเตือนตรงๆ เราเดินออกจากซอยเล็กๆตรงไปยังถนนพระอาทิตย์มาถึงตรงที่เราจอดรถไว้ก็ค่ำพอดี พอนิกกี้เห็นผมกับพงศธรเดินออกมาที่ถนน บอดี้การ์ดร่างท้วมของผมก็มีสีหน้าโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด


ผมบอกกับพงศธรว่าจะไปส่งที่บ้านแต่เขาปฏิเสธบอกว่าเขาเองก็จอดรถไว้ที่ตรงนี้เหมือนกัน พงศธรชี้ไปที่รถแลนด์โรเวอร์สีฟ้าน้ำทะเลที่จอดอยู่ใกล้ๆรถของผม แล้วหันมาบอกให้ผมรีบกลับเถอะเพราะกลัวคนที่บ้านจะเป็นห่วง ผมอดนึกถึงหน้าพี่ไม่ได้ ป่านนี้จะรอผมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ชิส์!
.
.
.
ยอมรับครับว่าผมทำใจลำบากกับการที่ปล่อยให้น้องออกไปโดยที่ไม่ได้อยู่ในสายตาผมเหมือนเคย การโดนหลอกหลอนจากความผิดพลาดครั้งนั้นทำให้ผมกลัว แต่ที่ผมปล่อยให้น้องออกไปกับนิกกี้และจ่าหมาน ผมทำเพื่อน้อง คงไม่อยากให้ผมไปนั่งเป็นก้างขวางคอระหว่างเดทกับพี่พลหรอก..ชิส์!


ผมรู้ว่าตลอดบ่ายจนพลบค่ำผมอารมณ์เสีย การไม่ได้รู้ข่าวคราวของน้องทำให้ผมฟุ้งซ่าน ผมขับรถออกไปเรื่อยเปื่อยหลังจากวางแผนเรื่องการเตรียมงานคุ้มกันครอบครัวธรรมมลในงานฉลองสมรสของน้องไอซ์จบลง งานนี้จะจัดขึ้นในสวนเล็กๆภายในโรงแรมไอลดาพาราไดซ์ แม้ว่าจะเป็นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผม แต่ผมก็ยังไม่ไว้วางใจ


ในส่วนของการจัดเลี้ยงและการต้อนรับพนักงานทุกคนที่จะเข้าออกในงานจะถูกกำหนดตัวไว้จนหมดแล้วซึ่งจะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคลภายหลัง เรื่องนี้ผมกำชับให้คุณวิกานดาผู้จัดการดูแลอย่างเคร่งครัด เรื่องสถานที่ผมได้กำหนดจุดทุกจุดที่ครอบครัวธรรมมลจะปรากฏแก่สายตาคนในงานไว้แล้ว และจะไม่คลาดเคลื่อนไปจากนี้ ทุกที่จะมีผู้อารักษ์ขาอยู่ไม่ห่าง งานนี้ผมจะพลาดไม่ได้เลย


ผมต่อโทรศัพท์ถึงนิกกี้ได้รับข้อมูลว่ากำลังเดินทางกลับผมก็เบาใจ ผมไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เป็นร้านอาหารกึ่งผับที่มีอาหารอร่อยและเพลงน่าฟัง ผมนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของร้าน สั่งอาหาร2-3อย่างมานั่งทาน ดื่มไวน์ไปเล็กน้อยครับเพราะผมต้องขับรถกลับเอง เสียงเปียโนไฟฟ้าที่กำลังอินโทรเพลงอยู่บนเวทีเล็กๆนั้นฉุดดึงให้ผมหันไปมอง


“...ได้ชิดเพียงลมหายใจ…แค่ได้ใช้เวลาร่วมกัน …แค่เพียงเท่านั้น ...แต่มันเกินห้ามใจ
ที่ค้างในความรู้สึก... ว่าลึกๆเธอคิดยังไง ..รักเธอเท่าไร แต่ไม่เคยพูดกัน
อะไรที่อยู่ในใจก็เก็บเอาไว้ …มันมีความสุขแค่นี้ก็ดีมากมาย
เธอจะมีใจหรือเปล่า…เธอเคยมองมาที่ฉันหรือเปล่า …ที่เราเป็นอยู่นั้นคืออะไร
เธอจะมีใจหรือเปล่า …มันคือความจริงที่ฉันอยากรู้
ติดอยู่ในใจ …แต่ไม่อยากถาม …กลัวว่าเธอเปลี่ยนไป
ไม่ถามยังดีซะกว่า…เพราะฉันรู้ถ้าเราถามกัน …กลัวคำๆนั้น …อาจทำร้ายหัวใจ
อะไรที่อยู่ในใจก็เก็บเอาไว้…มันมีความสุขแค่นี้ก็ดีมากมาย

เธอจะมีใจหรือเปล่า…เธอเคยมองมาที่ฉันหรือเปล่า …ที่เราเป็นอยู่นั้นคืออะไร
เธอจะมีใจหรือเปล่า …มันคือความจริงที่ฉันอยากรู้ติดอยู่ในใจ..แต่ไม่อยากถาม กลัวว่าเธอเปลี่ยนไป

เธอจะมีใจหรือเปล่า มันคือความจริงที่ฉันอยากรู้ติดอยู่ในใจ..แต่ไม่อยากถาม ...กลัวรับมันไม่ไหว”



ปล่อยใจไปกับบทเพลงที่นักดนตรีกำลังบรรเลง ..ตอนนี้ผมก็คงรู้สึกเหมือนกับในเพลงนี้ อยากจะรู้ความรู้สึกของน้องเหลือเกิน แต่ก็ไม่กล้าถาม..ผมกลัวกับคำตอบที่จะได้รับ...ผมกลัวความผิดหวัง ผมหวนนึกถึงคำของเมย์ขึ้นมา

“ คุณเคยได้ยินคำว่า Platonic Love ไหมคะโอ ส่วนคำในภาษาไทยก็น่าจะมาจากการประสมคำระหว่าง คำว่า รัก และ บริสุทธิ์ หมายถึง รักที่มาจากความบริสุทธิ์ใจ เป็นความรัก ที่รักเพียงเพื่อห่วงใย อยากปกป้อง อยากคุ้มครอง มีแต่ความรู้สึกดีดีให้แก่กันโดยไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน”


“เมย์เคยอ่านหนังสือของนักประพันธ์ท่านหนึ่ง ... ปราย พันแสง เธอเขียนไว้ใน “จดหมายรัก” โดย ตอนหนึ่งเป็นเรื่องของ"เรือ" กับ "ประภาคาร" ... เป็นการขยายความเรื่องของ Platonic Loveไว้น่าฟังมาก


“..เมื่อรักใครคนหนึ่ง จึงไม่สำคัญเลยว่าเราจะได้กอดกันหรือไม่
ความรักบางอย่างในชีวิตคนเราเอื้อมไม่ถึง สัมผัสไม่ได้
เหมาะสำหรับเอาไว้มองดู..ไว้ชื่นชมอยู่ไกลๆ


..ดวงไฟประภาคารสวยล้ำค่า
ยามที่เราล่องเรืออยู่ในทะเลลึกจนหาทางกลับไม่ได้
เราจ้องดูดวงไฟ เพียงให้รู้ว่าควรเดินหน้าไปทิศทางใด
แต่ใช่ว่าเราจะต้องเบนหัวเรือ เพื่อมุ่งไปจอดเทียบท่าหน้าประภาคารเสียเมื่อไหร่


..ได้รักเธอ...ประภาคารก็ดูสวยดี
คนที่ฉันกอดได้ ก็ทำให้รู้ว่าโลกนี้สดชื่นสว่างไสว..
อย่าสนใจเลยนะคนดีว่ารักเธอแล้วฉันคนนี้จะกอดใคร
แค่เชื่อว่าฉันรักเธอตลอดไป...เพียงพอแล้ว...”



“ความรักบริสุทธิ์ นั้นจะไม่มีความเห็นแก่ตัว หรือความหึงหวง เข้ามาเกี่ยวข้อง”

.….เมย์ครับแต่เดิมผมเชื่อว่ารักของผมที่มีให้น้องนั้นมันเป็นรักที่บริสุทธิ์ ผมรักน้องแบบพี่น้อง แต่เมื่อเวลาผ่านไปผมแน่ใจว่าผมรักน้องแบบเดิมอีกไม่ได้แล้ว รักของผมเปลี่ยนไป รักของผมกลับกลายเป็นรักที่อยากได้อยากครอบครองในทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง


.. ผมตอนนี้...คงไม่ต่างจากนายดิวนั่นมากสักเท่าไหร่ ...บางที...ผมอาจจะเลวยิ่งกว่าก็ได้...


++++TBC++++


Create Date : 06 มกราคม 2555
Last Update : 9 มกราคม 2555 22:38:25 น. 8 comments
Counter : 669 Pageviews.

 
Happy New year 2012^^
สวัสดีปีใหม่ค่ะน้อง...ขอให้มีความสุข
ตลอดปีและตลอดไป...คิดและหวังอะไรไว้
ก็ขอให้สมหวังในทุกๆสิ่งนะคะ
...แป่วววว....เอ่อ...นายดิวคนนี้เป็นใคร???
จะร้ายแบบดิวคนโน้นรึเปล่า...เพราะดูว่าน้อง
ไว้ใจคนง่ายเกินไป..กลัวจะตกหลุมพรางของใคร
รึเปล่า???ส่วนไอ้พี่เกรียนเมื่อไหร่จะเปิดใจกับน้องซักทีนะ
เผื่อว่าอะไรๆจะดีขึ้น...อยากให้เค้าสองคนเข้าใจกัน
จะได้กุ๊กกิ๊กบ้างไรบ้างอ่ะ....
รู้สึกตอนนี้มีบรรยายภาพสถานที่เยอะดี...
ทำให้เห็นภาพตามและได้ความรู้ด้วย...
ขอบคุณน้องดาที่มาต่อตอนใหม่ให้
เป็นกำลังใจให้นะคะ...


โดย: พี่นิด IP: 110.49.249.79 วันที่: 6 มกราคม 2555 เวลา:17:54:05 น.  

 
อยากให้ครอบครองกันไวๆจัง!


โดย: miyukik IP: 110.49.245.176, 141.0.8.33 วันที่: 6 มกราคม 2555 เวลา:21:33:26 น.  

 
เคยอ่านบทความนี้ของคุณปราย พันแสง
มาอ่านอีกครั้งก็รู้สึกดีมากขึ้นที่ไรเตอร์เก่ง
เอามาใส่ในเรื่องด้วย
อ่านแล้วอึดอัดแทน เมื่อไหร่สองคนนี้จะได้
บอกรักกันสักทีนะ ลุ้นๆๆๆๆ


โดย: ตัวกลม IP: 118.173.141.8 วันที่: 7 มกราคม 2555 เวลา:12:45:46 น.  

 
พี่ดา ขอแบบสบตาแปล๊บๆ แสบใจ เอาแบบตัดขั้วหัวใจกันไปเลยนิ


โดย: ji IP: 58.10.228.201 วันที่: 7 มกราคม 2555 เวลา:20:44:38 น.  

 
น่ารักแบบเหงา ๆ พี่ดาเขียนซะอินเลย
รอตอนต่อไปนะคะ


โดย: lovePK IP: 49.48.228.5 วันที่: 9 มกราคม 2555 เวลา:16:19:00 น.  

 
อยากเห็นพี่โอเห็นแกตัวจัง.....ทำให้น้องรู้ไปเลยว่าคิดยังไง ^^

และสงสารน้องที่ต้องมาทรมานเพราะไม่รู้ใจของอีกฝ่าย


โดย: lunarcry25 IP: 58.8.161.114 วันที่: 12 มกราคม 2555 เวลา:0:47:40 น.  

 
พี่เค้าพยายามทำใจอยู่ห่างน้อง แต่กลับกลายเป็นว่าคนน้องเข้าใจเจตนาของพี่ผิดเสียอีก.....เฮ้อ~~~


โดย: Lookwha IP: 58.10.84.237 วันที่: 17 มกราคม 2555 เวลา:12:51:08 น.  

 
น่าสงสารพี่โอ
กับน้องจัง


โดย: หมูหวามน IP: 223.206.120.212 วันที่: 27 สิงหาคม 2555 เวลา:20:04:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

womam in love
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




...อยากให้รัก...หมุนรอบตัวฉันและเธอ...ตลอดไป..
http://i485.photobucket.com/albums/rr213/yamiejung16/ui20.gif
New Comments
Friends' blogs
[Add womam in love's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.