สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ


🌷  สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ

วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ
บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร

เมื่อพิจารณาจากพระบาลี ควรปลุกใจทำความรู้จักกับคำว่า ทุกข์ ทุกข์ คือ สภาพธรรมที่บีบคั้น เบียดเบียน มีความลำบากกาย มีความคับแค้นใจ อันมีเหตุมาจากความไม่สมปรารถนา ไม่ได้ดั่งใจ ได้สิ่งของมาแล้วไม่ถูกใจ ตลอดถึงการพลัด พรากจากสิ่งที่ตนรักชอบใจ เป็นเหตุแห่งความทุกข์ สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ” ที่เรียกว่าสังขารร่างกายนี้ ล้วนเป็น “ทุกข์”

ทุกข์ทางกาย คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือที่เรียกว่า สภาวทุกข์ นั้น ไม่มีใครที่ไม่รู้ว่าตนเอง เมื่อเกิดมาแล้วต้องเจริญเติบโตขึ้นตามกาลเวลา จนกระทั่งแก่เฒ่าเข้าวัยชรา ในระหว่างทางนั้น ต้องมีความเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยกันทุกคนไม่มากก็น้อย และต้องตกตายไปตามสภาวะอันควรแห่งกรรมกำหนดโดยไม่มีการยกเว้นให้ใครคนใดคนหนึ่งเลย

สภาวทุกข์ที่ต้องเกิดขึ้นด้วยกันทุกคนนั้น แม้รู้อยู่แก่ใจตนเองดี แต่ก็ยังไม่วายที่อยากจะยึดโยงให้อยู่กับสภาวะนั้นไปนานๆ สำหรับในพวกที่โชคดีมีบุญนำกรรมแต่งให้อยู่อย่างสุขกาย ส่วนพวกต้องทนทุกข์ยากลำบากกายที่มีวิบากแห่งกรรมกำหนดไว้ ก็อยากจะสลัดมันให้ออกไปให้ไกลๆ โดยเร็ว

ทุกข์ทั้งหลายไม่ว่าทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ล้วนมาจากเหตุ คือ อวิชชา – ความโง่ ไม่รู้จักทุกข์ ตัณหา – ความต้องการ ทะยานอยาก อุปาทาน – ความยึดมั่นถือมั่นเอาขันธ์ ๕ เป็นตน โดยบทบาลีว่า “สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาทุกฺขา โดยย่นย่อแล้ว การยึดถือขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ดังนี้” โดยมี อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ที่ครอบงำจิตของตนอยู่ ทำให้เกิดทุกข์ทางใจ เรียกว่า ปกิณกะทุกข์

มีบทกลอนของท่านพ่อแม่ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ดังนี้

ร้อนอะไร ในมนุษย์ ที่จุดจบ
ไม่ร้อนลบแรงราดซ้ำซากเผา
เพลิงตัณหา ราคา มิซาเซา
ร้อนรุมเร่า ลุกลน ไปจนตาย

อันร้อนกาย ไข้หนัก พอรักษา
ใช้หยูกยา ถูกตรง ก็คงหาย
แต่ร้อนจิต ติดแน่น สุดแคลนคลาย
เป็นโรคร้าย เรื้อรัง ไม่ฟังยา


ทุกข์ มีเหตุเกิดจากจิตเข้าไปยึดครองเอารูปร่างกายที่ตนได้อาศัยอยู่ว่าเป็นตน เป็นของๆ ตน โดยลืมไปว่ารูปร่างกายที่ปรากฏอยู่นี้ เป็นบิดา มารดาให้มา ส่วนชีวิตินทรีย์เกิดขึ้นจากบุญนำกรรมแต่ง ส่งให้ธาตุรู้หรือวิญญาณธาตุที่เรียกว่า “จิต” เข้าไปปฏิสนธิด้วยรูปร่างกาย เป็นปฏิสนธิจิตเข้ามาอาศัยถือครองสกลกายที่อาศัยนี้อยู่

จากพระบาลีที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้วว่า บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร เราต้องพิจารณาเป็นมิติที่ทับซ้อนลงไป มิติแรกเป็นการล่วงทุกข์แบบโลกๆ คือ ความบากบั่นอุตสาหะฟันฝ่าต่อสู้ดิ้นรน เพื่อสร้างตนเองให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่สุขสบายกายดีขึ้น ด้วยความเพียรพยายามนั้น เป็นการล่วงพ้นทุกข์ ที่ยังมีความสุขและความทุกข์ เวียนเกิดเวียนดับสลับกัน มีทั้งทุกข์มีทั้งสุขเจือปนกันไป ขึ้นอยู่กับสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นมาในขณะนั้นๆ

โดยมองข้าม ทุกขอริยสัจ ที่ซ้อนเร้นอยู่ ซึ่งเป็นการล่วงทุกข์ในมิติที่ทับซ้อน ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งสอนเน้นย้ำไว้ทุกๆ ที่ คือ อริยสัจ ๔ เป็นวิธีการที่จะพ้นทุกข์แบบถาวร ที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักเกณฑ์ไว้สำหรับแก้ทุกข์ที่เหตุแห่งทุกข์ เพื่อให้จิตบริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เรียกว่า “อริยมรรค” คือเสันทางเดินของจิตเพื่อความเป็นอริยะ

เส้นทางที่ว่ามานั้น เป็นการฝึกฝนอบรม “จิตของตน” ไม่ใช่จิตของใครอื่น และอบรมจิตให้กันไม่ได้เสียด้วยสิ จิตใครจิตเค้า ที่ต้องแก้ไขไปตามจริตนิสัยที่จิตของตน ได้สั่งสมพฤติกรรมต่างๆ มาอย่างยาวนานนับไม่ถ้วน

เมื่อมีการกล่าวถึงเรื่อง “ตน” มักเกิดการถกเถียงกันออกไปอย่างกว้างขว้าง เป็นด้วยมายาคติที่ได้ครอบงำความรู้สึกนึกคิดอยู่ว่า เรื่องตน ต้องเป็นเรื่องของอัตตาตัวตนเสมอไป เป็นการยึดมั่นถือมั่นล้วนๆ ขึ้นชื่อว่า “ตน” แล้ว เชื่อว่าต้องมีการยึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้น

ส่วน “ตน” ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ในที่อื่นๆ ในหลายๆ พระสูตร ซึ่งเป็น “ตน” ในความหมายที่ทรงหมายถึง ตนที่เป็นที่พึ่งที่อาศัย เช่น ดูก่อนอานนท์ เธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง พระพุทธองค์ทรงหมายถึงจิตของพระอานนท์ที่ได้อบรมฝึกฝนมาดีแล้ว จิตของตนย่อมเชื่อถือได้ เชื่อมั่นได้ว่าอุดมไปด้วยศีล สมาธิ และปัญญา

เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสให้เห็นถึงความเข้าใจผิดของสามัญชนทั่วไป ที่ยังยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นของๆ ตน ไม่รู้จักเบื่อหน่าย ถ่ายถอน ซึ่งใน อนัตตลักขณสูตร นั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสชี้ชัดลงไปว่า อุปาทานขันธ์ ๕ นั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน (เป็นอนัตตา)

ลองพิจารณาพระบาลีคำว่า “อนัตตา” ให้ดีๆ ในความหมายชัดๆ คือ ไม่ใช่ตน คำว่า “ไม่ใช่” เป็นคำปฏิเสธสิ่งนั้นคือขันธ์ ๕ ว่า “ไม่ใช่ตน” แสดงว่าที่ “ใช่ตน” ต้องมี

เพื่อเป็นข้อเปรียบเทียบให้ชัดเจน ท้ายพระสูตรพระบาลีมีปรากฏคำว่า “อตฺตมนา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู” เมื่อพิจารณาจากพระบาลีคำว่า อัตตะมะนา มาจากคำว่า “อัตตา” รวมกับคำว่า “มโน” หมายความว่า มี “ใจเป็นตน” เข้าถึงตนอันเป็นที่พึ่งที่แท้จริงที่อยู่ ณ ภายใน

ซึ่งสอดคล้องกับพระบาลีในบัณฑิตวรรคแห่งพระธรรมบท กล่าวไว้ชัดเจนว่า
ปริโยท เปยฺย อตฺตานํ, จิตฺตกิเลเสหิ ปณฺฑิโต
บัณฑิตพึงชำระตนคือจิต ให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส

สรุปได้ว่า ความเพียรสูงสุด คือ เพียรชำระจิตของตน ให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย เป็น วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ ขั้นปรมัติ สาธุ

เจริญในธรรมที่สมควรแก่ธรรมทุกๆ ท่าน
พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท



Create Date : 07 พฤษภาคม 2564
Last Update : 7 พฤษภาคม 2564 10:36:18 น.
Counter : 271 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
สติปัฏฐาน ๔ คือการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงอธิจิต


🌷 สติปัฏฐาน ๔ คือการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงอธิจิต

เมื่อเรากล่าวถึงสติปัฏฐาน ๔ หรือมหาสติปัฏฐาน อันมี กาย เวทนา จิต ธรรม ดูเหมือนมี ๔ หัวข้อ หรือมี ๔ ทาง ที่จะเข้าถึงองค์อริยมรรค ซึ่งเป็นทางเดินทางจิตสู่ความเป็นอริยบุคคล ฉะนั้นในปัจจุบันจึงมีแนวทางในการสอนปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ไปคนละทิศคนละทาง จนผู้ที่เริ่มปฏิบัติใหม่ๆ ถึงกับสับสนเหมือนยาขม หลบได้หลบ เลี่ยงได้เลี่ยง เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนอย่างไร? จึงจะถูกต้องเที่ยงตรงต่อพระธรรมคำสอน

เนื่องจากมีคณาจารย์ต่างๆ ได้แนะนำสั่งสอนเอาไว้มากมายหลายวิธีด้วยกัน ตามแต่กำลังสติปัญญาบารมีของท่าน บ้างก็ให้ดูเฉพาะอิริยาบท (กาย) บ้างก็หมวดจิต (ดูจิต) บ้างก็หมวดเวทนา ส่วนหมวดธรรมนั้นตามแต่ถนัด

ที่หนักไปกว่านั้น คือ มีการแนะนำว่า หมวดกาย หมวดเวทนา เหมาะสำหรับพวกตัณหาจริต เพราะมีเวลามาก คิดน้อย (ปัญญาน้อย) สำหรับหมวดจิต หมวดธรรม เหมาะสำหรับพวกทิฐิจริต คือพวกมีปัญญามาก แต่ไม่มีเวลา

ทั้งที่โดยความเป็นจริงแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ดีแล้วในมหาสติปัฏฐานสูตร และในพระสูตรต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งเชื่อมโยงรองรับกันได้ดี มีนัยยะ นำมาตริตรองปฏิบัติตามได้ อันเป็นแนวทางที่ชัดเจนมาก

เมื่อนำคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้วนั้นมาปฏิบัติตาม ย่อมต้องเข้าถึงสัจธรรม อมตธรรม อันเป็นอกุปปธรรม บรรลุเจโตวิมุตติอย่างแน่นอน

ในตอนต้นมหาสติปัฏฐานสูตรกล่าวไว้ว่า

“เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา
โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ฐายสฺส
อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก
เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ
เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔”


ทรงตรัสไว้ชัดเจนว่า ทางนี้ทางเดียว (ทางอันเอก) ที่เชื่อมต่อถึงกันหมด เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นของสัตว์ทั้งหลาย ไม่ใช่มีหลายทางหลายประตูแบบอย่างที่ฟังตามๆ กันมา

จากนั้นพระพุทธองค์ทรงชี้ชัดลงไป ให้เริ่มต้นที่ หมวดกาย ในบรรพะแรก คือ อานาปานสติ ซึ่งได้ชื่อว่าเจริญธรรมอย่างเดียว ทำให้ธรรมอย่างอื่นเจริญอีกมาก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ สติปัฏฐาน ๔

เมื่อลงมือปฏิบัติอานาปานสติ เจริญให้มาก กระทำให้มาก จนกระทั่งจิตของผู้ปฏิบัติ เข้าถึงกองลมทั้งปวงหายใจเข้า เข้าถึงกองลมทั้งปวงหายใจออก ผลจะเริ่มปรากฏ คือ รู้จัก อธิจิต หรือ จิตตัวใน ได้ดีขึ้น เนื่องจากได้ นิมิตหมายแห่งจิต หรือ ฐานที่ตั้งของสติ นั่นเอง

พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ในสูทสูตรว่า

ภิกษุผู้เขลา ไม่ฉลาดเฉียบแหลม ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ (เวทนาในเวทนาอยู่ … จิตในจิตอยู่ … ธรรมในธรรมอยู่) มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย จิตย่อมไม่ตั้งมั่น (ไม่เป็นสมาธิ) ยังละอุปกิเลสไม่ได้ เธอไม่สำเหนียกนิมิตนั้น ภิกษุนั้นย่อมไม่ได้ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และไม่ได้สติสัมปชัญญะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้เขลา ไม่ฉลาดเฉียบแหลม ไม่สำเหนียก (ไม่กำหนด) นิมิตแห่งจิตของตน

ภิกษุผู้มีปัญญา ฉลาด เฉียบแหลม ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ (เวทนาในเวทนาอยู่ … จิตในจิตอยู่ … ธรรมในธรรมอยู่) มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย จิตย่อมตั้งมั่น (เป็นสมาธิ) ละอุปกิเลสได้ เธอย่อมสำเหนียกนิมิตนั้น ภิกษุนั้นย่อมได้ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และได้สติสัมปชัญญะ ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร? เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้มีปัญญา ฉลาด เฉียบแหลม สำเหนียก (กำหนด) นิมิตแห่งจิตของตน

จากพุทธดำรัสข้างต้น เราจะเห็นว่า การกำหนดนิมิตหมายแห่งจิตเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างคล่องแคล่วทุกขณะ

ตัวอย่างในภิกขุนีสูตร
ภิกษุณีกราบเรียนพระอานนท์ท่านว่า มีภิกษุณีมากรูป มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว (สัมมาสมาธิ) ในสติปัฏฐาน ๔ ทำให้ได้คุณวิเศษ (มรรคผล) อันยิ่งยวดเพิ่มจากเมื่อก่อน

ก็พอสรุปได้ว่าต้องได้ฌานในสัมมาสมาธิ เป็นพื้นฐานเท่านั้นจึงจะพิจารณาเห็น (รู้) กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

และในฐิติสูตร พระภัททะเรียนถามพระอานนท์ว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้ไม่นานหลังพุทธปรินิพพาน? พระอานนท์ตอบว่า เมื่อไม่มีการเจริญสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน

ส่วนปริหานสูตร ใจความเหมือนในฐิติสูตร ต่างกันที่ พระภัททะถามพระอานนท์ว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระสัทธรรมเสื่อม? พระอานนท์ตอบว่า เมื่อไม่มีการเจริญสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงเสื่อม

และในพราหมณสูตร มีพราหมณ์ทูลถามพระพุทธองค์เหมือนกันกับฐิติสูตร พระองค์มีพระดำรัสตอบเหมือนคำตอบของพระอานนท์ทุกประการ เอวัง

เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน
พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท



Create Date : 06 พฤษภาคม 2564
Last Update : 6 พฤษภาคม 2564 11:46:57 น.
Counter : 221 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
อานาปานสติ


🌷 อานาปานสติ ทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์

เมื่อกล่าวถึง อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เป็นเครื่องรองรับจิตแล้ว ถ้าไม่ทำความเข้าใจให้กระจ่าง มักจะถูกมองข้าม จากพวกนักตำรานิยมที่ติดหนึบอยู่วิปัสสนา (นึก) ของตน

พวกนักวิปัสสนา (นึก) ทั้งหลายส่วนใหญ่แล้ว มักให้ความสำคัญไปที่ มหาสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม โดยเฉพาะในหมวดจิตตานุปัสสนา (ดูจิต) เป็นพิเศษ เพราะเข้าใจไปเองว่าเหมาะกับพวกมีปัญญามาก คือ ทิฐิจริตหรือวิปัสสนา (นึก) นั่นเอง

โดยลืมไปว่ามีพระพุทธพจน์รับรองไว้อย่างชัดเจนว่า การจะทำให้มหาสติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ขึ้นมาได้นั้น จะต้องเจริญให้มากและประกอบอยู่เนืองๆ ในอานาปานสติบรรพะให้ยิ่งๆ ขึ้น จนชำนิชำนาญอย่างคล่องแคล่ว

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็ต้องสืบสวนทวนความลงไปว่า เรื่องอานาปานสตินั้น พระพุทธองค์ได้ทรงมีพระพุทธพจน์กล่าวไว้ที่ไหนบ้าง

ปฐมบทพื้นฐาน (สติปัฏฐาน ๔) ในบรรพะแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในมหาสติปัฏฐาน ๔ นั้นคือ เริ่มต้นที่ อานาปานสติบรรพะ พิจารณากายในกายอยู่อย่างไรเล่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี
นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า
เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

(อานาปานสติกรรมฐาน พิจารณากายสังขาร คือลมหายใจ)

เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น


ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ฯลฯ


(อานาปานบรรพะ มหาสติปัฏฐานสูตร)

จากที่ยกมานี้ พอสรุปได้ว่า การปฏิบัติอานาปานสตินั้น เป็นพื้นฐานสำคัญของ สัมมาสมาธิ ที่มีอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเทียบเคียงได้กับพระพุทธพจน์ที่มีมาใน มหาจัตตารีสักกสูตร ความว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ

(มหาจัตตารีสกสูตร)

สรุป เมื่อกล่าวถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็เป็นการกล่าวถึงสติปัฏฐาน ๔ และอริยสัจ ๔ ไปในตัวด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน เชื่อมโยงถึงกัน คือ เป็นการฝึกฝนอบรมจิตของตน เพื่อให้หลุดพ้นจากอุปกิเลสทั้งหลาย

ขณะที่กำลังเพียรปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอานาปานสติ (สัมมาสมาธิ) อยู่นั้น องค์ธรรมสำคัญที่มาประกอบด้วยคือ สัมมาวายามะ และสัมมาสติ จิตจึงรวมลงเป็นสมาธิ สงบตั้งมั่น เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว จิตย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า

เมื่อ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ปรวนแปรไป
จิตของเรา หาปรวนแปรกระสับกระส่าย ตามไปด้วยไม่


เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน
พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท


 



Create Date : 05 พฤษภาคม 2564
Last Update : 5 พฤษภาคม 2564 11:06:42 น.
Counter : 274 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นชอบ


🌷  สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นชอบ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ
คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ

(มหาจัตตารีสกสูตร)

สัมมาสมาธิของพระอริยะ ย่อมแตกต่างจากสมาธิทั่วๆไป ซึ่งมีมาก่อนหน้าที่พระพุทธองค์จะทรงอุบัติขึ้น สมาธิทั่วไปที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น มีทั้งรูปและอรูปเป็นนิมิตหมายในองค์ปฏิบัติภาวนา มักทำให้ผู้ปฏิบัติติดในสุขเวทนาอยู่กับสมาธินั้นได้ง่าย

ส่วนสมาธิที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบ และทรงแสดงไว้ในอริยมรรค ๘ นั้น เป็นสัมมาสมาธิที่นำไปเพื่อความหลุดพ้นของจิต ต้องละหรือปล่อยวางปิติและสุขในฌานออกไป จึงจะเข้าถึงฌาน ๔ ได้ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดังมีพระพุทธพจน์รับรองไว้ดังนี้

สัมมาสมาธิ เป็นไฉน?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน
มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่

เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌานที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข

เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์
และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่


(มหาสติปัฏฐานสูตร)

สัมมาสมาธินั้น ต้องดูลมหายใจเข้าออก (กายสังขาร) เป็นนิมิตหมายแห่งจิต ในการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพื่อใช้สักแต่ว่าเป็นที่รู้ สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึกเท่านั้น

จึงต้องเริ่มต้นจากการพิจารณากายในกายเป็นภายใน (ดูจิต) ให้สำเร็จก่อน จนผู้ปฏิบัติเข้าถึงและรู้จักนามกายที่อาศัยทับซ้อนอยู่ภายในกาย ซึ่งเป็นการดูจิตของตนนั่นเอง

ผู้ที่จะเข้าถึงสัมมาสมาธิได้นั้น ล้วนต้องผ่านเวทนาต่างๆ ทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นที่นามกาย(จิต) ในระหว่างปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอยู่

ซึ่งเมื่อผ่านเวทนาได้ หรือรู้จักเวทนาในเวทนาแล้ว จิตในจิต ธรรมในธรรมย่อมปรากฏให้ประจักษ์แก่ผู้ปฏิบัติเป็นลำดับตามกันมา

เพราะกาย เวทนา จิต และธรรมนั้น เป็นเรื่องเดียวกัน เนื้อเดียวกัน ที่ต่อเนื่องวนถึงกันหมด

สัมมาสมาธิของพระอริยะนั้น เกิดจากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ย่อมก่อให้เกิดสัมมาทิฐิ คือ ทิฐิชอบ ทำให้จิตของตน (ผู้ปฏิบัติ) รู้เห็นตามความเป็นจริงในอริยสัจ ๔ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ทิฐิที่ถูก (จากการคิดเอา)

ปุถุชน ผู้มิได้สดับ ……
เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงเกิดขึ้น

ดูกรคฤหบดี ด้วยเหตุอย่างนี้แล
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย และเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่าย


พระอริยสาวก ผู้ได้สดับ ……
เพราะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงไม่เกิดขึ้น

ดูกรคฤหบดี อย่างนี้แล
บุคคลแม้มีกายกระสับกระส่าย แต่หาเป็นผู้มีจิตกระสับกระส่ายไม่


(นกุลปิตาสูตร)

สรุป สัมมาสมาธิของพระอริยสาวกนั้น จิตสงบคงที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปตาม รูป-นาม (ขันธ์ ๕) ที่แปรปรวนไป ส่วนปุถุชนคนหนาด้วยกิเลส ตามดูจิตโดยไม่มีนิมิตหมายแห่งจิต เพิกเฉยต่อการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา (สัมมาสมาธิ) เพราะมีความเชื่อว่าต้องวิปัสสนา(นึก) เท่านั้น จิตของตนย่อมไม่คงที่ และยังหวั่นไหวไปกับ รูป-นาม (ขันธ์ ๕) ที่แปรปรวนไป

เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน
พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท



Create Date : 04 พฤษภาคม 2564
Last Update : 4 พฤษภาคม 2564 9:45:51 น.
Counter : 385 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
สัมมาสติ การระลึกชอบ


🌷  สัมมาสติ การระลึกชอบ

คำว่า “สติ” นั้น หมายถึง การระลึก ซึ่งในหลายแห่ง อาจแปลว่า การระลึกรู้ ซึ่งก็หมายถึงการรวมเอาจิตที่เป็นผู้รู้เข้าไปด้วย เพราะ “จิตเป็นธาตุรู้” ถ้าไม่มีจิตเป็นตัวยืน ก็คงไม่มีการระลึกรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน การจะระลึกอะไรขึ้นมาได้นั้น ต้องระลึกรู้ด้วยจิตของตนเท่านั้น เป็นของใครของเค้า

การระลึกรู้ หรือการสร้างสติให้เกิดขึ้นนั้น ใครจะมาช่วยเหลือ เพื่อสร้างแทนกันไม่ได้ อย่างมากที่สุดที่ทำได้ ก็คือ การคอยตักเตือนให้มีสติอยู่เสมอ หรือแนะนำให้รู้จักวิธีสร้างสติให้เกิดขึ้นเท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราควรจะมารู้จักวิธีการระลึกรู้หรือการสร้างสติอย่างถูกต้องตามหลักในมหาสติปัฏฐานสูตร (สัมมาสติ) เพราะการระลึกรู้ของบุคคลคนทั่วๆ ไป ที่เรียกว่าสตินั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงสัญญาอารมณ์ชนิดหนึ่งเท่านั้น

สัมมาสติ เป็นไฉน ?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
อันนี้เรียกว่า สัมมาสติ ฯ


เริ่มจากการระลึกรู้ว่า
สิ่งไหนที่เป็นกุศล (อารมณ์กุศล) ควรทำให้เกิดขึ้น และเจริญให้มากยิ่งๆ ขึ้น
สิ่งไหนเป็นอกุศล (อารมณ์อกุศล) ควรละเสียให้ได้อย่างรวดเร็ว และเพียรละอกุศลที่เคยมีอยู่ให้หมดไป

การจะทำให้สัญญาอารมณ์ กลายเป็นสติจนกระทั่งเป็น “สัมมาสติ” ได้นั้น ต้องเพียรพยายามระลึกรู้อย่างต่อเนื่องเนืองๆ อยู่ในที่ ๔ สถาน คือ ระลึกรู้อยู่ที่กาย เวทนา จิต และธรรม แบบไม่ขาดสาย หรือที่เรียกว่า มีสติเป็นชาคโร คือ มีสติตื่นอยู่เสมอ

การระลึกรู้ในขั้นแรกนั้น ควรเริ่มต้นที่ฐานกายก่อนเป็นอันดับแรก เหตุก็คือ เป็นฐานที่ง่ายต่อผู้ปฏิบัติในขณะที่ยังเป็นผู้ใหม่อยู่ ที่จะระลึกรู้ได้ชัดเจน เห็นไตรลักษณ์ได้ง่าย และสามารถเป็นฐานให้ระลึกรู้ได้ตลอดเวลาของการปฏิบัติไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง หรือนอน จึงจะได้ชื่อว่าเป็นสติปัฏฐาน หรือก็คือ การระลึกรู้อยู่ที่ฐานได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายเป็นสันตตินั่นเอง เมื่อคล่องแคล่วชำนาญได้ดีแล้ว การจะระลึกรู้อยู่ที่ฐานไหน ก็กระเทือนถึงกันหมด

การจะระลึกรู้อยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายให้ได้นั้น ผู้ปฏิบัติต้องมีสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม คอยระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาของการปฏิบัติคือ ต้องเพียรพยายามประคองจิต (สัมมาวายามะ) ไว้ที่ฐาน อย่าให้เผลอ เมื่อเพียรประคองจิตไว้ไม่ให้เผลอ และไม่ปล่อยให้จิตส่งออกไปจากฐานได้สำเร็จ จิตก็จะรวมลง จิตย่อมมีสติ (สัมมาสติ) สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์กิเลสทั้งหลาย (สัมมาสมาธิ) ในขณะนั้น เรียกได้ว่า จิตได้สงัดจากกามและได้สงัดจากอกุศลกรรมต่างๆ ถึงจะเป็นตทังควิมุตติ เมื่อกระทำให้มาก เจริญให้มากยิ่งขึ้น ก็จะกลายเป็นปหานวิมุตติได้ในที่สุด

พอมีแนวทางจากพระสูตรในมหาสติปัฏฐานให้ปฏิบัติตามได้ คือ การระลึกรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ที่เรียกว่า อานาปานสติ ซึ่งเป็นฐานกาย ที่เกิดจากกายสังขาร เพื่อจะได้พิจารณาให้เข้าถึงกายในกายเป็นภายใน ที่เรียกว่านามกายนั่นเอง

มีพระพุทธพจน์รับรองไว้ชัดเจนว่า

“อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา
จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปุเรนฺติ
จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา
สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปุเรนฺติ
สตฺต โพชฺฌงคา ภาวิตา พหุลีกตา
วิชฺชา วิมุตฺตึ ปริปุเรนฺติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสตินี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น
ทำให้บ่อยๆ แล้ว ย่อมได้ชื่อว่า ทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์

สติปัฏฐานสี่นี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆ แล้ว
ย่อมได้ชื่อว่า ทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์

โพชฌงค์เจ็ดนี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆ แล้ว
ย่อมได้ชื่อว่า ทำวิชชาจิตหลุดพ้นทุกข์ให้บริบูรณ์ ดังนี้”


พอที่จะสรุปได้ว่า การฝึกสร้างสติให้เกิดที่จิตของตนนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ดีมีแต่ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว เพราะคนที่ขาดสตินั้น มักทำอะไรตามอำเภอใจ เนื่องมาด้วยอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิดในขณะนั้นนำพาไป

แต่ถ้าเป็นบุคคลที่ได้รับการฝึกฝนในการสร้างสติมาก่อน และสร้างสติเป็น เห็นชัดอยู่ เมื่อกระทบอารมณ์เข้า จิตจะหวั่นไหวไปกับอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิด ให้นำจิตมาระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่อง แบบที่เคยทำได้สำเร็จ จนคล่องแคล่วชำนาญดีแล้ว จิตใจย่อมเกิดสติ สงบตัวลงราบคาบ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์กิเลสเหล่านั้น

เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน
พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท



Create Date : 03 พฤษภาคม 2564
Last Update : 3 พฤษภาคม 2564 11:58:48 น.
Counter : 589 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



All Blog