อัตตาของศาสนาพราหมณ์กับอัตตาของศาสนาพุทธ


🌷 อัตตาของศาสนาพราหมณ์กับอัตตาของศาสนาพุทธ

วันอาทิตย์ที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๔ เป็นวันพระแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๘ (สองหน)

เจริญสุขสวัสดี ได้เวลาที่จะฟังพระธรรมเทศนาในเรื่องหัวใจพระพุทธศาสนา ต่อจากพระที่แล้ว ในเบื้องต้นที่เริ่มศึกษาพระพุทธศาสนา หรือได้ศึกษากันมาบ้างแล้วก็ตาม ต้องใส่ใจกับหลักธรรมที่สำคัญคือ เรื่องจิต ตน ธรรม เรา เพราะเรื่องข้างต้นนี้ ถ้าเข้าใจได้ถูกต้องตามความเป็นจริงแล้วนั้น จะนำพาเราไปสู่ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ได้ ส่วนถ้าเราเข้าใจเรื่องเหล่านี้ผิดไปจากความเป็นจริง ก็เสมือนหนึ่งการใส่เสื้อแล้ว ติดกระดุมเม็ดแรกผิดไป  ย่อมทำให้เราติดกระดุมเม็ดต่อๆ ไป ผิดตามไปด้วยตลอดแนวเช่นกัน ฉะนั้นเราจึงควรใส่ใจให้มาก กระทำทำให้มาก เจริญให้มาก ในเรื่องเหล่านี้


🌹  อัตตาของศาสนาพราหมณ์กับอัตตาของศาสนาพุทธ

ก่อนอื่นทั้งหมด ควรจะได้ทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “อัตตา” เสียก่อนว่า พระพุทธองค์ก็ได้ทรงสอนพระอานนท์ซึ่งเป็นพระโสดาบัน ให้ “มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง” ดังที่ได้ยกมากล่าวแล้วข้างต้น เช่นเดียวกับศาสนาพราหมณ์เหมือนกัน แต่ความหมายต่างกัน

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า สิ่งใดที่จะเป็น อัตตา ได้นั้น สิ่งนั้นจะต้องมี คุณลักษณะ ที่อาจยกมาแสดงได้ ๔ ประการ ดังนี้คือ

๑. นิจฺโจ (เที่ยงแท้)
๒. ธุโว (คงทน)
๓. สสฺสโต (ถาวร)
๔. อวิปริณาม (ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น)

เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่ไม่มีคุณสมบัติเช่นว่านี้ หรือมีคุณลักษณะตรงกันข้าม สิ่งนั้นก็ไม่ใช่สภาพธรรมของอัตตา แต่เป็นสภาพธรรมของอนัตตา และตกอยู่ในอำนาจของพระไตรลักษณ์ (คือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา) เช่นเดียวกับโลกียธรรมทั้งหลายเหมือนกัน

ทั้งนี้หมายความว่า สภาพธรรมที่เป็นอัตตานั้นอยู่พ้นจากความครอบงำของพระไตรลักษณ์อย่างสิ้นเชิง จึงดำรงตนอยู่อย่างเที่ยงแท้ คงทน ถาวร ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น ตลอดไป

🌹  อัตตาของศาสนาพราหมณ์

ในศาสนาพราหมณ์นั้น ถือว่าพระพรหมมีอายุยืนยาวมาก เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์อื่นที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ด้วยกันแล้ว แตกต่างกันมากมาย กล่าวคือ สัตว์อื่นได้เวียนเกิดแล้วตาย เกิดแล้วตายเป็นจำนวนหลายสิบหลายร้อยครั้งแล้ว แต่พระพรหมก็ยังคงดำรงตนอยู่ในสภาพเช่นนั้น จึงเกิดความประมาทขึ้นและเข้าใจว่าตัวเองไม่ตาย และได้บัญญัติเรียกตนเองว่าเป็นอัตตาขึ้น

ผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์ เรียก พระพรหม ว่าเป็นมหาตมัน (อัตตาใหญ่) และเข้าใจว่าสัตว์อื่นๆ ทั้งหลายล้วนแต่แตกแยกออกมาจากพระพรหมทั้งสิ้น เมื่อปรารถนาจะกลับไปเป็นพระพรหมอีก ก็ต้องลงมือบำเพ็ญตบะ ทำฌานสมาบัติไว้ ครั้นตายลงเมื่อใด ก็จะได้กลับไปรวมอยู่กับพระพรหม ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เป็นอัตตาอีกในที่สุด

🌹   อัตตาของศาสนาพุทธ

พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิเสธความเห็นของศาสนาพราหมณ์ในเรื่องนี้ว่า สภาพของพระพรหมทั้งหลายนั้นก็เป็นผลของการบำเพ็ญฌานสมาบัติ ที่สัตว์ได้เพ่งเพียรปฏิบัติทางจิตไว้ก่อน

ดังนั้น จึงเป็นเพียงภพภูมิหนึ่งที่ยังยึดถืออารมณ์ที่ปราศจากกาม และถูกอารมณ์นั้นๆ ปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นการปรุงแต่งที่เป็นครุกรรมฝ่ายกุศล ที่ส่งผลให้พระพรหมดำรงชีวิตอยู่ อย่างยืนยาวกว่าการปรุงแต่งด้วยอารมณ์อย่างอื่น ดังที่ทรงแสดงทิฐิไว้ ๖๒ ประการใน "พรหมชาลสูตร" แล้วนั้น อันล้วนแต่เป็นจิตสังขารทั้งสิ้น

เมื่อพระพรหมยังมีจิตที่ถูกปรุงแต่งอยู่ ก็ย่อมต้องมีการสิ้นอายุในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า แล้วก็ย่อมต้องจุติเข้าสู่กามาวจรภูมิ (ภูมิที่ยังท่องเที่ยวไปในอารมณ์ที่เป็นกามคุณ) อีกเป็นธรรมดา

ดังนั้น ฐานะของพระพรหมจึงไม่เที่ยงแท้ ไม่คงทน ไม่ถาวร และจะต้องมีการผันแปรไปเป็นอย่างอื่น จึงไม่ใช่สภาพธรรมที่เป็นอัตตา เนื่องจากจิตของพระพรหมยังยึดถืออารมณ์และถูกอารมณ์ปรุงแต่งอยู่ คือเป็นจิตสังขาร จึงจัดเป็นสภาพธรรมที่เป็นอนัตตา (ไม่ใช่สภาพตัวตนดั้งเดิม)

ดังนั้นความเข้าใจของศาสนาพราหมณ์ว่าพระพรหมเป็นอัตตา จึงไม่ถูกต้อง การเห็นที่ว่าอารมณ์เที่ยง หรือเห็นว่าจิตสังขารเที่ยง จึงเป็นความเห็นผิดฝ่ายสัสสตทิฐิ

พระพุทธองค์ได้ทรงชี้ให้เห็นว่า ตราบใดที่สัตว์ยังติดข้องในอารมณ์อยู่ ตราบนั้นสัตว์จะยังไม่มีทางพ้นทุกข์ไปได้ ดังที่ทรงรำพึงเมื่อทรงศึกษาอยู่ในสำนักพระอุทกดาบสและพระอาฬารดาบสนั้น

ครั้นเมื่อได้ตรัสรู้พระอนตุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จึงได้ทรงชี้ชัดเจนว่า จิตที่สิ้นความยินดีและแยกออกจากอารมณ์ทั้งปวงอย่างเด็ดขาด คือ วิราคจิต จัดเป็นนิพพาน เป็นอมตธรรม (ธรรมที่ไม่ตาย) ซึ่งย่อมดำรงตนอยู่อย่างเที่ยงแท้ คงทน ถาวร ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่นอีกต่อไป เป็นอัตตาตัวตนในพระพุทธศาสนา และเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง ดังที่ทรงยกมาสอนพระอานนท์ว่า "ให้มีตัวตนเป็นเกาะ มีตัวตนเป็นที่พึ่ง" นั้นทีเดียว

🌷 ทิฐิ (ความเห็น)

ความจริงแล้ว คำว่า ทิฐิ แปลว่า ความเห็น เป็นคำกลางๆ แต่สังคมเอาไปใช้พูดกันในความหมายที่ว่า เห็นผิด ไปเสีย ถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้ว จึงต้องพูดให้เต็มคำว่า สัมมาทิฐิ (เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง) และ มิจฉาทิฐิ (เห็นผิดจากความเป็นจริง) จึงจะตรงกับความหมายที่แท้จริงของศัพท์

เรื่อง สัมมาทิฐิ และมิจฉาทิฐิ นี้ ยังไม่มีผู้ใดสรุปความหมายไว้ให้ชัดเจนว่า เห็นอย่างไรจึงจะเรียกว่า เห็นผิด และเห็นอย่างไรจึงจะเรียกว่า เห็นถูก

เพื่อให้ผู้ศึกษาธรรมะใช้เป็นหลักเกณฑ์ สำหรับพิจารณาเชื่อถือธรรมะได้ด้วยตนเองโดยไม่ผิดพลาด และสามารถลบล้างความเชื่อถือเก่าๆ ที่ว่าใครพูดว่าอะไรเที่ยงไม่ได้ และพูดว่าอะไรสูญหายก็ไม่ได้ ต้องปรับให้ผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง เช่น พูดว่าตายแล้วเกิดอีกก็ผิด ตายแล้วสูญก็ผิด ดังนี้เป็นต้น

คติธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น เราเชื่อกันอย่างมั่นใจว่า มนุษย์หรือสัตว์ทุกรูปนามจะต้องไปเกิดใหม่อีก เมื่อตายแล้ว มิได้ดับสูญไปตามรูปร่างกายที่ตายไปด้วย

ฝ่ายนักศึกษาพระอภิธรรมเข้าใจว่า ในขณะที่ตายนั้นมีปฏิสนธิจิตออกจากร่างกาย แล้วไปสู่รูปร่างกายชุดใหม่ จิตที่จุติ (เคลื่อน) ออกจากร่างกายที่ตายแล้ว กับจิตที่ปฏิสนธิ (เกิด) ในรูปร่างกายชุดใหม่นั้น เป็นคนละดวงกัน ไม่ใช่ดวงเดียวกัน แต่รับถ่ายทอดกรรมที่ทำไว้ จากจิตดวงหนึ่งไปยังจิตอีกดวงหนึ่งเป็นทอดๆ ได้

ฝ่ายนักศึกษาพระสูตรก็อธิบายว่า จิตในชาติที่ตายแล้ว กับจิตในชาติใหม่เป็นดวงเดียวกัน จึงไม่ต้องถ่ายทอดกรรมกัน ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น จิตดวงนี้จึงต้องรับกรรมที่ทำไว้ในอดีตทั้งหมด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เปรียบดังล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนนั้นไปทีเดียว ไม่ว่าจะทำกรรมอย่างใดไว้ก็ตาม

ฝ่ายนักธรรมะบางพวกก็มีความเห็นว่า ตายแล้วสูญหมด ไม่มีอะไรจุติหรือปฏิสนธิทั้งนั้น โดยอ้างว่าไม่เห็นมีอะไรออกจากโลงของผู้ตายไปเกิดอีก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ย่อมทำให้ผู้ที่กำลังศึกษาธรรมะใหม่ๆ เกิดความลังเลใจ เพราะไม่รู้ว่าจะตัดสินใจเชื่อใคร จึงจะไม่ผิด

🌹  หลักเกณฑ์สำหรับใช้ตัดสินใจเชื่อเรื่อง "เห็นถูก" หรือ "เห็นผิด" ในพระพุทธศาสนา

มีพุทธพจน์ในอนัตตลักขณสูตรตรัสไว้ดังนี้คือ "เอว เมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ" แปลว่า "ท่านทั้งหลายพึงเห็นเรื่องนี้ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ"

ดังนั้น จึงใช้หลักแห่งความเป็นจริงสำหรับตัดสินใจเชื่อในเรื่อง "เห็นถูก" หรือ "เห็นผิด" ที่ยกมากล่าวนี้ได้ ดังนี้คือ

๑. เห็นสิ่งที่เที่ยงว่าเที่ยง คือ เห็นอสังขตธรรม ได้แก่ ธาตุแท้ทั้ง ๖ ซึ่งไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัยใดๆ ปรุงแต่ง ว่าเป็นสภาพธรรมที่ดำรงตนเองอยู่ เช่นนั้นตลอดไปได้ โดยไม่มีการดับตายหายสูญไปไหน ตามที่เป็นจริง จัดเป็นสัมมาทิฐิ

๒. เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง คือ เห็นสังขตธรรม ได้แก่ สังขารทั้งหลาย ที่เกิดจากการประชุมปรุงแต่งของธาตุแท้ทั้ง ๖ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจดำรงตนอย่างยืนยาวตลอดกาลไปได้ ย่อมดับตายหายสูญไป เป็นธรรมดา จัดเป็นสัมมาทิฐิ

๓. เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง คือ เห็นผิดจากความเป็นจริงว่า สังขตธรรม ได้แก่ สังขารทั้งหลาย ที่เกิดจากการประชุมปรุงแต่งของธาตุแท้ทั้ง ๖ สามารถดำรงตนเองอย่างยืนยาวไปได้ตลอดกาล (เช่น เห็นขันธ์ ๕ ว่าเที่ยงแท้ถาวร เป็นต้น) จัดเป็นมิจฉาทิฐิ ฝ่ายสัสสตทิฐิ

๔. เห็นสิ่งที่เที่ยงว่าไม่เที่ยง คือ เห็นผิดจากความเป็นจริงว่า อสังขตธรรมซึ่งเป็นสภาพธรรม ที่ดำรงตนเองอยู่ได้เช่นนั้นตลอดไป ต้องพลอยดับตายหายสูญไปด้วยเมื่อรูปร่างกายของสัตว์ตายลง เช่น เห็นว่าจิตไม่จุติออกไปเพื่อสืบภพชาติใหม่ต่อไปอีก จัดเป็นมิจฉาทิฐิ ฝ่ายอุจเฉททิฐิ (เห็นผิดว่าขาดสูญเมื่อสัตว์ตาย)

สรุปความแล้ว ผู้ที่รู้ตามความเป็นจริงเช่นนี้ทั้งหมด ย่อมเป็นสัมมาทิฐิ สำหรับข้อ ๓ กับข้อ ๔ จัดเป็นความรู้เห็นที่กลับตาละปัด ผิดจากความเป็นจริง นับว่าเป็นมิจฉาทิฐิ สำหรับความเห็นผิดในข้อ ๓ จัดเป็นมิจฉาทิฐิ ฝ่ายสัสสตทิฐิ คือเห็นผิดว่าอารมณ์เที่ยง และความเห็นผิดในข้อ ๔ จัดเป็นมิจฉาทิฐิ ฝ่ายอุจเฉททิฐิ คือเห็นผิดว่าขาดสูญ

🌹  สัสสตทิฐิ (เห็นผิดว่าอารมณ์หรือโลกเที่ยง)

คำว่า สัสสตทิฐิ นี้ เป็นไวพจน์กับคำว่า อัตตานุทิฐิ หรือ สักกายทิฐิ ซึ่งรวมแล้วแปลว่า เห็นอารมณ์ หรือขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวตน หรือเป็นกายอันเที่ยงแท้ถาวรของตน เช่น ศาสนาพราหมณ์เห็นว่า พระพรหมเป็นสภาพธรรมที่ดำรงตนอย่างเที่ยงดิ่งตลอดไป

พระพุทธองค์ได้ตรัสปฏิเสธว่า พระพรหม ถึงแม้จะมีอายุยืนยาวสักเพียงใดก็ตาม ก็ยังเป็นสังขารธรรมที่ถูกอารมณ์ฌานปรุงแต่งอยู่ ดังนั้น จึงยังไม่พ้นจากความครอบงำของพระไตรลักษณ์ไปได้ สักวันหนึ่งข้างหน้าพระพรหมก็จะต้องจุติเปลี่ยนสภาพไปสู่ภพภูมิอื่น เป็นธรรมดา

ด้วยเหตุนี้ ความเห็นของศาสนาพราหมณ์จึงจัดเป็นมิจฉาทิฐิ ฝ่ายสัสสตทิฐิ เพราะเห็นว่าอารมณ์เที่ยง

คำที่มีความหมายเป็นไวพจน์ เกื้อกูลกับคำว่า "อารมณ์" เท่าที่ปรากฏอยู่ในวิชาธรรมะ คือ ขันธ์ ๕, รูปนาม, สังขาร, สังขตะ, โลก, ทุกข์ เหล่านี้ มักใช้แทนกันได้ตามสำนวนที่กำลังเอ่ยถึงอยู่ในขณะนั้น ดังนั้น แต่ละคำเหล่านี้จึงล้วนแล้วแต่มีความหมายว่า ไม่เที่ยงแท้ถาวร ทั้งสิ้น

ถ้าหากใครเข้าใจว่าเป็นสภาพธรรมที่เที่ยงแล้ว ก็ย่อมเห็นผิดจากความเป็นจริง เช่น เห็นว่าพระพรหมดำรงตนอยู่อย่างเที่ยงดิ่ง เช่นนี้ตลอดไป เป็นต้น ก็เรียกว่าเห็นกลับตาละปัดไปจากความเป็นจริง ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น

นอกจากนี้ ถ้าเห็นว่าเมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ก็เป็นมนุษย์ตลอดไป หรือเมื่อได้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วก็เป็นสัตว์เดรัจฉานตลอดไป ตายแล้วก็ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นตามคติของกรรมที่ตนได้ทำไว้ ก็จัดเป็น สัสสตทิฐิ

แต่ถ้าเห็นว่า จิตของมนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายจะต้องจุติไปเกิดอีกหลังจากที่ตายแล้ว ในเมื่อยังไม่หมดกิเลส ก็จัดว่าเป็นสัมมาทิฐิในพุทธศาสนา ไม่ใช่สัสสตทิฐิ

สำหรับเรื่องสัสสตทิฐินี้ ผู้ที่เริ่มเข้ามาศึกษาธรรมะใหม่ๆ มักจะถูกผู้อื่นเอาสัสสตทิฐิปลอมๆ ซึ่งฝ่าฝืนเหตุผล มาขู่ให้กลัวเกรง ทำให้ลืมเรื่องราวที่ดีที่ชอบ ประกอบด้วยเหตุผลไปเสีย จนทำให้ต้องเห็นคล้อยตามคำขู่นั้นไปด้วย

เช่น เห็นว่าเมื่อสัตว์ตาย แต่จิตเป็นสิ่งที่ไม่ได้ตายสูญหายไปไหน ย่อมจุติออกไปถือกำเนิดในภพชาติใหม่ต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด ก็ขู่ว่านี่เป็นสัสสตทิฐิ

หรือเห็นว่า ในอัตตภาพของคนและสัตว์ ซึ่งประชุมพร้อมด้วยรูปธรรม – นามธรรมนี้ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เป็นสภาพยั่งยืนสำหรับรับผลกรรมที่ได้ทำไว้ ไม่ได้ดับตายหายสูญไปตามร่างกายที่ตายไปด้วย ก็ขู่ว่านี่เป็นสัสสตทิฐิ

ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เริ่มศึกษาธรรมะหันกลับมาเชื่อตามผู้ขู่ว่า ทั้งร่างกายและจิตใจที่ได้ประชุมพร้อมกันอยู่นี้ ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสักนิด จึงไร้ประโยชน์ และดับตายหายสูญไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อสัตว์ตาย เช่นเดียวกับบุญ – บาป – กิเลสอาสวะที่ได้สั่งสมรวมไว้ในจิตด้วยเหมือนกัน จิตที่ไปเกิดใหม่ เป็นจิตดวงใหม่ แต่สามารถถ่ายทอดรับช่วงบุญบาปจากจิตดวงเก่าได้ อุปมาดังพ่อทำบาปสะสมไว้ พอตายไป ก็ถ่ายทอดบาปกรรมเช่นนั้น ให้ลูกที่เกิดในภายหลังเป็นผู้รับมรดกต่อไป ซึ่งเป็นคำขู่ที่เชื่อถือไม่ได้เลย

ความจริงนั้น พระพรหมก็ดี หรือที่เรียกว่า ขันธ์ ๕ ก็ดี เป็นสภาพธรรมฝ่ายผล (วิบาก) ที่เกิดจากจิตถูกอารมณ์ฌานปรุงแต่งให้มีให้เป็นทั้งสิ้น เมื่อหมดอารมณ์ฌานปรุงแต่งแล้ว จิตก็ย่อมถูกอารมณ์อย่างอื่นทยอยกันเข้ามาปรุงแต่งตามลำดับติดต่อกันไป

อุปมาดังน้ำสะอาดที่ถูกนำเอาสีเข้ามาผสมปรุงแต่ง ทำให้น้ำมีสีเหมือนกับสีที่เข้าผสมแต่ละสี ฉันใดก็ฉันนั้น

เราจะเห็นว่า ทั้งจิตและน้ำ ได้ยืนเป็นประธาน ให้สิ่งอื่นเข้ามาปรุงแต่งอยู่ ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่สิ่งที่เข้ามาปรุงแต่งได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่คงที่เสมอไป

ดังนั้น ถ้าเรากล่าวว่า จิตเป็นธาตุทรงตัว “รู้” อยู่ทุกกาลสมัยตามที่เป็นจริง ย่อมเป็นสัมมาทิฐิ

และในขณะเดียวกัน ถ้าเรากล่าวว่า อารมณ์ฌานที่เข้ามาปรุงแต่งเที่ยงแท้แน่นอน ก็เป็นสัสสตทิฐิ

🌹  อุจเฉททิฐิ (เห็นสิ่งที่เที่ยงว่าไม่เที่ยงหรือเห็นว่าขาดสูญ)

อุจเฉททิฐิ นี้ เป็นความเห็นผิดที่มีโทษร้ายแรงมากถึงกับต้องห้ามมรรคผลของตัวเองทีเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะไม่ได้ศึกษาให้รู้จัก อสังขตธรรม ซึ่งไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัยใดๆ ปรุงแต่งให้มีให้เป็น เป็นธรรมที่รักษาสภาพเดิมของตนเองไว้ตลอดทุกกาลสมัย

แต่ผู้ที่เห็นผิด กลับเข้าใจว่าไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารถาวรเลย บุคคลพวกนี้เห็นว่าทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเกิดมาจากความสนุกสนานร่าเริงกันของบิดามารดา จึงทำให้เกิดรูปร่างกายของตัวเองขึ้นมา และเมื่อเกิดรูปร่างกายขึ้นมาแล้ว ก็มีจิตใจพลอยเกิดตามมาด้วยโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น เมื่อร่างกายตายลงเมื่อใด จิตก็ต้องพลอยพินาศดับสูญไปด้วยเช่นเดียวกัน เกิดหนเดียว – ตายหนเดียวเท่านั้น ไม่มีการสืบภพชาติต่อไปอีกแต่ประการใด ความเห็นเช่นนี้จัดว่าเป็นอุจเฉททิฐิ (เห็นว่าขาดสูญ)

ความเห็นผิดเช่นนี้ มีอยู่มากมายในปัจจุบันนี้ ผู้ที่มีความเห็นเช่นนี้ มักมีจิตใจกระด้างหยาบคายเป็นส่วนใหญ่ มักไม่เห็นความถูกต้องของการดำเนินชีวิตในสังคมว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงมักประพฤติตนตามชอบใจ และสวนทางกับหลักธรรมในพระศาสนา บางทีก็กล่าวบิดเบือนสัจธรรมให้ผิดไป ทำให้ส่งผลที่เป็นพิษเป็นภัยแก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง

เพราะทำให้ผู้ที่เชื่อถือเช่นนี้ จะละเลยการประกอบคุณงามความดี และหันเข้าประกอบแต่ความชั่วกอบโกยผลประโยชน์ แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา โดยไม่คำนึงถึงผลของกรรมที่จะได้รับข้างหน้า เพราะได้เข้าใจผิดเสียแล้วว่า ใครจะทำอะไรลงไปก็ย่อมขาดตายหายสูญ เมื่อตายจึงไม่ต้องรับผลของกรรมแต่ประการใด

ดังนั้น ผู้ศึกษาธรรมะที่หลงพาตัวเองเข้าไปอยู่ในข่ายความเห็นผิดว่าตายสูญ เพราะเหมาเอาว่าจะพ้นทุกข์นั้น ย่อมขัดแย้งกับพระพุทธศาสนา ดังพุทธดำรัสที่มีมาใน อปัณณกสูตรว่า

"พระอรหันต์ทั้งหลาย ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าปรโลกมีอยู่ ฉะนั้นผู้ที่ถือว่าปรโลกไม่มี จึงได้ชื่อว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อพระอรหันต์ทั้งหลาย

ในเมื่อตนเองถือเช่นนั้น (ถือว่าตายสูญ) แล้วสอนผู้อื่นให้เชื่อตาม จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ประกาศอสัทธรรม และด้วยอสัทธรรมที่ได้ประกาศออกมาเช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุยกตนข่มผู้อื่นอีกด้วย ย่อมละศีลได้ง่ายและประพฤติตนในทางทุศีล

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย เพราะอาศัยมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัย ย่อมก่อให้เกิดอกุศลกรรมไม่ใช่น้อยทีเดียว

ดูก่อนคหบดี ในเรื่องปรโลกนี้ สำหรับคนที่ฉลาดย่อมคิดอย่างนี้ว่า ถ้าปรโลกไม่มี คนที่ทำบาปไว้ก็ปลอดภัยไป แต่ถ้าปรโลกมีจริง คนที่ทำบาปตายไปแล้ว ก็จะเข้าถึงทุคติ วินิบาตนรก หรือแม้ไม่พูดถึงปรโลก แต่คนที่เห็นผิดและทุศีล ก็ย่อมถูกวิญญูชนติในโลกนี้เอง

เพราะฉะนั้น คนที่มีความเห็นผิด จึงต้องประสบผลร้ายถึง ๒ ทางคือ ถูกติเตียนในโลกนี้ และเมื่อตายไปแล้วก็จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรกอีกด้วย"


สรุปความแล้ว ผู้ที่เห็นว่าจิตเป็นสภาพธรรมที่ต้องดับตายหายสูญ เมื่อรูปร่างกายนี้ตายลง จัดว่าเป็น อุจเฉททิฐิ ในพระพุทธศาสนานี้

🌷 🌷 🌷 

จากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เรื่องจิต ตน ธรรม เรา นั้น เพื่อต้องการเน้นย้ำให้ผู้ฟังธรรมบรรยาย ได้ตั้งใจทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ อันเป็นหัวใจสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะยังมีผู้ที่เคยได้ยินได้ฟังจากที่อื่นมาก่อน ในเรื่องจิต ตน ธรรม เรา จึงได้จดจำไว้และเข้าใจไปตามนั้นว่า จิตที่เป็นธาตุรู้นี้ ไม่มีแก่นสารอะไรเลย เป็นตัวทุกข์ พึ่งพาอาศัยอะไรไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดไปจากความเป็นจริง บุคคลผู้ที่รู้จักจิตผิดไปจากความเป็นจริงนั้น ย่อมทำให้การศึกษาและปฏิบัติธรรมกรรมฐานผิดไปตลอดแนวเช่นกัน เพราะยังมีบุคคลผู้ที่ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน จนถึงแก่นแท้ เข้าถึงจิตตัวในและรู้จักจิตที่แท้จริง อันไม่ใช่จิตสังขารดังกล่าวแล้ว มีพระบาลีในพระธรรมบทกล่าวไว้ว่า ดังนี้ “อชฺฌตฺตํ สมยํ จิตฺตํ สนฺติ เมวา ธิคจฺฉติ” แปลว่า บุคคลผู้ปฏิบัติจนถึงจิตตัวในแล้ว ย่อมเข้าสู่ความสงบ และย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง หรือรู้ชัดว่า จิตที่สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวนั้น ย่อมนำสุขมาให้ และเป็นที่พึ่งที่อาศัย สามารถควบคุมได้ดังใจหวัง เป็นสรณัง คัจฉามิ เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม วันพระ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๔





Create Date : 08 สิงหาคม 2564
Last Update : 8 สิงหาคม 2564 15:48:53 น.
Counter : 251 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ความเข้าใจสับสนในพระพุทธศาสนา


🌷 ความเข้าใจสับสนในพระพุทธศาสนา

วันอาทิตย์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ เป็นวันพระแรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ (สองหน)

เจริญสุขสวัสดี ให้พากันตั้งใจฟังธรรมเทศนาเรื่อง หัวใจพระพุทธศาสนา ซึ่งต่อจากวันพระที่แล้ว ในการฟังธรรมเทศนาในเชิงวิชาการนั้น ที่จะให้หายสงสัยกันแบบเด็ดขาด เป็นของที่ทำได้ยาก ยิ่งถ้าไม่มีพื้นฐานในเรื่องพระธรรมคำสอนของพระองค์มาก่อนแล้ว ยิ่งต้องนำกลับมาทบทวน เพื่อให้เกิดความเข้าใจให้กระจ่างยิ่งขึ้นในภายหลัง

🌹 จุดที่ทำให้เกิดความเข้าใจสับสนในพระพุทธศาสนา

กล่าวตามข้อเท็จจริง ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความสับสนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในการทำความศึกษาเรื่องธรรมะในพระพุทธศาสนา ก็คือ

๑. การไม่เข้าใจเรื่อง จิต กับ วิญญาณ (อาการของจิต) ประการแรก
๒. การไม่เข้าใจความหมายของคำว่า อัตตา และ อนัตตา ประการที่สอง


🌹 การไม่เข้าใจเรื่อง จิต กับ วิญญาณ (อาการของจิต)

ในประการแรกนั้น ผู้ศึกษาธรรมะโดยมากมักจะเข้าใจว่า จิตกับวิญญาณเป็นอันเดียวกัน แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยทีเดียว ที่เข้าใจว่าจิตกับวิญญาณ มีความหมายแตกต่างกัน ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง จึงได้กลายเป็นจุดที่ทำให้เกิดความสับสนมืดมัว แก่ผู้ที่เข้ามาศึกษาธรรมะ ในพระพุทธศาสนาในภายหลังเป็นอันมาก

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นในภายหลัง ผู้ศึกษาจึงต้องนำพุทธพจน์จากพระสูตรสำคัญๆ เช่น อนัตตลักขณสูตร เป็นต้น มาสอบเทียบเพื่อพิจารณาโดยเฉพาะ จะนำเอาความคิดเห็นของอาจารย์ธรรมะ หรือตำราในภายหลังมาหักล้างไม่ได้

พระสูตรดังกล่าวนี้ พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนพระปัญจวัคคีย์ เรื่อง รูป (อารมณ์) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (อาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์) ซึ่งสัตว์ทั้งหลายยึดมั่นถือมั่น และหวังจะให้เป็นไปดังใจหมาย, อยู่โดยทั่วกัน

ทรงชี้แจงแสดงให้เห็นว่า แต่ละอย่างเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร เป็นทุกข์ และไม่อาจบังคับบัญชาให้เป็นไปดังใจหวังได้ จนกระทั่งจิตของพระปัญจวัคคีย์ หลุดพ้นจากการเข้าไปยึดถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อีกต่อไปในที่สุด ซึ่งแสดงว่า จิต ต่างกับ วิญญาณ อย่างชัดเจน

ข้อสังเกตสำหรับการตรวจพิจารณาเรื่อง จิตกับวิญญาณ ซึ่งต่างก็เป็นคำนามเหมือนกันนี้ อีกประการหนึ่ง ก็คือ

พระพุทธองค์ทรงใช้ คำกริยา กับ จิต เมื่อมีความหมายว่า ทรงไว้ซึ่งธาตุรู้ ว่า “วิมุตติ (จิตหลุดพ้น)” บางแห่งก็ใช้ว่า “วิโมกข์ หรือวิโมกขธรรม”

และทรงใช้ คำกริยา กับวิญญาณ เมื่อมีความหมายว่า “รับรู้อารมณ์จนเสียคุณภาพเดิมไปแล้ว” ว่า “นิรุชฌ์” บ้าง “อัสดงค์” บ้าง ซึ่งแปลว่า “ดับ” คือ การรับรู้อารมณ์เรื่องนั้น ดับไปแล้ว

คำกริยา “หลุดพ้น” กับ “ดับ” สองคำนี้ มีความหมายชัดเจนในตัวเองแล้วว่าแตกต่างกัน โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติมอีกแต่ประการใด ดังนั้น จึงชี้ความแตกต่างของคำว่า “จิต กับ วิญญาณ” ได้อีกทางหนึ่ง

พระสูตรที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของคำว่า “จิต กับ วิญญาณ” ใน “นกุลปิตาสูตร” พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า

“ดูก่อนนกุลปิตาคหบดี บุคคลผู้ที่ไม่ได้สดับศึกษา ไม่ได้รับคำแนะนำจากพระอริยะนั้น เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ปรวนแปรไป จิตย่อมปรวนแปรไปด้วย

ส่วนผู้ที่ได้สดับศึกษา ได้รับคำแนะนำจากพระอริยะนั้น เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ปรวนแปรไป จิตย่อมไม่ปรวนแปรไปด้วย

ดูก่อนท่านคหบดี จงทำความศึกษาว่า จิตนี้จักไม่ปรวนแปรไปตาม รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเถิด”


🌹 การไม่เข้าใจความหมายของคำว่า อัตตา และ อนัตตา

ประการที่สอง การไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “อนัตตา” เป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งในพระพุทธศาสนา ที่ทำให้ผู้ศึกษาธรรมะเข้าใจไขว้เขวอย่างมากมาย

กล่าวโดยความจริงแล้ว คำว่า “อนัตตา” นี้แปลว่า “ไม่ใช่ตัวตน” แต่ส่วนใหญ่ที่ได้ยินกันอยู่ในปัจจุบันนี้ กลับแปลอย่างผิดๆ ว่า “ไม่มีตัวตน” ไปเสีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นอย่างมากมายทีเดียว

คำว่า “ไม่ใช่ตัวตน” หมายความว่า ตัวตนที่แท้จริงมีอยู่ แต่กลับหลงไปยึดเอาขันธ์ ๕ ซึ่งไม่ใช่ตัวตน เข้ามาเป็นตัวตนด้วยความเข้าใจผิด เพราะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง

ส่วนคำว่า “ไม่มีตัวตน” นั้นหมายความว่า “ไม่มีสิ่งใดเลย” ที่มีชีวิตจิตใจ นอกจากก้อนดิน ก้อนอิฐ ก้อนกรวด ต้นไม้ ภูเขา ฯลฯ ซึ่งเป็นวัตถุตามธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งเป็นผลให้เข้าใจผิดว่า ไม่มีผู้กระทำกรรม และไม่มีผู้รับผลของกรรมนั้นๆ ด้วย

ดังที่มักจะได้ยินกันว่า บรรดาธรรมทั้งหลายนั้น มีแต่การกระทำอย่างเดียวเท่านั้น ผู้กระทำหามีไม่ เป็นต้น จัดเป็นนัตถิกทิฐิ ในพระพุทธศาสนานี้ ซึ่งไม่ได้มีความหมายเกี่ยวข้องกับคำว่า “อนัตตา” แต่ประการใดเลย

สำหรับคำว่า “อัตตา” นั้น เป็นสภาพธรรมที่อยู่ตรงกันข้าม กับคำว่า “อนัตตา” และมีปรากฏเป็นพุทธพจน์อย่างมากมายหลายแห่งเสียด้วย

🌹 เงื่อนไขในการบัญญัติคำว่า อัตตา และ อนัตตา ในพระพุทธศาสนา

มีพุทธพจน์ตรัสไว้ในอนัตตลักขณสูตร ดังนี้ “รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส นยิทํ รูปํ อาพาธาย สงฺวตฺเตยฺย” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ก็ไม่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย”

พุทธพจน์ข้อนี้ได้แสดงไว้อย่างชัดเจนรวม ๒ นัย คือ

สิ่งใดที่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ทรงจัดว่าเป็นอนัตตา อันได้แก่ รูป (ทั้งนี้ทรงสอนรวมทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ด้วย) นัยหนึ่ง

และสิ่งใดที่ไม่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ทรงจัดว่าเป็นอัตตา อันได้แก่ จิตผู้รู้ชั้นพุทโธ ซึ่งไม่พลอยหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่เข้ามากระทบ อีกนัยหนึ่ง

ผู้ที่ศึกษาธรรมะยังไม่เข้าใจสภาพของจิตผู้รู้ ชั้นพุทโธ ซึ่งตั้งมั่นไม่หวั่นไหวนี้ จึงเหมาเอาเองว่าพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสอนเรื่องอัตตา

🌹 ตัวอย่างเรื่องอนัตตา ที่สอนกันอย่างผิดๆ ในปัจจุบัน

ตามธรรมดาแล้ว ธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศสั่งสอนพุทธบริษัท ๔ แล้วนั้น ย่อมเป็นสัจธรรมที่มีเหตุมีผลสอดคล้องกับความเป็นจริงทั้งหลาย ไม่มีขัดแย้งซึ่งกันและกันเลย

ดังนั้น ธรรมะข้อใดที่สอนถ่ายทอดต่อๆ กันมา โดยไม่สอบเทียบกับหลักของเหตุผล ธรรมะข้อนั้นย่อมสะดุดความรู้สึกของผู้ที่รับถ่ายทอด ว่าขาดเหตุผลทันที ถึงแม้จะไม่รู้ในขณะนั้น ก็จะต้องมีผู้พบเห็นในภายหลัง และจะต้องถูกปฏิเสธทันทีเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่กล่าวยืนยันสอนเรื่อง อนัตตาผิดๆ ว่าไม่มีตัวตนนั้น จึงกระทำไป เพราะไม่รู้จักตัวตน แต่กล่าวออกมาเช่นนี้ เพราะเรียนท่องจำมาอย่างแน่นสนิท ซึ่งจะต้องได้รับการปฏิเสธจากอนุชนในภายหลังอย่างไม่มีปัญหา

โปรดดูตัวอย่าง การสอนเรื่องไม่มีตัวตน เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ดังต่อไปนี้คือ “ในที่สุดแห่งการบรรยายธรรมเรื่อง อนัตตา นี้ พอสรุปได้ว่า การทำความเห็นว่าไม่มีตัวตนนั้น เป็นสิ่งที่ดี เราจะได้รับผลอันน่าพึงพอใจ ตนั่นแหละจะมีความสุขทุกทิพาราตรีกาล อาตมาจึงขอยุติการบรรยายเรื่องไม่มีตัวตนไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้”

การบรรยายธรรมะเช่นนี้ ย่อมฟังยากฟังเย็นเสียเหลือเกิน พูดวกวนเป็นน้ำในอ่าง เหมือนลวงคนเล่นต่อหน้าต่อตา เพราะพูดว่า ตัวตนเราเขา ไม่มีไปแล้ว ก็กลับพูดวนมาหาตน หาเรา หาอาตมา ให้มีความสุขเข้าอีกจนได้ จนกลายเป็นเรื่องขัดแย้งกันเองขึ้นมา เพราะหยอดท้ายคำบรรยายว่าอาตมาขอยุติการบรรยายเรื่องไม่มีตัวตนไว้เพียงเท่านี้ ?

ทั้งนี้ย่อมแสดงว่าได้บรรยายธรรมะสืบต่อกันมาโดยไม่ถูกต้อง จนบางทีถึงกับอบรมให้เกลียดตัวเกลียดตนกัน เพราะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงซึ่งมีอยู่จริงๆ ก็มี พอทักท้วงเข้าก็แก้ตัวอุตลุดไม่ยอมรับว่ามีตัวตน แต่กลับยิ่งกล่าวบิดเบือนเถลไถลว่า “อัตตา” (ตัวตน) เป็นแต่เพียงคำสมมุติบัญญัติ ซึ่งความจริงแล้วไม่มีอะไร ถ้าไม่มีอะไรจริงๆ อย่างว่าแล้ว ก็ย่อมสมมุติบัญญัติคำว่า “อัตตา” ออกมาไม่ได้เลย

🌹 ผลของการสอนผิดๆ ว่าไม่มีตัวตน

ผู้ที่เริ่มศึกษาธรรมะใหม่ๆ มักพลอยเชื่อตามผู้ที่สอนผิดๆ ว่า อนัตตาแปลว่าไม่มีตัวตน ด้วยคิดว่าเป็นคำสอนที่ถูกต้อง เพราะยังมีความรู้ไม่กว้างขวางพอและขาดประสบการณ์อยู่ จึงพากันกลัวนักกลัวหนาว่าจะมีตัวตน ถ้าใครพูดเรื่องตัวตนขึ้นมา ก็ตั้งข้อหาว่าเป็นมิจฉาทิฐิให้ทันที จึงท่องจำคำ อนัตตา (ไม่มีตัวตน) ไว้จนขึ้นใจ พอพูดถึงเรื่องอะไร หรือแลเห็นอะไรสักหน่อย ก็ชิงบอกด้วยอำนาจสัญญาที่ได้ท่องจำไว้ว่า “ไม่มีตัวตน” ทันที

เช่น บอกว่า ไม่มีสัตว์ – บุคคล – ตัวตน – เรา – เขา มรรค ๘ นั้นก็สักแต่ว่าเป็นทางเดิน แต่ไม่มีผู้เดิน ส่วนนิพพานนั้น ก็สักแต่ว่าเป็นนิพพาน แต่ผู้ถึงนิพพานไม่มี จึงทำให้เข้าใจเลยออกไปได้ว่า มีแต่การตีกันหัวแตกเท่านั้น แต่ผู้ตีไม่มี ดังนี้เป็นต้น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ซึ่งเป็นพระอริยะชั้นโสดาบัน ว่าดังนี้ “ตสฺมา ตีหานนฺท อตฺตทีปา วิหรถ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา” แปลว่า “ด้วยเหตุนี้แหละอานนท์ เธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง”

ทั้งนี้แสดงว่า พระองค์ทรงสอนเรื่อง ตัวตน ถ้าไม่มีตัวตนจริงๆ ดังที่สอนกันอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว พระองค์ย่อมนำมาตรัสสอนพระอานนท์ไม่ได้เลย

พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ รูปนาม (อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์) ว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรยึดถือสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นอัตตาตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร ถ้าหากปล่อยวางเสียได้ จิตก็จะบรรลุเข้าสู่สภาพธรรมที่ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ เป็นที่พึ่งอันเที่ยงแท้ถาวรอย่างแท้จริง

มีพระบาลีในปัณฑิตวัคคแห่งพระธรรมบทกล่าวไว้ ดังนี้คือ “ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตกฺกิเลเสหิ ปณฺฑิโต” แปลว่า “บัณฑิตพึงชำระตนคือจิต ให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส”

แสดงว่า จิตที่บริสุทธิ์นี้ คือ ตน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกมาสอนพระอานนท์ดังกล่าวแล้วข้างต้นนี้ ดังนั้นคำสอนที่ว่า ไม่มีตัวตน จึงย่อมขัดแย้งกับพุทธพจน์ข้อนี้อย่างไม่มีปัญหา

ความจริงนั้นคำสอนเรื่องไม่มีตัวตน เป็นคำสอนของปริพาชก จำพวก นัตถิกทิฐิ ซึ่งอยู่นอกศาสนาพุทธนี้ ที่ทำให้ผู้ฟังธรรมะเข้าใจผิดว่าตายแล้วก็พินาศดับสูญหมด ไม่มีตัวตนที่จะรับผลของกรรมดี กรรมชั่ว

ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจว่าไม่มีตัวตน จึงปฏิเสธความเวียนว่ายตายเกิด และไม่เชื่อว่ามีชีวิตในปรโลกอีกต่อไป คือ มีทิฐิว่าตายแล้วสูญ

เมื่อมีทิฐิเกิดขึ้นเช่นนี้แก่ผู้ใด ผู้นั้นก็ย่อมไม่ละอายและไม่เกรงกลัวต่อผลบาปกรรม จึงมักพากันทำงานและใช้ชีวิตโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม คิดแต่จะกอบโกยผลประโยชน์แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครจะประสบความเดือดร้อนยุ่งยากก็ช่าง สังคมทั้งหลายก็ย่อมประสบปัญหายุ่งยากร่วมกัน ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ไม่ช่วยกันคิดแก้ไขปัญหายุ่งยากดังกล่าวนี้ เพราะถือว่าธุระไม่ใช่ของตัว สังคมก็ยิ่งยุ่งยากจมลึกลงไปอีก

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าคำสอนที่แปลคำ “อนัตตา” ผิดว่า “ไม่มีตัวตน” นี้ จึงมีพิษมีภัยแก่ความสงบสุขของสังคมนี้ฝ่ายเดียว ถ้าไม่ศึกษาให้ดีก็จะไม่เห็นว่ามีพิษมีภัยอะไร

สรุปความให้ชัดที่สุดแล้ว ตัวตน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนำมาสอน ก็คือ จิตที่ได้ชำระให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสแล้ว ถ้ายังไม่ได้ชำระจิตให้บริสุทธิ์ เนื่องจากถูกอารมณ์ปรุงแต่งอยู่ จิตนั้นก็ยังไม่ใช่สภาพเดิมของตัวตน และเป็นทุกข์ตลอดไป หมายความว่า จิตสังขารไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

🌹 ตัวอย่างการสอนเรื่อง อนัตตา ผิดอีกแบบหนึ่ง

เท่าที่เป็นอยู่ ยังมีอาจารย์ธรรมะอีกหลายท่านเหมือนกัน ที่สอนว่า “อนัตตา” นี้แปลว่า “ไม่ใช่ตัวตน” โดยอ้างพระบาลีว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น ที่ใช่ตัวตน จึงไม่มี เพราะไม่เห็นมีอะไรอย่างอื่นที่อยู่นอกเหนือไปจากขันธ์ ๕ ซึ่งล้วนแต่บังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างใจหวังไม่ได้เลย ชีวิตซึ่งประกอบด้วยร่างกายและจิตใจนี้ ก็ต้องแตกทำลายหายสูญไปหมดสิ้น ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสักชิ้น

ดังนั้น จึงต้องถูกปฏิเสธด้วยคำว่า อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) เพราะบังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างใจหวังไม่ได้ ทั้งสองอย่างไปด้วย โดยไม่เข้าใจและขาดการปฏิบัติธรรมเพื่อทดสอบ ให้รู้เรื่องราวของจิตใจตามความเป็นจริงมาก่อน จึงปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็น อนัตตา โดยการท่องจำพระบาลี สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา เท่านั้น

🌹 หลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าสิ่งใดเป็นอัตตาและสิ่งใดเป็นอนัตตา

กล่าวตามข้อเท็จจริงแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงแต่ทรงปฏิเสธรูปนาม หรือ ขันธ์ ๕ ว่า “ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ และ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวตนของเรา” ดังปรากฏชัดอยู่ในอนัตตลักขณสูตรนั้น

ดังนั้น ถ้าไม่หลงผิด ยึดเอารูปนามหรือขันธ์ ๕ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องด้วยมีอารมณ์มากระทบจิตว่าเป็นอัตตาตัวตนแล้ว ก็จัดว่าเป็นสัมมาทิฐิ ในพระพุทธศาสนานี้ เพราะว่า รูปนาม หรือขันธ์ ๕ นั้น เป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) ซึ่งเกิดจากสิ่งภายนอก

ด้วยเหตุนี้ การเชื่อว่า มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา จึงเป็นสัมมาทิฐิ ถ้าไม่เอารูปนามหรือขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวตน

ในตอนท้ายพระสูตรดังกล่าว ได้สรุปความลงว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคย์ตรัสเรื่องราวนี้จบลง “จิตของพระปัญจวัคคีย์ ก็หลุดพ้นจากอุปาทาน ที่ทำให้เข้าไปยึดถือขันธ์ ๕” ทั้งนี้แสดงว่า บุคคลที่เข้าไปยึดถือขันธ์ ๕ และปล่อยวางขันธ์ ๕ เสียได้ในที่สุดนั้น ก็คือ “จิต” นั่นเอง ซึ่งย่อมเห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า จิต กับ ขันธ์ ๕ นั้นเป็นคนละอย่างกัน ไม่ใช่อย่างเดียวกัน

อุปมาดัง “คน” ที่เข้าไปยึดถืออาศัย “บ้าน” อยู่ คนย่อมไม่ใช่บ้าน และบ้านย่อมไม่ใช่คน ข้อนี้ฉันใด “จิต” กับ “ขันธ์ ๕” ก็ฉันนั้น

ดังนั้น จึงแยกกล่าวให้ละเอียดได้ว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่จิต
แต่จิตเป็นผู้รู้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาเกิดขึ้นที่จิต แล้วก็ดับไปจากจิต

ในบรรดาพระสูตรสำคัญๆ ทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสปฏิเสธ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นอนัตตา ดังปรากฏในพระบาลีว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” แปลว่า “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” แต่ยังไม่ปรากฏชัดๆ สักแห่งว่าได้ทรงปฏิเสธว่าจิตเป็นอนัตตาด้วย

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า นักศึกษาธรรมะอีกไม่น้อย ที่ท่องจำพระบาลีนี้ไว้สำหรับตีความเอง โดยรวมเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ วิราคจิต พระนิพพาน ซึ่งเป็นหลักธรรมอันเป็นที่พึ่งสำคัญในพระศาสนานี้ ให้เป็นอนัตตาไปด้วย เช่นเดียวกับขันธ์ ๕ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้

จึงทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้ที่ศึกษาธรรมะว่า ในพระพุทธศาสนามีแต่สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น ที่ใช่ไม่มีเลยหรือ???

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จำเป็นต้องใช้พุทธพจน์สำหรับพิจารณาตัดสินปัญหา เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดที่เอาความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปใส่ ดังต่อไปนี้คือ

พระพุทธองค์ได้ตรัสถามพระปัญจวัคคีย์ว่า “ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโส หมสฺสมิ เอโส เม อตฺตาติ” แปลว่า “สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นเป็นเรา เราเป็นสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นตัวตนของเรา”

พระปัญจวัคคีย์กราบทูลตอบว่า “ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”

ทั้งนี้หมายความว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความปรวนแปรไปเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมเป็นอนัตตา และโดยกลับกัน สิ่งใดเที่ยง ไม่มีทุกข์ ไม่ปรวนแปรเป็นอย่างอื่น สิ่งนั้นก็ย่อมเป็นอัตตาในพระศาสนานี้

หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สิ่งใดสามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างใจหวังได้ สิ่งนั้นย่อมเป็นอัตตา และ สิ่งใดไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างใจหวังได้ สิ่งนั้นก็ย่อมเป็นอนัตตา

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระนิพพาน ได้แก่ จิตที่ได้ฝึกฝน บังคับ ชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ เป็นวิราคจิต เป็นอมตธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ที่เดียวกัน และแยกจากกันไม่ได้ เพียงแต่สมมุติเรียกชื่อแตกต่างกันโดยคำพูด เท่านั้น

มีพระบาลียืนยันไว้ชัดเจนดังนี้คือ “อตฺตา นาม จิตฺตํ สกโล วา อตฺตภาโว” แปลว่า “จิตนี้แหละได้ชื่อว่าเป็นอัตตา แต่ว่าได้ยึดเอาสกลกายนี้เป็นอัตภาพไปด้วย”

🌹 ขอบเขตของการบังคับบัญชาร่างกายให้เป็นไปอย่างใจหวัง

ตามธรรมดา อัตภาพร่างกายซึ่งรวมอยู่กับจิตใจนี้เป็นสังขารธรรม จึงจัดเป็นอนัตตา คือไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างใจหวังได้ ต้องปรวนแปรเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา

โดยเฉพาะรูปร่างกายนี้เป็นธรรมฝ่ายกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว แต่อยู่ในอำนาจของจิต หมายความว่า จิตสามารถบังคับบัญชาใช้สอยร่างกายนี้ ให้ทำงานต่างๆ อันมิใช่สิ่งนอกเหนือคติธรรมดา ตามประสงค์ได้

โดยเฉพาะในแง่ของธรรมะ จิตย่อมบังคับบัญชาร่างกายไม่ให้ไปก่อกรรมทำชั่วได้ เช่นบังคับไม่ให้ถือศาสตราวุธไปทำร้ายผู้อื่น บังคับให้ทำความดี เป็นต้น สรุปแล้วสามารถกล่าวได้ว่า จิตบังคับบัญชาร่างกายให้ทำงานต่างๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา ในเมื่อร่างกายอยู่ในสภาพปรกติ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

ถึงแม้ว่าการระวังรักษาทางแพทย์ ก็ย่อมหมายความว่า ต้องคอยควบคุมร่างกายที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ ให้กลับคืนเข้าสู่สภาพปรกติ ด้วยอำนาจของยาเหมือนกัน จะว่าบังคับบัญชาร่างกายไม่ได้โดยประการทั้งปวงนั้น ย่อมไม่ได้

ความหมายที่ว่า บังคับบัญชาร่างกายให้เป็นไปอย่างใจหวังไม่ได้ ตามที่ปรากฏอยู่ในอนัตตลักขณสูตรนั้น หมายแต่เพียงบังคับบัญชาไม่ได้ ในส่วนที่เกี่ยวกับความเก่าแก่คร่ำคร่า ที่เป็นไปตามกาลเวลาที่ล่วงไปเท่านั้น เมื่อถึงเวลาแตกดับ ก็ต้องแตกดับไปเป็นธรรมดา

ดังนั้น จึงไม่ได้หมายความว่า บังคับบัญชาร่างกายในเรื่องการใช้งานไม่ได้ เหมือนดังที่ท่องจำตามๆ กันมาว่า อะไรๆ ก็เป็น สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา บังคับบัญชาไม่ได้ทั้งนั้น แต่ประการใด

ผู้ที่เรียนธรรมะโดยวิธีท่องจำตามๆ กันมาเช่นนี้ว่า อะไรๆ ก็ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ทั้งนั้น ที่ใช่ตัวตนไม่มีนั้น

อุปมาเหมือนดังผู้ที่ถูกเสี้ยมสอนให้ท่อง และเห็นว่า ธนบัตรที่มีอยู่ในท้องพระคลังทั้งหมด ไม่ใช่ธนบัตรดี (ปลอม) ทุกฉบับ รวมทั้งที่อยู่ในกระเป๋าตนเอง ก็ไม่ใช่ธนบัตรดี ไม่ว่าจะเห็นธนบัตรฉบับไหน สัญญาที่เกิดจากการท่องจำมา ก็ชิงทำหน้าที่พูดออกมาทันทีว่า ไม่ใช่ธนบัตรดีทั้งนั้น

ความรู้ที่เกิดจากถูกเสี้ยมสอนเช่นนี้ ย่อมไม่มีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องและขาดหลักวิชาการอย่างยิ่ง

ถ้าหากเริ่มสอนให้รู้จักรูปร่างลักษณะของธนบัตรที่ดี ว่าเป็นอย่างไรมาก่อนแล้ว ก็ย่อมรู้จักฉบับที่ไม่ใช่ธนบัตรดีได้ โดยไม่ต้องท่องหรือนึกเดาเอาเอง จนเกิดความผิดพลาดในที่สุด เป็นธรรมดา ข้อนี้ฉันใด

การเรียนธรรมะ โดยวิธีท่องจำว่า อะไรๆ ก็เป็นอนัตตาทั้งนั้น อัตตาไม่มีด้วยประการทั้งปวง ย่อมไม่มีหลักเกณฑ์ที่มั่นคง เช่นเดียวกับที่กล่าวมานี้ และย่อมผิดพลาดถ้านำเอาคำ อนัตตา ไปปฏิเสธ อมตธรรม (ธรรมที่ไม่ตาย) หรือโลกุตตรธรรม อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือพระนิพพาน ข้อนี้ก็ฉันนั้น

เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าคำสมมุติบัญญัติว่า อนัตตา จึงมีคู่กับคำว่า อัตตา เสมอ จะมีแต่เพียงคำหนึ่งคำใด โดยไม่มีอีกคำหนึ่งมาเป็นคู่ ย่อมไม่ได้

🌹 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง ตัวตน ควบคู่กับ สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน

โปรดพิจารณาพุทธอุทานบทหนึ่ง ซึ่งทรงเปล่งออกหลังจากตรัสรู้ใหม่ๆ ดังนี้คือ

“ยทา จ อตฺตนา เวทิ มุนิ โมเนน พฺราหมฺโณ อถรูปา อรูปา จ สุขทุกฺขา ปมุญฺจติ” แปลว่า “เมื่อใดพราหมณ์ผู้เป็นมุนี มารู้จักตนเข้าด้วยปัญญาอันเกิดจาก (จิต) สงบ เมื่อนั้นพราหมณ์ย่อมพ้นจากรูป อรูป สุข และทุกข์ ดังนี้” (ทรงเห็นว่า รูป อรูป สุข และทุกข์ เป็นอนัตตาด้วยความมั่นใจ เพราะทรงรู้จักจิตที่สงบเป็นสันตินิพพานแล้ว)

จากพระบาลีที่ยกมานี้ จะแลเห็นได้ว่า พระพุทธองค์ได้ทรงใช้หลักเกณฑ์อย่างมั่นคง ในการปฏิเสธ รูป อรูป (นาม) สุขและทุกข์ ที่เนื่องจากนั้นว่าเป็น อนัตตา จนพระองค์หลุดพ้นออกมาเสียได้ ซึ่งหมายถึง จิตหลุดพ้นโดยเฉพาะ

เป็นที่น่าสังเกตว่า พระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า อนัตตา สำหรับปฏิเสธ รูป นาม สุข และทุกข์ อันเนื่องจากนั้น ซึ่งเป็นสังขารธรรมในภาคพื้นโลกียะนี้เท่านั้น เพราะได้ทรงพบ จิตบริสุทธิ์ว่าเป็น อัตตา คือ สภาพธรรมที่ไม่ตาย (อมตธรรม) ที่ทรงความรู้ไว้ตลอดทุกกาลสมัย, มาแล้ว พระองค์มิได้ทรงปฏิเสธสิ่งต่างๆ โดยปราศจากเหตุผลเลย

ถ้าหากทรงปฏิเสธอมตธรรม ซึ่งได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระนิพพาน ทิ้งเสีย ด้วยคำว่า อนัตตา แล้ว ก็ย่อมไม่มีธรรมะข้ออื่น หรือสิ่งอื่นในพระศาสนานี้ ที่จะนับว่ามีแก่นสารเป็นที่พึ่งได้อีกเลย คำว่าอมตธรรมอันเที่ยงแท้ถาวรก็ย่อมไม่มีจริง และพระองค์ย่อมตรัสว่าได้พบอมตธรรมในวันตรัสรู้ ไม่ได้อีกด้วย

🌷 🌷 🌷

เกี่ยวกับเรื่องอัตตาและอนัตตานั้น เป็นองค์ธรรมที่สำคัญยิ่ง และเป็นแก่นธรรมที่จะนำให้บุคคลผู้ที่กำลังปฏิบัติธรรมกรรมฐานสมาธิภาวนา ได้เข้าถึงจิตที่บริสุทธิ์พ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลาย หรือพระนิพพานนั่นเอง เป็นอมตธรรม ที่เราต้องการแสวงหา โดยเฉพาะเรื่องอนัตตาธรรมแล้ว เป็นธรรมของพระอริยเจ้าโดยเฉพาะเพราะว่าพระอริยเจ้าทั้งหลายนั้น ล้วนรู้จักตัวตนที่แท้จริง จึงได้ปฏิเสธขันธ์ ๕ ว่าไม่ใช่ตน (อนัตตา)

ในครั้งกระนั้น (พุทธกาล) ที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนพระปัญจวัคคีย์ ด้วยเรื่องอนัตตา ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น นั่นไม่ใช่เรา (จิต) นั้นไม่เป็นเรา (จิต) นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา (จิต) ทำให้พระปัญจวัคคีย์ซึ่งได้รู้จักตน พบตนที่แท้จริง ด้วยปัญญาอันยิ่งที่เกิดจากความสงบ เป็นตนอันเป็นที่พึ่งที่อาศัยได้ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น เมื่อเกิดความเบื่อหน่าย ก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัด จิตก็หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ทั้งหลาย สิ้นอาสวะบรรลุพระนิพพาน สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในครั้งนั้นมีพระอรหันต์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก พร้อมกันทีเดียว ๖ รูป ซึ่งมีปัญจวัคคีย์ ๕ รูป รวมพระพุทธองค์เข้าไปอีก ๑ รูป

เรื่องในโลก ล้วนเป็นของคู่กัน มีขาวต้องมีดำ มีถูกต้องมีผิด มีดีต้องมีชั่ว และอีกมากมาย ที่เรียกว่าทวินิยม เช่น อนัตตาที่แปลว่าไม่ใช่ตัวตน แสดงว่าที่ใช่ตัวตนต้องมีอยู่อย่างแน่นอน แต่นักธรรมะคนรุ่นใหม่ มักถูกสอนจนจำขึ้นใจว่า อะไรๆ ก็ไม่มีทั้งนั้น อะไรๆก็ไม่ใช่ทั้งนั้น ที่มีก็ไม่ใช่ ที่ใช่ก็ไม่มี เป็นเพียงสมมุติบัญญัติเท่านั้น จะมีแต่ความบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ขาดเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความบริสุทธิ์ด้วยแล้ว ซึ่งเป็นคุณลักษณะของอะไรสักอย่าง คุณลักษณะจะเกิดมีขึ้นลอยๆ ไม่ได้เลย เช่น น้ำที่บริสุทธิ์ คุณลักษณะที่ใสสะอาดปราศจากมลทินเจือปนอยู่ ทองคำที่บริสุทธิ์ก็เช่นกัน เป็นทองที่สุกปลั่ง แสดงถึงความบริสุทธิ์ที่ไม่มีมลทินเจือปนอยู่เลย

ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงยืนอยู่บนหลักเหตุผล ที่บุคคลผู้เข้ามาศึกษาสามารถพิจารณาติตรอง ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้

ลองมาเทียบเคียงกับโอวาทพระปาฏิโมกข์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในวันมาฆะฤกษ์ ดังนี้
๑. สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำชั่วทั้งปวง
๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา การทำความดีทั้งปวง
๓. สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทธานสาสนํ คือ การชำระจิตของตนให้ขาวรอบหรือบริสุทธิ์ นั่นเอง เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

เมื่อจิตถูกขจัดมลทินเครื่องเศร้าหมองออกไปด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นเครื่องมือชำระมลทินเครื่องเศร้าหมอง ให้ออกจากจิตของตนจนหมดสิ้น จิตของตนย่อมได้รับความบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ฉะนั้นความบริสุทธิ์หมดจดที่จิตของตนได้รับ ต้องอยู่คู่กับจิตนั้น ด้วยประการฉะนี้แล เอวัง

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศน์วันพระ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๔




Create Date : 01 สิงหาคม 2564
Last Update : 1 สิงหาคม 2564 15:57:12 น.
Counter : 290 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งอยู่ที่ใด?


🌷  พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งอยู่ที่ใด?

วันเสาร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (สองหน) ตรงกับวันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ปรากฎขึ้นครั้งแรกในโลก 

ณ บัดนี้ให้ตั้งใจกันฟังพระธรรมเทศนาต่อจากวันพระที่แล้ว ในเรื่องหัวใจพระพุทธศาสนา ซึ่งผู้เรียบเรียงได้จัดหัวข้อธรรม ลำดับไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนี้

🌹  ธาตุในพระพุทธศาสนา

คำว่า ธาตุ หมายถึง สิ่งที่มีอยู่เดิม หรือสิ่งที่เป็นต้นเดิม เป็นสภาพที่รักษาคุณสมบัติเดิมของตนเองไว้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปร หรือเสื่อมสิ้นไปตามกาลเวลาที่ล่วงไปๆ

หมายความว่า เดิมมีคุณภาพอย่างไร ก็คงมีคุณภาพอย่างนั้นอยู่เสมอ เช่น ธาตุดิน ก็ย่อมรักษา ความแค่นแข็ง ของตัวเองไว้ ไม่กลับกลายหรือเสื่อมเป็นธาตุอื่น ... ธาตุน้ำ ก็ย่อมรักษา ความเอิบอาบ เหลวและไหล ไว้ตลอดกาล ไม่กลับกลายเป็นธาตุไฟไปได้ ดังนี้เป็นต้น

มีพระบาลีในวิภังคสูตร ว่าไว้ดังนี้ "ฉ ธาตุโย อยํ ปุริโส" แปลว่า "ในรูปร่างกายของคนเรานี้ มีธาตุอยู่ ๖ ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ (จิต) ซึ่งประชุมปรุงแต่งให้เป็นรูปร่างกายอยู่ได้ ถ้าขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไปเสีย รูปร่างกายนี้ก็ย่อมวิปริต พิกล พิการ แตกทำลายลงได้"

ทั้งนี้หมายความว่า ธาตุทั้ง ๖ แต่ละธาตุ ต่างก็รักษาคุณภาพของตัวเองไว้ตลอดทุกกาลสมัย ไม่มีการเสื่อมสูญ หรือที่เรียกว่า ไม่ตกอยู่ในอำนาจพระไตรลักษณ์เลย ส่วนรูปร่างกายซึ่งเกิดจากธาตุทั้ง ๖ มาประชุมพร้อมกันนั้น ย่อมต้องปรวนแปรไปจากเดิมตามกาลเวลาที่ล่วงไป ไม่อาจตั้งอยู่คงที่ได้

กล่าวคือ รูปร่างกายตกอยู่ในอำนาจพระไตรลักษณ์ ไม่ว่าเป็นรูปชนิดใดก็ตาม ซึ่งเรียกว่า ไม่เที่ยง (อนิจฺจํ) เป็นทุกข์ (ทุกฺขํ) ไม่ใช่ตัวตน (อนตฺตา) จัดเป็น ธาตุผสม

🌹  รายละเอียดของธาตุ ๖

๑. ธาตุดิน (ความแค่นแข็ง)
๒. ธาตุน้ำ (ความเอิบอาบ เหลว ไหล)
๓. ธาตุลม (ความพัดไหวไปมา)
๔. ธาตุไฟ (ความร้อน)
๕. อากาศธาตุ (ความว่าง)
๖. วิญญาณธาตุ (ธาตุรู้ คือ จิต)

ธาตุทั้ง ๖ เหล่านี้ เป็นธาตุแท้ดั้งเดิม ที่ไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัยใดๆ ทั้งสิ้น สามารถเรียกว่าเป็น แม่ธาตุ ซึ่งเป็นแดนเกิดของธาตุผสมต่างๆ ทุกชนิดในโลกนี้ทีเดียว

ธาตุแต่ละธาตุเหล่านี้ ไม่ได้แยกตัวกันอยู่เป็นเอกเทศเลย ต้องคุมตัวเข้าผสมกันเสมอ ถ้าต้องสลายตัวออกจากกลุ่มธาตุที่ได้ผสมกันแล้ว กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ตาม ย่อมต้องเข้าผสมกับกลุ่มธาตุอื่นต่อไปอีกเสมอ

ธาตุที่ ๑ ถึงธาตุที่ ๕ เป็นธาตุที่รวมกันเข้าเป็น รูป ในเมื่อเหตุปัจจัยพร้อม รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย และความนึกคิดทางใจ ที่เรียกว่า อารมณ์ เหล่านี้เกิดขึ้นจากการผสมตัวของธาตุ หรืออาศัยธาตุดังกล่าวเป็นแดนเกิดทั้งสิ้น

สำหรับอากาศธาตุนั้น โดยปรกติมักละไว้ในฐานที่เข้าใจเสมอ คือไม่ค่อยเอ่ยถึง คงเอ่ยถึงแต่เพียง ๔ ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เท่านั้น เมื่อรวมกันแล้วเรียกว่า มหาภูตรูป ๔ (รูปที่หลอกลวงที่เกิดจากธาตุ ๔)

ดังนั้น มหาภูตรูป ๔ จึงตกอยู่ในอำนาจพระไตรลักษณ์ ต้องปรวนแปรเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเป็นธรรมดา

ส่วนแต่ละธาตุที่ผสมกันขึ้นเป็นรูปนั้น ย่อมดำรงตัวเที่ยงแท้เป็นเช่นนั้น เมื่อรูปแตกแยกออกเมื่อใด ธาตุดินก็แยกไปเป็นดิน ธาตุน้ำก็แยกไปเป็นน้ำ ธาตุไฟก็แยกไปเป็นไฟ ธาตุลมก็แยกไปเป็นลม และธาตุรู้ก็เคลื่อนจุติออกไปตามกรรมของตน ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหนเลย

รวมความว่า ธาตุแต่ละธาตุ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่ได้รวมกันเป็นรูปนั้น เที่ยงแท้ถาวรในฝ่ายรูปธรรม และ วิญญาณธาตุ (ธาตุรู้ คือ จิต) นั้น ก็เที่ยงแท้ถาวรในฝ่ายนามธรรม ต้องเคลื่อนตัวออกไปเมื่อมหาภูตรูปแตกแยกเสมอ

ดังพุทธพจน์ที่มาในมหาปรินิพพานสูตรต่อไปนี้ คือ "จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ ยถาภูตํ อทสฺสนา สงฺสริตํ ทีฆมทฺธานํ ตาสุตาเสว ชาติสุ" แปลว่า "ความเวียนว่ายของเราเข้าไปในชาติน้อยใหญ่ทั้งหลาย อันยาวนานนับไม่ถ้วนนั้น เพราะมิได้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง ดังนี้"

ผู้ที่มีสติปัญญาทั้งหลาย อย่างเช่นเราๆ ท่านๆ ย่อมต้องเข้าใจว่า มีสิ่งที่มีลักษณะเที่ยงแท้เป็นแก่นสารอยู่สิ่งหนึ่ง คือ จิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เข้าไปเวียนว่ายจากพระชาติหนึ่งถึงอีกพระชาติหนึ่ง และพระชาติติดต่อกันไปเป็นเวลาอันยาวนานนับไม่ถ้วน ก่อนตรัสรู้ และจิตดวงนี้ได้ยืนตัวเป็นประธานอยู่ทุกชาติ ไม่ว่าจะเปลี่ยนพระชาติไปกี่ครั้งกี่หนก็ตาม

ทั้งนี้ย่อมแสดงว่า จิตเป็นสภาพธรรมที่ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน แต่รูปร่างกายซึ่งถือเอากำเนิดเป็นชาตินั้นต่างหาก ที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร คือ เปลี่ยนชาติใหม่ทุกชาติ ถ้าจิตเกิดดับเป็นคนละดวง คือเปลี่ยนใหม่ตามร่างกายในแต่ละพระชาติด้วยแล้ว ก็ย่อมตรัสว่าพระองค์ได้ทรงเข้าไปเวียนว่ายในพระชาติเหล่านั้น ไม่ได้เลย

เพราะฉะนั้น จิตจึงไม่ใช่สภาพธรรมที่เกิดดับ แต่จิตชั้นพระสัมมาสัมพุทโธ รู้อยู่ว่า รูปร่างกายในแต่ละพระชาติ เกิดแล้วก็ตายไป ตามกาลเวลาที่ผ่านไปๆ โดยลำดับ นานแสนนานมาแล้ว ซึ่งเป็นใจความในพุทธพจน์ข้อนี้ 

🌹  จิตกับการรับรู้อารมณ์ของจิต (จิตกับวิญญาณ ๖)

คำว่าจิตนี้ เราได้บัญญัติขึ้น เพื่อเรียกสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งความรู้ (ธาตุรู้) จัดเป็นตัวธรรมอันสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา ที่ทรงตัวรู้อยู่ทุกกาลสมัย หมายความว่า มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ อะไรดับไปก็รู้ ว่างก็รู้ พอใจก็รู้ ไม่พอใจก็รู้ เฉยๆ ก็รู้ ดังนี้เป็นต้น ถ้ามีจิตยืนเป็นประธานอยู่แล้ว จะบอกว่าไม่รู้ หรือบอกว่ารู้บ้างไม่รู้บ้าง ย่อมไม่ได้

การรู้ของจิตนี้ ย่อมมีถูกมีผิด แล้วแต่กำลังที่มี ถ้าจิตมีกำลังน้อย เพราะขาดการอบรมศึกษามาแต่ก่อน ก็ย่อมรู้ผิดและเห็นผิดความจริง ก็เรียกว่ามิจฉาทิฐิ แต่ถ้าจิตมีกำลังมาก เพราะได้รับการศึกษาอบรมมาดีแล้ว ก็ย่อมรู้ถูกและเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นเป้าหมายขั้นต้นของพระพุทธศาสนาที่จะต้องปฏิบัติสมาธิเพื่อศึกษาให้รู้จักสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้องตามความเป็นจริงเสียก่อน จึงจะผ่านขึ้นไปยังขั้นที่สูงกว่าต่อไปได้

ส่วนสิ่งที่ถูกจิตรู้ เรียกว่า อารมณ์ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย และความนึกคิดทางใจ รวม ๖ ประการ ซึ่งจะผลัดและทยอยกันเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ตามลำดับคู่ ไม่ซ้ำซ้อนกัน เข้าไปสู่จิต ทำให้เกิดการผสมปรุงแต่งและยึดถือขึ้นทันที ถ้าจิตขาดการศึกษาอบรมมาแต่ก่อน แต่ถ้าจิตได้รับการศึกษาอบรมมาดีแล้ว อารมณ์ทั้งหลายก็ย่อมไม่อาจเข้าผสมปรุงแต่งจิตให้เสียคุณภาพเดิมและไม่ยึดถือไว้ต่อไป

ทั้งนี้หมายความว่า อารมณ์แต่ละอย่างดังกล่าวแล้วเหล่านี้ จะจัดเป็นอารมณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีจิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น ถ้ายังไม่มีจิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็ยังไม่จัดว่าเป็นอารมณ์ของจิต กล่าวคือ จิตก็อยู่ส่วนจิต อารมณ์ก็อยู่ต่างหากอีกส่วนหนึ่ง ไม่เกี่ยวข้องกัน เราก็กล่าวกันว่าเป็นอสังขตธรรม คือเป็นธรรมที่ยังไม่ได้ผสมปรุงแต่งกันฝ่ายนาม และยังไม่อาจนำเอาคำสมมุติบัญญัติมากล่าวบรรยายว่าเป็นอย่างไรได้เลย อสังขตธรรมชนิดนี้พร้อมที่จะเข้าผสมปรุงแต่งกันทันทีที่จิตกระทบกับอารมณ์

คำว่า ชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ นั้น ต่างก็เป็นรูปแบบของความเปลี่ยนแปลง ที่จิดตั้งเป็นคำสมมุติบัญญัติลงที่รูปร่างกายตามที่มีที่เป็น และคำว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นั้น จิตก็เป็นผู้ตั้งสมมุติบัญญัติลงที่อารมณ์ ซึ่งผ่านเข้ามาให้รู้ และผ่านออกไปจากการรับรู้ เป็นอารมณ์ๆ ตามลำดับไป หลังจากที่จิตได้เข้าผสมปรุงแต่งกับอารมณ์นั้นๆ แล้ว

เมื่ออารมณ์ผ่านอายตนะเข้ามากระทบจิต จนเกิดการรับรู้และยึดถือเอาเข้ามาไว้ด้วยอำนาจความเข้าใจผิดแล้ว ก็ย่อมเกิดเป็นสังขตธรรม หรือที่เรียกว่าสังขารธรรมขึ้น กลายเป็นธาตุผสมระหว่างจิตกับอารมณ์ไป

🌹  อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ (รูปนาม)

อารมณ์ต่างๆ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย และความนึกคิดทางใจ รวม ๖ ประการเหล่านี้นั้น กล่าวความจริงแล้วเป็นแต่เพียงเงาหรือฉายาภาวะของวัตถุที่จิตหลงยึดเข้ามาครอบครองด้วยความเข้าใจผิดว่า เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร ทำให้จิตแสดงอาการอันเนื่องด้วยอารมณ์นั้นๆ รวม ๔ ประการ (อารมณ์เป็นรูป อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ ๔ ประการดังกล่าวนี้เป็นนาม รวมเรียกว่ารูปนาม) ดังนั้น รูปนามจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในภายหลัง ถ้ายังไม่มีอะไรเข้ามากระทบจิต รูปนามก็ยังไม่เกิดขึ้น จิตก็รู้ว่ารูปนามยังไม่เกิดขึ้น เมื่อรูปนามเกิดขึ้น จิตก็รู้ว่ารูปนามเกิดขึ้นแล้ว

อาการของจิตที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีอารมณ์กระทบดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ
๑. เกิดการรับรู้อารมณ์ชนิดนั้นๆ เรียกตามชื่ออายตนะนั้นว่า จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ รวม ๖ ประการ 
๒. เสวยสุขทุกข์เนื่องด้วยอารมณ์นั้นๆ เรียกว่า เวทนา
๓. จดจำอารมณ์นั้นๆ ไว้ได้ เรียกว่า สัญญา 
๔. คิดดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่ออารมณ์นั้นๆ ตามอำนาจกิเลสที่เกิดขึ้น เรียกว่า สังขาร

ทั้ง ๔ ข้อนี้ เป็นอาการของจิตที่เกิดขึ้นเนื่องจากอารมณ์เข้ามากระทบจิต รวมเรียกว่า นาม ๔ ประการ เมื่อรวมอารมณ์ที่กระทบด้วย ก็เป็น ๕ ประการ จึงเรียกว่า ขันธ์ ๕ หรือรูปนาม ก็ได้

ทั้งนี้หมายความว่า ถ้ายังไม่มีอารมณ์มากระทบจิต ขันธ์ ๕ หรือรูปนาม ก็ยังไม่เกิดขึ้น เราเรียกจิตในขณะนี้ว่าจิตตกภวังค์ คือยังไม่ได้ขึ้นสู่วิถีที่จะรับอารมณ์ หรือเรียกว่าจิตประภัสสรก็ได้ แต่ถ้าจิตขึ้นสู่วิถีที่จะรับอารมณ์เมื่อใด ความประภัสสรก็ย่อมหายไปเมื่อนั้น และเนื่องจากจิตมีอยู่ดวงเดียว จึงไม่ใช่สภาพธรรมที่จะจัดให้เป็นกอง เป็นพวก หรือเป็นขันธ์ (ขันธ์แปลว่ากอง) เหมือนดังขันธ์ ๕ หรือรูปนาม ดังที่ได้กล่าวแล้วนี้ได้ ดังนั้น จิตจึงไม่ใช่รูป ไม่ใช่นาม หรือไม่ใช่ขันธ์ ๕ แต่ประการใดทั้งสิ้น

เมื่อรูปนามเกิดขึ้น ก็แปลว่าในขณะนี้ จิตได้ถูกอารมณ์เข้าผสมปรุงแต่ง ให้เกิดเป็นชีวิต เป็นภพ และเป็นโลกขึ้นแล้ว เพราะได้เข้าไปยึดถืออารมณ์นั้นๆ ทำให้จิตหวั่นไหวไปตามอารมณ์ด้วย เราเรียกจิตที่ยังติดข้องอยู่ในอารมณ์นี้ว่าเป็น “สัตว์” ส่วนรูปร่างกายนั้นเป็นแต่เพียงที่อาศัยของสัตว์เท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แต่ประการใด

การที่สัตว์ติดข้องอยู่ในอารมณ์นี้ เป็นเพราะได้รับรสชาติจากการกระทบกับอารมณ์ต่างๆ เมื่อรับอารมณ์หนึ่งแล้ว ก็อยากจะรับอารมณ์อื่นต่อไปอีก เพราะรู้จักอารมณ์อย่างผิดๆ

ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรงอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทให้รู้จักอารมณ์ต่างๆ ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือให้รู้ถูก (วิชชา) โดยถอนความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์เหล่านั้นเสีย เมื่อเข้ามากระทบจิต ก็ให้เพียงสักแต่ว่ากระทบเท่านั้น เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นจนปรุงแต่งจิตให้เสียคุณภาพเดิมไป ก็พ้นทุกข์

เมื่อได้อบรมจิตให้รู้ถูกต้องตามความเป็นจริงแล้ว ความรู้ผิด (อวิชชา) ก็ดับไปเพราะความรู้ถูกต้องตามความเป็นจริง (วิชชา) ได้เกิดขึ้นแทนที่ความรู้ผิดที่มีอยู่เดิม เราก็กล่าวกันตามประสาชาวบ้านว่า เกิดความฉลาดขึ้นแทนที่ความโง่เขลาเบาปัญญาที่จิตมีอยู่เดิมแล้ว จิตในขณะนี้ได้กลายเป็น พุทโธ (ผู้รู้ถูก ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) เพราะเลิกติดข้องในอารมณ์ทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง เมื่อเลิกติดข้องในอารมณ์ก็ย่อมไม่ใช่ “สัตว์” อีกต่อไปแล้ว

โปรดดูการแผลงอักษรของคำว่า “วิชชา” ดังต่อไปนี้  วิชฺชา –> วิชฺโช –> วุชฺโช –> พุชฺโช –> พุทฺโธ คือ จิตรู้จักอารมณ์อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง นั่นเอง

พระโพธิสัตว์ ก็หมายความถึง จิตของผู้ที่ยังติดคล่องและกำลังแสวงหาความรู้อย่างถูกต้องอยู่ ดังนั้น คำสมมุติบัญญัติที่ว่า สัตว์ก็ดี พระโพธิสัตว์ก็ดี พระพุทโธก็ดี จิตเป็นผู้เป็นทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา จึงพูดออกมาเพราะไม่รู้จักคำว่า “สัตว์” ในพระพุทธศาสนา 

ซึ่งมีพุทธดำรัสว่า “เอกายโน   อยํ  ภิกฺขเว  มคฺโค  สตฺตานํ  วิสุทฺธิยา” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ทางนี้เป็นทางเดินทางเอก ที่เป็นไปเพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย” เพราะฉะนั้น ผู้ที่ว่าไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา จึงขัดแย้งกับพุทธดำรัสนี้อย่างมิต้องสงสัย

ผู้ที่สามารถรู้จักวิธีอบรมจิตให้รู้จักอารมณ์ได้ถูกต้องเอง เรียกว่าได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทโธ (มีโอกาสประกาศพระศาสนา) หรือเป็นพระปัจเจกพุทโธ (ไม่มีโอกาสประกาศพระศาสนา) ผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระพุทโธแล้วจึงตรัสรู้ตามด้วย เรียกว่าพระอนุพุทโธ

ทั้งนี้หมายความว่า ทั้งพระสัมมาสัมพุทโธ พระปัจเจกพุทโธ พระอนุพุทโธ ทุกท่านเหล่านี้ ต่างก็ได้อบรมจิต ฝึกฝนจิต มิให้ฟุ้งซ่านหวั่นไหวไปตามอารมณ์ทั้งปวง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จิตของท่านเหล่านี้ไม่มีกำเริบปรุงแต่งให้เกิดมีกิเลส เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ จิตบริสุทธิ์เป็นเอกภาพเหมือนกันทั้งหมด ไม่แตกต่างจากกัน เป็นสันตินิพพาน จึงจัดเป็น วิราคจิต (จิตที่สิ้นความกำหนัดยินดีในอารมณ์) หรือวิราคธรรม (ธรรมที่แยกออกจากการผสมกับอารมณ์) เข้าสู่สภาพเดิมที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เหมือนดังสังขารธรรมอีกต่อไป จัดเป็นอมตธรรม (ธรรมที่ไม่ตาย) ในพระพุทธศาสนานี้

สรุปความแล้วคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น แตกต่างกันโดยคำสมมุติบัญญัติเท่านั้น แต่อยู่ที่เดียวกันคือที่วิราคจิต (จิตที่บริสุทธิ์) หรือที่นิพพานอันเป็นที่สุดทุกข์นั่นเอง ในขณะที่จิตยังไม่บริสุทธิ์ ก็ยังต้องติดข้องท่องเที่ยวไปในอารมณ์ต่างๆ ก็ยังเป็นสัตว์อยู่ คือยังหลงยึดอารมณ์ หรือรูปนาม หรือขันธ์ ๕ ซึ่งไม่เที่ยงแท้ถาวรไว้ จึงยังไม่พ้นทุกข์

🌷 🌷 🌷 

การฟังธรรมเทศนาบรรยายเชิงวิชาการนั้น ต้องใช้ความตั้งใจเป็นมาก เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาได้ครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องจิต ที่เป็นหลักธรรมแท้ที่สำคัญยิ่งในการศึกษาพระพุทธศาสนากันเลยทีเดียว ยิ่งเมื่อจิตได้เข้ามาอาศัยในรูปร่างกายนี้ ที่เรียกว่ารูปนามบ้าง เรียกว่าขันธ์ ๕ บ้าง ที่เกิดมาจากกรรมเก่าด้วยแล้ว การจะรู้จักจิตที่แท้จริงนั้น ยิ่งยากมากขึ้นไปอีก ยิ่งพยายามค้นหา ยิ่งเจอแต่อาการของจิตที่ละเอียดยิ่งขึ้น ทำให้บุคคลผู้ค้นหาเข้าใจผิดไปว่านั่นคือจิต เพราะจิตที่เข้ามาอาศัยอยู่ในรูปร่างกายนี้ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ทั้งที่จิตเองคือธาตุรู้ เป็นหนึ่งในธาตุผสมอยู่ในธาตุ ๖ นี้ จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อสร้างภพสร้างชาติ รูปร่างกายใหม่ นับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่จิตหรือธาตุรู้นี้ เราสามารถฝึกฝนอบรมให้แยกตัวออกจากอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ ที่เรียกว่าวิราคธรรม จัดเป็นอมตธรรม ทำให้เรารับรู้ว่า พระพุทธไม่ใช่พระพุทธรูปที่อยู่ในโบสถ์ พระธรรมไม่ใช่อยู่ในตู้พระไตรปิฎก พระสงฆ์ก็ไม่ใช่ลูกชาวบ้านที่โกนหัวห่มเหลืองรวมตัวกันอยู่ในวัด เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่เดียวกัน คือที่วิราคธรรม วิราคจิต หรือจิตที่บริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเข้าสู่พระนิพพาน ดังนี้  เอวัง

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรมวันอาสาฬหบูชา 
๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔




 



Create Date : 24 กรกฎาคม 2564
Last Update : 24 กรกฎาคม 2564 15:51:07 น.
Counter : 273 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
หัวใจพระพุทธศาสนา


🌷 หัวใจพระพุทธศาสนา

วันเสาร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๘  (สองหน) 
เจริญสุขสวัสดี ให้พากันตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อวิมุตติหลุดพ้น 

เรื่อง หัวใจพระพุทธศาสนา 
เรียบเรียงโดย
อาจารย์ไชยทรง จันทรอารีย์ 
รวบรวมโดย
เภสัชกรหญิงณัฏฐิยา ปันภัทรทรัพย์


🌺 คำนำ

ในปัจจุบันนี้ พอเอ่ยถึงพระพุทธศาสนาแล้ว ต่างคนต่างก็เข้าใจกันไปคนละทางสองทาง เด็กเล็กๆ มักจะเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องการฟังพระเทศน์ในวัด และตนจะต้องถูกนำไปนั่งพับเพียบฟังด้วยความปวดเมื่อยเป็นเวลานานๆ แทนที่จะได้วิ่งเล่นตามความพอใจ เด็กวัยรุ่นหน่อย ก็นึกถึงวันที่บิดามารดาจะจัดงานบวชให้ตนอย่างอึกทึกใหญ่โต เพื่อบวชเพียง ๓ วันบ้าง ๗ วันบ้าง หรืออย่างมากก็ ๑ พรรษา ส่วนผู้บวชเป็นพระสงฆ์แล้ว ก็นึกถึงการออกบิณฑบาต สวดมนต์ ทำวัตร และท่องหนังสือสวดมนต์บ้าง นวโกวาทบ้าง ผู้ที่บวชนานกว่านี้ ก็อาจคิดเรียนนักธรรม - บาลี ต่อไปบ้าง 

ผู้ที่เป็นสมภารเจ้าวัด ก็มักจะนึกถึงเรื่องการหาเงินมาก่อสร้างวัดให้ใหญ่โต สะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม จึงต้องคิดหาวิธีปิดป้ายโฆษณาตามที่ชุมนุมชน เพื่อแจ้งกำหนดงานมหกรรมในวัดของตน ให้คนมาเที่ยวและบริจาคเงินมากๆ บางทีก็สร้างตะกรุดเครื่องรางของขลังไว้สำหรับแจกด้วย เวลาแจกก็ให้ศีลให้พร พร้อมกับแนะนำว่าให้เอาเก็บติดตัวไว้ให้ดี เวลาเขายิง ต้องไม่ออก (จากบ้าน) เวลาเขาฟัน ต้องไม่เข้า (ไปยุ่งเกี่ยวกับเขา) แต่พอพูดต่อๆ กันมาหลายปากเข้า ก็กลายเป็นว่า ตะกรุดเครื่องรางของขลังที่ได้รับแจกมานั้น “ปืนยิงไม่ออก มีดฟันไม่เข้า” ไปเลยก็มี คนที่ฟังในภายหลังก็แตกตื่นพากันแสวงหามาติดกับสายสร้อยเพื่อคล้องคอไว้คนละพวงโตๆ อยู่ในปัจจุบันนี้ รวมความว่าทุกคนต่างมีความเข้าใจเรื่องพระพุทธศาสนาไม่เหมือนกัน

สมมุติว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกลับอุบัติ ฟื้นพระชนม์ชีพขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่งในยุคนี้ หากทรงเห็นสภาพพระพุทธศาสนาดังรายละเอียดที่กล่าวมานี้แล้ว คงจะทรงรู้สึกแปลกพระทัยมาก ที่นอกจากจะไม่มีการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ให้พ้นทุกข์กันจริงจังและกว้างขวาง เหมือนเมื่อครั้งที่ทรงประกาศพระศาสนาใหม่ๆ แล้ว ชาวพุทธส่วนใหญ่กลับพากันนิยมปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้เลย ซึ่งทำให้มีผลต่อต้านและสวนทางกับสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ อย่างตรงกันข้าม เช่นเกิดปัญหายุ่งยากทางสังคม ฆ่าฟันกัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องศึกษาหัวใจพระพุทธศาสนา แล้วมาช่วยกันแก้ไข คัดเอาสิ่งที่ไม่ใช่พุทธบัญญัติออกไปให้หมด


🌺 บทนำ

ในอดีตกาล เมื่อครั้งที่โลกยังมีผู้คนพลเมืองไม่มากนั้น ชาวโลกทุกคนต่างก็มีจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศีลธรรมและมีคุณธรรมอย่างสูง ทุกคนต่างก็ประพฤติตนอยู่ในกรอบแห่งคุณงามความดี และทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตนเอง ครอบครัวและบริวาร บนพื้นฐานของศีลธรรม จึงไม่มีปัญหาและได้อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ตามลำดับ หมายความว่า ใครเคยทำงานหาเลี้ยงชีพกันมาอย่างไร ก็ทำกันอย่างนั้นสืบต่อไป ไม่คิดเบียดเบียนกันเลย ทุกคนจึงมีสุขภาพจิตที่แจ่มใส มีเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน จิตใจของคนในสมัยนั้น จึงเป็นธรรม ดังที่เรียกว่า ธรรมกาย แสดงการกระทำออกมาด้วยความเมตตากรุณาเหมือนพระพรหม
ดังที่เรียกว่า พรหมกาย เหล่านี้เป็นพื้นฐานดั้งเดิมของจิตใจ พระพุทธองค์ทรงเรียกธรรมกายและพรหมกายเหล่านี้ว่า ล้วนแต่เป็นชื่อของตถาคตทั้งสิ้น (อัคคัญญสูตร)

ครั้นกาลเวลาได้ล่วงเลยไปนานเข้า จำนวนผู้คนพลเมืองก็ได้เพิ่มทวีมากขึ้น ทำให้การทำมาหากินแผ่ขยายออกไป เพื่อเพิ่มจำนวนอาหารสำหรับบริโภคให้เพียงพอ รวมทั้งต้องเพิ่มและสร้างสรรค์สิ่งอำนวยความสะดวก ในการไปมาติดต่อซึ่งกันและกันให้มากขึ้นด้วย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวโลกจึงต้องหันไปสนใจการสร้างสรรค์ด้านวัตถุมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เวลายิ่งล่วงเลยไปนานมากขึ้นเพียงใด อาหารการกิน ความสะดวกสบายด้านวัตถุ ก็ยิ่งเจริญขึ้นเพียงนั้น พร้อมๆ กันนี้ ก็ต้องหมายความว่า ความเจริญของคุณธรรมทางจิตใจที่เคยมีอยู่แต่ดั้งเดิมนั้น ได้ลดน้อยถอยลงตามลำดับด้วยเช่นเดียวกัน เพราะต่างก็หันมาติดรสของความสะดวกสบายของวัตถุธรรม ดังที่เรียกว่า “ติดรสของง้วนดิน” นั้น เป็นผลให้คุณธรรมในจิตใจมืดมนลง ตามลำดับเวลาที่ผ่านไปๆ

เมื่อคุณธรรมในจิตใจของเราชาวโลกได้ลดลงไปเช่นนี้แล้ว การแสดงออกทางกายและวาจาต่อกันและกัน ก็เป็นไปในทางแก่งแย่ง ข่มเหงรังแก เบียดเบียนกัน ความยุ่งยากวุ่นวายต่างๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นในโลกตั้งแต่บัดนั้นมา


🌺 เหตุที่ทำให้มีศาสนา

เมื่อชาวโลกเกิดการแก่งแย่ง เบียดเบียน ข่มเหงรังแกซึ่งกันและกัน โดยแบ่งพรรคแบ่งพวกในการทำมาหากินดังกล่าวมาเหล่านี้แล้ว ก็ย่อมต้องได้รับผลแห่งการกระทำ คือ ต่างพากันเดือดร้อนยุ่งยากวุ่นวายเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จึงได้เกิดมีพระศาสดาต่างๆ ขึ้น สั่งสอนชาวโลก ให้ละเว้นการกระทำที่ให้เดือดร้อนต่างๆ เสีย และให้ตั้งตนอยู่ในคุณงามความดี ซึ่งจะทำให้อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขต่อไป การประกาศสั่งสอนของพระศาสดาต่างๆ นั้น ก็ย่อมมีคำสั่งสอนแตกต่างกันไป คำสั่งสอนนั้นๆ เราเรียกว่าศาสนา ซึ่งล้วนแต่บัญญัติขึ้นเพื่อสั่งสอนชาวโลก ให้เว้นจากความประพฤติชั่ว และให้ตั้งตนอยู่ในความดีทั้งสิ้น

พอจะแบ่งแนวการสั่งสอนของพระศาสดาเท่าที่ได้อุบัติขึ้นในโลกแล้วได้ดังนี้ คือ 

๑. พระศาสดาที่มีแนวการสั่งสอนว่า กิเลสเครื่องเศร้าหมองทางใจ เป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์ยากเดือดร้อนทั้งปวง จึงได้บัญญัติหลักธรรมเรื่องทานศีลภาวนา ให้ผู้ที่นับถือปฏิบัติ ชำระจิต ผู้ใดปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ประโยชน์จริงตามคำสั่งสอน ตามสมควรแก่การปฏิบัติและอัตตภาพ อย่างนี้เรียกว่าศาสนานั้นมีเหตุผลจริง ที่ทำให้ผู้ที่นับถือได้รับประโยชน์ดี 

แต่ถ้าพระศาสดาใดบัญญัติวิธีกำจัดกิเลสเครื่องเศร้าหมองทางใจ โดยการอดข้าวอดน้ำ นอนบนหนาม ย่างไฟ ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดทุกข์ทรมาน อย่างนี้เรียกว่าศาสนานั้นขาดเหตุผล แต่ยังละกิเลสได้ดีอยู่บ้าง ที่ว่าขาดเหตุผลก็คือ กิเลสไม่ได้เกิดที่กาย แต่หลงไปทรมานกายตนเองด้วยความเข้าใจผิดว่าจะทำให้กิเลส (ที่เกิดขึ้นทางใจ) หมดไปได้

๒. พระศาสดาที่มีแนวการสอนไม่เป็นไปตามสภาวธรรมตามธรรมดา เช่น สอนว่าโลกนี้พระเจ้าเป็นผู้สร้าง ใครจะรับผลของกรรมที่ดีหรือไม่ดี ย่อมแล้วแต่พระเจ้าจะดลบันดาลให้ ใครละเว้นความประพฤติชั่วทางกายวาจาใจเสียแล้ว จึงจะได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า จึงทำให้ผู้ที่ปฏิบัติตามได้รับประโยชน์ดีอยู่ แต่ความจริงแล้ว ไม่อาจแสดงว่ามีพระเจ้าอยู่จริงหรือไม่ ดังนั้นจึงขาดเหตุผลไปบ้าง 

แต่ถ้าหากสอนให้กระทำดี โดยการฆ่าสัตว์บูชายัญต่อพระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็จะโปรดและประทานความสุขมาให้ ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติไม่ได้รับประโยชน์จริง เพราะขาดเหตุผลอย่างสิ้นเชิง

เหล่านี้คือหลักการของศาสนาที่มีอยู่ทั่วไป เราจะเห็นได้ว่า ศาสนาพุทธนั้นมีหลักการที่ตั้งอยู่บนเหตุผลและสามารถทำให้ผู้นับถือปฏิบัติตามแล้ว ได้รับประโยชน์ดีจริง ตามสมควรแก่การปฏิบัติ จึงนับว่าเป็นโชคดีของพวกเราที่ได้รับเอาพุทธศาสนาเข้ามาไว้เป็นศาสนาประจำชาติ น่าจะได้ระลึกถึงบุญคุณของบุพพชนว่า มีสายตาและเห็นการณ์ไกล มีปัญญาอันลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง 

ดังนั้นเมื่อพวกเราได้มีศาสนาที่ตั้งอยู่บนหลักเหตุผล และสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติตามได้รับประโยชน์ดีจริง เข้ามาเป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นการสมควรที่จะได้ทำการศึกษาให้เข้าใจโดยถ่องแท้ แล้วลงมือปฏิบัติตามกันอย่างจริงจัง ก็ย่อมได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เสียทีที่ได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว แต่ไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย เข้าตำราที่ว่าใกล้เกลือแต่กินด่าง สู้ชาวต่างประเทศที่อุตส่าห์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนไกล เพื่อมาศึกษาและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย และได้รับประโยชน์ไป มิใช่น้อย ไม่ได้

มาเถิด มาศึกษาพระพุทธศาสนาว่า มีเหตุผลและสามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ลงมือปฏิบัติได้จริงๆ ณ บัดนี้แล้ว ก็ย่อมเป็นกำลังช่วยเผยแพร่แนะนำผู้ที่ยังไม่เข้าใจจริง อย่างน้อยก็เป็นลูกหลานภายในครอบครัวของผู้อ่านหนังสือเล่มนี้เอง ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้มีผู้ปฏิบัติตามเพิ่มขึ้น อันเป็นการลดปัญหายุ่งยากเดือดร้อนทางสังคมลงได้โดยลำดับ อย่างมิต้องสงสัย ยิ่งมีผู้ปฏิบัติตามจริงอย่างแพร่หลายกว้างขวางมากขึ้นเพียงใด พระศาสนาก็ย่อมดำรงอยู่อย่างมั่นคงยืนยาวยิ่งขึ้นและมากขึ้นตามด้วยเพียงนั้น


🌺 แนวคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นพระบรมศาสดาของชาวพุทธทั้งหลายนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ประการ ดังต่อไปนี้ คือ

๑. สพฺพปาปสฺส อกรณํ คือ การไม่ทำบาปให้เกิดขึ้นด้วยประการทั้งปวง อันได้แก่ คำสั่งสอนเกี่ยวกับศีล วินัย ข้อห้ามต่างๆ ซึ่งจะป้องกันพุทธบริษัทผู้ปฏิบัติตาม มิให้ตกไปสู่ที่ชั่ว หรือได้รับความเดือดร้อนนานาประการจากการอยู่ร่วมกันในสังคม

๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา คือ การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ คำสั่งสอนที่เกี่ยวกับการทำความดี ซึ่งจะทำให้เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคม

๓. สจิตฺตปริโยทปนํ คือ การชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ปราศจากกิเลสต่างๆ ที่จะทำให้จิตเศร้าหมอง

คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ทั้ง ๓ ข้อนี้ ถ้าหากทำความเข้าใจให้ดีแล้ว จะเห็นว่าพระองค์ได้ทรงแบ่งคำสั่งสอนออกเป็นขั้นๆ ดังนี้ คือ ใน ๒ ข้อแรก ทรงสอนเรื่องเกี่ยวกับการรักษากายกับวาจา และทรงสอนเรื่องการชำระจิตให้บริสุทธิ์ ในข้อสุดท้าย เพื่อให้พุทธบริษัทปฏิบัติตามโดยลำดับ

แต่เนื่องจากทั้งกายและวาจานั้นอยู่ใต้การบังคับบัญชาของจิต ดังนั้นเรื่องใหญ่ใจความก็ไปตกที่ข้อสุดท้ายทั้งหมด เพราะว่า ถ้าจิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้วดีเสียอย่างเดียวเท่านั้น ก็ย่อมจะทำให้กายและวาจา ซึ่งอยู่ใต้การบังคับบัญชาของจิต ดีตามไปด้วยในตัว

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักธรรมเรื่องการชำระจิตให้บริสุทธิ์นี้ มีอยู่เฉพาะในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น ถึงแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ไปแล้วในอดีต หรือที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตทั้งหลาย อีกกี่พระองค์ก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีคำสั่งสอนให้ชำระจิตให้บริสุทธิ์ทั้งสิ้น

ดังพระบาลีว่า “อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธานสาสนํ” แปลว่า “การทำให้จิตมีธรรมอันยิ่ง เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย”


🌹 เรื่องจิต

เนื่องจากพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงสั่งสอนให้ชำระจิตให้บริสุทธิ์ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ จิตจึงเป็นสภาพธรรมที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา แต่จิตก็ไม่มีรูปร่างหน้าตาให้แลเห็นได้ด้วยตา  ทั้งๆที่เรารู้ว่ามีจิตอยู่ด้วยกันทุกคน ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องศึกษาให้รู้จักจิตพร้อมทั้งคุณลักษณะที่สำคัญทั้งหลาย ให้รู้จักตามความเป็นจริงเสียก่อน ถ้ารู้จักผิดไปแม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การศึกษาและการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาขั้นต่อไป ก็ย่อมผิดเพี้ยนไปตลอดสาย และย่อมได้ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิทันที 

ดังนั้น จึงอย่ามอบความเป็นใหญ่ในเรื่องความเชื่อถือของเราให้กับใครง่ายๆ เพราะเห็นว่าผู้นั้นน่าเชื่อถือเป็นอันขาด ที่ถูกนั้น เราจำเป็นต้องเปิดใจให้กว้าง สำหรับรับฟังความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่าย แล้วนำมาสอบเทียบกับเหตุผลและการปฏิบัติธรรมดูจนมั่นใจเสียก่อนว่า มีเหตุผลถูกต้อง แล้วจึงตัดสินใจเชื่อ ก็ย่อมไม่ผิดพลาดขึ้นได้ในภายหลัง


🌹 สภาพเดิมของจิต

ตามพระบาลีในจิตฺตวคฺค แห่งพระธรรมบท ว่าไว้ดังนี้ “ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คูหาสยํ เย จิตฺตํ, สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา” แปลว่า “ผู้ใดสำรวมจิตซึ่งมีดวงเดียว ท่องเที่ยวไปสู่ที่ไกลได้ ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำเป็นที่อาศัย นี้ไว้ได้แล้ว ผู้นั้นย่อมพ้นจากการพันธนาการของมาร (คือกิเลส) ได้”

ซึ่งแสดงว่าจิตนี้มีดวงเดียวต่อคนเท่านั้น ไม่ได้มีคนละหลายๆ ดวง ดังที่เรียนท่องจำกันอยู่ในปัจจุบัน


🌹 ต้นกำเนิดของจิต

ตามพระบาลีที่มาในอนมตัคคสูตร ได้บรรยายไว้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้  “อนมตคฺโคยํ ภิกฺขเว สงฺสาโร ปุพฺพาโกฏิ น ปญฺญายติ” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่เวียนว่ายอยู่ในสังสารจักรนี้ มีอยู่ก่อนนมนานมาแล้ว ซึ่งผู้มีปัญญาไม่อาจตามรู้ได้ว่ามาจากไหน”

ทั้งนี้ย่อมแสดงว่า จิตเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่ดั้งเดิมก่อนแล้ว โดยไม่มีผู้ใดเป็นผู้สร้างขึ้น กล่าวคือ ไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัยอันใดทั้งสิ้น เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ปรากฏ
 

🌹 คุณลักษณะของจิต

มีพระบาลีในจิตฺตวคฺค แห่งพระธรรมบท แสดงไว้ดังนี้ คือ  “ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ อุชุง กโรติ เมธาวี อุสุกาโร ว เตชนํ” แปลว่า “ผู้มีปัญญา ย่อมทำจิตที่ดิ้นรนกลับกลอก รักษายาก ห้ามยาก ให้ตรงได้ เหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรงได้ ฉะนั้น”

ทั้งนี้ ทรงหมายความชัดเจนว่า จิตเป็นสภาพธรรมที่ดิ้นรน กลับกลอก ว่องไว ปราดเปรียว ในขณะที่กำลังท่องเที่ยวอยู่ในโลกนี้ แต่สามารถฝึกฝนอบรมให้สงบได้


🌹 กิเลสเครื่องเศร้าหมองมีติดมากับจิต
ตั้งแต่ต้นเลยหรือว่ามาเกิดขึ้นในภายหลัง


มีพระบาลีรับรองไว้ชัดเจน ดังนี้คือ “ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ, ตญฺจโข อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สภาพดั้งเดิมของจิตนี้ผ่องใสประภัสสร แต่ที่เศร้าหมองไป เป็นเพราะกิเลสเป็นแขกจรเข้ามาในภายหลัง”

พระบาลีข้อนี้สอดคล้องกับแนวคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ได้ยกขึ้นกล่าวก่อนหน้านี้ว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ล้วนแต่สอนให้ชำระจิตให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสทั้งสิ้น ความจริงมีอยู่ว่า สิ่งใดก็ตามที่จะชำระให้สะอาดได้นั้น สภาพเดิมของสิ่งนั้นย่อมต้องสะอาดอยู่ก่อน จึงเพียงแต่หาวิธีกำจัดความสกปรกออกไปเท่านั้น ของสิ่งนั้นก็ย่อมกลับคืนเข้าสู่สภาพเดิมอันสะอาดได้ ถ้าหากสภาพเดิมของสิ่งนั้นๆ สกปรกอยู่แล้ว ก็ย่อมไม่สามารถชำระให้สะอาดได้ ฉันใดฉันนั้น

คำว่า จิตประภัสสรนี้ ได้เป็นจุดที่นักศึกษาธรรมะนำมาสนทนาถกเถียงโต้แย้งกันมากว่า ถ้าสภาพเดิมของจิตสะอาดบริสุทธิ์จริงแล้ว ก็ย่อมเป็นเป็นจิตของพระอรหันต์ จึงย่อมไม่มาเกิดอีกต่อไป

ความจริงนั้นคือ จิตที่ผ่องใสเพราะยังมิได้ถูกเจือปนด้วยอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งอื่นภายนอกเท่านั้น โดยเฉพาะหมายถึงจิตที่ยังอยู่ในภวังค์ ยังไม่ได้ขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ เช่นจิตในขณะที่กำลังนอนหลับสนิท (ไม่ฝัน) หรือกำลังสลบอยู่ เป็นต้น เมื่อยังไม่ถูกสิ่งภายนอกเข้าปรุงแต่งจนทำให้เสียคุณภาพอันผ่องใสที่มีอยู่เดิมไป จิตนั้นก็ย่อมดำรงความประภัสสรอยู่ จนกว่าจะขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ที่เข้ามากระทบ (สัมผัส) ในขณะต่อไป


🌹 จิตเกี่ยวข้องกับหลักของกรรมอย่างไร

บรรดาสรรพสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่มีจิต เป็นประธานสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น ทั้งนี้หมายความว่า บรรดาการกระทำที่เกิดขึ้นทุกอย่างนั้น ก็เพราะจิตเป็นผู้สั่งให้ลงมือกระทำ ทั้งทางกายและวาจาทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้ที่รับผลของกรรมนั้น ก็คือ จิตนั่นเอง

มีพระบาลีในพระธรรมบท รับรองอยู่ดังนี้คือ “มโน ปุพพํ คมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา ตโตนํ ทุกฺขมนฺเวติ จกฺกํ ว วหโต ปทํ” แปลว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จได้ด้วยใจ ผู้ที่กล่าววาจา หรือกระทำการสิ่งใดด้วยใจคิดร้าย กรรมย่อมตามผู้นั้นไป เหมือนดังล้อที่หมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป ฉะนั้น”

ดังนั้นถ้ากล่าวตามหลักของกรรมในพุทธศาสนาที่ว่า "ผู้ใดทำกรรมไว้อย่างใด ย่อมได้รับผลของกรรมอย่างนั้น" แล้ว จิตนี้ย่อมเป็นสภาพธรรมที่มีแก่นสาร ไม่เหลวไหล หรือไม่มีการเกิดดับเหมือนกระแสไฟฟ้าสลับ แต่ประการใดทั้งสิ้น ถ้าจิตเป็นสภาพธรรมที่เหลวไหล ไม่มีแก่นสารเสียแล้ว หลักของกรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้ ก็ย่อมพลอยเหลวไหลไปอย่างสิ้นเชิงด้วย เพราะฉะนั้น จิตจึงไม่มีการเกิดดับและทั้งไม่เคยเกิดดับมาเลย

เนื่องจากจิตเป็นสภาพธรรมที่ไม่มีรูปร่างให้สัมผัส หรือให้แลเห็นได้เลย นอกจาก "ความรู้" ที่แสดงออกมายังอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งภายนอกเท่านั้น ดังนั้นอารมณ์จึงเป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ เพราะฉะนั้นจึงต้องปฏิบัติเพื่อสาธิตดูว่า ความรู้ของจิตที่ว่านี้ รู้อยู่ตลอดเวลา หรือว่า รู้บ้าง - ไม่รู้บ้าง ถ้าผลของการสาธิตปรากฏออกมาว่า รู้บ้าง - ไม่รู้บ้าง ก็ย่อมสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าจิตเกิดดับได้ แต่ถ้าปรากฏว่า รู้อยู่ตลอดเวลา แล้วพูดว่าจิตเกิดดับ ก็ยอมพูดผิดจากความเป็นจริง จัดเป็นมิจฉาวาจา และความเห็นผิดจากความเป็นจริงเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นมิจฉาทิฐิอย่างไม่มีปัญหา โปรดพิจารณาข้อเท็จจริงจากการสาธิตดังต่อไปนี้


🌹 วิธีสาธิตว่าจิตไม่มีการเกิดดับ

เนื่องจากจิตเป็นสภาพธรรมที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา หรืออาจจะกล่าวได้อย่างเต็มที่ว่า  จิตคือตัวศาสนาเลยก็ได้ ดังนั้น การใช้เวลาศึกษาเพื่อให้รู้จักจิตอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงมากเป็นพิเศษ ย่อมเกื้อกูลการศึกษาธรรมะเป็นอันมาก 

เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เราเรียนท่องจำธรรมะจากตำราหรือครูอาจารย์ที่สอนว่า จิตเกิดดับ เป็นส่วนใหญ่ โดยมิได้เฉลียวใจว่า ขัดกับเหตุผลและหลักของกรรมกันเลย นั่นก็คือ เมื่อจิตดวงหนึ่งทำกรรมไว้อย่างหนึ่งแล้วดับไป จิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง จะต้องรับกรรมต่อจากจิตดวงเก่า ดังนี้ ซึ่งจะเป็นผลให้รู้จักธรรมะข้ออื่นที่เกี่ยวข้อง ผิดตามไปด้วยตลอดสาย

ถ้าจิตเกิดดับเช่นนี้จริง เหมือนดังที่เรียนกันอยู่ การชำระจิตให้บริสุทธิ์ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาต ในวันมาฆะบูชานั้น รวมทั้งข้อบัญญัติเรื่องมรรคมีองค์ ๘ ด้วย ย่อมเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะพยายามนำไปปฏิบัตินานเพียงไรก็ตาม

เพราะฉะนั้นก่อนที่จะลงมือสาธิตนั้น เราจะต้องทราบเป็นพื้นฐานเสียก่อนว่า จิตคือธาตุรู้ หมายความว่า ที่ใดมีธาตุรู้ยืนทรงตัวอยู่ ก็ต้องแปลว่าที่นั้นมีจิตอยู่

ถ้าธาตุรู้นั้น รู้อยู่โดยตลอดเวลาแล้ว แต่เรากลับพูดว่า จิตเกิดดับ (รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง) ก็ย่อมพูดผิดจากความจริง

เพราะว่า ถ้าพูดว่า จิตเกิด ก็ย่อมแปลว่า เดิมไม่มีจิตอยู่ แต่เพิ่งจะมีจิตขึ้นมา และถ้าพูดว่า จิตดับ ก็แปลว่า จิตนั้นได้หายไปแล้ว ขณะนี้ไม่มีธาตุรู้เหลืออยู่อีกแล้ว

ดังนั้น ขอให้ใช้ความเป็นธรรมสังเกตดูว่า “ธาตุรู้” ได้บกพร่องขาดหายไปในขณะใดหรือไม่ แล้วกล่าวออกมาตามความเป็นจริงเท่านั้น ก็จะทำให้ได้รับความรู้ที่ถูกต้อง และนี่คือสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนชาวพุทธทั้งหลาย เพื่อให้เข้าใจตามความเป็นจริง พระบรมศาสดาย่อมไม่ทรงสั่งสอนสิ่งใดที่ผิดไปจากความจริงเป็นอันขาด

สำหรับเรื่องหลักของกรรมในพุทธศาสนานั้น ก็ทรงตรัสไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมเช่นนั้น ไม่มีการถ่ายทอดกรรมให้แก่กัน

สมมุติว่า เรายกวัตถุชิ้นหนึ่ง ออกมาตั้ง ณ จุดๆ หนึ่ง แล้วเพ่งดูอยู่ ณ จุดๆ นั้น โดยไม่ให้สายตาที่เพ่งดู เคลื่อนออกไปเพ่งดูที่จุดอื่น นอกจากที่จุดนั้นเพียงจุดเดียวเท่านั้น เราย่อม “รู้” ว่าขณะนี้วัตถุชิ้นนั้น ตั้งอยู่ที่จุดนั้น

ทีนี้ เรายกเอาวัตถุชิ้นนั้น ออกไปเสียจากจุดนั้น โดยใช้สายตาเพ่งดูอยู่ที่จุดที่กำหนดไว้ตามเดิม เราก็ย่อม “รู้” ว่าขณะนี้วัตถุชิ้นนั้น ได้หายไปจากจุดนั้นแล้ว

ต่อจากนี้ ก็ยกเอาวัตถุชิ้นเดิมนั้นกลับเข้ามาตั้ง ณ จุดที่กำหนดไว้เดิมอีก เราก็ย่อม “รู้”ว่า วัตถุชิ้นนั้น ได้กลับมาตั้งอยู่ในที่เดิมอีกแล้ว และเมื่อเรายกวัตถุชิ้นนั้น ออกไปเสียจากจุดนั้นอีกครั้งหนึ่ง เราก็ย่อม “รู้” ว่าขณะนี้วัตถุชิ้นนั้น ได้หายไปจากจุดนั้นอีกแล้ว ดังนี้

ทำเช่นนี้ไม่ว่ากี่ครั้งก็ตาม ย่อมสรุปผลได้ว่า เราย่อม “รู้” อยู่ทุกขณะและตลอดเวลา ว่าวัตถุชิ้นนั้นได้เกิดขึ้น ณ จุดนั้น และวัตถุชิ้นนั้นได้หายไปจากจุดนั้น ไม่ว่าจะมีวัตถุตั้งอยู่หรือไม่ได้ตั้งอยู่ ณ จุดที่กำหนดให้นั้นก็ตาม

ทั้งนี้ ย่อมแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า จิตของเราไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน คือ ไม่ได้เกิดดับ ดังที่เรียนท่องจำกันอยู่ในปัจจุบันนี้เลย แต่วัตถุ คือ “สิ่งที่ถูกจิตรู้” ต่างหาก ได้เกิดขึ้นที่การรับรู้ของจิต เมื่อยกไปตั้งที่จุดนั้น และดับไปจากการรับรู้ของจิต เมื่อยกออกไปเสียจากจุดนั้น วัตถุต่างๆ หรือเรื่องที่จิตรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และความนึกคิดทางใจ ซึ่งเรียกว่า อารมณ์ นั้น ต่างหากที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา อย่างนับครั้งไม่ถ้วนในระยะวันหนึ่งๆ

มีหลักฐานพระบาลี ในมหาสติปัฏฐานสูตรรับรองอยู่ ดังนี้ คือ “สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ, วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ” แปลว่า “เมื่อราคะเกิดขึ้นที่จิต ก็รู้ชัดว่า ราคะเกิดขึ้นที่จิต เมื่อราคะหายไปจากจิต ก็รู้ชัดว่าราคะหายไปจากจิต ดังนี้”

ทั้งนี้ เราย่อมเห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า สิ่งที่เกิดดับตามพระบาลีนี้คือราคะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดดับตามอารมณ์จากภายนอก แต่ธาตุรู้คือจิตนั้น รู้ทรงตัวอยู่เสมอ ไม่ได้เกิดดับตามราคะไปด้วย 

ก็สมควรแก่เวลาในวาระนี้ เรื่องหัวใจพระพุทธศาสนา ยังคงมีต่อไปในวันพระที่จะถึงครั้งต่อๆ ไปอีก เรื่องจิต ที่ได้รับรู้ ทำให้เรารู้ถึงสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริง ผู้ฟังสามารถนำไปตริตรองตามความเป็นจริงได้ ดังกล่าวข้างต้น เอวัง

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศน์วันพระ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔



 



Create Date : 19 กรกฎาคม 2564
Last Update : 19 กรกฎาคม 2564 22:38:42 น.
Counter : 425 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
นิวรณ์ ๕ เครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี


🌷  นิวรณ์ ๕ เครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระ ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
ณ บัดนี้ ให้พากันตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา

เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า สำรวมจิตสำรวมใจของตน อย่าส่งจิตออกไปในเรื่องอดีต เพราะเป็นเรื่องที่ได้ผ่านพ้นมาแล้ว อย่าส่งจิตไปในเรื่องอนาคต เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นอันยังมาไม่ถึง

มาอยู่กับปัจจุบันขณะนี้ ที่เป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องมีความตั้งใจ ที่จะสร้างสติ ประคองจิตของตนให้อยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นเครื่องล่อให้จิตมีสติตั้งมั่นไว้กับองค์ภาวนา

องค์ภาวนานั้นมีมากมายหลายแบบ แต่ขอให้เป็นองค์ภาวนาที่มาจากกายสังขาร ที่เกิดจากกาย อย่าไปใช้องค์ภาวนาซึ่งเป็นอารมณ์ภายนอกกาย เพราะจะทำให้เกิดเป็นสัญญาอารมณ์ขึ้น เกิดความลุ่มหลงในสัญญาอารมณ์นั้นได้

เพราะสัญญานั้นเป็นเพียงขันธ์ ซึ่งไม่เที่ยง อนิจจตา เป็นทุกข์ ทุกขตา ไม่ใช่ตน อันเป็นที่พึ่งที่อาศัย อนัตตตา

อารมณ์ที่เกิดจากสัญญานั้น ย่อมต้องจืดจางลงไปได้ตามกาลเวลา ทำให้จิตที่ลุ่มหลงยึดมั่นอยู่กับอารมณ์นั้น ต้องคอยกระหวัดนึกถึงอารมณ์ที่ลุ่มหลงยึดมั่นอยู่นั้นตลอดเวลา ยังเป็นทุกข์ด้วยเกรงว่า อารมณ์ที่ลุ่มหลงอยู่ ยึดอยู่ จะจืดจางลงไป

การใช้องค์ภาวนาที่เกิดจากกายสังขาร ย่อมทำให้บุคคลผู้ปฏิบัติได้เห็น อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ขององค์ภาวนาเองที่ใช้เป็นอารมณ์อยู่ เมื่อเพียรประคองจิตจนสามารถปล่อยวางอารมณ์ที่เป็นองค์ภาวนาอยู่นั้นได้ เหมือนที่เรามักจะได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้วว่า เมื่อภาวนาไป ภาวนาไป องค์ภาวนา พุทโธหาย จิตจะเข้าสู่ความสงบตั้งมั่นได้ในระดับหนึ่ง นี่เราพูดถึงบุคคลผู้ที่สนใจใฝ่หาความหลุดพ้นจากทุกข์

ส่วนภัยใหญ่ของชีวิต สำหรับบุคคลผู้ที่ยังจมปลักติดอยู่ในโลกนั้น คือความคิดที่ลุ่มหลงในกามคุณและอกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะขาดการภาวนามยปัญญา ทุกวันนี้ คนมักมองแต่เรื่องภายนอกตัวทั้งสิ้น ด้วยกังวลกลัวภัยที่จะมีมาจากภายนอก ทั้งที่ภัยเหล่านั้นส่วนหนึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ตนได้สร้างมันขึ้นมาเอง โดยกิเลส ตัณหา อุปาทาน มานะ ทิฐิ บุคคลสามารถหลบหลีกหลีกเลี่ยงผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

แต่ภัยที่เกิดจากกิเลสกามและอกุศลธรรมที่ตนเองได้เคยก่อไว้จนกลายเป็นวิบาก คงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงหลบหลีกให้พ้นไปจากภัยเหล่านั้นได้ ส่วนจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้หรือไม่นั้น ต้องมาดูกันว่าปัจจุบันเรารู้จักภัยใหญ่ของชีวิตที่แท้จริงหรือยัง

ภัยใหญ่ที่ว่านั้นคือ ราเคนะ โทเสนะ โมเหนาติ จิตที่เศร้าหมองไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ ที่มีในตนเอง อันเกิดจากความรู้สึกนึกคิดที่ยังลุ่มหลง มีฉันทะราคะไปในเรื่องราวต่างๆ ที่ชอบใจ ไม่ชอบใจ ยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง เป็นอารมณ์ที่ชวนให้รัก ชักให้หลง ทำให้เกิดความกำหนัด ก็เพลินยิ่งเข้าไปในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น

ส่วนอารมณ์ที่ชวนให้ชัง ชักนำให้โกรธ ทำให้เกิดพยาบาท ก็เป็นการสร้างกิเลสกรรม วิบาก ฝังแน่นลงไปในความรู้สึกนึกคิดที่ลุ่มหลงนั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรหมั่นเพียรฝึกฝนอบรมจิตของตน ให้รู้จักคิดเป็น เมื่อคิดเป็น ก็เย็นได้ เมื่อคิดไม่เป็น ก็เย็นไม่ได้ ไม่ร้อนรุ่มไปกับ ราคะคินา โทสะคินา โมหะคินา คือ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ โดยเปลี่ยนความคิดที่ลุ่มหลงนั้น ให้มาลงในการสร้างสติให้เกิดขึ้นที่จิตของตนให้ได้

มีพระบาลีธรรมบทกล่าวไว้ดังนี้

“เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ
ยตฺถพาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ

พวกเธอทั้งหลาย จงดูโลก (ร่างกาย) อันวิจิตรดุจราชรถ
ที่คนเขลาหมกมุ่นอยู่ แต่ผู้รู้ หาข้องไม่”


จากพระธรรมบท จะเห็นว่าบุคคลผู้จมปลักอยู่ในโลก เหมือนจิตที่ยึดมั่นเอาขันธ์ ๕ มาเป็นตน (ขันธ์ ๕ ก็คือ อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์)

บุคคลจะลุ่มหลงในร่างกายที่ต้องปรุงแต่ง แต่งเติมอยู่ตลอดเวลา เปรียบเหมือนราชรถที่งดงามวิจิตรที่พวกคนเขลาหมกมุ่นอยู่ แต่บุคคลผู้สนใจไฝ่หาธรรมหลุดพ้นจากทุกข์นั้น หาข้องด้วยไม่

เพราะบุคคลผู้ที่ลุ่มหลงอยู่ในโลก คือ ร่างกายที่ประกอบไปด้วยขันธ์ ๕ หรือรูปนามนี้ อันมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บุคคลเช่นนั้นย่อมติดอยู่ในนิวรณ์ (นิวรณ์ ๕ คือ เครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี ๕ ประการ)

เมื่อมีอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดมากระทบจิต ก็ย่อมผลักดันให้เริ่มแสดงอาการหวั่นไหวทางจิตขึ้นมาก่อน ซึ่งเรียกว่า นิวรณ์ ดังนั้นถ้ายังมีนิวรณ์อยู่ตราบใด จิตก็ไม่มีโอกาสเป็นสมาธิอยู่ตราบนั้น

บุคคลผู้ปฏิบัติ จึงต้องรู้จักทำนิวรณ์ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิด รู้วิธีละนิวรณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และรู้จักทำนิวรณ์ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดอีกต่อไป

เรามาเริ่มที่ร่างกาย ที่มีมาใน “กายสูตร” กายจะดำรงอยู่ได้ ก็เพราะอาศัยอาหาร

อาหารของกายที่สำคัญอันดับ ๑ คือ การนอน เมื่อคนเรามักนอนมากจนเกินไปนั้น ทำให้จิตซึมเซา เกียจคร้านการงานทั้งหลาย

อาหารที่ ๒ คือ การกิน ลองพิจารณาดูว่า เมื่อวันนึงวันนึง เราเอาแต่หาอะไรกินทั้งวี่ทั้งวัน กินแล้วก็นอน ดังมีคำโบราณที่ได้กล่าวไว้ว่า ถ้าบุคคลใดเก่งเรื่องกินกับเรื่องนอนเสียแล้ว ชีวิตของบุคคลนั้น หาอะไรเก่งอีกไม่ได้เลย

ฉะนั้นนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา จึงต้องฝึกฝนอบรมตนเอง ด้วยการอดนอนผ่อนอาหาร ดังที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทางสายปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมักแนะนำให้ทำกัน เพราะจะทำให้เบากายเบาใจ เหมาะแก่การปฏิบัติภาวนา เพราะการนอนมากไปกับการกินมากไป จะไปทับธาตุขันธ์ให้หนัก ทำให้การภาวนาก็จะไม่ก้าวหน้าเช่นกัน

แม้ นิวรณ์ ๕ ก็มี อาหาร คือ มีปัจจัยให้เกิดให้ดำรงอยู่ คือ
๑. กามฉันทะ ความพอใจรักใคร่ มีศุภนิมิต ความสวยงาม เป็นอาหาร
๒. พยาปทะ ความคิดเบียดเบียน มีปฏิฆะนิมิต ความหงุดหงิด เป็นอาหาร
๓. ถีนมิทธะ ความซึมเซา ง่วงเหงาหาวนอน มีความเบื่อระอา ความเกียจคร้าน ความเฉยชา ความเห็นแก่ปากแก่ท้อง ความมีใจหดหู่ เป็นอาหาร (ข้อถีนมิทธะนี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า เป็นผลที่เกิดจากอาหารของร่างกาย มันทับธาตุขันธ์เอา จนจิตของตนเศร้าหมอง เมื่อจิตเศร้าหมอง ย่อมนำไปสู่เรื่องราวที่วุ่นวายขัดข้องตามมาอีกมาก)
๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน มีความไม่สงบระงับภายในใจ เป็นอาหาร
๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย มีธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย เป็นอาหาร

นิวรณ์เกิดและดับเพราะอะไร?
พระองค์ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

ศุภนิมิต อันเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นว่าสวยงาม ทำให้กามฉันทะเกิด
ส่วนปฏิฆะนิมิต อันเป็นสิ่งที่ปรากฏแล้ว ทำให้ใจหงุดหงิดไม่ยินดีพอใจ ทำให้เกิดพยาบาท และทำให้พยาบาทที่เกิดขึ้นแล้วลุกลามใหญ่โตขึ้น
ความไม่ยินดี อรติ ความคร้าน ตฺนทิ ความบิดขี้เกียจ วิชมฺภิกา ความเมาอาหาร ภตฺตสมฺมโท ความหดหู่แห่งจิต เจตโสลีนตฺตํ ทำให้ถีนมิทธะเกิด และทำให้ถีนมิทธะที่เกิดแล้วยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ความไม่สงบใจ เจตโส อวูปสโม ทำให้อุทธัจจะกุกกุจจะเกิด และทำให้อุทธัจจะกุกกุจจะที่เกิดแล้วยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ความคิดที่ไม่แยบคาย อโยนิโสมนสิการ ทำให้เกิดวิจิกิจฉา และทำให้วิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วยิ่งเพิ่มมากขึ้น

ในการดับนิวรณ์ ๕ นั้น ตรัสว่า

อศุภนิมิต ความไม่สวยไม่งาม ล้วนเป็นปฏิกูลเน่าเปื่อย ดับกามฉันทะ
เมตตาเจโตวิมุตติ ดับพยาปทะ
ความริเริ่มบำเพ็ญเพียร ความมุ่งมั่น ความบากบั่น ดับถีนมิทธะ
เจตโส วูปสโม ความสงบใจ ดับอุทธัจจะกุกกุจจะ
โยนิโสมนสิการ ความคิดที่แยบคาย ดับวิจิกิจฉา

นิวรณ์เองก็ต้องอาศัยปัจจัยทำให้เกิดเช่นกัน เมื่อมีขันธ์ ๕ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ารูปนามก็ได้

เมื่อมีอารมณ์ รูป มากระทบจิต ความรู้สึก ความจำได้หมายรู้ ความนึกคิด อันเนิ่องด้วยอารมณ์นั้น (นาม) ย่อมเกิดขึ้นด้วยเป็นธรรมดา

รูปนาม หรือขันธ์ ๕ ย่อมต้องมีช่องทางในการรับอารมณ์เข้ามาสู่จิต ซึ่งเราเรียกว่าอายตนะ ๖ ช่องทาง สำหรับรับรู้อารมณ์ต่างๆ ของจิต มี ๖ ช่อง

อายตนะ ๖ นี้ อุปมาเหมือนกับคนที่ชะโงกดูทิวทัศน์ทางหน้าต่างของบ้านที่มีอยู่ ๖ หน้าต่างด้วยกัน ดังนั้นหน้าต่างจึงเป็นเพียงช่องทางให้คนดูและได้แลเห็นสิ่งต่างๆ ภายนอกบ้านเท่านั้น ถ้าปิดหน้าต่างเสียให้หมด คนดูก็ยังอยู่คงอยู่ในบ้าน และรู้ว่ามองไม่เห็นอะไร ข้อนี้ฉันใด

จิตก็อาศัยอายตนะ ๖ ช่องนี้ สำหรับรับรู้อารมณ์ภายนอก ถ้าออกไปรับรู้อารมณ์ทางตา เมื่อตาเห็นรูป เกิดจักขุวิญญาณ เมื่อทั้งสามมารวมกันเกิดผัสสะ เมื่อมีผัสสะย่อมต้องมีความชอบชัง ความน่ารัก น่าใคร่ ติดใจ ยินดี ยินร้าย เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เรียกว่าเวทนา มีสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา

ทางหูได้ยินเสียง ก็เป็น โสตวิญญาณ
ทางจมูกได้รับกลิ่น ก็เป็น ฆานะวิญญาณ
ทางลิ้นได้รับรส ก็เป็น ชิวหาวิญญาณ
สัมผัสทางกาย ก็เป็น กายวิญญาณ
นึกคิดทางใจที่เรียกว่าธัมมารมณ์ ก็เป็นมโนวิญญาณ ที่มโนวิญญาณรับเข้ามานั้น ล้วนเป็นอารมณ์

อารมณ์ เป็นสภาพธรรมที่จิตหลงยึดถือเอาเข้ามาเป็นสมบัติของตนเอง ด้วยความสำคัญผิด เพราะความจริงนั้น อารมณ์เป็นเพียงเงา และความรู้สึกที่มีต่อวัตถุหรือสิ่งของที่อาศัยวัตถุเกิดขึ้นทั้งนั้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากการประชุมปรุงแต่งของธาตุดินน้ำลมไฟ รวม ๔ ธาตุทั้งสิ้น ซึ่งไม่สามารถดำรงอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป ต้องเสื่อมสลายแตกดับไปเป็นธรรมดาทุกอารมณ์

อารมณ์ ดังกล่าวนี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย รวม ๕ ทาง ซึ่งจะเข้าสู่จิต ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียงคู่กันไปตามลำดับ

เมื่อจิตรับรู้อารมณ์ทั้ง ๕ ดังกล่าวแล้ว ก็จดจำอารมณ์เหล่านั้นไว้ ในรูปของธัมมารมณ์ที่มโนทวาร แล้วนึกน้อมเอาอารมณ์เหล่านั้นกลับขึ้นมารับรู้ได้อีก เป็นอารมณ์ที่เกิดจากความนึกคิดที่เก็บไว้ในใจ อีกทางหนึ่ง รวมเป็น ๖ ทาง

อารมณ์ทั้ง ๖ ดังกล่าว คือ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย และความนึกคิดทางใจ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไปสู่จิตทีละอารมณ์ ตลอดเวลาที่ตื่นนอน รวมทั้งในขณะนอนฝันด้วย สุดแล้วแต่ว่าจะเป็นอารมณ์ชนิดใด ครั้งละเพียงอารมณ์เดียวเท่านั้น

เมื่ออารมณ์ดังกล่าวนี้ปรากฏขึ้นเมื่อใด จิตก็จะแล่นออกไปรับรู้อารมณ์ ตามช่องทางที่อารมณ์เข้ามา ผัสสะกันเมื่อไหร่ กลายเป็นจิตผสมกับอารมณ์ไปเมื่อนั้น ทำให้มีความฟุ้งซ่านหวั่นไหวเกิดขึ้นที่จิต

ครั้นอารมณ์ดังกล่าวนี้ดับไป ความรู้สึกฟุ้งซ่านหวั่นไหว ก็ย่อมสงบลงชั่วขณะ จากนั้นจิตก็จะดิ้นรนแสวงหา อารมณ์อันอื่นมายึดไว้เพื่อจะได้รับรู้ต่อไปอีก สุดแต่ว่าจะได้อารมณ์ที่พอใจจากช่องทางใด เมื่อรับรู้อารมณ์ใหม่ก็เกิดความรู้สึกฟุ้งซ่านหวั่นไหวในลักษณะใหม่ไปด้วย อารมณ์เหล่านี้จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาปรุงแต่งจิตตลอดเวลาโดยไม่มีที่สิ้นสุด

ทั้งนี้เป็นเพราะจิตไม่รู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริง จึงหลงยึดเอาอารมณ์ทั้งหลายซึ่งไม่เที่ยงไว้ โดยเข้าใจผิดว่าเที่ยงและมีแก่นสาร เนื่องจากไม่รู้จักจิตของตนเองที่แท้จริง

นิวรณ์ ๕ เครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี เป็นอุปกิเลสของจิต จาก “อุปกิเลสสูตร” พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า

สิ่งที่ทำให้ทองคำเสื่อมคุณภาพลง หมายถึงอุปกิเลสมี ๕ อย่าง คือ ๑. เหล็ก อโย ๒. โลหะ โลหํ ๓. ดีบุก ติปุ ๔. ตะกั่ว เสสํ ๕. เงิน สชฺฌูต สิ่งทั้ง ๕ นี้ ทำให้ทองคำไม่นุ่ม ไม่พร้อมที่จะใช้งาน สีไม่สุก เปราะ และเอาดีไม่ได้

จิตก็เหมือนกัน มีอุปกิเลส ๕ อย่างที่ทำให้ไม่นุ่มนวล ไม่เหมาะที่จะใช้งาน ไม่ผุดผ่อง หมดสภาพ และไม่มั่นคงสำหรับที่จะสิ้นอาสวะได้ อุปกิเลส ๕ อย่างนั้น คือ นิวรณ์ ๕ อันมี กามฉันทะ พยาปทะ ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา

อันตรงข้ามกับ โพชฌงค์ ๗ ซึ่งไม่เป็นเครื่องกีดขวางจิต ไม่เป็นอุปกิเลสของจิต เมื่อบุคคลกระทำให้มาก เจริญให้มากแล้ว มีแต่จะทำให้แจ้งซึ่งวิชชาและวิมุตติ เพื่อความสิ้นสังโยชน์ เพื่อความสิ้นอาสวะ เพื่อถอนอนุสัย เอวัง.

เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน
พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศน์วันพระ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔





Create Date : 12 กรกฎาคม 2564
Last Update : 12 กรกฎาคม 2564 15:01:32 น.
Counter : 505 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



All Blog