No Happy Ending...

Me - I love you. And not, not in a friendly way, although I think we're great friends. And not in a misplaced affection, puppy-dog way, although I'm sure that's what you'll call it. I love you. Very, very simple, very truly. You are the-the epitome of everything I have ever looked for in another human being. And I know that you think of me as just a friend, and crossing that line is-is-is the furthest thing from an option you would ever consider. But I had to say it. I just, I can't take this anymore. I can't stand next to you without wanting to hold you. I can't-I can't look into your eyes without feeling that-that longing you only read about in trashy romance novels. I can't talk to you without wanting to express my love for everything you are. And I know this will probably queer our friendship - no pun intended - but I had to say it, 'cause I've never felt this way before, and I-I don't care. I like who I am because of it. And if bringing this to light means we can't hang out anymore, then that hurts me. But God, I just, I couldn't allow another day to go by without just getting it out there, regardless of the outcome, which by the look on your face is to be the inevitable shoot-down. And, you know, I'll accept that. But I know, I know that some part of you is hesitating for a moment, and if there's a moment of hesitation, then that means you feel something too. And all I ask, please, is that you just - you just not dismiss that, and try to dwell in it for just ten seconds. There isn't another soul on this fucking planet who has ever made me half the person I am when I'm with you, and I would risk this friendship for the chance to take it to the next plateau. Because it is there between you and me. You can't deny that. Even if, you know, even if we never talk again after tonight, please know that I am forever changed because of who you are and what you've meant to me - Holden McNeil (Chasing Amy)

You - Gosh, that was an exact same way I think about you.


And then I wake up...

"You are my best friend & forever will be" is an exact sentence she told me. She told me as I bare my heart to her, like Holden McNeil bares his heart to Alyssa. That seemingly innocent sentence, one never thought that it would be such a soul-crushing until an exact moment.

"Trust me, you're gonna find a better girl", she said another sentence; the same pattern that many generation had used it before. But as I am a very person who stood at the other end of this conversation, it's such a devastating experience, it's beyond any languages can even describe.

'Nothing strikes me so forcibly with a sense of the ridiculous as love - A Man in love I do think cuts the sorryest figure in the world - Even when I know a poor fool to be really in pain about it, I could burst out laughing in his face - His pathetic visage becomes irresistible.' - John Keats

Even a poet in 18th century knows better than 21st century guy. "Why do fools fall in love?" You might ask. Then I would say “because some fools never learn, especially a persistent fool who too stubborn to notice a sign when he needs to quit." I'm fully aware that, there ain’t nothing good will come out of this.

Of course, it's happening all over again…

Of course, it's gonna be heartbreaking, a love that shattered. Of course, I can't pretend to be what I used to be. Of course, this feeling is gonna haunt me for many years to come. And of course, this is vicious cycle.

"My mind already made the sense of it, but my heart is gonna take a while", as it keeps repeating in my conscious. Apparently, I still have a long journey ahead, and poor me, it's probably a journey that never had a finishing line in the first place…

This is the way you left me,
I'm not pretending.
No hope, no love, no glory,
No Happy Ending.
This is the way that we love,
Like it's forever.
Then live the rest of our life,
But not together.

Create Date : 02 กันยายน 2552
Last Update : 3 กันยายน 2552 1:11:55 น. 26 comments
Counter : 1043 Pageviews.

ิ่านมาทั้งหมดแล้ว ยิ่งมาเจอเพลงของเจ๊มีค่า ยิ่งบิวท์หนักเลยครับ

โดย: เข็มขัดสั้น วันที่: 2 กันยายน 2552 เวลา:22:08:20 น.  

+ แว้กกก! ว่าจะเข้ามาอ่านหนัง nutshell ซะหน่อย เห็นแว้บๆ เปลี่ยนหน้าซะแล้รึนี่ เด๊วผมขอตามไปอ่าน & เม้นต์ที่หน้าโน้นก่อนเน้อคร้าบ

โดย: บลูยอชท์ วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:0:29:50 น.  

I like Caroline too!

I think his movies is great.
(I love Nightmare Before Christmas)

โดย: ฟ้าดิน วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:4:17:50 น.  


Good morning...จ้า

โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:5:26:01 น.  

เรื่องความรักนี่ พูดยากจัง

ป.ล. The Naked Kitchen เพรส 7 กันยาที่เซนเวิร์ล

เจอกันจ้า ขอบคุณที่ชวนเน้อ

โดย: grappa IP: วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:8:37:54 น.  

เศร้านะ T_T

โดย: เอกเช้า IP: วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:20:58:08 น.  

โอ๋ย... เดี๋ยวไปตามเมียมาอ่านก่อนนะ ลำพังข้าพเจ้าเองไม่มีปัญญาอ้ะ

โดย: แฟนผมฯ IP: วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:21:12:39 น.  

+ เอิ่มมม ... ดูจบแล้ เป็น MV แบบ less is more รึเปล่าครับเนี่ย ใช้ภาพแค่ไม่กี่ภาพเองอ่า เหอๆ ส่วนเสียงคุณมี้ค่ะ ก็แสบสันต์แยงรูหูเหลือใจเช่นเคย แต่เพลงเค้าก็ความหมายดีอยู่นะครับ

+ ส่วนบทความข้างบน กว่าจะอ่านจบ เล่นเอาผมเหนื่อยแฮ่กเหมือนกันนะเนี่ย (ดีที่วันนี้มาถึงนี่ตอนเซลล์สมองยังไม่ปิดดี หุๆ )

โดย: บลูยอชท์ วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:23:32:21 น.  


Goodbye, my almost lover
Goodbye, my hopeless dream
I'm trying not to think about you
Can't you just let me be?

***still on da road to closure

โดย: BloodyMonday วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:23:37:38 น.  

อืม... นี่ผมควรจะให้กำลังใจคุณบลัดดี้ใช่มั๊ยครับ? (คือด้วยสติปัญญาของผม อ่านแล้วก็ยังงงๆ เลยไม่กล้าฟันธงว่าเข้าใจ 5555++)

โดย: แฟนผมฯ IP:, วันที่: 4 กันยายน 2552 เวลา:17:03:04 น.  

+ ผมเพิ่งจะได้ดู Bandslam มาเมื่อตอนหัวค่ำ ชอบมากมายเลยครับ (ถึงคะแนนตามเว็บจะดูไม่ค่อยดีก็ตาม) แบบรู้สึกว่าผมรู้สึกคอนเนคกับตัวหนังและบางคาแรคเตอร์ในนั้นอ่ะครับ ขอบคุณที่เคยกล่าวถึงหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมรู้สึกอยากดูมากขึ้นจากเดิมที่ยังไม่ค่อยแน่ใจอ่ะครับผม

โดย: บลูยอชท์ วันที่: 5 กันยายน 2552 เวลา:1:44:51 น.  

อ่าน you & me อันแรกจบกรี๊ดแตกเลยครับ

แต่หลังจากนั้น ไม่เลยครับ เศร้า...ไม่น่าตื่นมาเลย


โดย: Seam - C IP: วันที่: 5 กันยายน 2552 เวลา:11:51:12 น.  

ยกท่อนเพลงของมิก้ามา แล้วแบบว่าเพลงนี้อย่างชอบ
ตอนฟังอัลบั้มช่ววงแรกๆ เปิดแต่เพลงนี้ซ้ำ ยิ่งท่อนนี้
แบบ โอววววว

ส่วนเรื่องเล่าตอนต้น ... Once I used to fall in love with someone but nothing happens but now i've found my true love which i never think i will find it anyway i think anyone can find their real love ... it's the story of love that i hope it will happen to anyone...

โดย: cottonbook วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:0:12:09 น.  


no happy endind ก็ no happy ending

นี่เป็นครั้งที่ 2 หรือเปล่านี่..

มันต้องมีสักเรื่องสักตอนที่เป็น Happy ending ค่ะ
เพราะ life goes on...


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:8:54:36 น.  


(Turn and face the strain)
Just gonna have to be a different man
Time may change me
But I can't trace time

Thx, guys ! I'm gonna change (or at least I'm gonna try to change...)

โดย: BloodyMonday วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:18:44:21 น.  

ตามเก็บอะไรๆที่มันแตกกระจายได้ครบรึยังครับ? แล้วมันจะเป็นอย่างที่คุณบลัดดี้บอกแหละ "เวลาจะช่วยเยียวยา" (แต่มันไม่ได้ช่วยให้ลืมนะ แค่ช่วยให้ชินเท่านั้นเอง)

เพิ่งกลับจากไปดู Final 4 มา ไม่รู้จะพูดยังไง เอาเป็นว่ารออ่านเม้นคุณบลัดดี้น่าจะสนุกกว่าหนังทั้งเรื่องซะอีก (แต่ถ้ามันทำภาค 5 ผมก็จะดูนะ 555++)

โดย: แฟนผมฯ IP: วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:21:54:45 น.  

สู้ๆ น้า อาร์ต มาให้กำลังใจที่นี่ด้วย

โดย: grappa วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:11:21:35 น.  

Even a poet in 18th century knows better than 21st century guy. แต่ถึงจะอย่างนั้นก็ตาม หนังจากปี 1997 ก็สามารถบรรยายความในใจของชายหนุ่มที่หายใจอยู่ในปี 2009 ได้ นี่เป็นการอ่านเอนทรี่ที่ใช้เวลานานที่สุดในชีวิตของผม เพราะทั้งเอนทรี่เป็นอังกฤษล้วนๆ ซึ่งเรียกร้องความสามารถในการอ่านเกินความสามารถที่ผมมี อ่านไปแปลไป เล่นเอาเหนื่อยเลยผม ดีที่มีเว็บ // นั่งอยู่ข้างๆ คอยช่วยเหลือ (ฟู่) แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่สามารถเข้าใจทุกตัวอักษรได้ 100% แต่นี่คือความรู้สึกของผมจากการอ่านในส่วนที่เข้าใจครับ

มันเป็นความรู้สึกที่หลากหลายมาก...ผมไม่ได้หมายถึงเอนทรี้นี้นะ ผมหมายถึงการที่เราไปแอบชอบเพื่อนดีๆสักคน แล้วเมื่อถึงจุดๆนึง ความรักที่มีมันจวนจะระเบิดออกมาแล้ว มันแทรกออกมาทุกรูขุมขน มันแฝงมากับทุกการกระทำ มันเคลือบทุกคำพูดที่เราสนทนากับเขา มันเปล่งประกายมากับสายตาที่เราจ้องมองเขา ซึ่งทั้งหมดมันบอกกับเราว่า “มันถึงเวลาแล้วที่ต้องพูด”

แน่นอนว่า แค่เพียงเงยมองสีหน้าของอีกฝ่ายก็ให้ความรู้สึกราวกับว่า is to be the inevitable shoot-down แต่ถึงแม้จะรู้อย่างนั้น ถึงแม้จะรู้ว่าบอกไปก็ไมได้ประโยชน์อะไร ถึงแม้จะรู้ว่าบอกไปแล้วอาจจะทำให้เราไม่อาจจะเป็นเพื่อนเล่นกันได้อีก แต่มันต้องบอกแล้วไงตอนนี้ มันต้องบอกออกไปแล้ว

แบบนี้เอง ที่ผมรู้สึกว่ามันหลากหลายไปด้วยความรู้สึก ทั้งความเป็นเพื่อน ความรัก และแน่นอนความสูญเสีย มันเป็นการเลือกที่จะได้บอกได้แสดงว่าวาเรารักใครสักคน โดยเพื่อได้ทำเช่นนั้นเรายอมแลกได้แม้มิตรภาพที่เคยมีมา เพราะถ้าต้องให้ทนแอบรักต่อไป...ความรักที่อัดอั้นมันคงจะไปทำให้อะไรบางอย่างในตัวเราแตกสลายและไม่สามารถกลับคืนมาเหมือนเดิมได้อีก

มันเป็นเส้นทางที่ No hope, no love, no glory, No Happy Ending. จริงๆครับ

แต่มันเป็นเส้นทางที่เราต้องเดินผ่านไปจริงๆ แม้ว่ามันจะปราศจากความหวัง ไม่สามารถประคับประคองความรักให้อยู่รอดได้ เป็นการเดินทางไปสู่การสูญเสียศักดิ์ศรีในฐานะคนที่ถูกบอกผ่าน รวมถึงไม่มีจุดผกผันให้กลับมา Happy Ending แบบในหนังโรแมนติกคอเมดี้

แต่ในฐานะผู้ชายเดียวกัน... ในฐานะคนที่เข้าใจในความอารมณ์ความรู้สึกประมาณเดียวกันนี้...

please know that I am forever changed because of who you are and what you've meant to me

ใช่ เมื่อมีความรัก ผู้ชายเราจะเปลี่ยนไปเพราะความรักนั้น และเมื่อความรักเปลี่ยนให้เรารักใครสักคนแล้ว... เรื่องอะไร เหตุผลใด หรือความเสี่ยงขนาดไหนก็ไม่สามารถมาห้ามให้เราแสดงออกได้หรอก และสำหรับผู้ชายที่กล้าที่คว้ามือออกไป กล้าที่จะเสี่ยงรับมือกับความผิดหวังมากกว่าจะเผชิญหน้ากับความรักที่ปิดบัง ...ในความรู้สึกของผม ผมว่าผู้ชายแบบนี้น่าจะได้รับการยกย่อง ว่าเป็นผู้ชายที่มองชีวิตอย่างมีความหวัง ไม่จมจ่ออยู่แต่กับความหวาดกลัวที่จะสูญเสีย เป็นผู้ชายที่เข้าใจในเนื้อหาของความรักว่ามันเป็นการรู้สึกจากภายในแต่ต้องไม่ลืมที่จะบอกออกไปสู่ภายนอก เป็นผู้ชายที่มีศักดิ์ศรีเปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และผู้ชายเช่นนี้จะได้พบความสุขในท้ายที่สุดในสักวันนึง....

ทางที่คุณเลือกนั้นมันมีนะ... it have hope love glory and Happy Ending.

คุณคงจะได้ยินผมที่กำลัง standing ovation อยู่หน้าจอคอมไปแล้ว

โดย: ขอรบกวนทั้งชุดนอน วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:11:59:58 น.  


แต่ก็พอจับใจความได้ เข้มแข็งนะครับ

โดย: navagan วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:17:41:33 น.  

หายหัวหายหน้าไปนาน เข้ามาปลอบใจช้าไปหน่อย ขอโทษนะ

don't really know what to say...but if you need to talk to someone i'm just a phone call away *patpat*

โดย: อป (apple_cinnamon ) วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:19:30:02 น.  

โห... ซึ้งคุณอป.

ถ้าอยากมากินเหล้าแถวระยองก็ขอเชิญนะครับ ผมขอของแลกเปลี่ยนเป็นเศษเสี้ยวของหนังที่ประธานชมรมสะสมก็พอ

โดย: แฟนผมตัวดำ วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:22:03:04 น.  

+ แว้กกกก! หน้านี้ผมเข้ามาเม้นต์หลายทีมาก แต่ทำไมไม่สำเหนียกเลยนะเนี่ยว่าคุณ BdMd กำลังเผชิญกับอารมณ์ประมาณไหนอยู่ ต้องขอโทษด้วยครับ

+ ผมก็ปลอบใจเพื่อนไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ก็ขอให้คุณเข้มแข็ง และผ่านพ้นช่วงที่อ่อนแอของชีวิตนี้ไปได้ด้วยสติของเราเองนะครับผม ไม่มีใครรักเราเท่าตัวเราเองหรอกครับ

โดย: บลูยอชท์ วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:0:22:53 น.  

+ อ้อ! ลืมบอกอีกอย่าง พอโตจนอายุปูนนี้ ผมเริ่มจะเลิกคาดหวังกับทุกๆ สิ่งไปแล้วล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้คน, หนังที่จะดู, เหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต ฯลฯ เพราะมันเป็นปัจจัยที่เราไม่มีทางควบคุมได้ทั้งนั้น ... ดังนั้นสู้ปล่อยให้ชีวิตมันเป็นไปตามที่มันจะต้องเป็น แล้วเราก็เอาตัวของเราเข้าไปมีส่วนร่วมในวิถีทางอันควรที่สุด เท่านั้นก็คงพอ แบบว่าพยายามปล่อยวางให้ได้มากที่สุดอ่ะครับผม

โดย: บลูยอชท์ วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:0:25:47 น.  

เพิ่งผ่านเหตุการณ์ไม่ดีมาไม่เท่าไหร่ มาได้ข่าวว่าเสียคุณย่าใน FB อีก

หวังว่าคุณอาร์ตยังคงแข็งแรงและมีกำลังใจนะครับ ผมเสียใจด้วยครับ


เป็นกำลังใจให้ สู้ๆครับ

โดย: Seam - C IP: วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:13:59:02 น.  

อ้าว มีข่าวร้ายอีกเรื่องแล้วเหรอ เสียใจด้วยนะครับ

จะเข้ามาบอกว่าผมก็ไม่ชอบโคทาโร่ภาค L เหมือนกันครับ ดูมันขาดๆเกินๆยังไงไม่รู้ แล้วถ้า อ. ฮิรุตะแกกลับมาเขียนไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องถือว่าน่าเสียดายมากๆ คงเป็นการปิดฉากที่ไม่สวยงามเท่าไหร่สำหรับการ์ตูนที่ (เกือบจะ) เป็นตำนานเรื่องนี้

โดย: แฟนผมตัวดำ วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:16:19:34 น.  



ขอให้เป็นวันที่ดีของคุณ BM นะคะ

เลยแวะมาดูใจ เอ๊ย!! ให้กำลังใจค่ะ..

May force be with you...

นั่งดูเทนนิส US Open 2009 อยู่หรือเปล่าคะเนี่ยะ!!!

หว้งว่าคงไม่ได้ crying in the rain นะคะ

โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:22:28:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

Location :
Imaginationland, Valley of Bliss China

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

-= M & M in Nutshell =-

Gentlemen Broncos (2009)

You could have brain tumor by watching this contaminated turd. Nothing in Gentlemen Broncos pays off, it’s incoherent mess, and chock-full of incredibly annoying characters. You will not only loath this movie, but it also makes you want to punch someone who responsible for this abomination in the face.

BloodyMonday Rating:

Fantastic Mr. Fox (2009)

Imagine if Akira got Live-Action treatment by... say Alfonso Cuarón, you know how awesome it might be? That’s what happened to "Fantastic Mr. Fox". Wes Anderson's auteur perfectly captured the quirkiness and blissful tone of the material. Its stop-motion technique might be a little crude and... somewhat unsophisticated, but that's the charm of it. You’ll feel like pop-up book unveiled before your eyes. This is an exceptional animation of the year.

BloodyMonday Rating:

Planet 51 (2009)

ถ้าถามว่าสนุกไหม? ก็โอเค ทุกอย่างถอดแบบมาจาก Shrek มุขที่อ้างอิงวัฒนธรรมป็อป ตัวละครสมทบที่น่าสนใจกว่าตัวเอก กราฟฟิคที่สอบผ่านฉลุย (ถ้าไม่ไปวัดกับพิกซาร์) แต่ถ้าถามว่าต้องดูไหม? ..... เอาเป็นว่าเวลาชั่วโมงครึ่ง ทำอะไรที่มีประโยชน์กว่านี้ได้เยอะแยะ

BloodyMonday Rating:

It's Complicated (2009)

รู้สึกสนุกกับการได้เห็นป้าเมอรีล เข้าโหมดแอ๊บเด็ก (อีกแล้ว) ในขณะเดียวกัน อเล็กซ์ บอลด์วิน และ จอห์น ครากินสกี้ ก็ขโมยซีนได้ตลอด แต่มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหนังยาว 2 ชั่วโมงมีเรื่องให้เล่าแค่ 15 นาที... It's Complicated อาจเหมือนคนกินไวอากร้าแล้วเข้านอน คึกตลอดคืนแต่มันจะมีประโยชน์อะไร?

BloodyMonday Rating:

Up in the Air (2009)

Up in the Air is a blockbuster movie for people who think blockbuster movies are dumb, as it chock full of brilliantly written dialogue, and acting showcase for three talented actors (especially star-making turn by Anna Kendrick). But in the end, there's little to love, not so much story to chew on (plus disappointing third act), and no real connection to the meaning of human interaction as it intended to be.

BloodyMonday Rating:

I Love You, Beth Cooper (2009)

Cliché-ridden plot about a bunch of annoying characters get together in one idiotic circumstance, "I Love You, Beth Cooper" is shameless exploitation & biggest insult to 80s teen flicks. It's like memorizing magic trick from internet, hoping to perform like David Copperfield. Neither sense of wonder nor magic flare happens here. Only good thing is, it makes me wanna cleanse my soul with genuine 80s teen movie night marathon.

BloodyMonday Rating:

Everybody's Fine (2009)

Meh. The movie serious lack of originality & characters development. Only Robert De Niro comes out fine in this schmaltzy, "Lifetime" movie-of-the-week plot.

BloodyMonday Rating:

Paper Heart (2009)

Twee delight... That's only two words I can think of right now.

BloodyMonday Rating:

Adam (2009)

A perfect companion to Mary & Max (one of the best animation of 2009), Adam is star-crossed love story (pun intended) between Adam, Asperger's Syndrome bearer, and Beth, free spirit woman. The picture wouldn’t be this intimate without stunning performance by Hugh Dancy. On the other hand, the lack of depth on why Beth would love someone like Adam, preventing me from wholeheartedly embraces her choice in the end (which is nice & perfect but requires a leap of faith). Otherwise, this is touching romantic film, which putting its feet firmly on the ground, making the world full of hope and seems nicer place to live.

BloodyMonday Rating:

The Invention of Lying (2009)

Expected to be like “Click” or “Yes Man”, where high-concept plot turned into endless gags, with moral lesson (forcefully) shoving down your throat. But "The Invention of Lying" is thinking man’s film. The whole concept is not seeing how first lying man exploits the ability. But it's about him finding the way not to lie, in order to find genuine happiness. Great stuff.

BloodyMonday Rating:

Give ‘Em Hell Malone (2009)

This is one damn frustrating experience. It’s like watching an infant trying to stand up and walk. They would take a few steps then fall their asses. In fact, kiddie film like “Bugsy Malone” has done better job paying a tribute to film noir than this borefest.

BloodyMonday Rating:

Zombieland (2009)

ถ้าอังกฤษมีหนังซอมบี้ฮาแตกอย่าง Shaun of the Dead แล้ว ทำไมอเมริกาจะมีบ้างไม่ได้... Zombieland คือการผสมผสานระหว่างบรรดาหนังซอมบี้เก่าๆ เข้ากับทัศนคติของคนสร้างที่อาจดูหนังแนวนี้มากเกินความจำเป็น จนสามารถสร้างหนังซอมบี้ที่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองเป็น และเล่นสนุกไปกับกฏพื้นฐานของซอมบี้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยกความดีให้สี่นักแสดงนำ โดยเฉพาะ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน (เขาเกิดมาเพื่อบทนี้) ที่ช่วยกันสร้างมนต์เสน่ห์ ให้กับการเดินทางในโลกไร้มนุษย์ได้อย่างเต็มที่

ถึงแม้พลังงานที่ขับเคลื่อนจะมาหมดเอาดื้อๆในองค์สุดท้าย เมื่อฉากใหญ่ในสวนสนุกถูกทำขึ้นเพื่อแสดงฉากการฆ่าซอมบี้เด็ดๆ (ซึ่งไม่ใช่จุดเด่นสำหรับเรื่องนี้เลย) แต่โดยรวมแล้วมันก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัว ที่บรรดาแฟนซอมบี้จะมาพลาดหนังเรื่องนี้... อ้อ แล้วหนังยังมีดารารับเชิญสุดเซอร์ไพรซ์ ที่สร้างเสียงฮาที่สุดในเรื่องได้จากประโยคสุดท้ายอีกด้วย

BloodyMonday Rating:

Frequently Asked Questions About Time Travel (2009)

เมื่อเพื่อนสามคนก๊งเบียร์กันในผับแล้วเจอสาวฮ็อต (แอนนา ฟาริส) ที่อ้างว่ามาจากอนาคตจนเกิดรอยแยกของเวลา ทำให้ทั้งสามต้องท่องไปทั้งโลกในอนาคตและอดีตจนวุ่นวาย...

หนังมีไอเดียกิ๊บเก๋ ทำออกมาได้สนุกสนานสไตล์ซิตคอมอังกฤษ โดยเฉพาะการนำกฏเหล็กต่างๆจากหนังที่เกี่ยวกับการท่องเวลา (ดูเหมือนว่า Back to the Future จะเป็นแรงบรรดาลใจหลัก) มาปู้ยี้ปู้ยำอย่างเมามัน ถึงแม้ว่าตลอดเวลาการรับชมจะให้ความรู้สึก เหมือนตัวเองกำลังดูซีรี่ย์ทางโทรทัศน์ แต่มันก็คือตอนที่ฮาที่สุดของซีซั่น แถมเอฟเฟ็คที่ใช้ก็มีคุณภาพจนคาดไม่ถึง

BloodyMonday Rating:

Looking for Eric (2009)

มีความรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มองโลกในแง่ดีเกินบรรยากาศโดยรวม จริงอยู่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงเอยด้วยดีในตอนสุดท้ายนั้น สามารถสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับคนดู แต่จากสถานการณ์ในเรื่องและบริบทที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มันยากที่จะทำใจเชื่อในสิ่งที่เห็น โดยเฉพาะพล็อตรองเกี่ยวกับปืน ซึ่งถ้าถูกตัดออกไปและหนังยังดำเนินเรื่องอย่างที่เป็นอยู่ Looking for Eric ก็น่าจะเป็นหนังฟีลกู้ดที่อบอุ่นที่สุดเรื่องหนึ่งของปีเลยทีเดียว

BloodyMonday Rating:

Group Blog
กันยายน 2552
2 กันยายน 2552
All Blogs
Friends' blogs
[Add BloodyMonday's blog to your web]
Links | | | © 2004 allrights reserved.