กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
ตำนานภาษีถั่วงาปลาทู


กาดหลวง



หนังสือเจ้าพระยาจักรีฯ มาถึงเมืองกรมการ กรุงเก่า เมืองอ่างทอง เมืองสระบุรี

ด้วยจีนมีชื่อหลายพวกหลายราย ทำเรื่องราวมายื่นแก่เจ้าจำนวนกรมพระคลังสินค้า ให้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จบรมนาถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ว่าราษฎรลูกค้าไทยจีนและภาษาต่างๆในพระราชอาณาเขต ชักชวนกันบรรทุกถั่วต้นตาย ถั่วเขียน ถั่วทอง ถั่วขาว ถั่วดำ ถั่วละสง รมตากแห้ง ๖ อย่าง งาเม็ด ๑ กุ้งน้ำเค็ม กุ้งตากแห้ง กุ้งเค็ม ๑ ปลาทูน้ำปลาทูแห้ง ๑ รวมของ ๙ สิ่งนี้ เข้ามาซื้อขายแก่กันเป็นประโยชน์แก่ราษฎรฝ่ายเดียว ยังหามีผู้ใดรับเรียกภาษีทูลเกล้าฯ ถวายช่วยราชการแผ่นดินไม่ จะขอเก็บเป็นภาษีสิบลดหนึ่ง ทูลเกล้าฯถวายเงินขึ้นท้องพระคลัง แต่เรื่องราวของจีนซึ่งยื่นไว้นั้น จำนวนเงินมากบ้างน้อยบ้างหาเสมอกันไม่ และเรื่องราวจีนมายื่นดังนี้มีมาหลายครั้งนานมาแล้ว

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ดำรัสว่า ภาษีรายนี้ก็มีเจ้าภาษีเรียกภาษีอยู่กับลูกค้าผู้บรรทุกสำเภาเรือปากใต้ไปจำหน่ายนอกประเทศมีมาแต่ก่อนอยู่แล้ว ซึ่งจีนหลายรายมายื่นเรื่องราวจะขอเก็บภาษีในประเทศจะมิเป็น ๒ ซ้ำไปหรือ ให้คิดเรียกแต่ฝ่ายเดียว ถ้าเห็นว่าจะเรียกในประเทศดีกว่านอกประเทศก็ให้ยกเลิกภาษีนอกประเทศเสีย สิ่งของในประเทศจะมีมากน้อยประการใด ยังหาทรงทราบถนัดไม่ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาตินรเนตรนาถราชสุริยวงศ์ หาจีน พระหลวงขุนหมื่นเจ้าภาษีผู้ใหญ่ และจีนลูกค้ามีหน้ามาถามว่า สิ่งของซึ่งจีนหลายรายยื่นเรื่องราวจะขอเก็บเป็นภาษีนั้น สิ่งของทั้งนี้ลูกค้ามาซื้อขายแก่กันพอจะควรเก็บเป็นภาษีได้แล้ว ก็ให้เสนาบดีปรึกษากันคิดตั้งเป็นพิกัดเรียกภาษีลง แต่ให้ต่ำกว่าสิบลดหนึ่ง เพราะเป็นของยังไม่เคยมีภาษี

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ นรเนตรนาถราชสุริยวงศ์ ๆได้หาจีนเจ้าภาษีและลูกค้าผู้ใหญ่มาถามได้ความแล้วจึงนำข้อความกับเรื่องราวจีน ซึ่งยื่นมาเป็นหลายฉบับไปกราบทูลปรึกษากรมสมเด็จพระเดชาดิศร และพระเจ้าพี่ยาเธอต่างกรมทุกพระองค์ กับได้กราบเรียนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ วรุตมพงศนายก สยามดิลกโลกานุปาล(น)นาถ และท่านเสนาบดี เจ้าพระยานิกรบดินทรมหินทรมหากัลยาณมิตร เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์สมันตพงศพิสุทธมหาบุรุษรัตโนดม ผู้สำเร็จราชการในกรมพระกลาโหม เจ้าพระยาธรรมาธิกร(ณาธิ) บดี เจ้าพระยาผู้ช่วยสำเร็จราชการในกรมท่า เจ้าพระยาพลเทพ

ปรึกษาพร้อมกันเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระบรมนาถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ก็ตั้งพระทัยทรงทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา และอาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขทั่วไปทั้งสิ้นด้วยกัน จึงทรงบริจาคพระราชทรัพย์ออกซ่อมแซมในการวัดเก่าซึ่งชำรุด กับทรงสร้างขึ้นใหม่อีกหลายพระอาราม แล้วทรงพระราชอุทิศถวายนิตยภัตแก่พระสงฆ์สามเณรซึ่งเล่าเรียนพระไตรปิฎก และให้ทานแก่คนชราคนพิการ ใช้สอยในการพระราชกุศลต่างๆ กับโปรดเกล้าฯชุบเลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งมีกรมมาแต่ก่อนให้ยกเป็นกรมใหญ่ขึ้น เจ้าที่ยังไม่มีกรม ทรงตั้งเป็นกรมขึ้นโดยลำดับ ข้าราชการในพระบรมมหาราชวัง ในพระบวรราชวัง ที่ขาดตำแหน่งก็ตั้งแต่งขึ้นทุกหมู่ทุกกรม ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน พระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มเคิมขึ้นก็มาก แล้วให้ขุดคลองตั้งป้อมขยายกำแพงพระนครออกไปอีกชั้นหนึ่ง กับให้ฝึกหัดทหารปืนใหญ่น้อย พระราชทานเบี้ยเลี้ยงเงินเดือน และจับจ่ายใช้สอยเงินทำการพระนครต่างๆมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งจีนหลายพวกจะขอเก็บภาษีของ ๙ สิ่ง ซึ่งซื้อขายแก่กันนั้น ก็เห็นพร้อมกันว่า ควรอยู่ด้วยเป็นแบบอย่างแผ่นดินสืบๆมาแต่ก่อน สิ่งของอันใดเกิดขึ้นในพระราชอาณาเขตบริบูรณ์แล้ว ควรจะเรียกแต่ในพระราชอาณาเขต ขอให้ยกเลิกปากสำเภาปากใต้ ซึ่งบรรทุกออกไปนอกประเทศนั้นเสีย

ด้วยเหตุว่าเรียกภาษีหาเสมอกันไม่ จึงปรึกษาพร้อมกันตั้งเป็นพิกัดสิ่งของให้เรียกภาษีแต่ในประเทศ ตามราคาสิ่งของซื้อขายขึ้นลงแก่กัน ถั่วต้นตาย ๑ ถั่วเขียน ๑ ถั่วทอง ๑ ถั่วขาว ๑ ถั่วดำ ๑ ถั่วละสง ๑ งาเม็ด ๑ กุ้งแห้งกุ้งเค็ม ๑ ของ ๘ สิ่งนี้ ให้เรียกภาษีเหมือนกัน ๑๒ เก็บ ๑ แต่ปลาทูน้ำปลาทูตากแห้ง ลูกค้าซื้อขายกันในประเทศ ให้เรียกภาษี ๑๓ เก็บ ๑ ถ้าลูกค้าจะเอาปลาทูน้ำปลาทูตากแห้งบรรทุกสำเภาเรือปากใต้ออกไปจำหน่ายนอกประเทศ ให้เรียกภาษีเพิ่มขึ้นอีก ปลาหมื่นตัวเป็นภาษีสลึงหนึ่ง เจ้าภาษีเรียกภาษีกับผู้ซื้อผู้ขายเป็นสิ่งของหรือๆจะเรียกตามจำนวนเงินซึ่งซื้อขายแก่กัน ตามแต่จะยอมกัน ให้เรียกภาษีกับผู้ซื้อผู้ขายแต่ฝ่ายหนึ่ง อย่าให้เรียกภาษีเป็น ๒ ฝ่าย ถ้าราษฎรทำสิ่งของมาเลี้ยงบุตรภรรยาและเป็นเสบียงเดินทางไปกิจราชการ และเป็นของกำนัลของถวายบ้างเล็กน้อย ราคาเพียงกึ่งตำลึงเงินลงมา ถ้ามิได้ซื้อขายแล้วก็อย่าให้เรียกภาษีเลย จึงให้จีนเจ้าผู้ใหญ่ประกาศกับลูกค้าทั้งปวงว่า ผู้ใดมีภาคภูมิสติปัญญาที่ควรจะรับทำภาษีได้ ก็ให้ทำเรื่องราวมายื่นต่อเจ้าจำนวนกรมพระคลังสินค้า ตามคิดเห็นจะทำได้เท่าไรตามพิกัดนี้

จีนเนียมจะเป็นเจ้าภาษี จีนเชยจะเป็นผู้เข้าส่วน จึงทำเรื่องราวมายื่นแก่เจ้าจำนวนกรมพระคลังสินค้า ให้กราบเรียนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ นรเนตรนาถราชสุริยวงศ์ ขอท่านได้นำเอาเรื่องราวจีนเนียม จีนเชยผู้เข้าส่วน ขึ้นกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จบรมนาถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า จีนเนียม จีนเชยผู้เข้าส่วนจะขอรับพระราชทานเก็บภาษีถั่ว งาเม็ด กุ้งน้ำ ปลาทูแห้งกับลูกค้าไทย จีน ลาว เขมร มอญ และภาษต่างๆ ข้าส่วยกำนัลของถวายไพร่หลวงมีตราภูมิ ซึ่งบรรทุกเรือแพเลื่อนเกวียน และสัตว์ต่างๆหอบคอนมาซื้อขายแก่กันตามพิกัดสิ่งของนั้น ให้เรียกภาษีเป็นจำนวนเงินปีหนึ่งทูลเกล้าฯถวาย ขึ้นพระคลังสินค้าในพระบรมมหาราชวังเงิน ๑๐๖ ชั่ง ขึ้นพระคลังเดิมเงิน ๒ ชั่ง ขึ้นพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศเงิน ๒ ชั่ง ขึ้นพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชาย(๑)เงิน ๒ ชั่ง ขึ้นหม่อมเจ้าพรรณรายเงิน ๔ ชั่ง ขึ้นพระคลังสินค้าในพระบวรราชวังเงิน ๓๐ ชั่ง รวมเงิน ๑๒๖ ชั่ง ถ้าและทำภาษีครบงวดครบปีมีกำไรอยู่ จะบวกเงินภาษีทูลเกล้าฯถวายขึ้นอีก เจ้าพนักงานกรมพระคลังสินค้า ได้นำคำปรึกษากรมสมเด็จพระเดชาดิศร กับพระเจ้าพี่ยาเธอทุกพระองค์ และคำท่านเสนาบดีผู้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดิน ซึ่งเห็นพร้อมกันกับเรื่องราวจีนเนียม จีนเชยทำนุบำรุงแผ่นดิน ซึ่งเห็นพร้อมกันกับเรื่องราวจีนเนียม จีนเชยผู้เจ้าส่วนขึ้นกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จบรมนาถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว

จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสว่า ซึ่งจีนเนียม จีนเชยผู้เข้าส่วนจะขอเก็บภาษีของ ๙ สิ่งกับผู้ซื้อขายแก่กันนั้น ทรงพระราชดำริเห็นว่า สิ่งของที่ต้องอยู่ในพิกัดให้เรียกภาษีนี้จะแพงขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่มิได้เป็นอันลำเอียงกับผู้ใด ด้วยเป็นของใช้สอยกินอยู่ด้วยกับทั้งผู้ดีและไพร่ ใครใช้ใครกินก็ต้องเสีย ใครไม่ใช่ไม่กินก็แล้วไป ซึ่งปรึกษาพร้อมกันเห็นว่า กาลบัดนี้ต้องใช้สอยเงินมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จะให้ยกเจ้าภาษีนอกประเทศเสีย จะเรียกภาษีแต่ในประเทศนั้นชอบอยู่แล้ว ควรจะให้จีนเนียม จีนเชยผู้เข้าส่วน ทำภาษีในประเทศตามแบบอย่างแผ่นดินมาแต่หลัง เก็บเงินภาษีเพิ่มเติมขึ้นใช้สอยจับจ่ายราชการนั้นก็ชอบอยู่ด้วย ครั้งนี้เมืองจีนเกิดศึกไม่เป็นอันซื้อขายแก่กัน ผู้ที่จะแต่งสำเภาออกไปค้าขายก็น้อยลง เจ้าภาษีซึ่งเคยเก็บภาษีปากสำเภามาแต่ก่อนก็ทำเรื่องราวมาร้องขอ ขาดเงินภาษีลงเป็นหลายราย ตัวเงินจะใช้สอยก็ขาดลงมาก ซึ่งเจ้าต่างกรมใหญ่และเสนาบดีผู้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดิน เห็นว่าสิ่งของเกิดขึ้นในพระราชอาณาเขตทั้งนี้ ควรจะให้เรียกภาษีได้นั้นก็ชอบอยู่ จะต้องให้เรียกภาษีขึ้นใช้สอยไปก่อน ถ้าเมืองจีนซื้อขายแก่กันเป็นปรกติลงแล้ว ภาษีอากรเก่าใหม่มาแต่ก่อน สิ่งใดที่ราษฎรเสียอยู่เป็น ๒ ซ้ำ ๓ ซ้ำนั้น ก็จะโปรดเกล้าฯให้ลดหย่อนลงเสียบ้าง

จึงโปรดเกล้าฯพระราชทานสัญญาบัตรให้จีนเนียมเป็นที่ ขุนปัญจพีชากร เจ้าภาษีถือศักดินา ๔๐๐ ไร่ ให้กรมพระคลังสินค้าทำตราตั้งไปตามซึ่งพระเจ้าพี่ยาเธอกับเสนาบดีเห็นพร้อมกันนั้นเถิด เจ้าจำนวนพระคลังสินค้าได้เรียกเอานายประกันจีนเนียมผู้เป็นที่ขุนปัญจพีชากรเจ้าภาษี จีนเชยผู้เข้าส่วนไว้มั่นคงสมควรด้วยเงินภาษีของหลวงอยู่แล้ว จึงให้ขุนปัญจพีชากรเจ้าภาษี จีนเชยผู้เข้าส่วน ขึ้นมาเรียกภาษี ถั่งตันตาย ๑ ถั่วเขียว ๑ ถั่วทอง ๑ ถั่วละสง ๑ ถั่วดำ ๑ ถั่วขาว ๑ งาเม็ด ๑ กุ้งในน้ำเค็ม กุ้งตากแห้ง กุ้งต้มเค็ม ๑ รวมของ ๘ สิ่งนี้ ให้เรียกภาษีเหมือนกันทุกอย่าง เป็นถาษี ๑๒ ชัก ๑ ปลาทูน้ำ ปลาทูแห้ง ลูกค้าซื้อขายกันในประเทศ ให้เรียกภาษี ๑๓ เก็บ ๑ ถ้าลูกค้าจะเอาปลาทูน้ำปลาทูแห้ง บรรทุกสำเภาเรือปากใต้ออกไปจำหน่ายนอกประเทศ ให้เรียกภาษีเพิ่มอีก ปลาหมื่นตัวเป็นภาษีสลึง ๑

ถ้าผู้บรรทุกส่วยกำนัลของถวายและลูกค้าภาษีต่างๆ ซึ่งบรรทุกเรือแพเลื่อนเกวียนต่างๆหาบคอนมาเป็นส่วยกำนัลของถวาย และซื้อขายแก่กันตามพิกัดสิ่งของซึ่งต้องในภาษี ให้ขุนปัญจพีชากร จีนเชยผู้เข้าส่วน เรียกภาษีกับผู้ซื้อขายแต่ฝ่ายเดียว ตามแต่จะเลี้ยงบุตรภรรยา และเป็นเสบียงเดินทางไปมากิจราชการ และเป็นกำนัลของถวายบ้างเล็กน้อย ราคาเพียงกึ่งตำลึงเงินลงมา มิได้ซื้อขายแล้ว อย่าให้เรียกภาษีเลย ถ้าราษฎรลูกค้าได้เสียภาษีแล้วจะเอาของออกซื้อขาย ห้ามอย่าให้เจ้าภาษีเรียกภาษีต่อไป

ให้ขุนปัญจพีชากรเจ้าภาษี จีนเชยผู้เข้าส่วน ตั้งด่านเรียกภาษี ๙ อย่าง ในจังหวัดกรุงเทพพระมหานครและแขวงกรุงเก่า เมืองอ่างทอง เมืองอินทร์ เมืองพรหม เมืองลพบุรี เมืองสระบุรี เมืองฉะเชิงเทรา เมืองสุพรรณบุรี เมืองปราจิณบุรี กำหนดให้ขุนปัญจพีชากรเจ้าภาษี จีนเชยผู้เข้าส่วน เข้ารับเรียกภาษีแต่ ณ วันเดือน ๖ ขึ้นค่ำ ๑ ปีขาลฉศก (พ.ศ. ๒๓๙๗) ไปจน ณ วันเดือน ๕ แรม ๑๔ ค่ำ ปีเถาะสัปตศก ครบ ๑๒ เดือนเป็นปีหนึ่ง เป็นเงินขึ้นในจำนวนปีขาลนักษัตรฉศก เงินขึ้นพระคลังสินค้าในพระบรมมหาราชวังเงิน ๑๐๖ ชั่ง ขึ้นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสเงิน ๒ ชั่ง ขึ้นพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าชายเงิน ๒ ชั่ง ขึ้นหม่อมเจ้าพรรณราย ๔ ชั่ง ขึ้นพระคลังสินค้าในพระราชวังบวรเงิน ๑๐ ชั่ง รวมเงิน ๑๒๖ ชั่ง

แล้วให้ขุนปัญจพีชากรเจ้าภาษี จีนเชยผู้เข้าส่วน ส่งเงินภาษียังเจ้าจำนวนพระคลังสินค้าปีละ ๕ งวด เป็นเงินขึ้นพระคลังสินค้าในพระบรมมหาราชวัง งวดเดือน ๗ เงิน ๒๒ ชั่ง งวดเดือน ๙ เงิน ๒๒ ชั่ง งวดเดือน ๑๑ เงิน ๒๒ ชั่ง งวดเดือนอ้ายเงิน ๒๒ ชั่ง งวดเดือน ๔ เงิน ๑๘ ชั่ง รวม ๑๐๖ ชั่ง ขึ้นพระคลังเดิมเงิน ๒ ชั่ง ขึ้นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส ๒ ชั่ง ขึ้นพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าชายเงิน ๒ ชั่ง ขึ้นหม่อมเจ้าพรรณรายเงิน ๔ ชั่ง ขึ้นพระคลังสินค้าในพระบวรราชวังเงิน ๑๐ ชั่ง รวมทั้งสิ้นเงิน ๑๒๖ ชั่ง จงทุกงวดทุกปีสืบไป อย่าให้เงินภาษีของหลวงขาดค้างล่วงงวดล่วงปีไปแต่จำนวนหนึ่งได้เป็นอันขาดทีเดียว ถ้าปีใดมีอธิกมาสก็ให้บวกเงินภาษีขึ้นทูลเกล้าฯถวายขึ้นอีกเดือน ๑ ตามจำนวนเงินมากและน้อย

และขุนปัญจพีชากรเจ้าภาษี จีนเชยผู้เข้าส่วน จะขึ้นมาเรียกภาษีเองก็ดี จะแต่งให้เสมียนทนายผู้ใดขึ้นมาเรียกภาษีแทนตัวก็ดี ให้เรียกภาษีตามพิกัดแต่โดยสัจโดยธรรม ถ้าเรียกภาษีแล้ว ก็ให้เจ้าภาษีทำตั๋วตามสิ่งของมากและน้อย ให้ไว้กับเจ้าของให้หลายฉบับ จะได้แยกย้ายสิ่งของขายไปเป็นสำคัญของสิ่งใดที่ได้เรียกภาษีแล้ว ห้ามอย่าให้เจ้าภาษีเมืองใดๆ เรียกภาษีอีกเป็น ๒ ซ้ำ ๓ ซ้ำไปได้เป็นอันขาดทีเดียว

ถ้าผู้คุมของถวายส่วยกำนัลไพร่หลวงมีตราภูมิ และลุกค้าพาณิชภาษาต่างๆ จะเอาสิ่งของมาซื้อขายก็ให้แวะด่านเสียภาษีให้เจ้าภาษีตามพิกัดมากและน้อยเสียก่อนจึงจะให้ซื้อขายแก่กัน ห้ามอย่าให้คุมของถวายและส่วยกำนัลไพร่หลวง มีตราภูมิและลูกค้าพาณิชภาษาต่างๆ เอาสิ่งของในภาษีซึ่งยังมิได้เรียกภาษีไปลักลอบซื้อขายแก่กัน หมายจะฉ้อบังเอาเงินภาษีของหลวงไว้ ถ้าขุนปัญจพีชากร จีนเชยผู้เข้าส่วน และพรรคพวกไปทำภาษีด้วยกันจับได้ ให้ปรับไหมเอากับผู้ลักซื้อขาย ๒ ต่อตามสิ่งของมากและน้อย ซึ่งลักซื้อขายแก่กัน เงินปรับไหมนั้นให้เก็บกับเจ้าภาษี

อนึ่งเจ้าภาษีจะเรียกภาษีเป็น ๒ ครั้ง ๓ ครั้งให้เหลือเกินจากพิกัดขึ้นไปก็ดี และราษฎรจะขัดขืนไม่ยอมเสียภาษีให้กับเจ้าภาษีๆกับราษฎร จะวิวาทเกี่ยวข้องไม่ตกลงกันประการใด ก็ให้เจ้าเมืองกรมการตัดสินตามพิกัดในท้องตราซึ่งโปรดเกล้าฯขึ้นมา ถ้าว่ากล่าวไม่ตกลงก็ให้บอกส่งลงไปกรุงเทพฯ จะได้สั่งให้กรมพระคลังสินค้า เจ้าจำนวนตัดสินว่ากล่าวให้ตามผิดและชอบสำเร็จกัน

ถ้าสมัครพรรคพวกบ่าวและทาสขุนปัญจพีชากรเจ้าภาษี จีนเชยผู้เข้าส่วน จะเกิดอริวิวาทแก่กันเป็นแต่เนื้อความเล็กน้อยเบ็ดเสร็จ ก็ให้ขุนปัญจพีชากรเจ้าภาษี จีนเชยผู้เข้าส่วน สมัครสมานว่ากล่าวให้สำเร็จแต่ในกันเอง ห้ามอย่าให้เจ้าเมืองกรมการแขวงนายบ้านนายอำเภอ เกาะกุมเอาไปเรียกค่าฤชาตระลาการ ซึ่งมิได้เป็นความมหันตโทษแก่เจ้าภาษี และสมัครพรรคพวกบ่าวและทาสซึ่งได้ทำภาษี ให้ได้ความยากแค้นป่วยการทำภาษีของหลวงแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ถ้าเป็นความมหันตโทษข้อใหญ่ จึงให้เจ้าเมืองกรมการแขวงบ้านนายอำเภอหมายให้เจ้าภาษีส่งตัวผู้ต้องคดีเอาไปพิจารณาว่ากล่าวให้ตามพระราชกำหนดกฎหมาย แล้วให้ผู้(เป็น)นายไปนั่งฟังผิดและชอบด้วย ถ้าราษฎรฟ้องหากล่าวโทษเจ้าภาษี ก็ให้เจ้าภาษีแต่งทนายไปว่าต่างแก้แทนกัน อย่าให้ขัดขวางคดีของราษฎรไว้

อนึ่ง ห้ามอย่าให้เจ้าเมืองกรมการ และข้าหลวงไปมากิจราชการแขวงนายบ้านนายอำเภอ เก็บเรือยืมเรือแจวจังกูดกรรเชียงถ่อพายเชือกเสาเพลาใบเครื่องสำหรับเรือ และเกาะกุมพรรคพวกบ่าวและทาสไปใช้ราชการงานโยธา ซึ่งมิได้เป็นพนักงาน ให้ป่วยการทำภาษีแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นอันขาดทีเดียว

ถ้าถึงเทศกาลพระราชพิธีตรุษสารท ก็ให้ขุนปัญจพีชากรเจ้าภาษี จีนเชยผู้เข้าส่วน และพรรคพวกผู้ซึ่งไปทำภาษีอยู่บ้านใดเมืองใด ก็ให้ไปพร้อมด้วยเจ้าเมืองกรมการ กราบถวายพระราชอุทิศรับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัจจาปีละ ๒ ครั้งจงทุกปี

อนึ่ง ให้ขุนปัญจพีชากรเจ้าภาษี จีนเชยผู้เข้าส่วน กำกับห้ามปรามพรรคพวกบ่าวและทาส อย่าให้คบหากันเป็นโจรผู้ร้ายฉกลักช้าง ม้า โค กระบือ ทรัพย์สิ่งของทองเงิน เครื่องอัญมณีของสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรลูกค้าพาณิช และทำลายพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ์ พระอุโบสถ พระวิหารการบุเรียนกุฏิศาลาอาราม ฆ่าช้างเอางาและขนาย ฆ่าสัตว์อันมีคุณ และซื้อขายสิ่งของต้องห้าม กระทำให้ผิดด้วยพระราชกำหนดกฎหมายห้ามปรามเก่าใหม่แต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นอันขาดทีเดียว

ครั้นลุท้องตรานี้ไซร้ ถ้ามีตราเจ้าจำนวนตั้งขึ้นมาด้วย เรื่องราวจำนวนเงินต้องกันแล้ว ก็ให้เจ้าเมืองกรมการลอกเอาท้องตรานี้ไว้ แล้วให้ประทวนส่งต้นตรานี้ให้กับขุนปัญจพีชากรเจ้าภาษี จีนเชยผู้เข้าส่วน แล้วให้หมายประกาศให้เจ้าภาษีชักภาษีตามพิกัดในท้องตรา และรับสั่งซึ่งโปรดเกล้าฯออกมาจงทุกประการ


หนังสือมา ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๖ ขึ้นค่ำ ๑ ปีขาล (พ.ศ. ๒๓๙๗)


.........................................................................................................................................................

เชิงอรรถ

(๑) คือพระบาทสมเด็จ ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


Create Date : 12 เมษายน 2550
Last Update : 12 เมษายน 2550 10:31:59 น. 2 comments
Counter : 1654 Pageviews.  
 
 
 
 
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
มีความสุขมากๆนะคะ

ขอบพะคุณสำหับความรู้ในวันนี้ค่ะ
 
 

โดย: hayashimali วันที่: 13 เมษายน 2550 เวลา:10:47:14 น.  

 
 
 
ยินดีครับ
สวัสดีปีใหม่ เช่นกันครับคุณ hayashimali

ขอให้มีความสุขความเจริญตลอดศก สุขภาพแข็งเเรงนะครับ
 
 

โดย: กัมม์ วันที่: 16 เมษายน 2550 เวลา:11:12:54 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

กัมม์
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




วิชา ความรู้จะมีค่าเมื่อถูกถ่ายทอด
[Add กัมม์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com