การนําผลของการปฏิบัติสมาธิไปใช้ (วิปัสสนา)


🌷 การนําผลของการปฏิบัติสมาธิไปใช้ (วิปัสสนา) 

วันศุกร์ที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระแรม ๘ ค่ำเดือน ๑๑ 

เจริญพร มีความสุขสวัสดีสาธุชนทั้งหลายผู้ใฝ่ใจในพระพุทธศาสนา เพื่อน้อมนำไปสู่สุขที่ปราศจากอามิส นำไปสู่ความมีสติสัมปชัญญะ เพื่อคุ้มครองปกป้องตนให้พ้นจากอกุศลธรรมทั้งหลาย

สืบเนื่องจากอาตมาภาพได้เทศนาเรื่องที่มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ได้ให้ความหมายของคำว่าอนัตตา คืออะไรที่เป็นอนัตตาธรรมนั้น ย่อมบังคับบัญชาไม่ได้ แม้พระพุทธเจ้าเองไม่อาจหนีพ้นเช่นกัน บังคับบัญชารูปร่างกายที่จิตของพระองค์ได้อาศัยอยู่ให้ตายหรือแตกทำลายไม่ได้ เหตุผลเพียงเพราะเข้าใจผิดไปว่า ขันธ์ ๕ หรือรูปนาม โดยได้ให้ความหมายไว้ว่า รูปก็คือกาย ส่วนนาม (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) คือจิต ฉะนั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงปรินิพพานไป รูปคือกาย ตายแตกทำลายไป นามคือจิตก็ต้องดับตายหายสูญไปด้วยเช่นกัน คงเหลือแต่ความบริสุทธิ์เฉยๆ เมื่อถูกถามว่าแล้วความบริสุทธิ์ไปตั้งอยู่ที่ไหน ตอบไม่ได้ ได้แต่ชี้ไปโน่นไปนี่ แต่กลับบอกไม่ได้ว่าที่ไหน

ซึ่งขัดแย้งกับพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ในโอวาทปาติโมกข์ข้อที่ ๓ ว่า "สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ แปลว่า การชำระจิตของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ขาวรอบ ล้วนเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย" เพราะความบริสุทธิ์นั้นเป็นเพียงแค่คุณลักษณะ จะตั้งอยู่ลอยๆ เองไม่ได้ ต้องมีที่ตั้งของความบริสุทธิ์นั้น เช่น น้ำที่บริสุทธิ์สะอาดหมดจด ความบริสุทธิ์ของน้ำต้องตั้งอยู่กับน้ำนั้น หรือทองคำแท้บริสุทธิ์ ๑๐๐% ความบริสุทธิ์เปล่งปลั่งย่อมต้องตั้งอยู่ที่ทองคำนั้นเช่นกัน

การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น ต้องเรียนรู้ศึกษาหลักธรรมแท้ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ถ้าเกิดรู้ผิดไปจากความเป็นจริง เหมือนการสวมเสื้อแล้วติดกระดุมเม็ดแรกผิด ย่อมทำให้การติดกระดุมเม็ดอื่นๆ ผิดไปด้วยตลอดแนว

โดยเฉพาะอนัตตาธรรม ที่แปลว่าไม่ใช่ตน เมื่อมีที่ไม่ใช่ ที่ใช่ต้องมี เป็นทวินิยม ส่วนบังคับบัญชาไม่ได้นั้นเป็นเพียงความจริงในเรื่องของโลกเพียงส่วนเดียว ที่ท่านอาจารย์โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วเปล่งพระวาจาออกมา ดังนี้ "ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ แปลว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งในโลก มีอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้นมีอันดับไปเป็นธรรมดา" นี่หมายถึงสิ่งต่างๆ ในโลก ทั้งที่ไม่มีจิตครองและที่มีจิตครอง เมื่อมีการเกิดขึ้นย่อมต้องมีความดับไปเป็นธรรมดา 

แต่ในส่วนของที่มีจิตครองอยู่นั้น ยังมีความซับซ้อนเป็นอันมากซ่อนอยู่ เพราะมีทั้งที่บังคับบัญชาได้และที่บังคับบัญชาไม่ได้ ส่วนที่บังคับบัญชาไม่ได้นั้นก็แค่เรื่องเกิดแก่เจ็บตาย แต่ปัจจุบันนี้วิทยาการก้าวหน้าไปมาก ถึงกับมีการควบคุมในเรื่องเหล่านี้ให้ได้ตามความต้องการของตน 

ส่วนที่บังคับบัญชาได้นั้น คือการใช้สอยรูปร่างกายนี้เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นจากโลกธรรมทั้งหลาย นั่นคืออริยมรรคมีองค์ ๘ ทางเดินไปสู่ความเป็นอริยบุคคล ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด เป็นวัฏฏะวนในโลกอีกแล้ว เพราะจิตได้หลุดพ้นจากความตาย เมื่อไม่ตายก็ไม่มีการกลับมาเกิดอีกอย่างแน่นอน 

อาตมาภาพจึงได้น้อมนำเอาพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้ว จากพระสูตรมาให้ฟังกัน เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งๆ ขึ้น จะได้ตัดความลังเลสงสัยในเรื่องปฏิบัติธรรมลงไป

ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวเรื่องนี้ว่า เมื่อท่านทั้งหลายถูกถามอย่างนี้ พึงตอบอย่างนี้ว่า พระศาสดามีปกติตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะ ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร พระศาสดามีปกติตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในวิญญาณ 

แม้เมื่อท่านทั้งหลายได้ตอบไปอย่างนี้ ก็จะพึงมีกษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง (มีพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าโกศล เป็นต้น) แม้พราหมณ์เป็นบัณฑิตบ้าง (มีจังกีพราหมณ์และตะลุกกะพราหมณ์ เป็นต้น) แม้คหบดีผู้เป็นบัณฑิตบ้าง (มีจิตตคหบดีและสุทัตตะคหบดีหรืออนาถปิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น) แม้สมณะผู้เป็นบัณฑิตบ้าง (มีสภิยะปริพาชกและปิโลติกปริพาชก เป็นต้น) ถามปัญหายิ่งขึ้นไป 

หากคนผู้เป็นบัณฑิตใคร่ถามว่า ก็พระศาสดาของพวกท่านทรงเห็นโทษอะไร จึงตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร จึงตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในวิญญาณ 

ท่านทั้งหลายถูกถามอย่างนี้ พึงตอบอย่างนี้ว่า เมื่อบุคคลยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความทะยานอยาก ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ เพราะเมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น เปลี่ยนแปลง ปรวนแปร ผันแปรเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงเกิดขึ้น 

พระศาสดาของพวกเราทรงเห็นโทษนี้แล จึงตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร จึงตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในวิญญาณ เมื่อกำจัดฉันทราคะเสียได้แล้ว โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมไม่เกิดขึ้นที่จิตของตน

พระสารีบุตรยังได้ชี้แนะสั่งสอนนกุลปิตาคหบดี ในนกุลปิตาสูตรว่า 

ปุถุชนเป็นบุคคลได้ชื่อว่า เป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย และมีจิตกระสับกระส่าย ไปด้วยความไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่อยากตาย 

เพราะปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ (คนสงบ คนดี คนมีศีลธรรม คนที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม) ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ 

เมื่อพิจารณาด้วยความยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าตน (จิต) มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ 
พิจารณาเห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีในตน (จิต) 
และดำรงอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่า เรา (จิต) เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (รูปนาม) เป็นของเรา (จิต) 

เมื่อเขาดำรงอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ปรวนแปรเปลี่ยนแปลงแปรผันเป็นอย่างอื่น โศกะ (ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์ (ความทุกข์กาย) โทมนัส (ความทุกข์ใจ) และอุปายาส (ความคับแค้นใจ) จึงเกิดขึ้นแก่เขา ได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่มีกายกระสับกระส่าย และมีจิตกระสับกระส่าย ไปด้วยความไม่อยากแก่เฒ่าคร่ำคร่า ไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่อยากตายจากโลกนี้ แต่ก็พร้อมที่อยากจะกลับมาเกิดอีก

ส่วนบุคคลแม้ชื่อว่าเป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย แต่ไม่ชื่อว่ามีจิตกระสับกระส่าย

ดูก่อนนกุลปิตาคหบดี ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวเรื่องนี้ว่า คือ พระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ผู้ได้สดับ ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ (คนสงบ คนดี คนมีศีลธรรม คนที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม) 

ย่อมไม่พิจารณาด้วยความยึดมั่นถือมั่น เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน (จิต)
ไม่พิจารณาเห็นตน (จิต) ว่ามีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ไม่ดำรงอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่า เรา (จิต) เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (รูปนาม) และรูปนามเป็นของเรา (จิต) 

เมื่อพระอริยสวกนั้น ไม่ดำรงอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่า เราเป็นรูปนามรูปนามเป็นของเรา เมื่อรูปนามนั้นปรวนแปรเปลี่ยนแปลงแปรผันเป็นอย่างอื่น โศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงไม่เกิดขึ้นแก่พระอริยสาวกนั้น

คหบดี บุคคลแม้ชื่อว่าเป็นผู้มีกายกระสับกระส่าย แต่ไม่ชื่อว่ามีจิตกระสับกระส่ายเป็นอย่างนี้แล

ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวอย่างนี้ นกุลปิตาคหบดีมีใจยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตร

จากพระสูตรที่เชื่อมโยงกันนี้ พระสารีบุตรได้เทศนาสั่งสอนอบรมทั้งฆราวาสและพระภิกษุทั้งหลายเช่นเดียวกัน เพื่อให้เข้าถึงรู้ถึงเรื่องรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงว่า

จิตนั้น เมื่อยึดมั่นถือมั่นเอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือขันธ์ ๕ หรือรูปนามนั้นมาเป็นตน พอรูปนามป่วยก็ว่าเราป่วย พอรูปนามแก่ชราคร่ำคร่าก็ว่าเราแก่ชราคร่ำคร่า พอรูปนามแตกตายทำลายไป ก็ว่าเราตาย 

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ปุถุชนทั้งหลายโดยมากยังกลัวความตาย ยังไม่อยากตาย แต่อยากเกิดในภพภูมิที่ดียิ่งๆ ขึ้น จึงได้เร่งลงมือทำคุณงามความดีเท่าที่โอกาสเอื้ออำนวยให้ ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาตามสติกำลังของตน 

แต่เมื่อตราบใดที่ยังไม่หมดความยึดมั่นถือมั่น ยังมีอวิชชาตัณหาครอบงำอยู่ เมื่อตายกายแตกทำลายไป จิตย่อมต้องจุติ (เคลื่อน) ออกไปหาภพภูมิใหม่ตามแรงของกิเลสกรรมวิบากที่เข้ามาในวาระสุดท้ายของชีวิต ในรูปของวิญญาณธาตุคือจิต (ธาตุรู้) เพราะแจ้งในอารมณ์ (วิญญาณ) นั้น ที่มายึดโยงอยู่ขณะใกล้ตาย จึงต้องจุติออกไปยังภพภูมินั้นๆ ที่อารมณ์นั้นครอบงำอยู่ เรียกว่าจุติจิต  

มีพระบาลีรับรองไว้ดังนี้ อตฺตา นาม จิตฺตํ สกโลวา อตฺตภาโว แปลว่า จิตได้ชื่อว่าเป็นตน แต่หลงไปยึดเอาสกลกายนี้เข้าไปด้วย

แต่ก็ยังมีบุคคลบางกลุ่มบางพวกเข้าใจผิดไปจากความเป็นจริงว่า รูปคือร่างกาย นามคือจิต ทั้งที่นามนั้นคืออาการของจิต ไม่ใช่จิต เมื่อเข้าใจไปตามนี้ พอรูปร่างกายหรือขันธ์ ๕ ตายแตกทำลายไป จิตที่อาศัยอยู่ในร่างกายนี้ย่อมต้องดับตายหายสูญไปด้วย  แล้วก็มีจิตดวงใหม่จุติออกไปหาภพภูมิใหม่แทน กิเลสกรรมวิบากที่เคยได้ทำไว้ของจิตดวงเก่าไปไหน ตามไปด้วยหรือ ถ่ายทอดกรรมกันตอนไหน เพราะจิตไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันทีเดียว ๒ ดวง จึงไม่มีเหตุผลที่จิตดวงเก่าจะถ่ายทอดกรรมให้จิตดวงใหม่ได้ ที่ไปจุติแทนดวงเก่า 

จึงได้เข้าใจไปว่าพระพุทธเจ้าเองก็หนีไม่พ้นบ่วงแห่งความตาย ถ้าหนีไม่พ้นบ่วงแห่งความตาย พระองค์ต้องกลับมาเกิดอีก แต่เราทุกคนก็รู้กันอย่างชัดเจนว่า พระองค์นั้นไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว เพราะพระองค์ได้ตัดภพชาติหมดสิ้นแล้ว เมื่อไม่ทรงกลับมาเกิดอีก ก็แสดงว่าพระองค์ไม่เคยตาย แต่ที่ตายแตกทำลายไปนั้นคือรูปนามหรือขันธ์ ๕ รูปร่างกายที่พระองค์อาศัยเท่านั้น พระองค์ตรัสไว้ชัดเจนว่า รูปนามหรือขันธ์ ๕ นั้นไม่ใช่เรา (จิต) นั่นไม่เป็นเรา (จิต) นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา (จิต)

เป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับ สิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เมื่อไม่มีภพเป็นปัจจัย ชาติจึงไม่มี เมื่อไม่มีชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะย่อมไม่มีเช่นกัน 

ดังมีพระบาลีที่มีมาใน มหาปรินิพพานสูตร ต่อไปนี้คือ จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ ยถาภูตํ อทสฺสนา สงฺสริตํ ทีฆมทฺธานํ ตาสุตาเสว ชาติสุ แปลว่า ความเวียนว่ายของเรา เข้าไปในชาติน้อยใหญ่ทั้งหลายอันยาวนานนับไม่ถ้วนนั้น เพราะมิได้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง ดังนี้

ผู้ที่มีสติปัญญาทั้งหลายอย่างเช่นเราๆ ท่านๆ ย่อมต้องเข้าใจว่า มีสิ่งที่มีลักษณะเที่ยงแท้เป็นแก่นสารอยู่สิ่งหนึ่ง คือจิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เข้าไปเวียนว่ายจากพระชาติหนึ่งถึงอีกพระชาติหนึ่ง และพระชาติติดต่อกันไปเป็นเวลาอันยาวนานนับไม่ถ้วนก่อนตรัสรู้ และจิตดวงนี้ได้ยืนตัวเป็นประธานอยู่ทุกชาติไม่ว่าจะเปลี่ยนพระชาติไปกี่ครั้งกี่หนก็ตาม 

ทั้งนี้ย่อมแสดงว่า จิตเป็นสภาพธรรมที่ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน แต่รูปร่างกายที่ถือเอากำเนิดเป็นพระชาตินั้นต่างหาก ที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร คือเปลี่ยนชาติใหม่ทุกชาติ ถ้าจิตเกิดดับเป็นคนละดวง คือเปลี่ยนใหม่ตามร่างกายในแต่ละพระชาติด้วยแล้ว ก็ย่อมตรัสว่า พระองค์ได้ทรงเข้าไปเวียนว่ายในพระชาติเหล่านั้น ไม่ได้เลย 

เพราะฉะนั้น จิตจึงไม่ใช่สภาพธรรมที่เกิดดับ แต่จิตชั้นสัมมาสัมพุทโธรู้อยู่ว่า รูปร่างกายในแต่ละพระชาติเกิดแล้วก็ตายไป ตามกาลเวลาที่ผ่านไปๆ โดยลำดับ นานแสนนานมาแล้ว ซึ่งเป็นใจความในพระพุทธพจน์ข้อนี้ และได้ทรงตรัสต่ออีกว่า ตานิ เอตานิ ทิฏฺฐานิ ภวเนตฺติ สมูหตา อุจฺฉินฺนํ มูลํ ทุกฺขสฺส นตฺถิ ทานิ ปุนพฺ ภโวติ แปลว่า บัดนี้ เราได้ถอนเสียซึ่งความเห็นผิดในเรื่องภพ และมูลเหตุแห่งทุกข์ออกเสียหมดสิ้นแล้ว ภพที่จะมาถึงใหม่เป็นไม่มี 

จากนี้ มาต่อกันเรื่อง หัวใจพุทธศาสนา ที่ยังค้างอยู่ของวันพระที่แล้วกัน


🌷 การนําผลของการปฏิบัติสมาธิไปใช้ (วิปัสสนา) 

ถ้ายกพุทธพจน์ที่มีมาในสติปัฏฐานสูตรต่อไปนี้ ขึ้นมาพิจารณาแล้ว จะเห็นว่า เป็นคําสั่งสอนที่เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามัญชนย่อมพิจารณาเห็นตามและชวนให้ลงมือปฏิบัติจริงจังอย่างยิ่ง เพียงแต่ปฏิบัติให้เกิดขึ้นมากๆ ด้วยวิธีกําหนดพิจารณาลมหายใจเข้าออกของตนเองเนืองๆ ก็ย่อมทําให้สามารถปล่อยวางความยินดียินร้าย อันเนื่องด้วยอารมณ์และเป็นผู้ที่หลุดพ้นได้ในที่สุด กล่าวคือ 

"อานาปานสฺสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปาริปุเรนฺติ 
จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา สตฺตโพชฺฌงฺเค ปาริปุเรนฺติ 
สตฺตโพชฺฌงฺคา ภาวิตา พหุลีกตา วิชฺชา วิมุตฺตึ ปาริปุเรนฺติ แปลว่า 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันบุคคลทําให้เกิดขึ้น ทําให้มากแล้ว ย่อมชื่อว่าทําสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์
สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลทําให้เกิดขึ้น ทําให้มากแล้ว ย่อมชื่อว่า ทำโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์
โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลทําให้เกิดขึ้น ทําให้มากแล้ว ย่อมชื่อว่า มีวิชชาทําให้จิตหลุดพ้น ดังนี้" 

แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การใช้สติกําหนดลมหายใจเข้าออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็สามารถศึกษารู้เรื่องของอารมณ์ต่างๆ และสร้างพลังปัญญาขึ้นมาได้อย่างบริบูรณ์ จัดเป็นสัมมาสมาธิในพระพุทธศาสนา ซึ่งทําให้จิตมีความว่องไวในการปล่อยวางความยินดียินร้ายอันเนื่องด้วยอารมณ์ได้

เพราะฉะนั้นเรื่องราวต่อไปจากนี้ จึงเป็นเรื่องการนําผลของการปฏิบัติสมาธิไปใช้ คือ ปัญญาสิกขา หรือที่เรียกว่า วิปัสสนา กันอยู่ในทุกวันนี้ ดังนั้น การปฏิบัติในขั้นปัญญาสิกขานี้ จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของสมาธิ แต่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ และไม่ต้องกล่าวซ้ำถึงวิธีปฏิบัติสมาธิต่อไปอีก หมายความว่า เมื่อปล่อยวางอาการยินดียินร้ายที่เกิดมาจากอารมณ์ ภายนอกเสียได้ ก็ย่อมทําความสงบร่มเย็นตั้งมั่นเป็นสมาธิขึ้นภายในจิตเพียงอย่างเดียวในที่สุดเท่านั้น

อนึ่ง เมื่อได้กล่าวผ่านมาถึงจุดนี้แล้ว ก็ขอชี้ให้เห็นว่า การตัดความยินดียินร้ายออกไปอย่างฉับพลันของลัทธิเว่ยหล่างก็ดี ฮวงโปก็ดี วิปัสสนาก็ดี ล้วนแล้วแต่ได้ผ่านการปฏิบัติสัมมาสมาธิกันมาอย่างชํานาญดีแล้วทั้งสิ้น จนกระทั่งเกิดคุณธรรมสําหรับสกัดกั้น ความยินดียินร้าย ทําความยินดียินร้ายให้ดับไป และทําไม่ให้ความยินดียินร้ายเกิดขึ้นอีกต่อไปด้วย ดังรายละเอียดที่มีในนิวรณ์บรรพะ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้นทีเดียว

ส่วนทางคัมภีร์พระอภิธรรมนั้น ก็กล่าวไว้ว่า การเจริญปัญญา จะต้องมี ศีล และสมาธิเป็นบาทฐาน โดยใช้สติกํานดรู้ให้ทันอารมณ์ปัจจุบันอย่างหนึ่งอย่างใดในวิปัสสนาภูมิ ๖ ประการ คือ ขันธ์ ๕  อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เพื่อให้รู้จักสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริง และสามารถปล่อยวางเสียได้ในที่สุด ตามข้อปฏิบัติเรื่องวิสุทธิ ๗ ในวิสุทธิมรรค ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์ได้เรียบเรียงไว้

สําหรับเรื่องราวที่ปรากฏในพระพุทธประวัตินั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนพุทธบริษัท ๔ ตลอดพุทธกาล ให้เห็น  ให้สมาทาน ให้อาจหาญรื่นเริงในธรรมีกถาว่า 

อย่างนี้ศีล อย่างนี้สมาธิ อย่างนี้ปัญญา 
สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ ใหญ่ 
ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ 
จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสโดยชอบ คือ กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ

ซึ่งเหมือนกันทั้งหมด บางทีก็ทรงแสดงธรรมเช่นนี้ที่บ้านของผู้ที่อังคาสพระองค์ให้ฉันภัตตาหารด้วย ผู้ที่ฟังแล้วลงมือปฏิบัติตามเพียงชั่วระยะเวลาที่ฉันเสร็จเท่านั้น ก็ได้บรรลุมรรคผลกันเป็นแถวอย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้น จุดสําคัญจึงอยู่ที่การลงมือปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา อย่างกว้างขวางพร้อมเพรียงกัน ช่วยกันรณรงค์ให้นักเรียนและเยาวชนลงมือปฏิบัติ จริงจังและเป็นประจํา ควบคู่กับการเรียนวิชาศีลธรรมภาคทฤษฎีด้วย ก็จะช่วยพัฒนาจิตใจสังคมให้ดีขึ้นได้โดยลําดับ

สําหรับการปฏิบัติธรรมเรื่องปัญญานั้น ฝ่ายพระสูตรมีหลักฐานอยู่หลายแห่งและมากมายทีเดียว ได้กล่าวสอดคล้องต้องกันว่า ให้ระวังรักษาจิตให้บริสุทธิ์ ดังตัวอย่างในพระสูตร สังยุตตนิกาย ขันธวารวัคค์ หน้า ๑๘๔ ว่า 

"จิตฺตสงฺกิเลสา ภิกฺขเว สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ,  จิตฺตโวทานา สตฺตา วิสุชฺฌนฺติ, ตสฺมาตีห ภิกฺขเว อภิกฺขณํ สกํ จิตฺตํ ปจฺจเวกฺขิตฺตพฺพํ ทีฆ รตฺตมิทํ จิตฺตํ สงฺกิลิฏฺฐํ ราเคนโทเสนโมเหนาติ 
แปลว่า 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์จะเศร้าหมองก็เพราะจิตเศร้าหมอง  สัตว์จะบริสุทธิ์ผ่องแผ้วก็เพราะจิตผ่องแผ้ว  เพราะเหตุนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลายพวกท่านจงหมั่นพิจารณาจิตของตนเองบ่อยๆ เนืองๆ ว่า จิตนี้เศร้าหมองด้วยราคะ โทสะ โมหะ มาตลอดกาลนาน ดังนี้"

พระพุทธองค์ทรงถือว่าจิตเป็นสิ่งสำคัญและเป็นประธานในธรรมทั้งหลาย  ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์นั้นย่อมตั้งอยู่ที่จิต จึงทรงสั่งสอนให้พระภิกษุรักษาจิตและชำระจิตให้บริสุทธิ์ตลอดพุทธกาล ไม่มีข้อปฏิบัติอย่างอื่นนอกเหนือไปจากนี้เลย

🌷 🌷 🌷 

ประมาณ ๕ เดือนหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ พระองค์ได้ทรงส่งพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป ซึ่งเป็นพระธรรมทูตออกไปประกาศพระศาสนา ทิศละรูปไม่ซ้อนทางกัน ด้วยพระดำรัสที่มักนำเฉพาะตอนที่ถือกันว่าสำคัญมากมาอ้างอิงอยู่เสมอ คือพุทธพจน์ที่ว่า จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขของชนจำนวนมาก เพื่อเกื้อการุณย์แก่โลก 

ส่วนพระดำรัสเต็มว่า ภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ (กายทิพย์) ทั้งที่เป็นของมนุษย์ (กายเนื้อ) แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์  ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุขของชนจำนวนมาก เพื่อเกื้อการุณย์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ทวยเทพและมวลมนุษย์ พวกเธออย่าได้ไปร่วมทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น (คือศีล) งามในท่ามกลาง (คือสมาธิ) งามในที่สุด (คือปัญญา) จงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลี คือกิเลสในจักษุน้อยมีอยู่ แต่เพราะไม่ได้ฟังธรรมก็จะเสื่อมไปเสีย ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม

สรุปได้ว่า คนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ คืออริยมรรค เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เพราะฉะนั้นเมื่อตายไป คนพาลจึงเข้าถึงกาย (การถือปฏิสนธิในกายอื่น) เมื่อยังเข้าถึงกาย เขาจึงไม่พ้นไปจากชาติ (ความเกิด) ชรา มรณะ (ความตาย) โศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เราจึงกล่าวว่าเขาไปไม่พ้นจากทุกข์ 

ส่วนบัณฑิตได้ประพฤติพรหมจรรย์ คืออริยมรรค เพื่อความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ เป็นการสิ้นทุกข์โดยชอบ เพราะฉะนั้นเมื่อตายไป บัณฑิตจึงไม่เข้าถึงกาย เมื่อไม่เข้าถึงกาย เขาจึงพ้นจากชาติ (ความเกิด) ชรา มรณะ (ความตาย) โศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เราจึงกล่าวว่าเขาพ้นจากทุกข์ 

ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความแปลกกัน นี้เป็นความแตกต่างกัน นี้เป็นเหตุทำให้ต่างกัน ระหว่างบัณฑิตกับคนพาล กล่าวคือการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นั่นเอง เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรมวันพระ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๔





Create Date : 30 ตุลาคม 2564
Last Update : 30 ตุลาคม 2564 15:30:49 น.
Counter : 99 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ฌาน (ความเพ่ง)


🌷 ฌาน (ความเพ่ง)

วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันปวารณาออกพรรษา

เจริญสุขสวัสดี สาธุชนผู้ใส่ใจในพระพุทธศาสนา ขอให้ได้ดวงตาเห็นธรรม

เมื่อพูดถึงวันออกพรรษา ทำให้ระลึกนึกไปถึงการตักบาตรเทโวเสียเป็นส่วนมาก ที่มีสาธุชนชนทั่วสารทิศ ละแวกวัด หรือมาจากต่างถิ่นไกลๆ ที่ศรัทธาในวัดนั้นๆ มาร่วมกันตักบาตรเทโวข้าวสารอาหารแห้ง เสร็จพอในช่วงเวลาสายลงมา ก็จะมีสาธุชนที่ศรัทธาในการสละให้ ก็จะมาออกโรงทานกัน เพื่อเลี้ยงดูบุคคลผู้ที่มาทำบุญในวันนั้นกัน จนกลายเป็นประเพณีนิยมของเราชาวพุทธ 

แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของช่วงเวลาเข้าพรรษาจนกระทั่งถึงออกพรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุสามเณรในวัดนั้นๆ ได้พากันตั้งใจที่จะปรารภความเพียรด้วยการหมั่นประกอบฝึกฝนอบรมจิตของตนด้วยภาวนานุโยค เพื่อปรารถนาให้จิตของตนนั้นได้หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย

สืบเนื่องมาจากในสมัยพุทธกาล พระภิกษุส่วนมากนั้นเที่ยวจาริกด้วยเท้าไปในสถานที่ต่างๆ หรือจาริกไปเพื่อแสวงหาที่ปลีกวิเวกในการปฏิบัติธรรม เมื่อเจอที่ที่เป็นสัปปายะดีแล้ว ก็จะอยู่พักปฏิบัติธรรมชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แล้วก็จาริกต่อไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ติดที่อยู่ในสถานที่นั้นๆ 

เมื่อต้องจาริกบ่อยๆ พอถึงช่วงเวลาฤดูฝนซึ่งเป็นเวลาที่ชาวบ้านร้านถิ่นมีการทำนาทำไร่ทำสวนกันที่สุด ภิกษุที่จารึกไปที่ต่างๆ นั้นได้มีการเหยียบย่ำพืชพันธุ์ธัญญาหารของชาวบ้าน ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ จึงมีพุทธบัญญัติให้ภิกษุทั้งหลายต้องอยู่จำพรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน ในช่วงเวลานั้นห้ามจาริกออกไปค้างอ้างแรมที่ใดๆ ทั้งสิ้น จะได้มีเวลาเพื่อปรารภความเพียรได้อย่างเต็มที่ตามสติกำลังของตน เพื่อพัฒนาจิตให้ก้าวหน้า หลุดพ้นจากอาสวะ โดยการหมั่นฝึกฝนอบรมจิตของตนด้วยภาวนานุโยค มีพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรือเดินสมุทรที่เขาผูกด้วยหวายแช่อยู่ในน้ำนั้น ๓ เดือนบ้าง ๖ เดือนบ้าง ในฤดูหนาวพอลากขึ้นมาบนบก หวายที่ถูกลมพัด ถูกแดดแผดเผา ถูกฝนพร่างพรม ก็จะเปื่อยผุไปโดยไม่ยาก ฉันใด ภิกษุผู้หมั่นประกอบความเพียรในการอบรมจิตด้วยภาวนานุโยค ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สังโยชน์ (กิเลสผูกมัดจิต) ก็จะเสื่อมไปโดยไม่ยากเลย"

เมื่อพูดถึงการปฏิบัติธรรมกรรมฐานหรือภาวนานุโยคแล้ว สำหรับบุคคลทั่วไปส่วนมาก ยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์อันพึงมีพึงได้ จากการหมั่นฝึกฝนอบรมจิตของตนด้วยภาวนานุโยค (คำว่า ภาวนา แปลว่า การเจริญ การทำให้เป็น ให้มีขึ้น การพัฒนาจิต) พอได้เห็นความหมายของคำว่าภาวนา ทำให้ระลึกนึกถึงอริยสัจในข้อที่ ๔ คือ มรรค ซึ่งเป็นภาเวตัพพะธรรม เป็นธรรมที่ควรเจริญให้เกิดขึ้นเจริญให้มากขึ้น ให้มีขึ้น โดยเฉพาะหมวดสมาธิ อันมี สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นหมวดที่พัฒนาจิตของตนให้มีความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงได้

ขั้นแรกนั้น เพียรเจริญสติ กำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นอารมณ์อย่างต่อเนื่องเนืองๆ อยู่ การกำหนดเช่นนี้เป็นการกำหนดสติให้คอยยับยั้งอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นที่จิตไม่ให้เกิดขึ้น ใช้สติสลัดอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป และเจริญกุศลธรรม (สมาธิ) ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ยังกุศลธรรม (สมาธิ) ที่เกิดขึ้นแล้วให้สงบปราณีตยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นการทำงานร่วมกันของสัมมาวายามะ สัมมาสติ จิตของผู้เจริญอยู่ ย่อมรวมลงเป็นสมาธิ (สัมมาสมาธิ) เป็นการทำให้เจริญ ให้มีขึ้น ย่อมพัฒนาจิตของบุคคลผู้ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน 

โดยตอนเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ๆ นั้น ความที่จิตคุ้นเคยกับการทะยานอยาก แส่ส่ายออกไปหาอารมณ์ที่ชอบที่ใช่ และจิตก็จะพยายามยึดถือเอาสิ่งที่ออกไปรับรู้มานั้นว่าเป็นตนเป็นของๆ ตน เพราะฉันทราคะที่มีผูกจิตติดใจในอารมณ์  เราต้องอาศัยสติที่เกิดจากความเพียรเพ่ง ในการหมั่นฝึกฝนอบรมจิตของตนด้วยภาวนานุโยค 

เมื่อจิตเกิดไปกระทบอารมณ์เข้า มีความยินดีเกิดขึ้น จิตก็จะกระเพื่อมฟูฟ่องขึ้นไปๆ เมื่อยินร้ายจิตก็จะกระเพื่อมเช่นกัน แต่ฟุ้งซ่านซัดส่ายขัดข้องกระจายออกไป ให้เราใช้สติที่เคยสร้างมานั้น พร้อมทั้งพลังแห่งสมาธิ หรือขณะแห่งสมาธิ (ขณิกสมาธิ) พรากจิต เปลื้องจิตออกจากอาการกระเพื่อม มารู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติ อาการกระเพื่อมที่ปรากฏอยู่ก็จะสงบราบคาบลงได้สำเร็จ นั่นแหละปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว 

แต่ให้สบายใจได้ว่า บุคคลผู้หมั่นฝึกฝนอบรมจิตของตนด้วยภาวนานุโยคนั้น ผลจะได้รับย่อมได้มนุษย์สมบัติเป็นขั้นต่ำ ย่อมได้พรหมสมบัติเป็นขั้นกลาง และขั้นสูงสุดย่อมบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างแน่นอน

อีกเรื่องที่จะปล่อยให้ผ่านพ้นไปโดยให้มีความเข้าใจแบบผิดๆ ของกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่รู้จักจิตตามความเป็นจริง ที่เราสามารถติตรองตามได้ เรื่องนั้นก็คือ อนัตตธรรม ซึ่งเป็นธรรมของพระอริยเจ้าโดยเฉพาะ

เนื่องจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านย่อมรู้จักตนที่ถูกต้องแท้จริง อันมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่งที่อาศัย (สรณะ)  ทำให้พระอริยเจ้าทั้งหลายมารู้จักสิ่งที่ไม่ใช่ตน (อนัตตา) ไปด้วยเช่นกัน มีพระพุทธพจน์ในอนัตตลักขณสูตร ความว่า "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (รูปนาม หรือ ขันธ์ ๕) นั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน)"

แต่สืบเนื่องจากอาตมาภาพได้ฟังพระธรรมเทศนาของอาจารย์ท่านหนึ่ง  ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางพอสมควรเลยทีเดียว ท่านได้ให้ความหมายหรือพูดง่ายๆ ว่า ท่านได้ตีความตามมติของตนเองว่า สิ่งใดเป็นอนัตตา นั่นหมายถึง สิ่งนั้นไม่สามารถบังคับบัญชาได้ คือ รูปนามหรือขันธ์ ๕ บังคับบัญชาไม่ได้ 

ท่านได้เทศนาเรื่องนี้บ่อยครั้งเอามากๆ เป็นเพราะท่านไม่รู้จักจิตตามความเป็นจริง จึงได้ให้ความหมายไว้เช่นนั้น อะไรที่เป็นอนัตตา ย่อมบังคับบัญชาไม่ได้ โดยท่านไม่เคยนำมาพินิจพิจารณาสอบสวน เทียบเคียงกับหลักธรรมคำสอนที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักไว้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องตีความใดๆ เลย 

การบังคับบัญชาไม่ได้ของรูปนามหรือขันธ์ ๕ ที่เป็นอนัตตธรรม ก็เฉพาะปกิณกะทุกข์เท่านั้น เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วย ความแก่ชราคร่ำคร่า ความตาย เย็นร้อนอ่อนแข็ง เป็นไปตามสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น 

ลองติตรองตามให้ดี ถ้ารูปนามหรือขันธ์ ๕ ที่เราคือจิต ได้อาศัยอยู่ เกิดอยากได้รถหรูสักคันมาเป็นของตน เมื่ออยากได้จนเป็นทุกขเวทนาเกิดขึ้น ถ้ามีทรัพย์พอซื้อได้ก็คงซื้อทันที นั่นย่อมไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกิดมีทรัพย์ไม่พอล่ะ และยังไม่สามารถบังคับบัญชาได้ด้วย คงต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาเป็นของๆ ตน เมื่อเป็นแบบนี้ ต่อให้มีคุกตารางเท่าไหร่ ก็ไม่พอขังสำหรับบุคคลที่คิดชั่วทำอกุศลได้

รูปร่างกายอันมีจิตครอง ที่เรียกว่า รูปนามหรือขันธ์ ๕ เราย่อมสามารถควบคุมนำพาให้ไปบำเพ็ญบุญกุศล ไปสร้างความดีต่างๆ นานาตามที่ต้องการได้ สามารถชักนำให้หลีกเลี่ยงสิ่งชั่วร้ายอันเป็นอกุศลได้เช่นกัน เพราะรู้จักจิต เข้าถึงจิตตัวในหรืออธิจิต โดยหมั่นฝึกฝนอบรมจิตของตนด้วยภาวนานุโยคนั่นเอง

ยังมีตัวอย่างจากพุทธพจน์ใน "มหาปุณณมสูตร" ที่มีภิกษุรูปหนึ่ง ไม่รู้จักจิตตามความเป็นจริง โดยเข้าใจผิดในเรื่องอนัตตธรรมเช่นกัน เพราะไปเข้าใจว่าจิตคือวิญญาณ ดังนี้

"ลำดับนั้นแล มีภิกษุรูปหนึ่ง เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า

จำเริญละ เท่าที่ว่ามานี้ เป็นอันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตน) กรรมที่อนัตตา (ไม่ใช่ตน) ทำแล้ว จักถูกตนได้อย่างไร (เพราะไม่ใช่ตนทำ)

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของภิกษุรูปนั้น ด้วยพระหฤทัย จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่โมฆบุรุษบางคนในธรรมวินัยนี้ ไม่รู้ แล้วตกอยู่ในอวิชชา ใจมีตัณหาเป็นใหญ่ พึงสำคัญคำสั่งสอนของศาสดาอย่างสะเพร่า ด้วยความปริวิตกว่า

จำเริญละ เท่าที่ว่ามานี้ เป็นอันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตา กรรมที่อนัตตาทำแล้ว จักถูกตนได้อย่างไร"

สาเหตุสำคัญที่ทำให้โมฆบุรุษคิดไปเช่นนั้น เพราะความเข้าใจผิดของตนเองว่า จิตคือวิญญาณ นั่นเอง

จากนี้ เรามาต่อเรื่อง หัวใจพระพุทธศาสนา จากวันพระที่แล้วกัน (๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔)

🌷 องค์ของฌาน (ความเพ่ง) 

คำว่า "ฌาน" นี้ หมายถึงการใช้สติตามรู้ตามเห็นเข้าไป จดจ่อหรือเพ่งในอารมณ์สติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา  จิต  ธรรม แห่งใดแห่งหนึ่งโดยติดต่อกันไม่ขาดสาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ย่อมกล่าวได้ด้วยความมั่นใจว่า การปฏิบัติสมาธิหรือที่พระอรรถกถาจารย์ เรียกว่า วิปัสสนา นั้น ย่อมต้องใช้ความเพ่ง (ฌาน) โดยตลอด ดังพระบาลีซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์รจนาไว้ว่า 

"นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน, ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญาจ ส เว นิพฺพาน สนฺติเก แปลว่า ฌานย่อมไม่มีในผู้ที่ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีในผู้ที่ไม่มีฌาน ผู้ที่มีทั้งฌานและปัญญา จึงจะอยู่ใกล้นิพพาน"

การใช้สติตามรู้ตามเห็นเข้าไป จดจ่อหรือเพ่งกาย เวทนา จิต ธรรม ติดต่อกัน โดยไม่ขาดสายนี้ เรียกว่า สัมมาสติ เพื่อศึกษาให้รู้จักสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตามความเป็นจริง และจะได้เกิดปัญญาปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ ให้ลดน้อยลงและหมดไปในที่สุดตามลําดับ พระพุทธองค์ได้ทรงแบ่งออกเป็น ๔ ฌาน ตามความสามารถที่จิตปล่อยวางได้ ดังต่อไปนี้คือ 

๑. ปฐมฌาน ยกจิตขึ้นเพ่ง (วิตก) และประคองจิตให้อยู่กับอารมณ์สติปัฏฐาน (วิจาร) จนกระทั่งจิตเริ่มสงบเป็นสมาธิแล้ว ก็ย่อมเกิดความอิ่มใจ (ปีติ) และความสุขจากความสงบเบื้องต้น (สุข)

๒. ทุติยฌาน เมื่อจิตผ่องใสเป็นสมาธิแล้ว วิตกกับวิจารก็ย่อมดับไป จึงมีแต่ความอิ่มใจ (ปีติ) และความสุขในสมาธิที่เกิดขึ้น (สุข) 

๓. ตติยฌาน ปล่อยวางปีติเพราะวางเฉยเสียได้ เสวยสุขที่มีอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง 

๔. จตุตถฌาน ปล่อยวางสุข ทุกข์ ความดีใจเสียใจที่มีอยู่ ด้วยการวางเฉย ด้วยสติอันบริสุทธิ์ ซึ่งนับเป็นความสงบขั้นสูงสุดเพราะได้ปล่อยวางสิ่งต่างๆ หมดสิ้น หมายความว่า ในขณะนี้จิตได้พ้นจากการถูกอารมณ์ปรุงแต่ง นับว่าเป็น วิโมกข์ คือ 

๑. อนิมิตตวิโมกข์ พ้นจากนิมิตหมายที่เห็นว่า อารมณ์เที่ยง
๒. อัปปณิตหิตวิโมกข์ พ้นจากการเข้าไปมีที่ตั้งว่า อารมณ์เป็นสุข 
๓. สุญญตวิโมกข์ พ้นจากการเห็นว่า อารมณ์เป็นอัตตา

จิตได้แยกตัวออกจากอารมณ์ด้วยอํานาจสัมมาสมาธิ จัดเป็นเจโตวิมุติ คือเข้าสู่เขตติดต่อระหว่างโลกียะกับโลกุตระ ซึ่งฝ่ายพระอภิธรรมเรียกว่า โคตรภู  ถ้าหากปฏิบัติต่อไปอีกด้วยความพากเพียรและเต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะแล้ว สัมมาสังกัปปะซึ่งเป็นมรรคองค์สุดท้าย ก็ย่อมทําหน้าที่ปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์เฉพาะหน้าตามลําดับ จัดเป็นปัญญาวิมุติในพระศาสนานี้

ส่วนการปฏิบัติสมาธิในศาสนาอื่นนั้น มุ่งผลในทางให้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จิตยึดถืออารมณ์อย่างแนบแน่น ปล่อยวางอารมณ์ไม่เป็น จึงเป็นเอกัคคตาอยู่ มีการนําพาผู้ปฏิบัติให้ไปดูนรก ดูสวรรค์ ดูเทวดา เห็นเทวดาแต่งตัวมีชฎา เห็นพระเจดีย์จุฬามณีคล้ายๆ กับพระปฐมเจดีย์ เห็นพระพุทธรูปปางต่างๆ เสด็จลงมาโปรด เห็นตัวเลขหวยเบอร์ เห็นจิตเป็นสีเหลือบใสๆ คล้ายสีปีกแมลงทับ เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างมโนภาพเข้ามายึดถือ แทนที่จะปัดอารมณ์ดังกล่าวเหล่านี้ออกไปให้หมด ทําให้ยึดติดอยู่กับอารมณ์หนักยิ่งขึ้นไปอีก จึงไม่ใช่สัมมาสมาธิ ดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ 

ดังนั้น สมาธิในศาสนาอื่นจึงไม่ใช่บาทฐานที่ทําให้เกิดปัญญาเลย ผู้ที่หวังความพ้นทุกข์จึงต้องเพิก (เลิก) การเพ่งอารมณ์ภายนอกเสีย แล้วเปลี่ยนมาเพ่งอารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ แทนเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ขึ้นชื่อว่าสมาธิแล้ว ย่อมเป็นครุกรรมฝ่ายกุศล ที่จะต้องให้ผลก่อนกรรมอย่างอื่นในภาคโลกียะนี้ ถึงแม้จะเป็นสมาธินอกพระศาสนาก็ตาม เพียงแต่ยังไม่พ้นทุกข์เท่านั้น

🌷 อัญญาวิโมกข์ (ความหลุดพ้นเพราะรู้ตามความเป็นจริง)

เมื่อปฏิบัติสมาธิ มาจนกระทั่งจิตสงบถึงขีดสุดแล้ว ผู้ปฏิบัติจะต้องจําทางไว้ให้แม่นยําที่สุด พร้อมที่จะเข้าถึงได้อีก ทุกขณะที่ต้องการ เมื่อมีอารมณ์และอาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์เกิดขึ้นเมื่อใด ก็ใช้พลังสติ คอยตัดความยินดียินร้ายออกไป พร้อมกับเข้าสมาธิสงบถึงขีดสุดทันที จึงจะไม่ถูกอารมณ์พาไปเศร้าหมองได้ ไม่ใช่ว่าพอเลิกปฏิบัติสมาธิก็เลิกกันอย่างสิ้นเชิง พอจะปฏิบัติใหม่ก็ต้องเริ่มต้นกันอีกทุกครั้ง ดังที่เป็นกันอยู่ส่วนมากในปัจจุบันนี้ การปฏิบัติธรรมจึงไม่ก้าวหน้าดังที่ตั้งใจ 

มีพทธพจน์ที่มาในจูฬนิเทศ ข้อ ๔๔๕ ขุททกนิกายแห่งพระสูตรเล่ม ๓๐ ตรัสไว้ดังนี้ คือ  "อุเปกฺขา สติ สงฺสุทฺธํ ธมฺมตกฺก ปุเรชวํ อญฺญาวิโมกฺขํ สํ พฺรูมิ อวิชฺชายปฺปเภทนํ แปลว่า เมื่อมีความวางเฉย สติบริสุทธิ์ดีแล้ว จงตรึกถึงธรรม (อารมณ์) ที่จะมีมาข้างหน้า เรากล่าวว่านั่นเป็นเครื่องทําลายอวิชชา"

หมายความว่า นับตั้งแต่จุดนี้เป็นต้นไปเป็นเรื่องของการใช้ปัญญา ซึ่งได้รับการอบรมให้มีขึ้นจากการปฏิบัติสมาธิ เพื่อปล่อยวางความยินดียินร้ายอันเนื่องด้วยอารมณ์ให้ได้ทุกขณะ ไม่ว่าจะผ่านเข้ามาทางอายตนะทางใดก็ตาม เพียงแต่รู้แล้วก็วางเฉยเป็นอุเบกขาด้วยอำนาจสมาธิ (จิตตั้งมั่น) ตลอดไป เมื่อทําเช่นนี้แล้ว อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ (รูปนาม) ก็ย่อมดับไปเองเป็นธรรมดาตามลําดับ 

เป็นที่น่าสังเกตว่า สมาธิกับปัญญานี้จะเป็นอัญญะมัญญะปัจจัยซึ่งกันและกัน เมื่อได้ฝึกสมาธิมาดีแล้วเสมอ เราเรียกจิตที่ไม่ซัดส่ายหวั่นไหวไปตามอารมณ์ว่ามีสมาธิ และเรียกจิตที่สามารถปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ เสียได้ว่ามีปัญญา จะมีมากหรือน้อยย่อมแล้วแต่พลังสมาธิที่มี

🌷 ปัญญา กับ สัญญา 

การเรียนวิทยาการทางโลกจนกระทั่งได้รับปริญญายาวเหยียด และการเรียนวิชาศีลธรรมภาคปริยัติด้วยนั้น ต้องอาศัยการท่องจําเป็นใหญ่ เรียกว่า สัญญา (ความจําได้หมายรู้) คือเป็นเพียงเพิ่มความจําได้หมายรู้ให้มากขึ้น และยึดติดในวิทยาการนั้นเท่านั้น ไม่ได้เพิ่มปัญญาในการปล่อยวางความยึดถือในอารมณ์ต่างๆ ให้มากขึ้นตามไปด้วยแต่ประการใด

🌷 🌷 🌷 

ในตอนต้นแห่งพระธรรมเทศนา อาตมาภาพเห็นว่าได้กล่าวถึงเรื่องอนัตตธรรม มามากพอสมควรแล้ว น่าจะยุติลงได้ แต่สืบเนื่องจากเมื่อเช้าได้ฟังธรรมเทศนาของอาจารย์ท่านเดิม แต่คราวนี้เตลิดไปไกลสุดสงสารกว่าที่คิด เพราะอนัตตธรรมที่ท่านให้ความหมายไว้ว่า บังคับบัญชาไม่ได้นั้น ก็นับว่าถูกต้องเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่เที่ยวนี้ท่านไปไกลกว่านั้น เกินขอบเขต โดยนำเอาพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระสัพพัญญู เป็นผู้เห็นโลกอย่างแจ่มแจ้ง กลับทึกทักเอาเองว่า พระพุทธองค์เองก็ยังไม่อาจพ้นจากอนัตตธรรมได้เช่นกัน ที่ให้ความหมาย อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ว่า แม้พระองค์ก็หนีไม่พ้นเรื่องความตาย ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความแก่ชราคร่ำคร่า เพราะพระองค์บังคับบัญชารูปร่างกายที่จิตของพระองค์อาศัยอยู่ไม่ได้ 

นี่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า อาจารย์ท่านนั้น เอารูปนามหรือขันธ์ ๕ ที่สมมุติขึ้นมานั้นเป็นตัวตนของพระพุทธเจ้า ทั้งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างชัดเจนในอนัตตลักขณสูตรว่าด้วย "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (รูปร่างกายของพระองค์นั้น) นั่นไม่ใช่เรา ไม่เป็นไร ไม่ใช่ตัวตนของเรา (อนัตตา)" แม้พระอาจารย์ปัญจวัคคีย์ที่ได้ฟังพระธรรมเทศนานี้ยังเข้าใจได้เลย โดยเฉพาะในครั้งกระนั้นได้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกพร้อมกันทีเดียว ๖ รูป รวมทั้งพระพุทธองค์

เนื่องจากอนัตตธรรมนั้น เป็นธรรมของพระอริยเจ้าโดยเฉพาะ เพราะท่านได้เข้าถึงจิตที่บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในรูปนามหรือขันธ์ ๕ ส่วนที่เป็นตนคือจิตที่วิมุติหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดในเรื่องโลกว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้นย่อมมีอันดับไปเป็นธรรมดา เช่นกัน" เป็นโลกียะสัจ (ความจริงในโลก) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา 

ส่วนพระอรหันต์ท่านย่อมเข้าถึงแล้วซึ่งโลกุตระสัจ (ความจริงที่เหนือโลก พ้นโลก ไม่ติดอยู่ในโลกอีกแล้ว) เพราะมารู้จักตนด้วยปัญญาอันยิ่งที่เกิดจากความสงบ ย่อมพ้นจากรูป อรูป สุขและทุกข์ จึงได้ปฏิเสธรูปร่างกายที่มีจิตครองนี้ว่า  นั่นไม่ใช่เรา (จิต) นั่นไม่เป็นเรา (จิต) นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา (จิต) พระอริยเจ้าทั้งหลายรู้จักอนัตตธรรมเป็นอย่างดี รู้จักกายที่แท้จริง ดังที่พระองค์ทรงสอนพระวักกลิว่า จิตคือเรา 

พระวักกลิ เป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นบุตรพราหมณ์ชาวนครสาวัตถี เรียนจบไตรเพทตามลัทธิพราหมณ์ เข้าบวชในพระพุทธศาสนา ด้วยความอยากเห็นพระรูปพระโฉมของพระศาสดา ที่เข้าใจผิดว่ารูปร่างกายนี้คือเรา (พระพุทธเจ้า) จึงได้ตามเสด็จพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด ด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องว่า ได้เข้าใกล้ชิดและเข้าถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงทราบความในใจของพระวักกลิเรื่องนี้อยู่ เมื่อได้โอกาสจึงตรัสว่า 

วักกลิ เธอสำคัญมั่นหมายเอารูปร่างกายซึ่งเป็นสิ่งปฏิกูลเน่าเปื่อยได้ของเราว่าเป็นเรา และกระหยิ่มยิ้มย่องว่าได้อยู่กับเรา ใกล้เรา ถึงเรา คนตาบอดมืดมิดเช่นเธอ ไม่ต้องพูดถึงการเดินตามหลังก็ได้ ต่อให้จับชายจีวรของเราไว้อีกด้วย ก็ไม่เห็นเรา ไม่รู้จักเรา ไม่ถึงเรา ไม่ใกล้เรา แตกต่างกันอย่างฟ้ากับดินทีเดียว ทางตั้งแต่ที่นี่ไปถึงเขาจักรวาลที่ว่าไกลนั้น ก็ยังนับว่าใกล้กว่า แต่เธอกับเราห่างกันไกลกว่านั้น เป็นแสนไกลล้านไกลทีเดียว วักกลิ เมื่อเธอต้องการจะเห็นเรา ใกล้เรา ถึงเรา เราจะบอกทางให้ แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า "โย ธมฺมํ ปสฺสติ โสมํ ปสฺสติ แปลว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" แสดงว่าจิตคือธรรม คือเรา ส่วนรูปร่างกายไม่ใช่เรา แต่เป็นที่อาศัยของเราเท่านั้น

คติธรรมทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ในอัตภาพร่างกายของคนและสัตว์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ มีกายซ้อนกันอยู่ ๓ ชั้น คือ กายธรรม (จิต) ๑ กายทิพย์ (นามกาย) ๑ กายเนื้อ (รูปกาย) ๑

๑. กายธรรม (จิต) เป็นกายชั้นในสุดของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่เป็นอยู่ และดำรงไว้ซึ่งความรู้ของตนเองตลอดทุกกาลสมัย โดยมิได้เกิดจากเหตุปัจจัยทำให้มีให้เป็นเลย แลเห็นด้วยตาเนื้อไม่ได้ ความรู้ของคน ก็รู้อย่างคน ความรู้ของสัตว์ ก็รู้อย่างสัตว์  ความรู้ของพระพรหม ก็รู้อย่างพระพรหม ต่างกันเป็นพวกๆ ไป

มีปรากฏในอัคคัญสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า กายธรรมก็ดี กายพรหมก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นชื่อของตถาคตทั้งสิ้น ไม่เคยเกิดไม่เคยดับตายหายสูญไปไหนเลย

กายธรรม นี้เมื่อได้เข้ามาอยู่ในโลก คือเป็นคนหรือเป็นสัตว์ก็ดี ก็เป็นประธานของสังขารธรรมทั้งหลาย และมีคุณภาพปราดเปรียวว่องไวในการเคลื่อนตัวไปรับรู้อารมณ์ได้อย่างรวดเร็วที่สุด ไม่มีวัตถุทึบอย่างใดขวางกั้นไว้ได้เลย และอยู่เหนือการเกิดการตายของสังขารธรรมอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือ กายธรรมเป็นอมตธรรม

๒. กายทิพย์ หรือนามกาย หรือนามรูป หรือทิพยกาย หรือโอปปาติกะ หรืออทิสสมานกาย มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ เป็นกายละเอียดที่ห่อหุ้มกายธรรมไว้

กายทิพย์ เป็นกายที่เกิดจากจิตยึดถือความนึกคิดถึงอารมณ์ไว้ ดังนั้น จึงสามารถเคลื่อนไหวออกจากความรู้สึกนึกคิดเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง ได้อย่างปราดเปรียวเหมือนกายธรรม และเปลี่ยนคุณภาพเป็นผ่องใสบ้าง เศร้าหมองบ้างตามความคิดปรุงแต่งให้เป็นไป ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน ตลอดเวลาที่เวียนว่ายอยู่ในสังสารจักร

แต่ถ้าปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ จนแยกเรื่องที่นึกคิดออกไปได้อย่างสิ้นเชิง จนบรรลุอรหัตตผลแล้ว กายทิพย์จึงแตกตายสนิท ดังนั้น เมื่อรูปกายเนื้อแตกตาย ก็จะไม่มีกายทิพย์ จุติ - ปฏิสนธิ ต่อไปอีกเลย

๓. กายเนื้อ หรือรูปกาย เป็นกายหยาบ ประกอบด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เกิดจากบิดามารดา เติบโตด้วยข้าวสุก ขนมสด มีทวาร ๕ แห่งสำหรับรับรู้อารมณ์ภายนอก คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส มีอายุยืนเพียงชาติเดียว สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ไม่เกิน ๑๐๐ ปีเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ตาย กายเนื้อ สามารถแลเห็นได้ด้วยตา เป็นกายชั้นนอกที่สุดของคนและสัตว์ทั้งหลาย

สรุป ในอัตภาพร่างกายของทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย มีจิตหรือกายธรรมเป็นประธาน ซ้อนอยู่ภายในกายทิพย์ และกายทิพย์ก็ซ้อนอยู่ภายในกายเนื้อ รวมเป็น ๓ ชั้นด้วยกัน กายทั้ง ๓ ชั้นนี้ มีความเป็นอยู่เกี่ยวเนื่องและเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันตลอดเวลา เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรมวันออกพรรษา ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๔




Create Date : 22 ตุลาคม 2564
Last Update : 22 ตุลาคม 2564 13:07:55 น.
Counter : 146 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
สัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ)


🌷 สัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ)

วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๑
เจริญสุขสวัสดี สาธุชนคนพุทธศาสนา เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน

เมื่อได้ฟังธรรมนี้แล้ว พึงน้อมนำเอามาพินิจพิจารณาเพื่อเอาไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นในตนเองคือจิต ให้จิตของตนได้มีการพัฒนาโดยหมั่นฝึกฝนอบรมจิตตนเองให้รู้จักการสลัดคืน ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายออกไปจากจิตของตน 

แทบทุกสิ่งในโลก ย่อมมีประโยชน์แก่บุคคลผู้ที่ต้องการใช้และรู้จักสิ่งนั้น แต่จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยแก่บุคคลผู้ที่ไม่สนใจและไม่รู้จักใช้มัน คุณธรรมที่มีหลากหลายประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกก็เช่นกัน ย่อมขึ้นอยู่กับบุคคลผู้สนใจที่จะปฏิบัติรักษา คุณธรรมนั้นก็จะอำนวยประโยชน์แก่ผู้นั้น 

เช่นเดียวกันกับเรื่องการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาของเรา พระพุทธองค์ทรงวางหลักไว้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องตีความใดๆ เลย ให้เสียเวลาไปเปล่า เริ่มด้วยพระพุทธองค์ตรัสรู้อะไร? ก็ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ นั้น อริยสัจ ๔ มีอะไร? มีทุกข์ สมุทัย (เหตุให้ทุกข์เกิด) นิโรธ (ความดับทุกข์) และมรรค (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์) 

เมื่อมีข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ มรรคแต่ละองค์นั้น มีหน้าที่เฉพาะของแต่ละองค์ ไม่ก้าวก่ายกัน แต่ต้องประสานกัน จนกระทั่งถึงที่สุดแล้ว มรรคทั้ง ๘ องค์นั้นต้องสมังคีกัน เพื่อเข้าสู่ทางพ้นทุกข์ได้ 

เมื่อมีพุทธสาวกเกิดขึ้นมากมาย พระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักเกณฑ์การปฏิบัติธรรมอย่างละเอียดในการปฏิบัติธรรม เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การศึกษาค้นคว้าของพระสาวกและพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย นั่นก็คือสติปัฏฐาน๔ (ฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่องในที่ ๔ สถาน) อันมี กาย เวทนา จิต และธรรม 

การปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ก็เพื่อชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์หมดจดปราศจากกิเลส ซึ่งมีชื่อเรียกได้หลายอย่างตามความเหมาะสมและขนบธรรมเนียมในท้องถิ่นที่ทรงผ่านไปนั้น เช่น ทางสายกลางบ้าง ทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์บ้าง อริยมรรคบ้าง มรรคมีองค์ ๘ บ้าง ศีลสมาธิปัญญาบ้าง

ดังนั้น สติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นที่สนใจและยอมรับของชาวพุทธ เป็นที่รวบรวมข้อปฏิบัติไว้ด้วยกันอย่างถูกต้องและครบถ้วนที่สุด เพราะฉะนั้นพระสูตรดังกล่าวนี้จึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ที่ควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาและลงมือปฏิบัติจริงจังด้วยแล้ว ประโยชน์ของบุคคลเหล่านั้น ย่อมผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดายที่สุด เหมือนดังไม่ได้พบพระพุทธศาสนาทีเดียว 

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้มีคณาจารย์มากมาย ที่ได้พยายามแจกแจงอธิบายการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ตามมติของตน ที่ตนเองได้ศึกษาเรียนรู้เข้าใจมา โดยที่ไม่เคยนำมาเทียบเคียง ตรวจสอบ สอบสวน ว่าลงกันกับพระธรรมวินัย หรือคำสั่งสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเลย

อย่างเช่นเมื่อวันก่อน ได้ฟังท่านอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำว่า ต้องปฏิบัติธรรมวิปัสสนาเท่านั้น โดยเฉพาะในสติปัฏฐาน ๔ ให้พิจารณากายในกาย หรือรูปนาม อธิบายว่า รูปก็คือรูป นามก็คือจิต 

ซึ่งในความเป็นจริงที่สามารถติตรองตามได้นั้น นาม อันมี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ล้วนเกิดจากจิตเข้าไปยึดถืออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายมาเป็นของของตน จึงเกิดเวทนาขึ้น มีสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เกิดสัญญาขึ้นเพื่อจดจำอารมณ์เหล่านั้น เกิดสังขารขึ้นเพื่อปรุงแต่งอารมณ์เหล่านั้น เกิดวิญญาณขึ้นคือจิตแจ้งในอารมณ์เหล่านั้น ฉะนั้น รูปนามเหล่านั้น ก็คือ อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ ที่จิตยึดมั่นถือมั่นไว้ เพราะจิตไม่ใช่ทั้งรูปและนามเลย

และยังมีการเพิ่มเติมเสริมแต่งลงไปอีกว่า การพิจารณาหมวดกายในกาย เวทนาในเวทนา เป็นพวกตัณหาจริต ถ้าพิจารณาหมวดจิตในจิต ธรรมในธรรม เป็นพวกทิฏฐิจริต เป็นคำสอนที่เพิ่มเติมเสริมแต่งขึ้นมาใหม่ในภายหลัง เพราะไม่ว่าจริตไหนๆ ก็ต้องเริ่มพิจารณาลงที่กายในกายเป็นภายในทั้งนั้น

ท่านอาจารย์ท่านนั้นยังเน้นอีกว่า ถ้าจะให้เป็นวิปัสสนา ต้องพิจารณาอิริยาบถบรรพะเท่านั้น เป็นการเดินจงกรมจึงจะเกิดปัญญาขึ้นมาได้ ทั้งที่คำว่า วิปัสสนา มาจากคำว่า วิ ที่มาจากคำว่าวิเศษ ปัสสนา แปลว่า การรู้ การเห็น รวมแล้วก็คือ การรู้เห็นอย่างวิเศษ คือ การรู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง เพียงแค่นั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง จึงกล้าประกาศตนเองว่าบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ

แต่ทุกวันนี้ กลับนำเอาคำว่าวิปัสสนามาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยที่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง ส่วนอิริยาบถบรรพะนั้น พระองค์ตรัสว่าให้มีสติคอยกำกับอิริยาบถเดิน ยืน นั่ง นอน ในขณะที่ใช้ชีวิตประจำวัน เป็นงานทางจิตในขั้นที่ ๒

เพราะในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ใช้สติเข้าไปรู้เห็นกายทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง) ในหมวดนี้มีอยู่ด้วยกัน ๑๔ บรรพะ คือ อานาปานสติ ๑ อิริยาบถ ๑  สัมปชัญญะ ๑ ปฏิกูล ๑ ธาตุ ๑  และป่าช้า ๙ รวม ๑๔ บรรพะ ซึ่งทุกบรรพะจะมีคำว่า กายในกาย อยู่ตลอด และคำว่า กายในกาย ก็คือนามกายซึ่งเกิดจากจิตยึดถือความนึกคิดในใจ ที่ซ้อนอยู่ในรูปร่างกายเนื้อ หรือนัยหนึ่งนั้น นามกายก็คือความนึกคิดที่เกิดขึ้นเมื่อมีอารมณ์มากระทบจิต ซึ่งเรียกว่า รูปกับนามนั่นเอง สำหรับในบรรพะที่กล่าวด้วยว่าร่างกายเนื้อ (ปฏิกูล) ป่าช้า ๙  คำว่า กายในกาย ยังหมายถึง ส่วนประกอบย่อยๆ ส่วนใดส่วนหนึ่งที่ตั้งอยู่ในรูปร่างกายเนื้อทั้งหมดด้วย

ลำดับการทำงานทางจิตในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มี 
๑. พิจารณากายในกายเป็นภายในบ้าง
๒. พิจารณากายในกายเป็นภายนอกบ้าง
๓. พิจารณากายในกายทั้งภายในและภายนอกบ้าง

คำว่า พิจารณากายในกายเป็นภายใน หมายถึง พิจารณานามกายที่เกิดจากจิตยึดถือความนึกคิดถึงเรื่องราวทางใจภายใน ซึ่งซ้อนอยู่ในรูปร่างกายเนื้อของผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะต้องฝึกทำจิตให้สงบ โดยการปฏิบัติสมาธิให้คล่องแคล่วเป็นพื้นฐานเสียก่อน

คำว่า พิจารณากายในกายเป็นภายนอก หมายถึง พิจารณานามกายที่เกิดจากจิตยึดถือความนึกคิดที่เกิดจากการรับรู้อารมณ์ภายนอก ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส รวม ๕ ทาง เป็นกายละเอียดที่ซ้อนอยู่ในรูปร่างกายเนื้อของผู้ปฏิบัติ จึงต้องทำจิตให้สงบด้วยอำนาจปัญญาที่สั่งสมไว้จากการปฏิบัติสมาธิข้อแรก

และคำว่า พิจารณากายในกายทั้งภายในและภายนอก จึงหมายถึง พิจารณานามกายที่เกิดจากจิตยึดถือทั้งความนึกคิดเรื่องราวทางใจภายใน และความนึกคิดการรับรู้อารมณ์ภายนอกรวม ๕ ทาง เป็นกายละเอียดที่ซ้อนอยู่ในร่างกายเนื้อของผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะต้องปฏิบัติพร้อมกันไป และทำให้สงบด้วยกำลังของมรรคมีองค์ ๘ จนสามารถทำได้คล่องแคล่วกลายเป็นอริยมรรคในที่สุด

มาต่อเรื่อง หัวใจพระพุทธศาสนา จากวันพระที่ ๒๙ กันยายน กันเถอะ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการปฏิบัติเป็นอย่างมาก

🌷 ความหมายของคําว่า "สัมมาสมาธิ" (จิตตั้งมั่นชอบ)

คําว่า "สมาธิจิต (สม+อธิจิต)" หมายถึง จิตอันสูงยิ่งด้วยคุณธรรมทั้งหลาย มาเกิดพร้อมกัน เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ และปัญญา เป็นต้น ดังนั้น จึงเป็นที่แน่นอนว่าผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิ จะไม่มีทางหันกลับมาประพฤติชั่ว และทําให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นแก่ครอบครัวหรือสังคมได้อีก ตลอดเวลาที่ยังปฏิบัติสมาธิอยู่ อย่างไม่ต้องสงสัย 

คุณธรรมที่เกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันเหล่านี้ จะเป็นพลังให้จิตเดินทวนกระแสโลก คือ ปล่อยวางความยึดถืออารมณ์และอาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์ให้หมดไปได้โดยลําดับ จนกระทั่งหมดอย่างสิ้นเชิงในที่สุด เรียกว่า จิตตั้งมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) คือ ตั้งมั่นอยู่ด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยอารมณ์มาเป็นบาทฐานให้ตั้งมั่นอีกต่อไป

คําว่า ฌาน กับ สมาธิ นี้ เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน หมายความว่า ต้องใช้จิตเพ่งดู (ฌาน) อารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ ที่ได้เลือกไว้ตลอดไป ก็ย่อมเกิดสมาธิขึ้น และเมื่อเพ่งดูตลอดไปอีก ก็ย่อมได้ศึกษารู้จักอารมณ์นั้นๆ ทําให้เกิดญาณและปัญญา ตามมาตามลําดับ 

เพราะฉะนั้น ฌานจึงเป็นเหตุให้เกิดญาน (รู้ตามความเป็นจริง) แล้วจึงเกิดปัญญาปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ เสียได้ เราเรียกจิตที่มีความสามารถปล่อยวางอารมณ์ได้ว่ามีปัญญา และเรียกจิตที่เพ่งดูอารมณ์ที่กําหนดให้ ไม่ซัดส่ายไปสู่อารมณ์อื่นว่ามีสมาธิ ทั้งนี้หมายความว่า เมื่อจิตได้รับการอบรมให้มีสมาธิขึ้นมาเมื่อใด ปัญญาก็จะเกิดมีขึ้นมาด้วยเมื่อนั้น มากหรือน้อยย่อมแล้วแต่กําลังสมาธิที่มี

🌷 อารมณ์ที่ควรเลือกสำหรับการปฏิบัติสมาธิ คือ อานาปานสติ

การใช้สติกําหนดลมหายใจเข้าออก เป็นวิธีที่สะดวกและเหมาะสําหรับคนทุกชั้น เพราะสามารถทําได้เสมอทุกโอกาส ด้วยความตั้งใจจริง อย่างบ่อยๆ เนืองๆ ติดต่อกันไป โดยให้ตั้งสติอยู่ ณ จุดๆ หนึ่งจุดใด ซึ่งอาจจะเป็นริมฝีปากบน ปลายจมูก หรือในช่องจมูกก็ได้ เลือกกําหนดเอาเพียงจุดเดียว ที่สามารถรู้สึกว่าลมหายใจกระทบเด่นชัดที่สุด ทั้งลมหายใจเข้าและลมหายใจออก เมื่อเลือกได้แล้ว ก็ไม่ควรเลื่อนไปอยู่ที่อื่นต่อไป หรือเปลี่ยนใจเป็นอย่างอื่นอีกตลอดชีวิตนี้ เพราะจะทําให้เกิดความชํานาญในการเข้าสมาธิได้อย่างรวดเร็วด้วย

🌷 คำบริกรรมที่ใช้ในขณะปฏิบัติสมาธิ 

ตามหลักสติปัฏฐานสูตรแล้ว ไม่มีตอนไหนเลยที่ให้ใช้คําบริกรรม ดังนั้นจึงไม่มีคําบริกรรมใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้นั้น เกจิอาจารย์ในสํานักปฏิบัติทั้งหลาย ได้คิดขึ้นใช้กํากับในการเพ่งดูอารมณ์ที่ได้เลือกไว้ด้วย เพื่อผูกมัดจิตซึ่งมักแลบออกไปจากจุดที่กําหนดไว้เสมอ 

เช่น โบราณาจารย์ใช้คําว่า “อรหัง" สายพระอาจารย์มั่นใช้คําว่า "พุทโธ" สายหลวงพ่อสด วัดปากน้ําภาษีเจริญใช้คําว่า "สัมมาอรหัง" สายพม่าใช้คําว่า “ยุบหนอพองหนอ" หลวงพ่อฤาษีลิงดําใช้คําว่า "นะมะพะทะ" ดังนี้ เป็นต้น 

ซึ่งกล่าวตามความเป็นจริงแล้ว คําบริกรรมทั้งหมด แต่ละคําเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นอารมณ์ของจิตอีกอย่างหนึ่งทั้งสิ้น ที่พระอาจารย์ได้บัญญัติขึ้น เพื่อใช้ผูกมัดจิตที่ปราดเปรียวนี้ไว้ ไม่ให้แลบออกไปจากฐานที่กําหนด ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจึงต้องรู้จักใช้ให้แยบคาย และกลมกลืนกับสภาวะของจิตตามสมควร อาจจะไม่ใช้เลยก็ได้ เพราะไม่ใช่พุทธบัญญัติ แต่จะใช้บ้าง ไม่ใช้บ้าง ใช้พร้อมๆ กันทีเดียวทั้งหมด หรือคิดเปลี่ยนคําบริกรรมเป็นอย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้าง ตามถนัด เพื่อทดลองดูนั้น ย่อมไม่เกิดผลดีแต่ประการใดทั้งสิ้น ตรงกันข้าม กลับจะทําให้เกิดผลเสีย คือ เกิดวิจิกิจฉา (ลังเลสงสัย) กั้นจิตไม่ให้เป็นสมาธิขึ้นมาเสียอีกก็ได้ 

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องแล้วแต่ผู้ปฏิบัติเอง ที่จะเลือกเชื่อและใช้คําบริกรรมอย่างใดหรือไม่ และเมื่อได้ตัดสินใจเชื่อลงไปเช่นนั้นแล้ว ก็ควรรักษาวิธีการและคําบริกรรมเช่นนั้นไว้ตลอดไป จึงจะกลายเป็นวสีขึ้นมา เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็ต้องหยุดคําบริกรรมนั้นๆ เสียทันที มิฉะนั้นแล้ว จิตก็จะไม่เป็นสมาธิสูงยิ่งขึ้นไปอีก

ผลเสียของการใช้คําบริกรรม คือ ผู้ที่ใช้อาจใช้ไม่กลมกลืนกับอารมณ์ที่เพ่งดูอยู่ก็ได้ เช่น จิตไปจับอยู่ที่คําบริกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ลืมกําหนดอารมณ์สมาธิไปเสียก็มี หรือเวลาที่จิตเป็นสมาธิแล้ว ไม่หยุดใช้คำบริกรรมเพราะลืมไปก็มี ดังนี้เป็นต้น เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ก็ย่อมไม่เห็นพระไตรลักษณ์และไม่เกิดพลังปล่อยวางอารมณ์ได้เป็นธรรมดา

🌷 หลักในการเข้าสมาธิ 

เมื่อได้เลือกกําหนดจุดที่ลมหายใจเข้าออก กระทบเด่นชัดที่สุด ตามที่ได้กล่าวมาในข้อก่อนแล้ว ก็รวมความรู้สึกทั้งหมดให้มารู้ชัดเจนอยู่ที่จุดนี้ และทําจิตให้แยบคายที่จะรักษาความรู้สึกอันนี้ ให้รู้ชัดอยู่ ณ จุดนี้ตลอดเวลา มิให้แลบออกไปรู้อยู่ที่เรื่องอื่น หากความรู้สึกนี้แลบออกไปรู้อยู่ที่เรื่องอื่น ก็ให้ใช้ความพยายามดึงกลับมาอยู่ที่ที่กําหนดนี้ให้ได้ ถ้าทําได้เช่นนี้จนกระทั่งจิตเชื่อง ก็ไม่แลบออกไปอีก สมความประสงค์

เวลาระหว่างที่จิตยังไม่เป็นสมาธิกับเมื่อจิตเริ่มสงบเป็นสมาธิแล้วนี้ ผู้ปฏิบัติควรจะใช้ความสังเกตดูและจําวิธีวางจิตของตนว่า ทําอย่างไรจึงจะให้จิตเข้าสู่สภาวะเช่นนี้ หรือที่เรียกว่า จําทางเดินของจิตไว้ให้แม่นยํา เพื่อจะได้ใช้สําหรับเข้าสมาธิครั้งต่อไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด โดยไม่ต้องมานั่งเริ่มต้นคลําหาทางเดินกันใหม่อีก การเข้าสมาธิได้เร็วนี้ จะช่วยเกื้อกูลพลังสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่กระทบทุกครั้ง มิให้มีโอกาสปรุงแต่งจิตได้

ในขณะที่จิตไม่แลบออกไปจากจุดที่กําหนดไว้นี้ ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่าลมหายใจเข้าออกที่กระทบเริ่มละเอียดแผ่วเบา เพราะจิตเริ่มเป็นสมาธิแล้ว ตรงจุดนี้เป็นจุดสําคัญยิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะต้องใช้ความสังเกตดูและศึกษาวิธีวางจิตเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดความชํานาญขึ้น ดังนั้นจึงอย่าเพิ่งให้เข้าสมาธิสงบมากไปยิ่งกว่านี้ ให้ถอนลมหายใจเข้าออกให้ยาวขึ้นอีกสักเล็กน้อย แล้วจึงกลับทําให้ลมหายใจละเอียดแผ่วเบา เหมือนเมื่อตอนแรกอีกให้ได้โดยแยบคาย ให้ทําเช่นนี้ไปมาสัก ๒-๓ ครั้งจนชำนาญ และจำวิธีวางจิตไว้ให้ได้ด้วย ต่อจากนี้ก็พยายามสลัดปล่อยวางเรื่องที่รับรู้ออกไป จนจิตสงบถึงขีดสุด

เมื่อจิตสงบถึงขีดสุดแล้ว ลมหายใจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ปรุงแต่งให้ร่างกายให้ดํารงอยู่ได้ ก็สงบตามไปด้วย ผู้ปฏิบัติก็ย่อมรู้ว่าลมหายใจดับลงแล้ว จิตได้แยกตัวอยู่ได้เป็นอิสระ และเป็นคนละส่วนกับลมหายใจ โดยไม่มีอันตรายอย่างใด ไม่ว่าจะต้องการอยู่ในสภาวะนี้ต่อไปอีกนานเพียงใดก็ตาม นี่คือขอบเขตของการปฏิบัติสมาธิ

🌷 หลักในการออกจากสมาธิ 

ให้สังเกตดูให้ดีว่า เมื่อลมหายใจยังหยาบอยู่ จิตก็ฟุ้งซ่านซัดส่ายไปมา เมื่อลมหายใจเริ่มละเอียด จิตก็เริ่มสงบ และเมื่อลมหายใจละเอียดที่สุด จิตก็เป็นสมาธิสงบที่สุด ทั้งนี้แสดงว่าจิตเป็นสมาธิมากหรือน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความละเอียดของลมหายใจโดยตรง 

ดังนั้น ถ้าต้องการจะออกจากสมาธิ ก็ให้ค่อยทําลมหายใจให้เพิ่มมากขึ้นทีละน้อย ช้าๆ ด้วยความเยือกเย็นที่สุด อย่ารีบทําอย่างรวดเร็ว พอลมหายใจเริ่มหยาบขึ้นบ้างแล้ว ก็ซ้อมถอยกลับคืนเข้าสมาธิให้ได้อีก โดยทํากลับไปกลับมาสัก ๒-๓ ครั้ง ด้วยความสังเกต เพื่อจําทางออกสมาธิ เช่นเดียวกับการทําเมื่อตอนเข้าสมาธิเหมือนกัน ก็จะทําให้เกิดความชํานาญเป็นอันมาก

การปฏิบัติสมาธินี้ เป็นการฝึกปล่อยวางความนึกคิดต่างๆ ให้มารวมอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อปล่อยวางได้สําเร็จ ก็เกิดสภาพเบากายเบาใจ ทําให้เกิดเข้าใจตัวเองผิดว่าสําเร็จมรรคผลไปแล้วก็มี เช่น ในสํานักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีผู้เข้าไปปฏิบัติธรรมอยู่เป็นจํานวนมาก ทุกคนต่างก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการพูดจาซึ่งกันและกัน จึงไม่มีเรื่องรบกวนจิตใจ ดังนั้นทุกคนจึงมีสมาธิสงบดีมาก

แม่ชีผู้หนึ่ง ซึ่งได้ปฏิบัติธรรมร่วมอยู่ด้วย ก็เกิดเข้าใจผิดขึ้นว่าตนเองสําเร็จแล้ว เพราะได้เข้าถึงสภาพที่หมดความเสียดแทงทางใจในขณะปฏิบัติ และไม่ทราบว่ายังต้องปฏิบัติต่อไปอีก 

ดังนั้น ในเช้าวันหนึ่ง หลังจากเข้าพบพระอาจารย์แล้ว ก็เล่ากับพระอาจารย์ว่า “ดิฉันปฏิบัติธรรมจนหมดโลภโมห์โทสัน ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดอีกแล้วเจ้าค่ะ จะต้องทำอย่างไรอีก” พระอาจารย์ก็ตอบว่า “นังตอแหล พูดโกหกทั้งนั้น รีบออกไปจากที่นี้เร็วๆ ไป๊” 

คําตอบเช่นนี้ เป็นอารมณ์ทดสอบความมั่นคงว่องไวของสติได้ดีทีเดียว ใครไม่ได้ผ่านการฝึกให้มีสติว่องไวต่อการรับอารมณ์ทางตา หูจมูก ลิ้น กาย เพิ่มขึ้นจากการปล่อยวางความนึกคิดในการปฏิบัติสมาธิมาแล้ว เช่นแม่ชีผู้นี้เป็นต้น ก็ย่อมโกรธขึ้นมาทันที จึงอย่าเข้าใจผิดว่าสําเร็จเป็นอันขาด แต่ให้เข้าใจว่าจะต้องพากเพียรปฏิบัติต่อไปอีก ทุกลมหายใจเข้าออก

🌷 🌷 🌷 
   
จากข้างต้นที่ได้สาธยายธรรมไปนั้น การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาล้วนมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และที่สำคัญคือ ธรรมของพระพุทธองค์ทรงเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างสอดคล้องโดยไม่ติดขัดใดๆ เลย อย่างในอริยมรรคมีองค์ ๘ อันมีสัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ) เป็นใหญ่เป็นประธาน พระองค์ทรงเชิดเอาสัมมาสมาธิขึ้นนำ โดยมีมาในมหาจัตตารีสักกสูตรรับรองไว้ และเป็นสมาธิที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นสมาธิที่ทำให้เกิดญาณปัญญา ในการปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายออกไปจากจิตของตน 

ซึ่งแตกต่างกันกับสมาธิที่พระองค์ได้ศึกษาเล่าเรียนกับอาจารย์ทั้งสอง นั่นเป็นสมาธิที่ยึดเอาอารมณ์รูปฌาน อรูปฌาน ไว้อย่างเหนียวแน่น ติดสุขในฌานนั้นๆ ปล่อยวางไม่เป็น 

ส่วนสัมมาสมาธิล่ะ? เอาอะไรมาเป็นอารมณ์ในการภาวนา สัมมาสมาธินั้น เอาอารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ เป็นองค์ภาวนา คือ อานาปานสติ (ใช้สติเพ่งดูลมหายใจเข้าออก) ซึ่งอยู่ในบรรพะแรก อันเป็นกายสังขารที่ปรุงแต่งร่างกายอยู่ ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมอยู่นั้นเห็นไตรลักษณ์ได้ชัดเจนในขณะภาวนา เพราะเห็นความเปลี่ยนแปลงของลมหายใจที่เข้าออกตลอดเวลา จึงมีองค์ปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ 

ถึงได้เน้นไว้ว่าไม่ว่าจะเป็นตัณหาจริตหรือทิฏฐิจริต ล้วนต้องผ่านการพิจารณากายในกายเป็นภายในทั้งสิ้น ดังมีพระบาลีธรรมบทในสมาธิสูตร กล่าวไว้ดังนี้

สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายจงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง (วิปัสสนา)

จากพระพุทธพจน์ที่ยกมานั้น พระองค์ทรงตรัสกับภิกษุทั้งหลาย หมายถึงภิกษุทุกรูปที่ฟังอยู่ โดยไม่มียกเว้นว่าภิกษุที่มีตัณหาจริตปฏิบัติอย่างหนึ่ง ภิกษุที่มีทิฏฐิจริตปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง พระองค์ทรงให้ปฏิบัติจิตของตน ให้มีพลังสมาธิ มีสติตั้งมั่นดีแล้ว จิตของบุคคลนั้น ย่อมมีปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง ไม่ถูกกิเลสและอุปกิเลสทั้งหลายครอบงำจิตได้  

ขอนำคำกล่าวของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ผู้ซึ่งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาปิดท้าย ดังนี้

หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ ท่านได้กล่าวไว้ว่า ถ้าเจออาจารย์วิปัสสนาก็จะเล่นแต่วิปัสสนาเท่านั้น ให้พิจารณานู่นพิจารณานี่ ทั้งที่จิตของบุคคลนั้นยังไม่มีกำลังสมาธิพอเลย การพิจารณาปรุงแต่งกลายเป็นวิปัสสนูหรือวิปัสสนึกไปเลยก็มี 

และตามด้วยคำกล่าวของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านได้กล่าวไว้ว่า สติปัฏฐาน ๔ สติมีเพียงตัวเดียว นอกนั้นท่านจัดไปตามอาการของเวทนา ของจิต ของธรรม แต่ทั้ง ๔ มารวมอยู่ที่จุดเดียว คือเมื่อสติกำหนดรู้กายในกายแล้ว นอกนั้นคือ เวทนา จิต และธรรม ก็รู้ไปด้วยกัน เพราะมีอาการเป็นอย่างเดียวกันนั่นเอง เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔





 



Create Date : 15 ตุลาคม 2564
Last Update : 15 ตุลาคม 2564 13:28:28 น.
Counter : 163 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
การเตรียมตัวก่อนตาย


🌷 เราจะเตรียมตัวให้พร้อมก่อนตายอย่างไรดี ?

วันพุธที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๔ เป็นวันพระแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ 
เจริญสุข สวัสดี สาธุชนทั้งหลาย ผู้เจริญในธรรมทุกท่าน

ได้มีโยมที่ฟังพระธรรมเทศนาอยู่เป็นประจำ เสนอแนะว่าให้อาตมาภาพพูดถึงเรื่อง "เราจะเตรียมตัวให้พร้อมก่อนตายอย่างไรดี ?" พูดถึงเรื่องความตายแล้ว ก็เชื่อได้ว่าทุกคนรู้อยู่ว่า การเกิดมาของทุกๆ ชีวิต เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ต้องตายจากไปด้วยกันทั้งนั้น ไม่ช้าก็เร็ว เป็นไปตามกิเลส กรรม วิบาก ของแต่ละชีวิตที่ตนเองได้สั่งสมมาแต่หนหลังนั้น ส่วนบุคคลผู้มีปัญญา (ผู้ฉลาดในอารมณ์) อย่างที่เคยได้พูดไปแล้วว่า ปัญญาทางโลกกับปัญญาทางธรรมนั้น ต่างกันเป็นคนละเรื่อง ทางโลกหมายถึงบุคคลผู้มีมันสมองดี ฉลาด เฉียบแหลม ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ส่วนทางธรรมนั้นหมายถึงความสามารถของจิตในการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ต่างๆ ออกไปได้ 

ฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญาเมื่อประสบพบเจอกับเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับความตาย มักน้อมนำเข้ามาสู่ตน พิจารณาให้เห็นว่าความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความตาย ล้วนเป็นทุกข์ ที่พิจารณาได้เช่นนี้ เพราะตนเองได้กำหนดรู้ทุกข์ 

แต่ในมวลหมู่มนุษย์นั้น บุคคลผู้ฉลาดกำหนดรู้ในอริยสัจ ๔ นั้นมีน้อย ส่วนใหญ่ที่เหลือมักจมติดอยู่กับเรื่องราวในโลก ทั้งอยู่ท่ามกลางกาม ยังส่องเสพกาม ยังถูกกามวิตกกัดกิน (กามวิตกฺเกหิ ขชฺชมาโน)  ยังขวนขวายในการแสวงหากาม คือยังมีฉันทราคะ (ติดใจในกาม) ในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด เมื่อตาได้เห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้ถูกต้องสัมผัส จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะตระหนักถึงเรื่องความเกิด ความแก่ การเจ็บไข้ได้ป่วย ความตาย แม้จะได้ประสบพบเจอ ก็ได้แต่สะดุ้งกลัวและตระหนกตกใจไปชั่วเวลาขณะหนึ่งเท่านั้น เมื่อเวลาล่วงคล้อยไปสักหน่อย ก็ลืมอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ผ่านมานั้น เพราะยังมีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ครอบงำอยู่ เพลินยิ่งจมติดอยู่อารมณ์ในโลก เนื่องจากจิตไม่มีกำลังหรือพลังมากพอที่จะสลัดตัณหาเหล่านั้น เป็นไปกับความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน และเพลินยิ่งเข้าในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายนั้น เหตุที่จิตไม่มีกำลังหรือพลัง ก็เพราะบุคคลเหล่านั้นยังไม่รู้จักจิตตามความเป็นจริง 

เมื่อพูดถึง "จิต" ซึ่งเป็นธาตุรู้ ที่ทรงตัวรู้อยู่ทุกกาลสมัย ไม่มีรูปร่างให้แลเห็นได้ มีหน้าที่ รู้ จำ นึก คิด ก็สะกิดให้คิดไปถึงสมอง ที่ตนคือจิตเข้าไปอาศัยอยู่ด้วยแรงกิเลสกรรมวิบาก เมื่อหลงผิดไปยึดติดเอารูปนามขันธ์ ๕ ว่าเป็นตน เป็นของตน พอมีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ชอบ ชัง หรือยินดียินร้ายเกิดขึ้น ก็เหมาเอาความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นว่าเป็นตนเป็นของตน คือรูปร่างกายที่ตนอาศัยอยู่ เพราะเป็นสิ่งที่จับต้องได้ อาศัยตรรกะนึกเดาเอาได้ ด้วยเหตุนี้จึงหลงติดจมอยู่ในโลก 

ส่วนพวกที่หันมาสนใจศาสนานั้น ต้องจัดว่ายังดีกว่ามากนัก อย่างน้อยก็ยังมีความเชื่อว่า ถ้าประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ครั้นประพฤติทุจริตแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายหรือกายแตกทำลายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก และในทางตรงกันข้าม บุคคลผู้สนใจพระพุทธศาสนา ก็ยังมีความหวังว่าถ้าตนทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ว่า ให้ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ครั้นประพฤติสุจริตแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายหรือกายแตกทำลายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์

เมื่อมาพินิจพิจารณาโดยแยบคายแล้ว การที่จะรักษาตนประพฤติตนให้อยู่ในกายสุจริต (อันมี ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม) วจีสุจริต (อันมี ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ) มโนสุจริต (อันมี อนภิชฌา ไม่โลภอยากได้ของเขา อพยาบาท ไม่พยาบาทปองร้ายเขา สัมมาทิฏฐิ รู้เห็นชอบ คือ รู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง) สุจริต ๓ นี้ก็ครอบคลุมเทียบได้กับ ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งจัดว่าเป็นรากเหง้าแห่งความเป็นมนุษย์ 

เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง 
เหมือนดั่งยูง มีดี ที่แววขน
ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน
ต้องเสียที ที่ตน ได้เกิดมา
(เป็นกลอนบางส่วนของท่านพุทธทาส)

ทาน ศีล ภาวนา นั้น เป็นการเตรียมการให้บุคคลทั่วไป เมื่อประพฤติปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ด้วยศรัทธาอันเปี่ยมล้น ไม่ลังเลสงสัยในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์แล้ว แน่นอนว่าเมื่อตกตายกายแตกทำลายไปนั้น ขั้นต่ำย่อมได้มนุษย์สมบัติ ขั้นกลางย่อมได้พรหมสมบัติ ขั้นสุดท้ายย่อมเข้าถึง "นิพพาน นิพพานํ ปรมํ สูญญํ นิพพานสูญอย่างยิ่ง" คือจิตที่สูญไปจากราคะ โทสะ โมหะ หมายถึ งกิเลสและอุปกิเลสทั้งหลายเหล่านั้นไม่สามารถกลับมาครอบงำจิตของตนได้อีกแล้ว

และไหนล่ะ? การเตรียมตัวก่อนตาย

ไม่เชื่อให้ไปดูตามวัดวาอารามหรือสถานที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เราจะเห็นผู้สูงวัยเป็นจำนวนมากซึ่งหมายถึงมีจำนวนมากกว่าวัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน เนื่องจากผ่านอารมณ์โลกมามากพอ ขณะที่หน้าที่การงานก็น้อยลง ความรับผิดชอบต่างๆ ก็น้อยตามไปด้วย จึงเห็นว่าควรแสวงบุญเพื่อรักษากายวาจาใจของตนให้พร้อม เพื่อเดินทางไปสู่ชีวิตหลังความตาย 

เราชาวพุทธล้วนเชื่อโดยสนิทใจว่าเมื่อตายกายแตกทำลายลงไปแล้ว ยังคงมีสิ่งที่ไม่ได้ตายตามไปด้วย เป็นตัวบันทึกกรรมต่างๆ เอาไว้ เช่น กรรมดีกรรมชั่วที่ตนได้เคยกระทำไว้ เมื่อร่างกายตายลง ก็จุติ (เคลื่อนออก) ไปตามแรงกรรมของตนที่มีเข้ามาประชิดจิตในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ก็จะส่งให้จิตจุติไปตามแรงกรรมที่ประชิดจิตในวาระสุดท้ายนั้น ไปสู่สุคติบ้าง ทุคติบ้าง ต้องสุดแท้แต่ว่าจิตของบุคคลนั้นมีพลังจิตมากน้อยเพียงใด ที่เกิดจากการที่เคยหมั่นฝึกฝนอบรมจิตของตนมาก่อนแล้ว เพราะขณะที่จิตกำลังจะทอดธุระจากร่างกายที่กำลังจะตายลงไปนั้น ถ้าสามารถประคองจิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในบุญกุศลที่เคยได้กระทำไว้ ย่อมมีสุคติเป็นที่ไปอย่างแน่นอน แต่ถ้าจิตเศร้าหมองล่ะ ย่อมมีทุคติ อบาย วินิบาตนรก เป็นที่ไปเช่นกัน จงอย่าลืมว่าในขณะที่วาระสุดท้ายแห่งชีวิตนั้น จะมีทั้งกรรมนิมิตและคตินิมิต ที่เราได้กระทำไว้ จะเข้ามาประชิดจิตของตน 

สำหรับบุคคลที่หมั่นฝึกฝนอบรมจิตของตนบ่อยๆ เนืองๆ นั้น จิตย่อมเข้มแข็ง มีที่ตั้งอย่างมั่นคง ไม่ถูกกรรมนิมิตหรือคตินิมิตฉุดไปง่ายๆ ส่วนบุคคลที่ไม่เคยให้ความสนใจในเรื่องเหล่านี้ จะเป็นช่วงที่จิตของตนอ่อนแอที่สุด มักถูกกรรมนิมิตและคตินิมิตฉุดลากไปตามแรงกรรมที่ตนได้เคยกระทำไว้ 

"จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา แปลว่า เมื่อจิตที่ได้ฝึกฝนอบรมดีแล้ว ย่อมมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า"  จากพระบาลีจะเห็นว่า ต้องควรหมั่นฝึกฝนอบรมจิตของตน ด้วยทาน ศีล ภาวนา จนสมบูรณ์ จึงจะได้ชื่อว่าจิตได้ฝึกฝนอบรมดีแล้ว 

ทานนั้นเป็นขั้นต้นที่จะฝึกฝนอบรมจิตของตน ให้หลุดพ้นจากความตระหนี่ได้ จนเป็นจาคะสัมปทา (สมบูรณ์ด้วยจาคะ) แต่ต้องยอมรับว่าการให้ทานในปัจจุบันนั้น มีอยู่หลายรูปแบบ ให้เพราะอยากได้หน้า เพราะกลัวเสียหน้า ทนต่อการชักชวนไม่ได้ ให้ตามประเพณี อันนี้มากหน่อย ทั้งหมดนี้ยังจัดเป็นจาคะไม่ได้ เพราะจาคะคือการสลัดออกไป ต้องเกิดจากจิตใจที่เต็มปรารถนาที่จะให้โดยไม่ได้หวังสิ่งใดๆ ตอบแทนเลย ลองพินิจดูว่า ทานที่เกิดจากความไม่เต็มจิตเต็มใจนั้น จะยังให้เราระลึกขึ้นได้ในเวลาจวนเจียนแห่งชีวิตหรือ ให้ลองพิจารณาดู 

ศีลก็เช่นกัน การรับศีล การถือศีล การรักษาศีล ที่มีอยู่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นไปตามประเพณีนิยมเท่านั้น การที่จะวิรัติ (งดเว้น) จนเป็นสีลสัมปทา สมบูรณ์ด้วยศีล ได้หรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับพลังจิตของแต่ละบุคคล ทานก็เช่นกัน ต้องอาศัยพลังจิตที่เข้มแข็งจนเป็นทานที่เกิดจากจาคะ 

ทีนี้พลังจิตจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์อย่างไรนั้น ก็ด้วยการภาวนามยปัญญา หรือเรียกว่า สัมมาสมาธิ เพราะเป็นสมาธิทำให้เกิดปัญญาควบคู่กันไปด้วยเสมอ การฝึกฝนอบรมนั้น ก็คือ การสร้างสติขึ้นที่จิตของตนให้สำเร็จ 

คำว่า สติ แปลว่า ความระลึกได้ จัดเป็นหลักธรรมสำคัญในฝ่ายกุศล ที่ทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจ และพิจารณาทำการงานทั้งหลายให้สำเร็จ เกิดประโยชน์อย่างถูกต้องในทุกกรณี ทั้งคดีโลกและคดีธรรม ดังนั้นสติจึงมีอุปการะมาก สมควรอย่างยิ่งที่ทุกคนจะฝึกสร้างสติให้มีพลัง จนเป็นสมาธิ จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ที่ทำให้เกิดขึ้นอย่างคล่องแคล่วจนเป็นวสี โดยให้เกิดมีนิมิตหมายแห่งจิต หรือฐานที่ตั้งของสติ 

การได้นิมิตหมายหรือฐานที่ตั้งของสตินั้น ต้องถือว่าเป็นสมาธิสัมปทา (สมบูรณ์ด้วยสมาธิ) จัดเป็นการสมบูรณ์ด้วยสมาธิในเบื้องต้น เป็นการยังความไม่ประมาทให้เกิดขึ้น มีพระบาลีในพระธรรมบทรับรองไว้ดังนี้ คือ  "อปฺปมาโท อมตํ  ปทํ  ปมาโท  มจฺจุโน  ปทํ อปฺปมตฺตา  น  มียนฺติ เย  ปมตฺตา  ยถา มตา แปลว่า ความไม่ประมาทเป็นทางอันไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย คนที่ประมาทเหมือนคนที่ตายแล้ว" 

ทั้งนี้หมายความว่า ผู้ที่มีพลังสมาธิหรือพลังจิตน้อย จิตของตนย่อมหวั่นไหวตามไปกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดได้ง่ายไปด้วย อัปปมาทธรรมก็ย่อมไม่มีที่จิตของผู้นั้น ถ้าปรารถนาสิ่งใดขึ้นมาเป็นอารมณ์ก็ตาม เช่น นึกถึงรูปร่างกายขึ้นมา เป็นต้น ก็เข้าใจว่าตนเองเกิดมาพร้อมกับร่างกาย พอร่างกายแก่หรือตาย ก็เข้าใจว่าตัวเองแก่หรือตายตามร่างกายไปด้วย โดยถือเอาร่างกายเป็นหลักเกณฑ์ แต่ผู้ที่มีพลังสมาธิหรือพลังจิตมาก ย่อมรู้ชัดว่า ตัวเองคือผู้ทำหน้าที่ รู้ เรื่องราวต่างๆ เช่น เมื่อปรารภถึงร่างกาย เกิดขึ้นก็รู้ ผมหงอก ฟันหัก เนื้อหนังเหี่ยวย่นแล้ว ก็รู้ เป็นต้น ครั้นเมื่อปรารภถึงลมหายใจขึ้นมา ลมหายใจเกิดขึ้นก็รู้ ลมหายใจดับไปก็รู้ ดังนี้เป็นต้น 

มีพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระราหุล ยืนยันอยู่ชัดเจนดังนี้ "เอวํ ภาวิตาย ราหุล อานา ปานสฺสติยา เอวํ พหุลีกตาย เยปิ เต จริมกา อสฺสาส ปสฺสาส  เตปิ วิทิตา นิรุชฺฌนฺติ โน อวิทิตาติ แปลว่า ดูก่อนราหุล เมื่ออานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าทั้งหลาย เหล่านั้น อันใดอันจะมีมาในเวลาตาย แม้ลมเหล่านั้นจะดับก็รู้ได้ จะดับโดยไม่รู้ หามิได้เลย"

จากพระบาลีจะเห็นได้ว่า บุคคลผู้เจริญอานาปานสติ ซึ่งเป็นองค์ภาวนาในการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐาน เมื่อกระทำให้มาก เจริญให้มากดีแล้ว บุคคลนั้นย่อมได้นิมิตหมายแห่งจิต หรือฐานที่ตั้งสติ เพื่อคอยระลึกรู้หรือกำหนดรู้อยู่ ทุกลมหายใจที่เข้า ทุกลมหายใจที่ออก เป็นการยังความไม่ประมาทให้เกิดขึ้น แม้เวลาที่กายจะตายแตกทำลายลงไป ลมหายใจจะดับก็รู้ได้ จะดับโดยไม่รู้นั้นหาไม่ได้เลย 

ก็แสดงให้เห็นว่า ขณะจิตตรงนั้นย่อมสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งภายในและภายนอกทั้งหลายเลย แม้ขณะนั้นกรรมนิมิตหรือคตินิมิตก็ไม่อาจปรากฎขึ้นมาครอบงำได้ ย่อมมีแต่ทางไปสู่สุคติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว ยังจะมัวรออะไรอยู่ เราก็รู้ว่าการหมั่นฝึกฝนอบรมจิตของตนด้วยการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนานั้น เป็นการเตรียมตัวที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด เพราะเมื่อจิตมีพลังสมาธิ มีพลังจิต ย่อมยังให้ทาน ศีล สติ ปัญญา พร้อมบริบูรณ์ไปด้วยเช่นกัน

แต่เรื่องเหล่านี้ กลับเป็นเรื่องแปลกแต่จริง เพราะเมื่อได้รู้แล้ว แต่กลับมีเหตุผล มีข้ออ้าง หรือข้อแม้อย่างมากมาย เพื่อที่จะชะลอเรื่องเหล่านี้ให้กับตนเอง มักอ้างว่าต้องรอเวลาหรือสถานการณ์พร้อมก่อนจึงจะค่อยลงมือทำเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ทำให้เสียเวลา ทั้งๆ ที่ อานาปานสติ (การใช้สติเพ่งดูลมหายใจเข้าออก) เป็นวิธีปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔  วิธีหนึ่ง ในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ที่สำคัญในพระพุทธศาสนา มีความจำเป็นและเหมาะสมสำหรับทุกคน เพราะทุกคนต่างมีลมหายใจเข้า ลมหายใจออก อยู่แล้วด้วยกันทุกคน จึงไม่ต้องเตรียมหาอุปกรณ์ใดๆ ให้ยุ่งยากเลย ผู้ปฏิบัติสามารถลงมือทำได้ โดยแยกจิตที่กำลังรับอารมณ์อยู่เฉพาะหน้า ให้หันมาสนใจเข้ามาเพ่งดูความเคลื่อนไหวของลมหายใจของตนแทนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้น ณ ฐานที่ตั้งสติ และประคองไว้ไม่ให้แลบหนีออกไปได้เท่านั้น จิตก็ย่อมสงบเป็นสมาธิทันที ผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้ทันทีตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ ณ สถานที่ใดก็ตาม ส่วนมากแล้วมักคิดเองเออเองเอาว่า เอาไว้ก่อน ค่อยมาเพียรเอาเวลาจวนเจียนใกล้ๆ จะถึงวาระก็แล้วกัน

🌷 ความเพียรต่อเมื่อเวลานั้นใกล้มาถึง เป็นความเพียรที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย 

ดังในมิลินทปัญหาที่พระราชารับสั่งถามว่า พระคุณเจ้านาคเสน พวกท่านกล่าวกันว่า "ถ้ากระไรทุกข์นี้พึงดับไปเสีย และทุกข์อื่นก็ไม่พึงเกิดขึ้น ดังนี้ไม่ใช่หรือ" 

พระนาคเสน "ขอถวายพระพร การบวชของพวกอาตมภาพ ก็มีข้อที่ว่านี้เป็นประโยชน์"

พระเจ้ามิลินท์ "ประโยชน์อะไรด้วยความเพียรแต่เนิ่นๆ เล่า น่าจะเพียรเมื่อเวลามาถึง มิใช่หรือ ?"

พระเถระวิสัชชนาว่า  "ขอถวายพระพร ความเพียรต่อเมื่อเวลามาถึงแล้ว เป็นความเพียรที่ใช้ทำกิจไม่ได้ ความเพียรแต่เนิ่นๆ เท่านั้น เป็นความเพียรที่ใช้ทำกิจได้"    

พระเจ้ามิลินท์ "ขอท่านจงทำอุปมา"

พระนาคเสน "ขอถวายพระพร พระองค์ทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระองค์ทรงรับสั่งให้เขาขุดบ่อเก็บน้ำ รับสั่งให้เขาขุดสระน้ำ ในเวลาที่พระองค์ทรงกระหายน้ำ แล้วทรงมีพระดำริว่า เราจักดื่มน้ำ ดังนี้หรือไร ?"

พระเจ้ามิลินท์ "หามิได้พระคุณเจ้า"
     
พระนาคเสน "ขอถวายพระพร อุปมาฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน ความเพียรต่อเมื่อเวลามาถึง เป็นความเพียรที่ใช้ทำกิจไม่ได้ ความเพียรแต่เนิ่นๆ เท่านั้น เป็นความเพียรที่ใช้ทำกิจได้"
     
พระเจ้ามิลินท์ "ขอท่านจงทำอุปมาให้ยิ่งอีกหน่อยเถิด"
     
พระนาคเสน "ขอถวายพระพร พระองค์จักทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระองค์รับสั่งให้เขาไถนา รับสั่งให้เขาหว่านข้าวสาลี รับสั่งให้เขาเก็บข้าว ในเวลาที่พระองค์ทรงหิว แล้วทรงมีพระดำริว่า เราจักกินข้าว ดังนี้หรือไร ?"
    
พระเจ้ามิลินท์ "หามิได้พระคุณเจ้า"
     
พระนาคเสน "ขอถวายพระพร อุปมาฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน ความเพียรต่อเมื่อเวลามาถึง เป็นความเพียรที่ใช้ทำกิจไม่ได้ ความเพียรแต่เนิ่นๆ เท่านั้น เป็นความเพียรที่ใช้ทำกิจได้"
     
พระเจ้ามิลินท์ "ขอท่านจงทำอุปมาให้ยิ่งอีกหน่อยเถิด"

พระนาคเสน "ขอถวายพระพร พระองค์ทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระองค์รับสั่งให้เขาขุดคูเมือง รับสั่งให้เขาสร้างกำแพง รับสั่งให้เขาทำซุ้มประตู รับสั่งให้เขาสร้างป้อม รับสั่งให้เขารวบรวมธัญญาหารไว้ ตัวพระองค์เองก็จะทรงศึกษาในเรื่องช้าง จะทรงศึกษาในเรื่องม้า จะทรงศึกษาในเรื่องรถ จะทรงศึกษาในเรื่องธนู จะทรงศึกษาในเรื่องดาบ ก็ในเวลาที่สงครามปรากฏขึ้นแล้ว กระนั้นหรือ ?"

พระเจ้ามิลินท์ "หามิได้พระคุณเจ้า"

พระนาคเสน "ขอถวายพระพร อุปมาฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน ความเพียรต่อเมื่อเวลามาถึง เป็นความเพียรที่ใช้ทำกิจไม่ได้ ความเพียรแต่เนิ่นๆ เท่านั้น เป็นความเพียรที่ใช้ทำกิจได้"

ขอถวายพระพร ข้อนี้ก็สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

"บุคคลรู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์แก่ตน ก็พึงกระทำสิ่งนั้นเสียแต่เนิ่นๆ เถิด 

บุคคลผู้เป็นนักปราชญ์ ไม่ควรคล้อยตามความคิดของพ่อค้าเกวียน รู้แล้ว ก็พึงบากบั่นเสียแต่เนิ่นๆ เปรียบเหมือนว่า พ่อค้าเกวียนละทิ้งทางใหญ่ที่เรียบดีเสีย ย่างขึ้นทางขรุขระ เพลาเกวียนหักไป ก็ย่อมซบเซาไป ฉันใด

บุคคลผู้มีปัญญาทึบ หลีกออกจากธรรม ประพฤติเนืองๆ ซึ่งอธรรม พอถึงปากทางแห่งความตาย อินทรีย์แตกทำลายแล้ว ก็ย่อมซบเซาไป ฉันนั้น ดังนี้"

พระเจ้ามิลินท์  "พระคุณเจ้านาคเสน ท่านตอบสมควรแล้ว"

จากมิลินทปัญหา เราได้ฟังข้ออุปมาอุปไมยแล้ว ทำให้ได้ข้อคิดเช่นกันว่า การเตรียมตัวก่อนตายนั้น ไม่ใช่มาเตรียมตัวเอาตอนกิจนั้นใกล้มาถึงตัว เพราะการเตรียมตัวอย่างนั้น โอกาสบรรลุถึงประโยชน์น้อยกว่าน้อย เป็นการสุ่มเสี่ยงที่ตัวเราสร้างมันขึ้นมาเอง โดยแค่หวังไว้ว่าคงไม่เกิดขึ้นกับเราหรอก 

ฉะนั้น เรื่องทาน ศีล ภาวนา เราควรตระเตรียมสั่งสมไว้แต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะทานนั้น ควรหมั่นทำเท่าที่เราสะดวก และสมกับฐานะที่เราเป็นอยู่ เพียงแต่ว่าเมื่อได้ทำลงไปแล้ว ไม่ว่าจะน้อยหรือจะมากเพียงใดนั้น ไม่สำคัญเท่ากับความตั้งใจในการจาคะมากกว่า และหมั่นคอยระลึกถึงกุศลผลบุญอันนั้นไว้เนืองๆ ยิ่งในเวลาจิตใจหดหู่ซึมเศร้านั้น ยิ่งเป็นเวลาที่กระทำได้ยาก เราก็ควรฝึกระลึกถึงกุศลผลบุญที่เคยทำมา เพื่อให้จิตใจกลับมาแช่มชื่นขึ้น ถ้าทำได้ก็เท่ากับได้ฝึกฝนอบรมจิตของตนในเบื้องต้น

ศีลนั้น เป็นขั้นต่อไป โดยเฉพาะศีล ๕ นั้น ควรที่จะวิรัติให้ได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะบางท่านไม่สามารถที่จะรักษาไว้ได้เลยแม้สักข้อเดียว ขอให้ลองทบทวนดูใหม่ว่าใน ๕ ข้อนั้น มีข้อใดบ้างไหมที่เราสามารถจะรักษาไว้ได้ ถ้าพิจารณาแล้วพอทำได้ ให้ตั้งจิตอธิษฐานลงไปเลยว่า เราจะรักษาข้อนั้นโดยไม่ให้ขาดทะลุหรือด่างพร้อยเลย เพื่อเป็นการฝึกฝนในการเริ่มต้นรักษาศีล

ส่วนหัวใจสำคัญนั้น มาอยู่ที่การภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นหลักของทาน ศีล ถ้าหมั่นฝึกฝนอบรมจิตของตนด้วยการภาวนา โดยที่เรากระทำให้มาก เจริญให้มาก การภาวนานั้นไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อะไรมากมายเลย แค่มีชีวิตกับลมหายใจก็ทำได้แล้ว ยิ่งถ้าเพียรจนกระทั่งเข้าถึงฐานที่ตั้งสติหรือนิมิตหมายแห่งจิตได้ด้วยแล้ว บุคคลนั้นเท่ากับมีพระคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา จะยังให้ทานและศีล สมบูรณ์ไปด้วย

สุดท้ายนี้ฝากธรรมบทจากมิลินทปัญหา ดังนี้ 

"น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ น ปพฺพตานํ วิวรํ ปวิสฺส น วิชฺชตี โส ชคติปฺปเทโส ยตฺถฏฺฐิโต มุจฺเจยฺย มจฺจุปาสา แปลว่า บุคคล (ผู้เกิดมาแล้ว) หนีเข้าไปกลางหาวก็ไม่พ้นจากบ่วงมัจจุ หนีเข้าไปกลางมหาสมุทรก็ไม่พ้นจากบ่วงมัจจุ หนีเข้าไปยังซอกเขาก็ไม่พ้นจากบ่วงมัจจุ เขาดำรงอยู่ในภูมิประเทศใดแล้วพ้นจากบ่วงมัจจุได้ ภูมิประเทศนั้นหามีไม่" เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม วันพระ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๔





Create Date : 07 ตุลาคม 2564
Last Update : 7 ตุลาคม 2564 13:32:49 น.
Counter : 242 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
ศีลในมรรคมีองค์ ๘


🌷 ศีลในมรรคมีองค์ ๘

วันพุธที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๔ ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำเดือน ๑๐ 
เจริญสุข สวัสดีสาธุชนทั้งหลาย ขอให้เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน

การขอให้นั้น เป็นการให้กำลังใจแบบหนึ่ง ส่วนผู้รับจะได้รับหรือไม่นั้น ต้องขึ้นกับว่าผู้รับได้น้อมนำเอาไปเพื่อปฏิบัติธรรมที่ได้ฟังมา ให้ธรรมเหล่านั้นเจริญยิ่งๆ ขึ้นหรือไม่ การขอหรือการอธิษฐานนั้นเป็นเพียงเพื่อให้เกิดกำลังใจกับตนเอง 

พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า ถ้าการขอหรือการอธิษฐานแล้ว สำเร็จประโยชน์ตามที่ขอหรืออธิษฐานแล้วไซร้ โลกนี้คงไม่มีคนจน คนทุกข์ยากเข็ญใจ หรือบุคคลผู้ต่ำช้าเลวทราม

เพราะเมื่อหลายวันก่อนนั้น อาตมภาพได้ยินโยมท่านหนึ่ง ถามพระอาจารย์ที่กำลังเทศน์อยู่ว่า ทำไมในสมัยพุทธกาลนั้น คนจึงบรรลุธรรมได้ง่าย เพียงแค่ฟังธรรมก็บรรลุได้แล้ว พระอาจารย์ท่านนั้นก็ได้พยายามตอบแบบให้กำลังใจว่า ต้องเป็นบุคคลผู้ที่เคยได้ทำบุญที่ยิ่งใหญ่มากในกาลก่อนมาแล้วเท่านั้น และได้อธิษฐานตั้งจิตขอไว้เพื่อบรรลุธรรม เพียงเพื่อให้โยมท่านนั้นเกิดกำลังใจว่า ถ้าตนเองได้ทำบุญกุศลไว้มากๆ จนกระทั่งสั่งสมเป็นบารมีมากพอแล้ว มีอันหวังว่าจะได้บรรลุธรรมโดยง่ายๆ กับเขาบ้างเช่นกัน

แต่เมื่อนำหัวข้อธรรมเหล่านี้มาพินิจพิจารณาให้ดีๆ แล้วนำมาเทียบเคียงกับพระพุทธพจน์พร้อมทั้งบริบทที่แวดล้อมอยู่ในครั้งกระนั้น จะเห็นว่าพระพุทธศาสนานั้นสามารถตริตรองให้รู้เห็นตามความเป็นจริงและต้องอยู่ในหลักเหตุผลเท่านั้น คงจำกันได้ว่าตอนที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ๆ นั้น ทรงปรารภว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั้น เป็นธรรมอันลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เข้าถึงได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ปราณีต ไม่เป็นวิสัยแห่งตรรกะ (นึกคิดเอา) ละเอียด บัณฑิต (ผู้มีกิเลสเบาบาง) เท่านั้น จึงจะรู้ได้

ทำให้ทรงเกิดท้อพระทัยขึ้น ต่อเมื่อระลึกถึงอาจารย์ทั้งสอง คือ ท่านอาฬารดาบสและท่านอุทกดาบส พระองค์ทรงตรัสว่าท่านอาจารย์ทั้งสองนั้น เป็นบัณฑิต (ผู้มีกิเลสเบาบาง) ฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา มีธุลีในจักษุน้อยมานาน (มีกิเลสน้อยมานาน) เธอจักรู้ธรรมนี้ได้โดยฉับพลัน เมื่อเธอได้ฟังธรรมนี้ (ธรรมของพระพุทธองค์ที่ได้ทรงตรัสรู้)

ในครั้งพุทธกาลนั้น เป็นพวกจิตนิยม มีคณาจารย์ทั้งหลายผุดขึ้นมาอย่างมากมาย ทั้งพวกที่อบรมกาย พวกที่อบรมจิต ที่ได้รูปฌาน อรูปฌาน เป็นจำนวนมาก ซึ่งในขณะนั้นพระพุทธศาสนาเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น มีสาวกน้อยกว่าสาวกของพวกเจ้าลัทธิบางพวกเสียด้วย และที่บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนานั้น มีพระพุทธพจน์ในพระสูตรกล่าวไว้ดังนี้ ก็สาวกของพระโคดมผู้เจริญ เมื่อพระโคดมกล่าวสอน พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ ทุกๆ รูปได้บรรลุนิพพาน อันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดอย่างยิ่งหรือ หรือว่าไม่ได้บรรลุ พราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามพระผู้มีพระภาค พราหมณ์ สาวกของเรา แม้เรากล่าวสอน พร่ำสอนอยู่อย่างนี้  น้อยพวกที่ได้บรรลุนิพพาน อันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดอย่างยิ่ง บางพวกไม่ได้บรรลุ จากพระสูตรสรุปได้ว่า พวกที่บรรลุธรรมนั้นน้อยกว่าพวกที่ไม่ได้บรรลุธรรม 

ส่วนเรื่องแค่ฟังธรรมก็บรรลุได้นั้น คงจะต้องมีพื้นฐานการปฏิบัติธรรมจนได้รูปฌาน อรูปฌาน มาจนชำนาญแล้วเท่านั้น ซึ่งในยุคนั้นสมาธินอกพระพุทธศาสนามีมาก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงอุบัติขึ้นเสียอีก เป็นที่สนใจอย่างมากของบุคคลทั่วไปในครั้งกระนั้นเสียด้วย เนื่องจากคณาจารย์แต่ละคนล้วนรับรองตนเองว่าได้บรรลุธรรมชั้นสูงแล้ว โดยเฉพาะท่านอุทกดาบส ที่มีบุคคลศรัทธาเป็นจำนวนมากนั้น ถึงกับประกาศตนว่า เป็นผู้จบเวช เป็นผู้ชนะทุกอย่าง ขุดรากเหง้าแห่งทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เป็นความเข้าใจผิดของคณาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้นเอง 

ก็เป็นความรู้ความเข้าใจพอสังเขปเรื่องการบรรลุธรรม เรามาต่อเรื่องหัวใจพระพุทธศาสนาจากวันพระที่แล้วกันเถอะ (๒๑ กันยายน ๒๕๖๔)

🌷 ความแตกต่างของทานกับการแสวงหาอามิส

ทาน (การให้สิ่งที่ควรให้) เป็นการให้ที่เกิดขึ้นจากเจตนาของผู้ให้เอง  ที่ปรารถนาจะช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้รับที่ยากไร้ขัดสน หรือให้แก่พระสงฆ์เพื่อจะได้มีกําลังปฏิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุมรรคผล เป็นก้าวแรกของการประกาศตนว่าจะนับถือพระพุทธศาสนา ส่วนการชักชวน โฆษณาเพื่อให้ผู้อื่นบริจาคทรัพย์นั้น เป็นการแสวงหาอามิสทั้งสิ้น ซึ่งได้แก่ งานประจําปี ฝังลูกนิมิต ฉลองพัดยศ แจกซองกฐิน ผ้าป่า เป็นต้น

🌷 ศีล กับ ศีลในมรรคมีองค์ ๘ 

ศีล หมายถึง ข้อบัญญัติที่มีเพื่อห้ามปฏิบัติในสิ่งที่ทําให้เกิดความยุ่งยากเดือดร้อนขึ้นในสังคม เป็นการสํารวมกายวาจาให้เรียบร้อย ซึ่งเป็นการกําจัดกิเลสอย่างหยาบทางกายกับวาจา คือให้ประพฤติตนแบบกัลยาณชน และไม่ทําความเดือดร้อนขึ้นในสังคมเป็นพื้นฐานเบื้องต้นเสียก่อน ดังนั้นศีลจึงมีความสําคัญสําหรับการปฏิบัติธรรมขั้นสูงขึ้นต่อไป ถ้าไม่มีศีลเสียอย่างเดียวเท่านั้น คุณธรรมความดีอย่างอื่นจะมีต่อไปอีกไม่ได้เลย ดังนั้น ศีลจึงเป็นเสมือนรั้วที่ป้องกันมิให้ผู้ปฏิบัติตาม ตกไปสู่ที่ชั่วได้ และถ้าทุกคนต่างก็รักษาศีลอย่างเคร่งครัดแล้ว สังคมก็ย่อมไม่ยุ่งยากเดือดร้อนอย่างแน่นอน

ศีลที่พระพุทธองค์ได้บัญญัติไว้มีดังนี้ คือ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ตามลําดับที่เพิ่มขึ้นจากศีล ๕ แต่ศีล ๕ เป็นพื้นฐานสําคัญ เปรียบเหมือนรากแก้วในพระพุทธศาสนา ซึ่งพุทธบริษัทจะต้องยอมรับไว้ปฏิบัติเสียก่อน ส่วนศีล ๘  ศีล ๑๐  ศีล ๒๒๗ นั้น เป็นศีลที่บัญญัติเพิ่มขึ้นจากศีล ๕ เพื่อช่วยฝึกหัดอบรมมารยาทให้ละเอียดปราณีตยิ่งขึ้น พร้อมกับช่วยลดความกังวลห่วงใยต่างๆ ให้น้อยลงตามลําดับ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ศีลนี้ ถ้ายิ่งมีมากข้อขึ้น ก็จะยิ่งทําให้จรรยามารยาทตลอดจนความประพฤติให้ละเอียดยิ่งขึ้น เมื่อจรรยามารยาทและความประพฤติละเอียดขึ้น ความคิดกังวลเรื่องกามารมณ์ก็ย่อมน้อยลง และเมื่อความคิดกังวลเรื่องกามารมณ์น้อยลง การปฏิบัติธรรมเรื่องศีลสมาธิปัญญาเพื่อให้บรรลุธรรมเบื้องสูงขึ้นไปก็ย่อมสะดวกยิ่งขึ้น แต่ถ้าศีลมีน้อยข้อลง ความระวังสํารวมก็ย่อมมีน้อย จึงถึงจุดหมายได้ช้ากว่า แต่จะอย่างไรก็ตาม การรักษาศีลมากข้อหรือน้อยข้อ ก็ย่อมถึงที่หมายเหมือนกัน ต่างกันแต่ว่าช้าหรือเร็วกว่ากันเท่านั้น ถ้าต่างคนต่างปฏิบัติโดยไม่หยุดยั้ง ดังนั้น จึงต้องดูให้สมกับฐานะ  โอกาส และความสามารถของตนเป็นหลักใหญ่ เพียงแต่รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์จริงๆ ก็มีอานิสงส์เหลือหลายแล้ว

🌷 หลักในการรักษาศีล 

เท่าที่เป็นอยู่นั้น  เรามักเข้าใจกันว่า ถ้าจะรักษาศีลแล้วจะต้องไปหาพระสงฆ์ เพื่อขอให้พระสงฆ์ให้ศีลเเก่เรา แล้วก็นอนค้างคืนที่วัดในวันพระ เพื่อรักษาศีล เป็นเวลาวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง เป็นประเพณีเสมอ บางทีก็เข้าใจว่าถ้าพระสงฆ์ไม่ให้ศีล เราก็ไม่มีศีล ก็มี ความจริงแล้ว เราไปวัดเพียงเพื่อรับปากสมาทานว่า จะตั้งใจรักษาศีลอย่างเคร่งครัด ตลอดเวลาวันหนึ่งกับคืนหนึ่งเท่านั้น เราไม่ได้มีศีลขึ้นมา เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ให้แก่เรา แต่มีศีลขึ้นมา เพราะตนเองรักษาไว้ได้บริสุทธิ์ตามที่รับปากไว้กับพระสงฆ์ต่างหาก ถ้ารับปากกับพระสงฆ์ไว้แล้ว แต่รักษาศีลนั้นๆ ขาดทะลุ ด่างพร้อยแล้ว ก็ย่อมชื่อว่าศีลขาดหรือไม่มีศีลอยู่นั่นเอง ถ้าศีลทุกข้อหมดไปจากผู้ใด คุณธรรมก็ย่อมไม่แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานเลย

สําหรับการไปรักษาศีลที่วัดชั่วระยะเวลาวันหนึ่งกับคืนหนึ่งนั้น เป็นสิ่งที่ดีมาก ที่ น้อยคนนักจะทําได้ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไปตามๆ กัน โดยไม่ได้รับคําแนะนําอธิบายหรือศึกษาวิธีปฏิบัติตนให้ถูกต้องและเคร่งครัด เพื่อให้จิตใจสงบระงับตลอดเวลาที่อยู่ที่วัดด้วย เพราะศีลควบคุมเข้าไปไม่ถึงจิตใจ กล่าวคือจิตใจยังซัดส่ายฟุ้งซ่านอยู่

ผู้ที่รักษาศีลบางคนก็ตั้งอกตั้งใจรักษาจิตใจดี บางคนก็เอาเรื่องราวภายในครอบ ครัวของตนเองหรือผู้อื่นมาสนทนาปรับทุกข์กัน โดยไม่ได้ระมัดระวังจิตใจว่า ตนถูกเรื่องที่นํามาสนทนา ปรุงแต่งจนเสียความสงบระงับ จนฟุ้งซ่านหวั่นไหวไปหมดแล้ว ก็มี ความฟุ้งซ่านหวั่นไหวที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมส่งผลให้ขาดความสํารวมตน และความสงบระงับที่ควรจะมีในขณะรักษาศีล ซึ่งอาจปรุงแต่งจิตให้คิดละเมิดศีลขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ดังนั้น จึงควรเว้นการสนทนาเรื่องใดๆ ทางบ้านเสียโดยเด็ดขาด เพื่อให้ศีลหมดจดบริสุทธิ์มากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ จึงควรศึกษาเพื่อเปลี่ยนให้เป็นการรักษาศีลในมรรค ๘ ซึ่งเป็นศีลที่มีอานิสงส์สูงกว่าศีลอุโบสถมากมายนัก ทุกคนสามารถทําได้ไม่ว่าทั้งที่วัดหรือที่บ้านก็ตาม

🌷 การรักษาศีลในมรรคมีองค์ ๘ 

การรักษาศีลอุโบสถเพียงชั่วระยะเวลาวันหนึ่งกับคืนหนึ่งไว้ได้นั้น นับว่าดีไม่ใช่ น้อยทีเดียว แต่ถ้าวันต่อไป มิได้รักษาศีลนั้นๆ อย่างเคร่งครัดแล้ว ก็เปิดโอกาสให้ศีลขาดทะลุ ด่างพร้อยได้ และอาจเปิดประตูอบายภูมิให้แก่ตนเองได้อยู่ จึงควรเปลี่ยนเป็นการรักษาศีลด้วยสติอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะรักษาศีลกี่ข้อ  เป็นพระสงฆ์หรือฆราวาสก็ตาม ย่อมทําได้เหมือนกัน โดยสังเกตดูจิตใจของตนเองว่า เมื่อมีอารมณ์หรือเรื่องราวใดๆ มากระทบเฉพาะหน้าแล้ว เกิดความฟุ้งซ่าน ขุ่นเคือง สงสัย ฯลฯ ซึ่งผิดไปจากสภาพปรกติ ก็หยุด ไม่ลงมือทําต่อไป การรักษาศีลเช่นนี้ เป็นวิธีรักษาศีลของพระอริยะ เรียกว่า ปาริสุทธิศีล มีอยู่ ๔ ประการ คือ 

๑. ปาฏิโมกข์สังวร สําหรับพระสงฆ์ซึ่งรักษาศีล ๒๒๗ หรือศีลสังวร สําหรับฆราวาสซึ่งรักษาศีล ๕ หรือ ศีล ๘

๒. อินทรียสังวร สํารวมระวังรักษาจิตใจไว้ในเมื่อมีอารมณ์มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งเปรียบเหมือนศีลพี่เลี้ยงที่ประคับประคองมิให้การรักษาศีลดังกล่าวมาในข้อ ๑ ด่างพร้อยหรือทะลุ ถ้าเห็นว่าขืนดําเนินการใดๆ ลงไปแล้วทําให้ศีลด่างพร้อย หรือทะลุแล้ว ก็หยุดเสีย  ไม่ทําต่อไป 

๓. โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการบริโภคอาหารแต่พอสมควร ไม่บริโภคจนอิ่มจัดจนแน่นท้องเกินไป ซึ่งจะทําให้อึดอัด เกิดความง่วงนอนได้ง่าย ทําให้ลดการสํารวมระวังรักษาศีลและประกอบความเพียรทางจิตใจลงได้มาก 

๔. ชาคริยานุโยค ความเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอสําหรับประกอบความเพียรทางจิตใจ หรือที่เรียกว่า ประกอบสัมมาสมาธิ ในมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งหมายความว่า นอนแต่น้อย ตื่นเพื่อปฏิบัติความเพียรมาก ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องนอนกันเลยแต่อย่างใด การไม่นอนย่อมเป็นการทรมานร่างกายให้เหนื่อยเปล่า ไม่ใช่พุทธบัญญัติ

🌷 สมาธิในพระพุทธศาสนา 

ถ้าหากพิจารณารายละเอียดเรื่องมรรคมีองค์ ๘ ที่กล่าวมาในตอนต้นนี้ให้ดีแล้ว จะเห็นว่า ท่านสงเคราะห์ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิ หมายความว่า ในการปฏิบัติสมาธิในพระพุทธศาสนานี้ มรรคทั้ง ๓ ดังกล่าวนี้ จะทํางานสัมพันธ์กันตลอดเวลาเพื่อรวมจิตให้สงบเป็นสมาธิ กล่าวคือ 

จะต้องสลัดนิวรณ์อันเกิดขึ้นเนื่องด้วยอารมณ์กระทบ ออกไปให้หมดด้วยสัมมาวายามะ ยกจิตขึ้นสู่อานาปานสติและประคองจิตมิให้แลบออกไปสู่ที่อื่นด้วยสัมมาสติ เกิดความอิ่มใจเบากายเบาใจและเป็นสุขที่จิตสงบขึ้น อาการต่างๆ เหล่านี้จะต้องถูกปล่อยวางจนหมดในที่สุด เป็นสัมมาสมาธิ 

เพราะฉะนั้น สัมมาสมาธิจึงไม่ใช่สมาธิแบบหินทับหญ้า เหมือนดังสมาธิของศาสนาอื่น ซึ่งยึดแนบแน่นเป็นเอกัคคตาอยู่ในอารมณ์เดียวแต่ประการใด แต่เต็มไปด้วยพลังสติระวังตัว สงบตั้งมั่นอยู่เสมอ

เมื่อพลังสติทํางานอย่างเต็มที่อยู่เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมมีผลกระทบให้การพูด การทํา การคิดดำเนิน อย่างถูกต้องตามทํานองคลองธรรมไปด้วย ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติสัมมาสมาธิ คือยกจิตขึ้นสู่อานาปานสตินั้น จึงไม่มีทางที่จะเป็นบ้าไปได้เลย ถ้าพูดให้ถูกแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่หายจากการเป็นบ้า (ที่หลงเข้าไปยึดถือสิ่งภายนอกอย่างผิดๆ ฝ่าฝืนสัจธรรมมาตลอดเวลา) มากขึ้น ทําให้พูดถูก ทําถูก คิดถูกยิ่งขึ้น โดยลําดับ นี่คือประโยชน์ที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิในพระพุทธศาสนา

สําหรับผู้ที่ปฏิบัติสมาธิแล้วเป็นบ้านั้น ถ้าได้พิจารณาสาเหตุดูแล้ว ส่วนมากเกิดจากการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์กามคุณด้วยปรารถนาลามก ไม่ได้ยกขึ้นสู่อารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ไม่ได้ใช้สติสกัดกั้นความยินดียินร้ายที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยกามคุณนั้นๆ คงปล่อยจิตใจให้ยินดีเพลิดเพลินและหวังว่าจะหาโอกาสนํามาครอบครองต่อไปในอนาคต เช่น เพ่งดูรูปผู้หญิงเพื่อทําเสน่ห์ ดูเลขหวยเบอร์ เป็นต้น ย่อมเป็นบ้าอย่างไม่มีปัญหา

ด้วยเหตุผลดังที่ได้บรรยายมานี้ ผู้ปฏิบัติสมาธิที่หวังความพ้นทุกข์ ในพระพุทธศาสนา จึงจําต้องจําทางเดินของจิตรวมทั้งวิธีวางจิตให้แม่นยําและแยบคายเพื่อให้เกิดสมาธิขึ้นโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด ที่เรียกว่า วสี (ความชํานาญในการเข้า - ออกจากสมาธิ) ซึ่งควบคุมจิตไม่ให้ถูกนิวรณ์ครอบงําได้ดีที่สุด

🌷 สมาธินอกพระพุทธศาสนา 

กล่าวตามความเป็นจริงแล้ว ศาสนาพราหมณ์ซึ่งมีมาก่อนพระพุทธศาสนา ก็มีการปฏิบัติฌานสมาบัติอยู่แล้วเหมือนกัน ดังนั้น การปฏิบัติเช่นนี้จึงมีมาก่อนพุทธกาล ถึงแม้พระพุทธองค์ก็ทรงเคยเสด็จเข้าไปศึกษาและปฏิบัติอยู่กับพระอาฬารดาบสและพระอุทกดาบส ก่อนตรัสรู้มาแล้วด้วย แต่พระองค์ได้ทรงพิจารณาเห็นว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานสมาบัตินั้น จิตของพระองค์ยังยึดอารมณ์ฌานอยู่อย่างเหนียวแน่น เป็นเอกัคคตารมณ์อยู่ เมื่อยังยึดอารมณ์อยู่ก็ย่อมถูกอารมณ์ปรุงแต่งให้มีให้เป็นไป ยังไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ จึงทรงลาพระอาจารย์ทั้งสองท่าน ออกมาปฏิบัติสัมมาสมาธิโดยลําพังพระองค์เอง จนกระทั่งได้ตรัสรู้ในที่สุด

ทั้งนี้ย่อมแสดงว่า สมาธิในศาสนาพราหมณ์ที่ได้ทรงศึกษาและปฏิบัติอยู่กับพระ อาจารย์ทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว กับสมาธิที่พระองค์นํามาปฏิบัติจนได้ตรัสรู้นั้น ต่างกัน ดังพุทธพจน์ที่ได้ตรัสไว้ในปฐมเทศนา ดังต่อไปนี้ "ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ แปลว่า ธรรมทั้งหลายที่ได้ปฏิบัติมา เราไม่เคยสดับฟังมาจากที่ใดเลย" (ไม่มีใครสอนมาก่อน)

ถ้าหากว่าสมาธิของพระอาจารย์ทั้งสอง เหมือนกับสมาธิที่ทรงปฏิบัติจนกระทั่งตรัสรู้จริงแล้ว พระองค์ย่อมตรัสว่าได้ตรัสรู้เองโดยชอบไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น สมาธิของศาสนาพราหมณ์จึงแตกต่างกับสมาธิในพระพุทธศาสนาอย่างไม่มีปัญหา เช่น ท้าวมหาพรหมยังยึดอัปปมัญญา ๔ อยู่ จึงมีอายุยืนยาวมาก เมื่อเสวยวิบากของกรรมเช่นนี้หมดแล้ว ก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเป็นอย่างอื่นที่เป็นกรรมรองต่อไปอีก ยังไม่พ้นจากทุกข์ไปได้

🌷 ประโยชน์ของการปฏิบัติสมาธิ 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ว่า "สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ดังนี้" แสดงว่า การปฏิบัติสมาธิ เป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา ที่ช่วยอบรมจิตให้มีพลังปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ (รูปนาม) ได้ เมื่อปล่อยวางสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาเสียได้ ความยินดียินร้ายอันเนื่องมาจาการยึดถือผิดๆ ก็ย่อมพลอยดับลงด้วยเป็นธรรมดา

ในปัจจุบันนี้ ได้มีผู้เห็นประโยชน์ของการปฏิบัติสมาธิมากพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่ออกไปอย่างกว้างขวางถึงชนบทต่างๆ รวมทั้งวัดที่มีอยู่ทั้งหมดรวมสามหมื่นกว่าวัด ทั่วประเทศด้วย ทุกคน ทุกสถาบัน จําเป็นจะต้องเพิ่มบทบาทอย่างเข้มแข็ง โดยไม่ปล่อยให้สังคมเป็นไปตามยถากรรมต่อไป ด้วยการก้าวเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนให้มีการสอนปฏิบัติสมาธินักเรียนและเยาวชน ซึ่งกําลังประพฤติตนสวนทางกับศีลธรรมอันดีงามอยู่ในขณะนี้ จนเป็นที่หวั่นวิตกแก่บิดามารดาผู้ปกครองครูอาจารย์ เป็นอันมากว่า ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข นักเรียนและเยาวชนในปัจจุบันย่อมจะกลายเป็นภาระอันหนักและไม่มีคุณภาพแก่ประเทศชาติในอนาคตทีเดียว ยังไม่สายเกินไปนักที่จะร่วมมือกัน นําหลักธรรมในพระศาสนาข้อนี้ มาส่งเสริมให้นักเรียนและเยาวชน รวมทั้งผู้หวังความสงบสุขในการครองชีวิตในสังคมนี้ ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและพร้อมเพรียงกัน เช่นเดียวกับชาวอังกฤษ อเมริกัน ญี่ปุ่น ฯลฯ ที่บินมาเรียนปฏิบัติสมาธิในประเทศไทย แล้วนํากลับไปเผยแพร่ต่อในประเทศมาตุภูมิของเขา ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้

การปฏิบัติสมาธิจะทําให้เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคม ทําให้รู้จักชีวิตนี้ตามความเป็นจริง และมีพลังต่อต้านอํานาจฝ่ายต่ำที่เกิดจากอารมณ์ทั้งหลาย จึงทําให้ผู้ปฏิบัติประพฤติตนเป็นคุณประโยชน์ด้วยความองอาจเที่ยงธรรมและมั่นคงที่สุด

นอกจากนี้ การปฏิบัติสมาธิยังช่วยให้มีสติและความทรงจําดี ช่วยเกื้อกูลให้เล่าเรียนดี เป็นทางปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์และจรรโลงพระศาสนาอย่างถูกจุด ถ้ารณรงค์ให้ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง อีกด้วย

สิ่งที่ผู้ปฏิบัติเห็นเมื่อจิตเป็นสมาธิดีแล้ว คือ 
๑. เห็นจิตที่ส่งออกไปรับอารมณ์ภายนอกด้วยความยินดียินร้าย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) 
๒. เห็นอาการซัดส่ายวุ่นวายของจิตเนื่องด้วยยึดอารมณ์นั้นๆ เป็นทุกข์ 
๓. เห็นว่าการปฏิบัติสัมมาสมาธิสามารถปล่อยวางอาการต่างๆ ได้ เป็นมรรค
๔. เห็นผลจากการปล่อยวาง ทําให้จิตสิ้นการปรุงแต่ง เป็นนิโรธ

เมื่อปฏิบัติจนเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้นั้นย่อมทราบชัดด้วยตนเองว่า เป็นผู้ที่รู้จักสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงแล้ว ไม่ได้กลายเป็นคนบ้าเสียจริตไป ดังที่มีบางคนวิตกอยู่ แต่ประการใดเลย 

ทั้งนี้หมายความว่า ถ้ายกเอาอารมณ์อย่างหนึ่งอย่างใดในสติปัฏฐานสูตร ที่มีอยู่รวม ๒๑ ประการ มาเพื่อเพ่งดูอย่างเคร่งครัด ไม่เอาอารมณ์อย่างอื่นนอกเหนือจากนี้แล้ว ย่อมไม่มีทางเป็นบ้าเสียสติไปได้เลย แต่กลับจะทําให้ตนเองหายจากบ้า เพราะเห็นสิ่งต่างๆ ไม่วิปลาสอีกต่อไป

การเป็นบ้าเสียสติ จะเกิดขึ้นได้เพียงทางเดียวเท่านั้น คือ การปฏิบัติผิดๆ นอกรีต นอกรอย ออกจากคําสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ให้ปฏิบัติอยู่ในอารมณ์ของสติปัฏฐานเท่านั้น เช่น เอารูปผู้หญิงมาเพ่งเพื่อทําเสน่ห์ให้เขารักเรา เป็นต้น การปฏิบัติเช่นนี้จึงจะเป็นบ้า เสียสติ นี่คือความรู้ขั้นพื้นฐานสําหรับผู้ที่จะลงมือปฏิบัติทุกคน

🌷 🌷 🌷 

เมื่อเรารู้แล้วว่า การปฏิบัติธรรมโดยการขอหรือการอธิษฐานจิตนั้น เป็นเพียงการให้กำลังใจตนเองเท่านั้น เหมาะสำหรับบุคคลผู้มีความจริงใจและตั้งใจจริงที่ต้องการจะบรรลุธรรม ให้มีความมุ่งมั่นที่จะเข้าถึงธรรม อันเป็นความปรารถนาอยู่เต็มที่ เพราะมีความหวังจากที่ได้ขอหรืออธิษฐานจิตไว้ มีในพระสูตรจากพระบาลี ทุกนิบาต อังคุตตรนิกาย บทอธิษฐานเพื่อทำความเพียรนั้น กล่าวไว้ว่า

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังรู้สึกได้อยู่ถึงธรรม ๒ อย่าง คือ ความไม่รู้จักอิ่มจักพอ (สันโดษ) ในกุศลธรรมทั้งหลาย และความเป็นผู้ไม่ถอยกลับในการทำความเพียร 

ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมตั้งไว้ซึ่งความเพียรอันไม่ถอยกลับ ด้วยการตั้งจิตว่า แม้หนัง เอ็น กระดูก จักเหลืออยู่ เนื้อและเลือดในสรีระจักรเหิอดแห้งไปก็ตามที ประโยชน์ใดอันบุคคลจะบรรลุได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ความบากบั่นของบุรุษ ถ้ายังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว จักหยุดความเพียรเสียเป็นไม่มี ดังนี้"

จากพระพุทธวจนะนั้น เราคงพอจำกันได้ว่า ในครั้งกระนั้นพระพุทธองค์จะทรงตรัสรู้ธรรมอันยิ่ง ในคืนแห่งการตรัสรู้ พระองค์ก็ทรงอธิษฐานจิตแบบนี้เช่นกัน แต่ในปัจจุบันกลับไม่ได้เป็นไปอย่างในครั้งกระนั้น คือ เป็นการขอให้หรืออธิษฐานจิตแบบเผื่อฟลุ๊คไว้เท่านั้นเอง ขาดซึ่งความจริงใจ ความมุ่งมั่น เพื่อนำไปสู่ธรรมนั้น ด้วยการลงมือปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนาแบบจริงจัง

มีพระสูตรกล่าวถึง การลำดับการปฏิบัติธรรม เพื่อรู้ตามความเป็นจริงซึ่งสัจธรรม จากพระบาลี มัชฌิมปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย ดังนี้ 

"ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าวการประสบความพอใจในอรหัตตผล ด้วยการกระทำอันดับแรกเพียงอันดับเดียว 

ภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าการประสบความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้ เพราะการศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำโดยลำดับ เพราะการปฏิบัติโดยลำดับ 

ภิกษุทั้งหลาย การประสบความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้ เพราะการศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำโดยลำดับ เพราะการปฏิบัติโดยลำดับนั้น เป็นอย่างไรเล่า

ภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลในกรณีนี้ เป็นผู้มีศรัทธาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเข้าไปหาผู้ถึงอริยสัจ (สัตบุรุษ) เมื่อเข้าไปหา ย่อมเข้าไปนั่งใกล้ เมื่อเข้าไปนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยโสตลงสดับ เมื่อเงี่ยโสตลงสดับ ย่อมได้ฟังธรรม ครั้นฟังแล้วย่อมทรงจำธรรมไว้ ย่อมใคร่ครวญพิจารณาซึ่งเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลายที่ตนทรงจำไว้ เมื่อเขาใคร่ครวญพิจารณาซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้นอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อการเพ่งพิสูจน์ เมื่อธรรมทนต่อการเพ่งพิสูจน์มีอยู่ ฉันทะ (ความพอใจ) ย่อมเกิด ผู้เกิดฉันทะแล้วย่อมมีอุตสาหะ ครั้นมีอุตสาหะแล้ว ย่อมพิจารณาหาความสมดุลแห่งธรรม ครั้นพิจารณาหาความสมดุลแห่งธรรมแล้ว ย่อมตั้งตนไว้ในธรรมอันเป็นกลางนั้น ผู้มีตนคือจิตส่งไปแล้วในธรรมนั้น ย่อมอยู่กระทำให้แจ้งซึ่งบรมสัจจ์ด้วยกาย ด้วยจิต ย่อมเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งบรมสัจจ์นั้นด้วยปัญญา"

จากพระพุทธพจน์ เมื่อพินิจพิจารณาดูแล้ว บุรุษบุคคลในกรณีนี้เป็นผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้า เทียบได้กับสัทธินทรีย์ เป็นศรัทธาที่ปราศจากข้อสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เข้าไปหา พูดถึงอริยสัจคือพระอริยเจ้า เพื่อสดับฟังธรรมเทศนาของพระอริยเจ้า และย่อมนำเนื้อธรรมทั้งหลายมาพินิจพิจารณา ย่อมนำไปสู่ฉันทะ อันเป็นฉันทะในอิทธิบาท ๔ (ธรรมอันเป็นทางแห่งความสำเร็จ) เมื่อเกิดฉันทะสมาธิ ย่อมนำไปสูวิริยะสมาธิ (อุตสาหะ) วิริยะสมาธิย่อมไปนำไปสู่จิตตสมาธิ จิตตสมาธินำไปสู่วิมังสาสมาธิ

สมาธิที่เกิดจากอิทธิบาทแต่ละข้อนี้ มีความเพียรพยายามเกิดควบคู่ไปด้วยเสมอ คือ มีความเพียรปรุงแต่ง มีความเพียรสร้างสรรค์ ย่อมนำไปสู่สัจธรรมความจริงแห่งพระอริยเจ้า เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม ๒๙ กันยายน ๒๕๖๔





Create Date : 30 กันยายน 2564
Last Update : 30 กันยายน 2564 13:28:50 น.
Counter : 217 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



All Blog