กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
ตำนานการเก็บค่านา


ประเพณีทำขวัญข้าว จ.พระนครศรีอยุธยา




(คัดจากประกาศในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๐๗)

ค่านานั้นแต่ก่อนเป็นหางข้าวตวงขึ้นฉางหลวงไร่ละ ๒ ถัง แล้วซ้ำจัดซื้อเป็นราคาหลวงอีกไร่ละ ๒ ถัง พระราชทานเงินให้ไร่ละเฟื้อง เป็นราคาหลวงถังละ ๒ ไพ แต่ราษฎรต้องขนมาส่งถึงฉางในกรุงเทพฯและฉางหัวเมือง ตามแต่เจ้าพนักงานจะบังคับ ราษฎรได้ความยากบ้างง่ายบ้างไม่เสมอกัน ที่ได้ความยากก็ร้องทุกข์กล่าวโทษข้าหลวงเสนา และเจ้าพนักงานไปต่างๆ ต้องมีผู้ตัดสินเป็นถ้อยความอยู่เนื่องๆ มาจนถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จ ฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งนั้นทรงพระราชดำริพร้อมกับความคิดเจ้านายต่างกรมและเสนาบดี เห็นว่าเรียกหางข้าวค่านา และจัดซื้อข้าวเป็นตัวข้าวแล้วบังคับให้มาส่งถึงฉาง ราษฎรได้ความลำบากมากบ้างน้อยบ้างไม่เสมอกัน ที่ถูกเกาะครองเร่งรัดมักร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าพนักงานและข้าหลวงเสนา เป็นถ้อยความต่างๆเนืองๆ

จึงได้คิดอ่านตั้งอย่างธรรมเนียมเสียใหม่ เลิกเรียกหางข้าวค่านา และจัดซื้อเป็นราคาหลวงอย่างแต่ก่อนนั้นเสีย แล้วมีพระราชบัญญัติให้เรียกเป็นค่านาไร่ละสลึงเฟื้องเสมอกันไปทั้งนาคู่โค และนาน้ำฝนฟางลอย แต่การที่เรียกตามประเมินนาปักนาน้ำฝนฟางลอย และเรียกตามจำนวนในตราแดงแลนาคู่โคนั้น ยังคงอยู่ตามไม่ยักย้าย ก็เมื่อใดฝนแล้งน้ำน้อย หรือน้ำมากเกินประมาณ ราษฎรเจ้าของนาคู่โคที่ต้องเสียตามจำนวนตราแดง มักร้องทุกข์ว่าทำนาได้ผลน้อย จะทนเสียค่านาตามจำนวนตราแดงไปไม่ได้ ที่เป็นไพร่หลวงฝีพายและพวกพ้องของฝีพาย มาเข้าชื่อกันถวายฎีกาในกรุงเทพฯบ้าง ก็การที่สำเร็จแก่ผู้ร้องนั้นเป็นไปต่างๆเอานิยมลงไม่ได้ บางทีก็โปรดให้ยกให้ลด ให้แต่ไพร่หลวงกรมฝีพายที่ลงมารับราชการ บางทีก็โปรดให้ประเมินเรียกเอาแต่ตามที่ทำได้ บางทีก็โปรดลดให้ไร่ละเฟื้องเสมอไปในปีหนึ่งนั้น ตามครั้งคราวที่เป็นใหญ่เป็นน้อย หายืนลงเป็นอย่างไม่

จนมาถึงปีชวดจัตวาศก (พ.ศ. ๒๓๙๕) เป็นปีที่ ๒ ในแผ่นดินปัจจุบันนี้ ฝนแล้งน้ำน้อยคล้ายกับในปีชวด (พ.ศ. ๒๔๐๓) นี้ได้ทรงพระราดำริพร้อมกับท่านเสนาบดีก่อนแต่ยังไม่มีใครมาร้องว่า ในปีนั้นฝนแล้งน้ำน้อยจะเรียกนาคู่โคเสมอไร่ละสลึงเฟื้อง ตามจำนวนในตราแดงเห็นจะมีผู้มาร้องเป็นแน่ เมื่อต่อมีผู้ร้องแล้ว จึงจะให้ไปประเมินเรียกแต่ตามที่ได้ทำก็รู้เป็นแน่ได้ยาก เพราะกว่าจะไปประเมินนาครอกเสียแล้ว จึงมีพระรบรมราชโองการดำรัสสั่งเจ้าพระยาพลเทพสรรพพลเสพยเสนาบดี ขึ้นไปตั้งกองอยู่ที่กรุงเก่า แต่งข้าหลวงเสนาออกไปประเมินนาคู่โคให้รู้จำนวนว่าทำได้เท่าไร ทำไม่ได้เท่าไร ค่าเส้นเชือกที่ประเมินนั้นก็ไม่ได้คิด

ครั้นประเมินเสร็จแล้ว ก็โปรดให้เรียกค่านาไร่ละสลึงเฟื้องแต่ที่ได้ทำ ที่ไม่ได้ทำโปรดยกพระราชทานให้ ครั้นมาถึงปีเถาะสัปตศก (พ.ศ. ๒๓๙๘) โปรดให้เดินนาทำตราแดงใหม่ จึงได้ทรงพระราชดำริพร้อมกับความคิดท่านเสนาบดีเห็นว่า นาคู่โคต้องเสียไร่ละสลึงเฟื้องเสมอตามจำนวนในตราแดงนั้นเสียเปรียบนาปักอยู่ เพราะนาปักเสียแต่ตามที่ทำได้ ซึ่งแต่ก่อนมีอย่างธรรมเนียมบังคับให้นาคู่โคเสียตามจำนวนในตราแดงเสมอนั้น ก็เห็นว่านาหว่านมีผลมากกว่านาปัก ถึงในปีฝนแล้ว นาน้ำฝนฟางลอยเสียทำไม่ได้ น้ำเหนือมามาก นาคู่โคก็ทำได้ อนึ่งประสงค์จะกดเจ้าของนาให้อุตส่าห์ทำนาให้เต็มภูมิ จึงได้บังคับให้เรียกเสมอตามจำนวนในตราแดง ไม่มีประเมิน

ครั้นเมื่อพิเคราะห์ดู นาคู่โคถึงมีผลมากราคาข้าวก็ต่ำกว่าข้าวนาสวน นาปัก คิดดูก็พอขดเชยกัน และซึ่งประสงค์จะกดให้ราษฎรทำนาให้เต็มภูมินั้น เห็นว่าบัดนี้ข้าวก็เปิดให้ขายคนต่างประเทศ ไม่ได้ปิดเหมือนอย่างแต่ก่อน ราษฎรคงพอใจทำเต็มภูมิอยู่เอง ซึ่งราษฎรเจ้าของนาคู่โคต้องเสียไร่ละสลึงเฟื้องเสมออยู่นั้น เป็นอันเสียเปรียบนาปักอยู่ ถ้าฝนและน้ำท่าเป็นปรกติทำนาได้เต็มภูมิ เสียแต่น้อยก็จะยอมเสียไป ถ้าเมื่อใดฝนแล้งน้ำน้อยก็คงจะร้องว่าทนค่านาไม่ได้ เพราะฉะนั้นควรจะลดค่านาคู่โคทั้งปวง บรรดาซึ่งเรียกตามจำนวนในตราแดงนั้น พระราชทานให้ไร่ละเฟื้องทุกปีเสมอไป ใช้เนื้อล่วงหน้าแทนส่วนของนาที่ทำไม่ได้ ในลางปีมีบางครั้งบ่งคราวเมื่อฝนแล้งน้ำน้อยนั้นทีเดียว เมื่อปีฝนแล้งน้ำน้อยก็ดี เป็นปรกติก็ดี ให้เรียกแต่ไร่ละสลึงตามจำนวนในตราแดง เหมือนกับให้ราษฎรเข้าชื่อทำนาผูกขาดตามจำนวนในตราแดงทีเดียว ไม่มีช่องที่จะร้องเพราะได้ลดไว้ให้ต่ำกว่านาปักอยู่แล้ว ก็ให้เวนนาแก่กรมนาผูกเป็นหลวงเสียทีเดียว

การที่โปรดให้ลดค่านาตราแดงพระราชทานราษฎร เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในปีฝนแล้งน้ำน้อย ซึ่งจะมีบางครั้งบางคราวล่วงหน้ามาไว้ตั้งแต่ปีเดินนาใหม่นับได้ถึง ๑๐ ปี ๑๑ ปีมาแล้ว ราษฎรเข้าใจหรือไม่ แต่ก่อนใครไม่เข้าใจให้คิดให้เข้าใจด้วยคำประกาศนี้ การที่ลดค่านาพระราชทานให้ราษฎรเจ้าของนาคู่โคไร่ละเฟื้องในแขวงกรุงเก่า อ่างทอง ลพบุรี สุพรรณบุรีนั้น คิดจำนวนนาถึง ๓๒๐,๐๐๐ ไร่เศษ เมื่อลดพระราชทานให้ไร่ละเฟื้องทุกปี เป็นเงิน ๕๐๐ ชั่งขึ้นไป เพราะ ๓๒๐,๐๐๐ เฟื้องเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท คือ ๕๐๐ ชั่งทุกปี ๑๐ ปีเป็นเงินถึง ๕,๐๐๐ ชั่ง ว่าดังนี้ราษฎรเห็นด้วยหรือไม่ อีกอย่างหนึ่งค่านา ๓๒๐,๐๐๐ ไร่นั้น เมื่อเรียกไร่ละสลึงเฟื้องได้เงินปีละ ๑,๕๐๐ ชั่ง เมื่อเรียกไร่ละสลึง ได้เงินปีละ ๑,๐๐๐ ชั่ง ก็ในปีนี้ฝนแล้งน้ำน้อย จะคงเรียกอยู่ไร่ละสลึงตามธรรมเนียมไม่ได้หรือ ราษฎรได้เปรียบในหลวงกว่าแต่ก่อนมาถึง ๙ ปี ๑๐ ปีแล้ว

อนึ่งในปีนี้ เมื่อเดือน ๑๑ เสด็จขึ้นไปทอดพระเนตรน้ำกรุงเก่าทรงเห็นว่าน้อย ได้มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้กะเกณฑ์ข้าราชการไปปิดน้ำ แล้วจำหน่ายพระราชทรัพย์แจกเป็นเงินค่ากับข้าวผูทำการคนละบาท และจ่ายข้าวสารเสบียงคนละ ๑๐ ทะนาน และจ่ายจัดซื้อไม้เพิ่มเติมไม้เกณฑ์ตัดให้ทันการ สิ้นพระราชทรัพย์ ๕๐ ชั่ง เศษ โดยทรงพระมหากรุณาช่วยนาของราษฎรทั้งแขวงกรุงเก่าและลพบุรี และอ่างทองตามกำลังจะทำได้ เป็นพระเดชพระคุณแก่ราษฎรอยู่ ควรราษฎรจะคิดถึงพระเดชพระคุณบ้าง อย่าให้ต้องลำบากนัก

ครั้งนี้มีพระบรมราชโองการให้ปรึกษาท่านเสนาบดี เห็นพร้อมกันกราบทูลพระกรุณาดังนี้ว่า "ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าฯพร้อมกันว่า แต่ก่อนราคาข้าวถูกเกวียนละสิบบาท เกวียนละ ๓ ตำลึง ราษฎรทำนาก็น้อย ค่านาก็เกรียกไร่ละสลึงเฟื้องตั้งแต่ ๙ ปี ๑๐ ปีมา โปรดเกล้าฯเปิดข้าวให้ราษฎรได้ซื้อขายแก่ลูกค้าต่างประเทศ ราคาข้าวก็ขึ้นเป็นเกวียนละ ๕ ตำลึงเป็นพื้น ราษฎรทำนาก็มากขึ้น ค่านาคู่โคลดเรียกแต่ไร่ละสลึง ราษฎรได้เปรียบเงินค่านามากกว่านาน้ำฝนฟางลอยอยู่แล้ว แต่นาคู่โคเป็นนาผูกขาด เรียกค่าที่ไร่ละสลึงตามหน้าโฉนดตราแดง ณ ปีชวดฉศก ฝนแล้งราษฎรทำไม่เต็มภูมิ ข้าหลวงเสนาจะไปเรียกเงินค่านาตามหน้าโฉนดตราแดงราษฎรก็คงจะร้อง ถ้าถึงเกาะกุมเร่งรัด ก็จะพากันได้ความเดือดร้อน ขอรับพระราชทานให้มีหมายประกาศแก่ราษฎรให้ทราบทั่วกันว่า ถึงกำหนดข้าหลวงเสนาจะมาเรียกเงินค่านาคู่โค ถ้าราษฎรยอมเสียตามหน้าโฉนดตราแดง ก็ให้ข้าหลวงเสนาเรียกเงินค่านาให้เต็มไร่ละสลึง ถ้าราษฎรรายใดจะขอเสียเงินค่านาให้แต่ที่ได้เก็บเกี่ยวไร่ละสลึงก็จะยอมรับ ที่ไม่ได้เก็บเกี่ยวจะขอค้างไว้นั้นก็จะยอมให้ค้าง แต่ที่ค้างนั้นจะเป็นเนื้อที่มากน้อยเท่าใด ต้องให้ข้าหลวงเสนาประเมิน ถึงปีฉลูสัปตศก (พ.ศ. ๒๔๐๘) จะเรียกเอาเงินค่านาที่ค้างไร่ละสลึงเฟื้อง เพราะด้วยเหตุ ๓ ประการ ประการ ๑ เพราะต้องป่วยการข้าหลวงเสนาประเมิน ประการ ๑ เงินหลวงค้างไปนานถึงปีหนึ่ง ประการ ๑ ราคาข้าวก็แพงกว่าแต่ก่อนเกวียนหนึ่งถึง ๕ ตำลึง ๖ ตำลึงเป็นพื้น เพราะดังนั้นจึงต้องเรียกไร่ละสลึงเฟื้องเหมือนประเมินนาฟางลอย แต่หนังสือประกาศนั้นขอให้มีสำหรับข้าหลวงเสนาไปด้วยจงทุกนาย ซึ่งจะมีแต่ท้องตราถึงเจ้าเมืองกรมการนั้น ราษฎรจะไม่รู้ทั่วกันก็จะเข้าใจไปต่างๆ เห็นด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมดังนี้ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ"

เพราะฉะนั้น บัดนี้ให้ประกาศเป็นคำสั้นๆดังนี้ ปีนี้เพราะฝนแล้งน้ำน้อยนาหว่านคู่โคแขวงกรุงเก่า แขวงอ่าทอง ลพบุรี สุพรรณบุรี ก็ให้คงเรียกเสมอไร่ละสลึงตามเคย เต็มตามจำนวนมีในตราแดงสำหรับนาคู่โคอย่างแต่ก่อน แต่ให้กรมการข้าหลวงเสนากำนันนายอำเภอ พร้อมกันผ่อนผันหย่อนตามใจราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของนา คือผู้ใดยอมส่งค่านาไร่ละสลึงเต็มตามจำนวนในตราแดงตามเคย ก็ให้รับทำใบเสร็จให้เป็นแล้ว ถ้าผู้ใดร้องว่าขัดสนเงิน ไม่มีจะเสียเต็มตามจำนวนมีในตราแดง เพราะปีนี้ทำนาไม่ได้ผล จะขอค้างไปก็ให้ยอมให้ค้าง ถ้าจะขอค้างทั้งจำนวนได้ทำและไม่ได้ทำ ก็ให้ทำบัญชีตั้งค้างไว้ให้แน่ ถ้าจะขอเสียแต่ที่ได้ทำ จะขอค้างในที่ไม่ได้ทำก็ให้ประเมินได้จำนวนแน่แล้ว ก็ให้เรียกไร่ละสลึงตามแต่ที่ได้ทำ จำนวนที่ไม่ไดทำก็ให้ตั้งค้างไว้ เมื่อปีต่อไปจึงให้ใช้รายค้าง แต่รายค้างนั้นจะต้องขอเรียกให้ใช้ไร่ละสลึงเฟื้อง เพราะเงินหลวงคั่งค้างปีอยู่ และต้องลำบากข้าหลวงเสนาที่ประเมิน ราคาข้าวเดี๋ยวนี้ก็ขายแพงกว่าแต่ก่อน ในหลวงก็ไม่ได้ตั้งพิกัดอัตราสำรวจกวดขันอะไรเลย ตามใจราษฎรจะตั้งราคาขายกัน ขายไปต่างประเทศก็ไม่ได้ปิด ชาวนาได้เงินมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งจะเรียกไร่ละสลึงเฟื้องนั้นให้เรียกแต่นาที่ตั้งค้างปีไป ก็ค่านาในจำนวนสำหรับปีในปีต่อไป คงเรียกไร่ละสลึงยืนตามจำนวนในตราแดง และตามอย่างที่มีมาแล้วในปีหลังๆ แต่นานอกจำนวนบอกในนาคู่โคมีในตราแดงในแขวงทั้ง ๔ นั้น ถ้าเป็นนาขึ้นในเร็วๆ ให้เรียกตามลักษณะนาขึ้นเร็วๆ ถ้าเป็นนาเก่ายังไม่ได้บวกในตราแดง ก็ให้ข้าหลวงเสนาประเมินเรียกตามแต่ที่ได้ทำได้ในปีนี้ก็ดี ในปีอื่นก็ดี ให้ราษฎรเข้าใจตามคำประกาศนี้ อย่าหลงด้วยเรื่องค่านาค้างและค่านาสำหรับปีเข้าใจให้ผิดไปเลย

ประกาศมา ณ วันพุธ เดือนยี่ ขึ้น ค่ำ ๑ ปีชวดฉศก ศักราช ๑๒๒๖ (พ.ศ. ๒๔๐๗) หรือเป็นวันที่ ๔๙๗๗ ในรัชกาลปัจจุบันนี้


……………………………………………………………………………………………………………

คำอธิบาย
ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ


คำที่เรียกว่า "นาคู่โค" ข้าพเจ้าเพิ่งพบอธิบายเมื่อไปเห็นประเพณีเก็บค่านาที่เมืองปัตตานี เดิมเขาไม่ใช้ราววัดที่ดินทีเดียว สำรวจเอาจำนวนโคที่ใช้ทำนา ตั้งเป็นหลักของอัตราค่านา โคคู ๑ ก็เก็บค่านาเท่านั้นๆ เห็นจะเป็นวิธีสำหรับเก็บค่านานาทุ่ง วิธีที่เรียกว่านาฟางลอยนั้น แต่เดิมเห็นจะสำหรับเก็บค่านาดอนที่ทำแห่งละเล็กละน้อย จึงใช้สังเกตตอฟางที่ปลูกข้าวออกผลเก็บเกี่ยว คิดรางวัดเป็นเนื้อที่ไร่งาน เป็นอัตราค่านา วิธีทั้งสองอย่างนี้เข้าใจว่า จะใช้กันมาแต่โบราณ ก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายหลังที่ในกรุงฯ มาเลิกเก็บตามจำนวนคู่โคเสีย ใช้ราววัดที่เหมือนกันทั้ง ๒ อย่าง แต่คนทั้งหลายยังคงเรียกชื่ออยู่อย่างเดิม นาทุ่งจึงยังคงมีชื่อเรียกว่านาคู่โคสืบมา




Create Date : 10 เมษายน 2550
Last Update : 10 เมษายน 2550 17:45:56 น. 0 comments
Counter : 1532 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

กัมม์
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




วิชา ความรู้จะมีค่าเมื่อถูกถ่ายทอด
[Add กัมม์'s blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com