มรรคมีองค์ ๘


🌷 มรรคมีองค์ ๘

วันอังคารที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐

เจริญสุข สวัสดี สาธุชนทั้งหลาย วันพระก็เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้ง อาตมาภาพจึงได้นำ พระพุทธพจน์จากพระบาลีธรรมบท ในสมาธิสูตร มากล่าวไว้ดังนี้

สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ แปลว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ดังนี้


เมื่อพิจารณาจากพระพุทธพจน์อย่างรอบคอบ จะเห็นได้ว่า บุคคลที่ยังสมาธิให้เกิดขึ้นในที่นี้นั้น ต้องเป็นสัมมาสมาธิในองค์อริยมรรคเท่านั้น บุคคลนั้นย่อมมีจิตเป็นสมาธิ สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง คำว่า ได้รู้เห็นตามความเป็นจริงนั้น ก็คือ วิปัสสนาปัญญา การรู้เห็นอย่างวิเศษ มาจากคำว่า วิปัสสนา

รู้เห็นอย่างไรจึงเรียกว่าได้รู้เห็นอย่างวิเศษ คือ การได้รู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงว่า

- อารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าดี ชั่ว สุข ทุกข์ หยาบ ละเอียด เช่น รูปฌาน อรูปฌาน ย่อมทำให้จิตใจหวั่นไหว กระสับกระส่าย เกิดความยินดียินร้ายไปกับอารมณ์เหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็น ทุกข์ ทั้งสิ้น
- เมื่อรู้แล้วว่าอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่น อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นย่อมเป็นทุกข์ ก็ควรละความทะยานอยาก (ตัณหา) คือ สมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นเสีย
- เพื่อให้เข้าถึง นิโรธ ความดับแห่งทุกข์ทั้งปวงได้
- ด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ ทางปฏิบัติเพื่อดำเนินไปสู่ความดับทุกข์

พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ที่ทรงอุบัติขึ้นมาในโลก ล้วนตรัสรู้อริยสัจ ๔ ทุกๆ พระองค์ เพราะเป็นความจริงอันประเสริฐของพระอริยเจ้าทั้งหลาย จะเรียกว่า ศีลสมาธิปัญญา อริยสัจ ๔ หรือสติปัฏฐาน ๔ ก็ได้ แล้วแต่ว่าพระองค์จะไปสอน ณ ชุมชนใด เพื่อให้สอดคล้องกับประชุมชนนั้น ทั้งหมดที่กล่าวไว้ล้วนเป็นการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนาทั้งสิ้น ทางอื่นนอกจากนี้ไม่มีอีกแล้ว

เรามาฟัง “หัวใจพระพุทธศาสนา” ต่อจากวันพระที่แล้ว (๑๔ กันยายน ๒๕๖๔) กันเถอะ

🌷 มรรคมีองค์ ๘

นับตั้งแต่ได้ตรัสรู้จนถึงวันที่เสด็จขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน รวมเป็นเวลาทั้งหมด ๔๕ ปีนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสอนข้อปฏิบัติอันสําคัญแก่ชาวพุทธทั้งหลาย สําหรับจะได้ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ดังที่ได้ทรงปฏิบัติสําเร็จมาแล้ว คือ มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้

๑. สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ
สององค์นี้ จัดอยู่ในหมวดของ ปัญญา
๓. สัมมาวาจา วาจาชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ
๕. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ
สามองค์นี้ จัดอยู่ในหมวดของ ศีล
๖. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ
๗. สัมมาสติ ความระลึกชอบ
๙. สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นชอบ
สามองค์นี้ จัดอยู่ในหมวดของ สมาธิ

ทั้งหมดนี้ ย่นย่อลงเหลือเพียง ศีล สมาธิ ปัญญา หรือเรียก สติปัฏฐาน ๔ หรือ อริยมรรค อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้เหมือนกัน คําว่า มรรค ในที่นี้หมายถึง ทางเดินของจิต ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงใช้ปฏิบัติมาแล้ว จึงได้ทรงนํามาสั่งสอนชาวพุทธให้ปฏิบัติตามเสด็จด้วย ดังมีพระบาลีในพระธรรมบทยืนยันไว้ดังนี้คือ

“เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา
เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปชฺชถ มารเสนปฺปโมหนํ
แปลว่า
ทางเดินที่จะทําความเห็นให้บริสุทธิ์คือทางนี้เท่านั้น
ทางอื่นนอกจากนี้ไม่มีอีกแล้ว
ท่านทั้งหลายจงปฏิบัติไปทางนี้เถิด
เป็นทางที่มารและเสนามารหลง”


หมายความว่า กิเลสใหญ่น้อยทั้งหลายหาที่ตั้งไม่ได้ จิตก็บริสุทธิ์ ดังนั้น พุทธบริษัททุกท่านจึงต้องศึกษาเรื่องราว รายละเอียด และคําจํากัดความของมรรค ๘ แล้วลงมือปฏิบัติตามจริงๆ ก็ย่อมได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

🌷 ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔

หลักธรรมสําคัญในพระพุทธศาสนาที่รวบรวมวิธีปฏิบัติ เพื่อชําระจิตใจให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ก็คือ สติปัฏฐาน ๔ (ฝึกให้มีสติตั้งมั่นอย่างไม่ขาดสายในที่ ๔ สถาน) แบ่งออกเป็นหมวดกาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งมีอยู่รวม ๒๑ บรรพะด้วยกัน

การปฏิบัติตามสติปัฏฐาน ๔ ย่อมได้รู้จักอารมณ์ต่างๆ ที่กําลังเข้ามาปรุงแต่งให้เกิดเป็นเรื่องราวความจริงของชีวิต หรือที่เรียกว่า รูปนาม ซึ่งได้แก่ อารมณ์ และอาการของจิตที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยอารมณ์, นั้น ว่าประกอบขึ้นด้วยอะไร และวิวัฒนาการไปตามกาลเวลาอย่างไร? ผู้ปฏิบัติจะต้องทําจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เพ่งพิจารณาดูรูปนามที่กําลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าว่า ไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงแท้ถาวรแต่ประการใด และให้ฝึกปล่อยวางรูปนามต่างๆ เสียโดยเด็ดขาด ไม่นําตน (จิต) เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย คือ ไม่แสดงความยินดียินร้ายในอารมณ์ทั้งหลาย แล้วรูปนามนั้นก็ย่อมดับไป โดยไม่ทําให้มีกิเลสเกิดขึ้นที่จิตของตนได้

การที่จะปฏิบัติจนกระทั่งสามารถปล่อยวางรูปนามเสียได้นั้น เป็นสิ่งที่ทวนกระแสใจสามัญชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าได้รับการอบรมให้ยึดรูปนามมาเป็นเวลานานนับไม่ถ้วนแล้ว จึงต้องอาศัยความพากเพียรอย่างสูงเพื่อปฏิบัติปล่อยวางรูปนามเสียให้ได้ ดังนั้นผู้ที่ปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ จึงย่อมเกิดพลังจิตสูงขึ้นโดยลําดับตามกําลังที่ปฏิบัติได้ และย่อมมีพลังจิตที่จะยับยั้งชั่งใจต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ดีกว่าเมื่อก่อนปฏิบัติอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงครอบครัวและสังคมต่อไปอีกอย่างกว้างขวางด้วย

สติปัฏฐาน ๔ นี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นหลักปฏิบัติสําหรับผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์อย่างเดียวเท่านั้น ฆราวาสผู้ครองเรือน ทหาร ตํารวจ ข้าราชการ พลเรือน ครูอาจารย์ทั้งหลาย รวมทั้งนักเรียน ก็สามารถนํามาปฏิบัติตามและมีโอกาสได้รับประโยชน์ได้เช่นเดียวกันด้วย ซึ่งจะเกื้อกูลความเป็นอยู่ของแต่ละคน ให้มีความสุขในหน้าที่การงาน และการเล่าเรียนที่กําลังดําเนินอยู่ มากขึ้นตามลําดับ

🌷 การบวชในพระพุทธศาสนา

ก่อนที่จะกล่าวต่อจากนี้ไป ใคร่ขอถือโอกาสเรียน ณ ที่นี้ว่า มรรคมีองค์ ๘ นี้มิได้มีอยู่ในศาสนาอื่นใดในโลกนี้เลย ดังนั้นชาวพุทธทุกท่านควรจะภูมิใจได้ว่า บรรพบุรุษของเรามีสติปัญญาและมีสายตาอันไกลยิ่ง ที่ได้รับเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นศาสนาประจําชาติของเราจนถึงทุกวันนี้

ดังพุทธพจน์ที่ได้ตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตรว่า
“ดูก่อน สุภัททะ ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น ที่มีมรรคประกอบด้วของค์ ๘
ในธรรมวินัยนี้จึงมีพระสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะที่ ๔
ลัทธิอื่นว่างจากพระสมณะผู้รู้ทั่วถึง
ถ้าภิกษุนี้พึงอยู่ผู้โดยชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย”


ทั้งนี้ ย่อมหมายความว่าหลักธรรมเรื่องมรรคมีองค์ ๘ นี้ มีความสําคัญยิ่งที่จะชําระขัดเกลาจิตใจผู้ปฏิบัติให้เป็นคนดีโดยลําดับ เป็นชั้นๆ แล้วแต่การปฏิบัติ

บรรพบุรุษเชื่อมั่นว่าการเป็นคนดี และสามารถประกอบอาชีพจนตั้งเนื้อตั้งตัวได้นั้น จะต้องให้บุตรหลานของตนเข้าบวช และรับการฝึกฝนอบรมปฏิบัติทางจิตตามคติธรรมในพระพุทธศาสนาสักระยะหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่ประพฤติตนล่วงละเมิดศีลธรรม และเป็นพิษเป็นภัยแก่ครอบครัวและสังคมในอนาคต โดยให้บวชและฝึกวิธีปฏิบัติทางจิตเพื่อให้เกิดพลังต่อต้านอารมณ์ทั้งหลาย อย่างน้อยสัก ๑ พรรษา ในขณะที่มีอายุครบ ๒๐ ปีพอดี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทํางานอาชีพ

บรรพบุรุษหวังว่าบุตรหลานของตนจะได้ใช้ประสบการณ์ทางจิต ที่ได้รับการฝึกปฏิบัติธรรมในขณะที่บวชอยู่ สําหรับแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่จะมีต่อไปในอนาคตและเมื่อมีครอบครัวแล้ว โดยไม่ละเมิดศีลธรรมที่ดีงาม และใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงที่สุด นี่คืออุดมการที่บรรพบุรุษมีต่อบุตรหลานของตนด้วยใจเมตตาอย่างยิ่ง เพื่อให้เป็นคนดีสืบวงศ์ตระกูลต่อไป

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนทุกท่าน ที่จะศึกษาทําความเข้าใจเรื่องมรรคมีองค์ ๘ นี้ ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง เพื่อที่จะได้นํามาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดเวลาที่บวชอยู่ ถ้าไม่ศึกษาให้ดีเสียก่อนว่าบวชทําไม จึงจัดการบวชอย่างไม่ถูกต้อง และเมื่อบวชแล้วก็ไม่ได้ลงมือปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ จริงอีกด้วย ผลลัพธ์ที่ได้จากการบวชครั้งนั้นก็ย่อมไม่มีอะไรที่ดีขึ้น นอกจากเสียเวลาและเสียเงินทองทรัพย์สินในการจัดงานบวช โดยไม่ได้รับประโยชน์อะไรเท่านั้น ไม่ว่าจะบวชอยู่นานสักเท่าใดก็ตาม

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า ในระยะเวลา ๑ เดือนหรือ ๒ เดือนก่อนเข้าพรรษาทุกปี ชาวพุทธเป็นจํานวนมากจัดเตรียมงานบวชลูกหลานของตนกันอย่างมโหฬาร โดยทั่วกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จําเป็นต้องเตรียมอาหารสําหรับทําครัวเลี้ยงดูกันในวันบวชอย่างมากมายด้วย จึงต้องฆ่าวัว ควาย เป็ด ไก่ หมู ปลา สําหรับทํากับข้าวเลี้ยงดูกันอย่างเต็มที่ บางรายก็ต้องไปกู้เงินมาใช้จ่ายในเรื่องเช่นนี้ และจ้างมหรสพต่างๆ ที่มีราคาแพงมาแสดงในงานบวชด้วย เพื่อมิให้น้อยหน้ากันก็มี

ดังนี้ ถ้าหากว่าได้ศึกษาวัตถุประสงค์ของการบวชให้ละเอียดดีแล้ว จะเห็นได้ว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นข้อห้ามของพระพุทธองค์โดยตรง เพราะฉะนั้น การฆ่าสัตว์ดังกล่าวข้างต้นเหล่านี้ ย่อมเป็นการทําบาป เป็นเดิมพันเพียงเพื่อจะทํางานบวชของตนเท่านั้น งานบวชจึงต้องเศร้าหมองและจะต้องได้รับวิบากของบาปเช่นนี้ อย่างไม่มีปัญหา ส่วนการที่ไปกู้เงินมาใช้จ่ายเป็นค่าจ้างมหรสพราคาแพงเพื่อสมโภชงานบวชด้วยนั้น ย่อมเพิ่มทุกข์ เพิ่มภาระและทําให้เสียเศรษฐกิจของครอบครัว โดยไม่จําเป็น เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พุทธบัญญัติ หนี้สินที่ไปกู้เขามาเช่นนี้ บางทีต้องสึกออกมาทํางานหาเงิน ใช้หนี้อยู่นาน จึงจะหมดหนี้ก็มี

ความไม่ถูกต้องเหล่านี้ ได้ปฏิบัติตามๆ กันมาจนเป็นธรรมเนียมอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องช่วยกันแก้ไขอย่างพร้อมเพรียงทุกคน ทุกท่าน และทุกสถาบัน โดยแสดงข้อเท็จจริงให้ผู้จะบวชหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบวชลูกหลานของตน ได้ตระหนักว่า การบวชในพระพุทธศาสนานั้น จัดขึ้นเพื่อให้ผู้บวชได้เข้าไปปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ โดยเฉพาะ ไม่ใช่จัดขึ้นเพื่อสร้างบาป สร้างหนี้สิน ซึ่งเป็นการเพิ่มทุกข์ยากทางจิตใจและทางเศรษฐกิจให้แก่ตนเองและครอบครัวแต่ประการใดทั้งสิ้น

ดังนั้น การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และกู้เงินมาจ้างมหรสพสมโภช รวมทั้งจัดสุรายาเมามาเลี้ยงดูกัน ดังที่ถือปฏิบัติตามกันมาเป็นธรรมเนียมนั้น จึงไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการกระทําที่มีผลลัพธ์ขัดกับวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างตรงกันข้าม และทําให้การบวชนั้นๆ เศร้าหมอง ไม่บริสุทธิ์หมดจด

ขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติตามกันมาอย่างผิดๆ เช่นนี้ ควรช่วยกันแก้ไขให้หมดไปจากพระศาสนาโดยพร้อมเพรียงกัน

🌷 คําสั่งสอนอันสำคัญยิ่งที่พระอุปัชฌาย์สอนในวันบวช

คงจะจํากันได้ดีว่า เมื่อได้นํา “นาค” ซึ่งเป็นบุตรหลานของตนเข้าไปในพระอุโบสถในวันแรกที่บวชนั้น, แล้ว พระอุปัชฌาย์ก็จะสอนผู้บวชใหม่ให้รู้จักข้อปฏิบัติ ที่เรียกว่า ไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา หลังจากที่ได้บวชให้แล้ว คือสอนให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ของตนเองไปมาบ่อยๆ เนืองๆ ผู้บวชใหม่ก็ได้กล่าวรับปากต่อที่ประชุมพระสงฆ์ว่า “อาม ภนฺเต” แปลว่า ขอรับไปปฏิบัติครับ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ปฏิบัติกันเลย

การพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ของตนเองบ่อยๆ เนืองๆ จะทําให้เห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร ต้องเปลี่ยนแปรไปตามกาลเวลา ไม่ช้าก็ต้องแตกแยกกันไปคนละทิศคนละทาง ทําให้ผู้ปฏิบัติไม่ประมาทในวัยและชีวิตของตน เตือนจิตใจให้ทําแต่ความดี จึงเป็นการพัฒนาจิตใจผู้บวชให้ดีขึ้น เมื่อจิตใจได้รับการพัฒนาดีขึ้นแล้ว ก็ย่อมประพฤติตนเป็นคนดีในครอบครัวและสังคมต่อไปในอนาคต เป็นธรรมดา

ถ้าบวชแล้ว ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมที่พระอุปัชฌาย์สอนไว้นี้ ผู้บวชก็ย่อมไม่ได้รับประโยชน์สมกับเวลาและเงินทองที่เสียไปในการจัดงานบวช ดังนั้น จึงไม่มีอะไรดีขึ้นเลย นอกจากยังตกเป็นทาสของอารมณ์ทั้งหลายเหมือนเมื่อก่อนบวชตามเดิมเท่านั้น

🌷 หัวใจพระพุทธศาสนา คือการลงมือปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ จริง

เท่าที่ได้บรรยายมาทั้งหมดนั้น พอจะมองเห็นได้ว่าหลักธรรมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา หรือสติปัฏฐาน ๔ เป็นคําสั่งสอนสําคัญในพระพุทธศาสนาที่สําคัญยิ่ง ซึ่งได้รวบรวมรายละเอียดในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาไว้อย่างครบถ้วนถูกต้องทุกแง่ทุกมุม ดังนั้น ถ้าได้นํามาศึกษาพินิจพิจารณาดูให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง แล้วลงมือปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด ผู้ปฏิบัติก็ย่อมได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาสก็ตาม สามารถนํามาปฏิบัติได้เหมือนกัน ถ้ามีผู้ลงมือปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายแล้ว ก็ย่อมพัฒนาจิตใจให้ตั้งมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ที่เข้ามากระทบ จึงเกิดความสงบสุขขึ้นในสังคม ไม่มีปัญหายุ่งยากรบกวนอีกต่อไป

ดังนั้น พระสงฆ์จึงตั้งอยู่ในฐานะอันสําคัญ ที่จะศึกษาพินิจพิจารณาตูสติปัฏฐาน ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง แล้วลงมือปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด เพื่อให้มีประสบการณ์อย่างเพียงพอที่จะออกสั่งสอนวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องให้แก่ชาวพุทธอีกเป็นจํานวนมาก รวมทั้งเด็กนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ซึ่งกําลังสนใจศึกษาอยู่ในขณะนี้ อันเป็นการสืบต่อพระศาสนาให้ตํารงอยู่อย่างยืนยาวไปในอนาคต ตามเสด็จพระยุคลบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

ทั้งนี้หมายความว่า พระสงฆ์ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศรวมสามหมื่นกว่าวัด จะต้องช่วยทําธุระในพระศาสนา ๓ ประการ คือ คันถธุระ วิปัสสนาธุระ และออกไปสอนการปฏิบัติธรรมดังกล่าวแก่สังคม ที่เรียกว่าประกาศพระศาสนา เหล่านี้ อย่างครบวงจรทุกรูปและทุกวัด

การศึกษาธรรมะภาคปริยัติ เพียงเพื่อเอาไว้พูด หรือเอาไว้ตอบสอบไล่เอาคะแนนโดยไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง หรือเมื่อได้ศึกษาและลงมือปฏิบัติมาดีพอสมควรแล้ว ไม่ได้ออกไปช่วยการปฏิบัติธรรมให้แก่สังคมต่อไปอย่างแพร่หลาย เหมือนดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงปฏิบัติมาแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าทําธุระในพระศาสนาไม่ครบวงจร คือ ไม่ได้ช่วยทําให้สังคมเกิดความร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมาแต่ประการใดเลย

🌷 ทาน (การให้สิ่งที่ควรให้)

ในพระพุทธศาสนาถือว่า การให้ทานเป็นหลักธรรมเบื้องต้นอันสําคัญที่จะต้องปฏิบัติเพื่อลดความตระหนี่ของผู้ให้ลง ซึ่งเป็นการอนุเคราะห์ผู้รับทานนั้น จึงเป็นการแสดงน้ำใจที่เป็นมิตรต่อกัน ดังนั้น การให้ทานจึงผูกจิตใจทั้งผู้ให้และผู้รับได้ดีอย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงว่าสังคมยังไม่แล้งน้ำใจต่อกัน

ทานที่มีอานิสงส์อันไพบูลย์นั้น มีหลักเกณฑ์ดังนี้คือ ผู้ให้มีความตั้งใจให้ ผู้รับกําลังอยากได้รับ และสิ่งที่ให้นั้นเป็นปัจจัย ๔ ที่จําเป็นในการดํารงชีวิต ตามสมควรแก่อัตตภาพของทั้งผู้ให้และผู้รับทานนั้น

ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสกับอนาถปิณฑิกเศรษฐี ผู้ซึ่งให้ทานแม้ในขณะที่ใกล้จะตกยากว่า “ทิยฺยเต คหปติ กุเล ทานํ แปลว่า ดูก่อนคหบดี ทานประจําตระกูลของท่าน ยังให้ดีอยู่ดอกหรือ?” อนาถบิณฑิกเศรษฐีตอบว่า “ยังให้ดีอยู่พระเจ้าข้า แต่เต็มทีจริงๆ ไม่ประณีตมีแต่ข้าวปลายเกวียนและน้ำส้มผอูม ซึ่งเป็นทานที่เศร้าหมอง เหลือประมาณพระเจ้าข้า” พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า “อย่าไปคิดอย่างนั้นสิ เมื่อความตั้งใจดีแล้ว ของทําบุญก็ย่อมดีด้วย” ดังนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้น อานิสงส์ของทาน จึงขึ้นอยู่ที่ความตั้งใจดีของผู้ให้ ซึ่งจะอนุเคราะห์ผู้รับ ให้มีพลังปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรคผลในพระศาสนานี้ สิ่งที่ให้นั้นมีความจําเป็นในการดํารงชีวิตของผู้รับ ไม่ใช่ให้สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อเกินความจําเป็น ซึ่งจัดว่าเป็นกามคุณ (สิ่งที่น่ารักใคร่พอใจ) ที่ประทับติดตรึงใจผู้รับมิให้ปฏิบัติธรรม คือทําให้ผู้รับทานนั้น ต้องกลายเป็นผู้ที่สะสมทรัพย์ และล่วงละเมิดสิกขาบทนิสสัคคียปาจิตตีย์ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะหาวิธีเก็บทรัพย์สิน ที่ได้รับมาจากทานในรูปใดก็ตาม

ตัวอย่างเช่น การให้เครื่องปรับอากาศ รถเก๋ง ตู้เย็น โทรทัศน์ เงินทอง เหล่านี้ เป็นต้น จึงจัดว่าเป็นทานที่เศร้าหมอง ไม่มีอานิสงส์ในพระศาสนานี้ และไม่เหมาะสําหรับพระสงฆ์ ผู้ได้ชื่อว่าประพฤติพรหมจรรย์อย่างยิ่ง

สําหรับพระสงฆ์ที่รับทานดังกล่าวไว้ ก็ย่อมเกิดความมัวเมาในการเก็บและครอบครองทรัพย์ เกิดความผูกพันทางใจ ซึ่งเท่ากับตอกตะปูตรึงใจไว้ มิให้บรรลุมรรคผลตลอดเวลาที่ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ นอกจากนั้น ยังอาจได้รับภัยจากโจรผู้ร้ายจนถึงแก่ชีวิตก็ได้

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะให้ทานใดๆ ก็ตาม จําเป็นต้องใช้ปัญญาพินิจพิจารณา (ญาณสัมปยุต) ดูด้วย อุปมาดังการเลือกที่ดินสําหรับหว่านพืชเพื่อเพาะปลูก ถ้าเลือกได้ที่ดินดี พืชที่หว่านลงไปก็ย่อมให้ผลงอกงามดีด้วย ฉะนั้น

พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “การให้ทานเกื้อกูลแก่ผู้ที่กําลังปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อให้บรรลุเป็นพระโสดาบันบุคคลนั้น มีอานิสงส์มาก” และได้ทรงสอนพระสงฆ์ไม่ให้แสวงหาอามิสทรัพย์สินเกินความจําเป็นสําหรับปฏิบัติธรรม ดังต่อไปนี้ คือ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกเราเป็นธรรมทายาทของเรา ไม่เป็นอามิสทายาทแล้ว ทั้งพวกเราและเราจะไม่ถูกวิญญชนติเดียนว่า พวกพระสาวกของพระศาสดาพากันเป็นธรรมทายาท ไม่เป็นอามิสทายาท พวกเธอทั้งหลายจงเป็นธรรมทายาทของเราเถิด อย่าได้เป็นอามิสทายาทเลย” ดังนี้

เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธองค์มีพุทธประสงค์ให้พระสงฆ์ ปฏิบัติธรรมเพื่อสืบต่อพระศาสนา มากกว่าการแสวงหาอามิส ซึ่งได้แก่ ลาภยศ ชื่อเสียง สมณศักดิ์ และบริวารอย่างแท้จริง เพราะการแสวงหาอามิส มิได้ช่วยพัฒนาจิตใจทั้งผู้ให้และผู้รับให้ดีขึ้น และไม่ได้ทําให้พระศาสนาตั้งอยู่ยั่งยืนนานต่อไปได้เลย

🌷 🌷 🌷

เมื่อกล่าวถึงสมาธิหรือภาวนาแล้ว ปัจจุบันมีผุดขึ้นมาอย่างมากมาย จนกระทั่งบุคคลผู้ต้องการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนา เกิดความลังเลสงสัยว่าจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะไม่ผิดทาง เท่าที่มีอยู่นั้นส่วนมากแล้วทำให้สิ้นเปลืองเวลา เพราะการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนาเพื่อให้เข้าถึงความสงบหรือจิตตัวใน (อชฺฌตฺตํ สมยํ จิตตํ) ต้องผ่านลมหายใจทั้งสิ้น และสมถะวิปัสสนาก็เช่นกัน

คำว่าสมถะและวิปัสสนา เป็นคำที่เกิดขึ้นมาในภายหลัง แต่กลับถูกนำมาใช้ในทางแบ่งแยกของผู้ปฏิบัติธรรมให้ออกจากกันอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่พระสูตรเองก็ยังเขียนไว้อย่างรัดกุมรอบคอบ ไม่ได้ถูกแบ่งแยกให้ออกจากกันแต่อย่างใด จนเกิดเป็นสายสมถะภาวนา หรือสายวิปัสสนาภาวนา อย่างทุกวันนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปจากความเป็นจริงของพระสูตรที่วางหลักไว้ดีแล้ว

คำว่า และ ในพระสูตรนั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วในตัวว่า ต้องร่วมกันเกิดขึ้น ขาดจากกันไม่ได้ แสดงว่าสมถะและวิปัสสนานั้นเป็นเรื่องที่ต้องกระทำควบคู่กัน พร้อมกันไปในขณะจิตเดียวกัน ต่างกันแต่สภาวะที่เกิดขึ้นของเหตุปัจจัยที่มีมาให้พิจารณา ขณะประคองจิตอยู่ตรึกธรรมเฉพาะหน้าในเวลานั้นๆ เช่นเดียวกันกับคำว่า สติสมาธิปัญญา ซึ่งต้องเกิดขึ้นร่วมกันไป ขาดกันเสียไม่ได้ เป็นอัญญะมัญญะปัจจัย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมีขึ้น หนุนเนื่องต่อกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย

หากเราสามารถสร้างสติ ประคองจิตไว้ที่ฐานที่ตั้งของสติ (สติปัฏฐาน) ได้อย่างต่อเนื่องเนืองๆ แล้ว จิตของตนย่อมสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อประคองจิตที่มีสติให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้อย่างต่อเนื่องเนืองๆ จิตย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง (วิปัสสนา) เมื่อจิตของตนมีพลังในการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นได้ย่อมเกิดปัญญาในการวิรัติ (งดเว้น) ข้อห้ามทั้งหลายได้ ศีลต่างๆ ย่อมบริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อยเลย

ในการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนา เพียรประคองจิตของตนอยู่นั้น บางครั้งบางขณะที่จิตมีสติระลึกรู้อยู่ จิตอาจจะเผลอไผลส่งออกไปในอารมณ์ที่น่ายินดีน่ารักใคร่หรืออารมณ์ที่ไม่น่ายินดีไม่น่ารักใคร่ จะมาจากภายนอกก็ดี หรือเกิดขึ้นจากสัญญาอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ณ ภายในจิตเองก็ดี หากระลึกนึกขึ้นมาได้และสามารถดึงจิตหรือเปลื้องจิตให้ออกจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในขณะนั้นและยกจิตของตนที่ส่งออกไปจากฐานที่ตั้ง ให้กลับมาวางอยู่ ณ ฐานแห่งความสงบ (สติ) ดังเดิมได้ นี้จึงเรียกว่าเป็นวิปัสสนา คือความสามารถปล่อยวางอารมณ์ออกจากจิตในขณะแห่งสมาธิจิต เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม ๒๑ กันยายน ๒๕๖๔




Create Date : 22 กันยายน 2564
Last Update : 22 กันยายน 2564 10:57:02 น.
Counter : 325 Pageviews.
3 comment
(โหวต blog นี้) 
ความสัมพันธ์ระหว่างกายเนื้อ กายทิพย์ กายธรรม


🌷 ความสัมพันธ์ระหว่างกายเนื้อ - กายทิพย์ - กายธรรม

วันอังคารที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๔  ตรงกับวันพระขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๑๐ 

เจริญสุข สวัสดี สาธุชนทั้งหลาย 

มีพระบาลีจากมิลินทปัญหากล่าวไว้ว่า 

สทฺธาย ตรตี  โอฆํ  อปฺปมาเทน อณฺณวํ
วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ  ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ

แปลว่า
บุคคลย่อมข้ามห้วงน้ำได้ด้วยศรัทธา
ย่อมข้ามทะเลได้ด้วยความไม่ประมาท
ย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร
ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา


จากพระบาลีข้างต้น จะเห็นได้ว่าบุคคลผู้มีศรัทธา ย่อมข้ามห้วงน้ำให้ถึงฝั่งได้นั้น  ต้องเป็นบุคคลที่มีสัทธินทรีย์ คือ ๑ ในอินทรีย์ ๕ เท่านั้น เพราะว่าเป็นศรัทธาชนิดเชื่อมั่นไม่หวั่นไหวคลอนแคลนในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อว่ามนุษย์สมบัติมี สวรรค์สมบัติมี มรรคผลนิพพานมีอยู่จริง 

เนื่องจากในหมู่มวลมนุษย์นั้น บุคคลผู้จะข้ามห้วงน้ำเพื่อให้ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย ที่เหลือมีแต่พวกที่วิ่งเลาะไปตามฝั่ง ยังแสวงหาครูบาอาจารย์ไปเรื่อยๆ ที่ไหนว่าดีก็แห่กันไปที่นั่น ยิ่งแสวงหายิ่งเกิดความลังเลสงสัยมากขึ้น เป็นเพราะยังหยุดไม่เป็น ยังขาดความเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจ ในพระธรรมคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว 

ส่วนบุคคลผู้ที่มีสัทธินทรีย์ ย่อมข้ามบ่วงแห่งมฤตยู ซึ่งข้ามได้แสนยาก เพื่อจะไปให้ถึงฝั่ง พร้อมทั้งยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม (อปฺปมาเทน สมฺปาเทถะ) ซึ่งมีมาในปัจฉิมโอวาท เป็นความไม่ประมาทที่มีสตินทรีย์และสมาธินทรีย์ คอยประคับประคองจิตของตน ให้ระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติ เพื่อนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก ด้วยความไม่ประมาท 

การจะเข้าถึงความไม่ประมาทได้นั้น ต้องอาศัยวิริยินทรีย์ หรือสัมมาวายามะในองค์อริยมรรค เพราะบุคคลย่อมล่วงทุกข์ได้ ด้วยความเพียรชอบนี้ 

เมื่อพูดถึงปัญญา พระบาลีกล่าวไว้ว่า ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ก็แสดงให้เห็นว่า จิตของตนจะบริสุทธิ์ผ่องแผ้วได้นั้น ต้องอาศัยปัญญาในการปล่อยวางอารมณ์ ราคะ โทสะ โมหะ ให้หมดไปจากจิตของตน จิตย่อมได้รับความบริสุทธิ์ ซึ่งต่างจากปัญญาทางโลกหรือโลกียปัญญาโดยสิ้นเชิง เพราะปัญญาทางโลกนั้น ต้องอาศัยบุคคลที่มีมันสมองดี ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ฉลาดหลักแหลม กล่อมคนเก่งให้คล้อยตามตนได้ มีปริญญาหลายๆ ใบ ส่วนโลกุตตรปัญญานั้น คือความสามารถของจิตในการปล่อยวางอารมณ์ที่เข้ามากระทบให้ออกไปได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลา

จากนี้ เรามาต่อกันด้วย “หัวใจพระพุทธศาสนา” จากวันพระที่ผ่านมา (วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๔)

🌷 สัตว์ที่มีกายเนื้อ (กรัชกาย)

เท่าที่ได้กล่าวมาในเรื่องคติและภูมิของสัตว์ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๓๑ ภูมินั้น มีสัตว์ที่มีกายเนื้ออยู่เพียง ๒ ภูมิเท่านั้น คือ มนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งสามารถแลเห็นได้ด้วยตาเนื้อ เพราะสัตว์ในภูมิทั้ง ๒ ดังกล่าวนี้ ต้องอาศัยบิดามารดาเป็นแดนเกิด และผสมธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เพื่อให้เป็นรูปร่างกายของตนขึ้นมา ซึ่งต้องอาศัยความอบอุ่น และอาหารหล่อเลี้ยง เพื่อรักษาให้มีชีวิตสืบต่อไปอีก ถ้าขาดอาหารหล่อเลี้ยง หรือมีอายุนานพ้นขีดกําลังผสมของบิดามารดาแล้ว กายเนื้อก็ต้องแตกตายลงเป็นธรรมดา

เท่าที่กล่าวมาแล้วข้างต้น กายเนื้อนี้ จิตเป็นผู้สร้างขึ้น เพื่อใช้สําหรับเป็นเครื่องมือ สําหรับรับอารมณ์ ด้วยอํานาจความอยาก และความเพลิดเพลินที่เคยมีในอดีตทั้งสิ้น ถ้าไม่มีกายเนื้อเสียแล้ว ก็ย่อมไม่มีทางที่จะติดต่อรับอารมณ์ได้สําเร็จสมความอยากที่มีเลย ดังนั้น จิตจึงได้อาศัยกายเนื้อสําหรับเสพอารมณ์ที่น่ารักน่าพอใจของตนเท่านั้น เมื่อร่างกายเสื่อมสภาพและต้องตายลงเมื่อใด ก็จําเป็นต้องหาทางสร้างร่างกายใหม่ขึ้นอีก ที่เรียกว่า เวียนว่ายตายเกิดในพระพุทธศาสนานั่นเอง

เมี่อกายเนื้อรับอารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๕ ทางใดทางหนึ่ง ด้วยความยินดี ติดอกติดใจ และประทับใจขึ้นมาแล้ว ก็ย่อมบันทึกความทรงจําอารมณ์นั้นๆ เก็บไว้ที่จิต เรียกว่าเป็นกรรมภพ ซึ่งบางครั้ง ในขณะที่ร่างกายนอนหลับพักผ่อนอยู่ จิตก็ยังมีเจตนาที่เสพอารมณ์เก่าๆ ที่ได้ทรงจําและบันทึกไว้นี้ มาปรุงแต่งขึ้นอีก (ฝัน) ก็มี เรียกอารมณ์ชนิดนี้ว่า ธรรมารมณ์ ความรู้สึกที่จิตเข้าใจว่าเป็นผู้รับอารมณ์ และเป็นไปกับอารมณ์ เหมือนกายเนื้อของตนเองกําลังรับอารมณ์เช่นนี้โดยตรง นี้คือ กายทิพย์ ซึ่งไม่อาจแลเห็นได้ด้วยตาเนื้อ แต่มีอยู่จริงโดยธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นแก่ผู้ที่อยู่ในที่สงัดแต่เพียงผู้เดียว จึงเปิดโอกาสให้จิตนําเอาธรรมารมณ์มานึกคิดปรุงแต่งขึ้นทางใจ (มโนทวาร) ทําให้คิดฟุ้งซ่านขึ้น

🌷 กายทิพย์หรือโอปปาติกะ

สําหรับสัตว์ที่อยู่ในภูมิที่มีกายเนื้อทั้งหมด กายทิพย์จะซ้อนอยู่ในกายเนื้อด้วยกัน โดยปรกติ แต่กายทิพย์เป็นกายที่เกิดจากจิตมีเจตนา (เป็นกรรม) ยึดเอาธรรมารมณ์เข้ามาปรุงแต่ง ในขณะที่สงบเท่านั้น ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิดีแล้ว จึงจะเห็นกายทิพย์นี้ได้ว่า เป็นกายที่เบาและละเอียด คล่องแคล่วมาก ในระยะแรกๆ ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิก็มักไม่รู้จัก และคิดไม่ถึงว่าได้พบกับกายทิพย์ของตัวเองเข้าแล้ว บางครั้งกายทิพย์ก็ปรากฏออกมานั่งสมาธิหันหลังให้กับผู้ที่ปฏิบัติสมาธิอยู่ก็มี ดังนั้น ในขณะนั้นผู้ที่ปฏิบัติสมาธิจึงมักไม่เห็นหน้าตาของกายทิพย์ว่าเป็นอย่างไร จนกว่าสมาธิสงบถึงขีดสุด

กายทิพย์จะมีหน้าตาสวยสดงดงามเพียงใดนั้น ย่อมแล้วแต่ศีลที่กายเนื้อรักษาให้บริสุทธิ์ผุดผ่องไว้ได้เพียงใด หมายความว่า ถ้ารักษาศีลไว้ดี ไม่ขาด ทะลุ หรือด่างพร้อย กายทิพย์ก็ย่อมผ่องใสงดงาม แต่ถ้ารักษาศีลไว้ไม่ดี  ขาด ทะลุ ด่างพร้อย กายทิพย์ก็ย่อมไม่ผ่องใส ไม่งดงาม ตามศีลที่ขาด จึงไม่ได้ขึ้นอยู่ที่กายเนื้อแต่ประการใดเลย 

ดังนั้น จึงเป็นที่แน่นอนเหลือเกินที่ผู้มีรูปร่างหน้าตาสง่างาม มีเกียรติยศอย่างมากยิ่งในสังคมปัจจุบันนี้ แต่ประพฤติตนทุศีลและสวนทางกับความต้องการในด้านคุณธรรมของศาสนา จนทำความยุ่งยากเดือดร้อนให้แก่สังคมเสมอแล้ว กายทิพย์ย่อมชั่วช้าอัปลักษณ์ ไม่มีความหมายในโลกทิพย์ และไม่ได้รับการต้อนรับให้อยู่กับกายทิพย์ที่สวยงามได้เลย

ในขณะที่กายเนื้อยังไม่สงบนิ่งนั้น จิตก็ยังไม่เป็นสมาธิ กายทิพย์ก็ยังไม่แสดงตัวให้ปรากฏ ต่อเมื่อใดกายเนื้อสงบแล้ว จิตก็เป็นสมาธิ กายทิพย์ก็ปรากฏขึ้นให้เห็นทันทีและอาจแลเห็นทิวทัศน์อันสวยสดงดงาม หรือปราสาทราชวัง ในลักษณะของมโนภาพที่ชัดเจนมาก  สิ่งที่แลเห็นเหล่านี้จะอยู่ในลักษณะที่เบาที่สุด ซึ่งสามารถเข้าถึงได้โดยการนึกน้อมเข้ามาเพ่งดูเท่านั้น ผู้ที่มีจิตสงบเป็นสมาธิจึงอยู่ในสภาพที่คล่องตัว สามารถละกายเนื้อซึ่งมีน้้ำหนัก เข้ามาอยู่ในสภาพกายทิพย์ซึ่งไร้น้้ำหนักได้ และสามารถติดต่อเจรจารู้เรื่องของกายทิพย์ผู้อื่นได้ด้วย 

เพราะกายทิพย์เป็นกายที่เกิดจากกรรม (กรรมนิยม) เช่นเดียวกับกายทิพย์ของเทพเจ้าทั้งหลาย ที่ดํารงชีวิตอยู่ด้วยกรรมเหมือนกัน ดังนั้น จึงเพียงแต่ตั้งจิตให้มีเจตนา เพ่งไปยังจุดที่ต้องการทราบเรื่องราวเท่านั้น ก็สามารถรู้คําตอบทันที โดยจะไม่มีวัตถุแท่งหนาทึบอันใด มากั้นหรือปิดบังกายทิพย์ของผู้ปฏิบัติไว้  มิให้รู้เรื่องที่ต้องการทราบได้เลย หมายความว่าเพ่งทะลุผ่านวัตถุทึบทั้งหลายไปได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะหนาทึบเพียงใดก็ตาม ไปยังสิ่งที่ต้องการทราบโดยตรง โดยไม่มีปัญหาอะไรเลย

สิ่งที่สําคัญที่สุดในการติดต่อกับกายทิพย์อื่นๆ นั้น คือ ผู้ปฏิบัติจะกระทําได้ก็ต่อเมื่อจิตมีสมาธิดีแล้วเท่านั้น จึงจะได้รับคําตอบที่ไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ซึ่งสามารถรู้ได้ที่ลมหายใจเข้าออก ว่าสงบถึงขีดสุดแล้วเป็นเกณฑ์ ถ้าจิตยังไม่สามารถวางลมหายใจเข้าออกได้เมื่อใด ก็อาจได้รับคําตอบที่ผิดพลาดเมื่อนั้น

สําหรับในระยะแรกๆ ที่จิตเริ่มเป็นสมาธิบ้างนั้น ยังไม่มีพลังที่มากพอ ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่มักจะละฐานที่ใช้กําหนดลมหายใจไว้แต่แรก ออกไปเพลิดเพลินอยู่กับภาพทิวทัศน์ พระราชวัง และอาคารบ้านเรือน อันสวยสดงดงามเสีย สิ่งต่างๆ ที่แลเห็นอยู่นั้น เป็นอารมณ์ในชั้นของกามาวจรภูมิ ๖ ชั้นเท่านั้น ถ้าติดอยู่ในอารมณ์เหล่านี้ ก็ย่อมมีคติเพียงเทพ ๖ ชั้น ไม่อาจก้าวขึ้นไปสู่ธรรมที่ปราณีตกว่านี้ได้อีกเลย แต่ก็มีบางสํานักแนะนําว่าอย่างนี้ถูกต้องดีแล้ว 

วิธีแก้ไขปัญหาให้ผ่านไป ก็คือ ยกจิตกลับมาเพ่งที่จุดลมกระทบเด่นชัดที่สุดเสียใหม่ เพื่อใช้กําหนดลมหายใจตามเดิม ทุกครั้งที่จิตแลบออกไปเห็นสิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น  จนกว่าจิตเชื่องและไม่แลบออกไปเห็นสิ่งอื่นนอกจากลมหายใจเข้าออกตลอดเวลาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อลมหายใจยังหยาบอยู่ก็รู้ ลมหายใจเริ่มละเอียดปราณีตแล้วก็รู้ จนกระทั่ง ลมหายใจละเอียดปราณีตที่สุด และไม่อาจกําหนดลมหายใจอันละเอียดนั้นต่อไป ดังที่เรียกว่าไม่มีลมหายใจนั้น ก็รู้อยู่ตลอดเวลา 

สภาวะที่ลมหายใจละเอียดปราณีตถึงขีดสุดนี้ จิตได้แยกตัวออกจากความผูกพันกับลมหายใจโดยเด็ดขาด และย่างเข้าสู่ความสงบขั้นสูงสุด จึงไม่มีอารมณ์อันใดเป็นนิมิตหมายที่จะเข้ามาปรุงแต่ง ให้แสดงการดีใจเสียใจอีกในขณะนี้

🌷 กายธรรม 

ณ จุดกําหนดลมหายใจเข้าออกนี้ ถ้าได้ยกจิตเพ่งพิจารณาดู จนกระทั่งลมหายใจละเอียดที่สุด ไม่สามารถจับลมหายใจได้อีกต่อไป นี้คือสภาพเดิมแท้ของจิตที่ดํารงสภาพรู้ของตนเองได้ โดยไม่ต้องอาศัยอารมณ์มาปรุงแต่งแต่ประการใดเลย กล่าวคือ หมดความเสียดแทงจากความดีใจเสียใจอันเนื่องจากอารมณ์แล้ว เรียกว่า กายธรรม ซึ่งเป็นกายชั้นในสุดของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย น้อยคนนักที่เห็นและเข้าถึง 

ดังนั้น ถ้าผู้ใดรักษาสภาวะเช่นนี้ไว้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีอารมณ์อันใดมากระทบก็ตาม ก็ย่อมไม่มีทุกข์อันเนื่องจากความดีใจเสียใจ เพราะสามารถแยกออกไปจากจิตของตนเองได้

ในขณะนี้ จิตอยู่ในสภาพอิสระ ที่จะมีหรือเข้าถึงได้ ก็ด้วยการปฏิบัติสมาธิเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่อาจนึกเอา หรือคาดคะเนเอา หรือซื้อเอาด้วยกําลังทรัพย์ แต่ประการใดทั้งสิ้น สภาวะเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติสมาธิสามารถจะรักษาไว้ต่อไปอีก เป็นเวลานานเท่าไรก็ได้ โดยไม่มีอันตรายอะไรเลย

ถ้าหากมีความสงสัยว่า เมื่อไม่มีลมหายใจแล้ว คิดตกใจกลัวตายขึ้นมาในขณะใด จิตก็จะเคลื่อนถอยออกจากสมาธิ พร้อมกับเริ่มมีลมหายใจหยาบขึ้นทันที

เมื่อลมหายใจเริ่มหยาบขึ้นจากสภาวะของกายธรรมแล้ว กายทิพย์ก็จะเริ่มเคลื่อนไหวตามด้วย กายทิพย์นี้จะเคลื่อนไหวไปมาอย่างคล่องแคล่วในชีวิตประจําวันยิ่งกว่ากายเนื้อมาก โดยที่เจ้าของกายเนื้อไม่รู้จักเลย และจะดํารงตนเป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกันในชีวิตตามปรกติ เมื่อถึงคราวที่กายเนื้อแตกตายลงเมื่อใด กายทิพย์หรือที่เรียกว่า โอปปาติกะ ก็จะแยกตัวออกเป็นอิสระและเติบโตเต็มที่ทันที

กายทิพย์ หรือ โอปปาติกะนี้ ถ้าหากยังติดใจผูกพันชอบเสพอารมณ์ ซึ่งเกิดจากมหาภูตรูป ๔ อยู่ ก็ย่อมเคลื่อนเข้าสู่ครรภ์มารดา เพื่อสร้างกายเนื้อสําหรับอาศัยต่อไปอีก ถ้ากายทิพย์มีรูปร่างสวยสดงดงามเพราะเคยรักษาศีล ๕ ไว้ได้บริสุทธิ์ครบถ้วน มีสติสัมปชัญญะดี ก็ยอมเคลื่อนเข้าสู่ครรภ์มารดาที่เป็นมนุษย์ แต่ถ้ากายทิพย์มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว เพราะเคยเป็นคนทุศีล ด้อยสติสัมปชัญญะ ก็ย่อมไม่สามารถเคลื่อนเข้าสู่ครรภ์มารดาที่เป็นมนุษย์ได้ จึงต้องเคลื่อนเข้าสู่ครรภ์มารดาที่เป็นสัตว์เดรัจฉานทันที เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าไม่มีสิ่งอื่นใดเลย นอกจากศีลและสติสัมปชัญญะที่ได้อบรมไว้ดี เมื่อยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ที่เป็นเครื่องกั้นแบ่งอย่างแข็งแรง ทําให้กายทิพย์เข้าปฏิสนธิเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานได้

🌷 กายเนื้อกับกายทิพย์ย่อมดำรงตนเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน

สัตว์ (ผู้ติดข้องอยู่ในอารมณ์) ในโลกมนุษย์นี้ กายเนื้อย่อมอยู่ใต้การควบคุมสั่งการของกายทิพย์ หมายความว่ากายทิพย์สั่งการสิ่งใดก็ตาม กายเนื้อย่อมทําตามที่กายทิพย์สั่งเสมอ ถ้ากายทิพย์มีพื้นฐานเป็นกุศล ก็ย่อมสั่งกายเนื้อให้ทําสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม แต่ถ้ากายทิพย์มีพื้นฐานเป็นอกุศล ก็ย่อมสั่งกายเนื้อให้ทําแต่สิ่งที่เกิดทุกข์เกิดโทษแก่สังคม ตามกําลังของกุศลและอกุศลจะบันดาลให้เป็นไปทั้งสิ้น

ส่วนสัตว์ในโลกทิพย์นั้น เป็นผู้เสวยวิบากผลที่กายเนื้อได้กระทําลงไปแล้ว กล่าวคือ ถ้ากายเนื้อกระทําในสิ่งที่ไม่ล่วงละเมิดศีล ๕ ให้ขาด ทะลุ ด่างพร้อย ก็เป็นผลทําให้กายทิพย์มีหน้าตาสวยสดงดงามและผ่องใส แต่ถ้ากายเนื้อกระทําในสิ่งที่ล่วงละเมิดศีล ๕ หรือเป็นคนทุศีล ก็จะเป็นผลให้กายทิพย์มีหน้าตาอัปลักษณ์ชั่วช้า ขุ่นมัว ไม่ผ่องใสด้วย

กายทิพย์ที่มีหน้าตาสวยสดงดงาม ก็สั่งกายเนื้อให้ทําแต่สิ่งที่เป็นกุศล เกิดประโยชน์แก่สังคม และกายทิพย์ที่มีหน้าตาอัปลักษณ์ชั่วช้า ขุ่นมัว  ไม่ผ่องใส ก็สั่งกายเนื้อให้ทําแต่สิ่งที่เป็นอกุศล เป็นพิษเป็นภัยแก่สังคม เป็นเหตุเป็นผล วนเวียนกัน ดังที่กล่าวมานี้ ตลอดเวลาที่ถูกอารมณ์เข้ามาปรุงแต่งให้เป็นไปทั้งสิ้น

เนื่องจากกายเนื้อเป็นสภาพธรรมที่มีอายุไม่ยืนยาวนัก ดังนั้น เมื่อกายเนื้อแตกตายลง สัตว์ทั้งปวงจึงถ่ายเทไปมาระหว่างโลกมนุษย์กับโลกทิพย์เสมอ กายทิพย์ที่มีหน้าตาสวยสดงดงาม ผ่องใส ย่อมไปสู่สุคติ กายทิพย์ที่มีหน้าตาอัปลักษณ์ชั่วช้า ไม่ผ่องใส ย่อมไปสู่ทุคติภูมิ ตามกรรมที่ได้ประกอบไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เป็นธรรมดา การไปสู่สุคติภูมิหรือทุคติภูมินั้น แต่ละคน แต่ละตน ต่างก็ไปตามกรรมด้วยตนเอง ไม่มีใครหรือพระเจ้าองค์ใดเป็นผู้ชี้ทางให้ จําต้องไปตามคตินั้น แต่ประการใดเลย

ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิจนกระทั่งจิตสงบมากๆ จะเห็นกายทิพย์ของตนเองและของผู้อื่น ว่ามีหน้าตาเช่นไร ถ้าเจริญหลักธรรมเรื่องศีลสมาธิปัญญา จนเกิดพลังจิตที่เข้มแข็ง สามารถควบคุมกายทิพย์ของตนไว้จนอ่อนกําลัง  ไม่อาจทําอะไรตามอํานาจการปรุงแต่งของอารมณ์ต่อไปแล้ว กายทิพย์ก็ย่อมแตกแยก และไม่มีการจุติปฏิสนธิ เข้าเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร เหลือแต่กายธรรมเท่านั้น หมายความว่า กายทิพย์ตายหรือสิ้นสุดอายุลงแล้ว กายธรรมคงรวมอยู่กับกายเนื้อ โดยไม่มีกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดเหมือนเมื่อก่อนการปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาเลย

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า ถ้าไม่พูดเรื่องกายเนื้อเสียอย่างเดียวเท่านั้น สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในโลกมนุษย์ก็ตาม โลกทิพย์ก็ตาม คงเหลือแต่กายทิพย์ซึ่งอยู่ร่วมโลกหรือมิติอันเดียวกันทั้งสิ้น พวกที่มีใจบาป หยาบช้า  ทุศีล ก็รวมอยู่กับพวกใจบาป หยาบช้าด้วยกัน พวกที่ใจบุญสุนทาน ศีลบริสุทธิ์ดี ก็อยู่รวมกับพวกใจบุญสุนทานด้วยกัน ไม่ปะปนกันเลย

ทั้งนี้แสดงว่า กายทิพย์จะมีลักษณะหน้าตาดีหรือชั่ว หรือจะมีคติอย่างไร ย่อมแล้วแต่แรงกรรมที่ได้กระทําไปแล้ว หรือเรียกว่า กรรมนิยม และเนื่องจากกายทิพย์ไร้น้ําหนัก ไม่มีอะไรถ่วงตัวเองไว้ จึงสามารถทําสิ่งที่น่าอัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้ ตามกําลังและบารมีที่ได้อบรมมาในอดีตได้ เพียงแต่นึกขึ้นเท่านั้น ก็สําเร็จตามความต้องการทันที

🌷 มิคสัญญี (มีความทรงจําเหมือนสัตว์ป่า) 

กายทิพย์ที่สวยสดงดงามก็ตาม หรือกายทิพย์ที่ไม่สวยสดงดงาม อัปลักษณ์ก็ตาม สามารถส่งผลแสดงออกมาทางสีหน้าของกายเนื้อได้เหมือนกัน ดังจะเห็นได้ว่าผู้ที่เจริญเมตตาไว้มากๆ แล้วนั้น สีหน้าย่อมแช่มชื่นและแสดงความปรารถนาดีต่อผู้อื่นเสมอ แต่ผู้ที่ประกอบกรรมที่ทุจริตไว้แล้วนั้น สีหน้าย่อมเต็มไปด้วยความปริวิตกกังวล ไม่แช่มชื่นตามสมควร ดังนี้เสมอ

ยุคใดปริมาณสัตว์ที่มีกายทิพย์ผ่องใสอยู่เป็นจํานวนมาก สามารถรวมกําลังกันจรรโลงเผยแพร่หลักปฏิบัติธรรมในพระศาสนา ให้เป็นไปอย่างกว้างขวางแพร่หลายแล้ว ยุคนั้นโลกก็เต็มไปด้วยความสงบสันติสุข เราก็กล่าวกันว่าศีลธรรมเจริญดี พระศาสนาก็มั่นคง

ยุคใดที่ปริมาณสัตว์ที่มีกายทิพย์มืดมัว ชั่วช้าอัปลักษณ์ อยู่เป็นจํานวนมาก ประพฤติตนสวนทางกับหลักศีลธรรมในพระศาสนา หรือหักล้างหลักศีลธรรมเสีย  และมองเมินการปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา เอาแต่เรียนวิชาศีลธรรมภาคปริยัติ ไว้เพื่อให้ได้ลาภสักการะเท่านั้น ยุคนั้นโลกก็เต็มไปด้วยความยุ่งยากเดือดร้อน และปัญหาสังคมอันยุ่งยาก มีการฆ่าฟันกันมากมาย เราก็กล่าวกันว่า ศีลธรรมเสื่อมทราม พระศาสนาก็ไม่มั่นคง เพราะขาดการปฏิบัติธรรมอย่างเพียงพอ ที่จะช่วยอบรมจิตใจสังคมให้ประพฤติดีแล้ว 

ทั้งนี้หมายความว่า ถ้าสังคมสนใจปฏิบัติธรรมเรื่องศีลสมาธิปัญญา อย่างกว้างขวางทั่วถึงกันมากเพียงใด ก็ย่อมเป็นสัญญาณชี้บอกถึงความมั่นคงของพระศาสนาได้มากเพียงนั้น ถ้าสังคมไม่สนใจปฏิบัติธรรมเรื่องนี้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ศีลธรรมที่มีในจิตใจสังคมก็ย่อมลดระดับต่ําลงตามด้วย และถ้ายิ่งลดระดับลงถึงขีดสุดแล้ว ศีลธรรมทั้งหลายในพระศาสนาก็ย่อมหายหมดไปจากจิตใจอย่างสิ้นเชิง ทําให้มนุษย์และสัตว์ป่ามีความเป็นอยู่ไม่แตกต่างจากกัน และมีความจำได้หมายรู้ที่คอยจ้องประหัตประหารซึ่งกันและกันอย่างเดียว ในเมื่อผลประโยชน์ขัดกันเท่านั้น เราก็เรียกว่าเป็นยุคมิคสัญญี (คือยุคที่มนุษย์มีความทรงจําเหมือนสัตว์ป่า) ซึ่งเป็นเวลาที่ไฟกิเลสเริ่มร้อนแรง สามารถเผาทําลายโลกให้พินาศได้แล้ว

มนุษย์ทุกคนในยุคมิคสัญญีนี้ ต่างก็ไม่สนใจเรื่องศีลสมาธิปัญญาในพระพุทธศาสนาอีกแล้ว ต่างไม่คํานึงถึงศีลธรรมกันเลย แต่ต่างก็คิดจะทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ตนถนัด เพื่อให้ได้รับประโยชน์ในรูปวัตถุเป็นสําคัญ และคิดทําลายประหัตประหารฝ่ายตรงข้าม ที่เข้ามาขัดขวางผลประโยชน์ของตนเสีย จับสิ่งใดขึ้นมาก็สามารถใช้เป็นอาวุธ สําหรับเข่นฆ่าประหัตประหารกันได้หมด ดังนั้นจึงต้องแบ่งพรรคแบ่งพวกต่อสู้ทําลายล้างกัน จนเผาโลกทั้งโลกให้พินาศไปจนหมดสิ้นในที่สุด ที่เรียกว่า ไฟบรรลัยกัลป์ นั้นทีเดียว

เพราะฉะนั้น ถ้าทุกคน ทุกท่าน ทุกสถาบัน ต่างร่วมมือร่วมใจกัน สนับสนุนผลักดัน ให้มีการปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาเป็นประจําอย่างกว้างขวาง โดยไม่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมแล้ว ไฟบรรลัยกัลป์ย่อมเกิดขึ้นเผาล้างโลกไม่ได้เลย 

ทั้งนี้หมายความว่า นอกจากการสร้างความเจริญด้านวัตถุซึ่งได้ดําเนินรุดหน้า ทิ้งความเจริญด้านจิตใจไว้ข้างหลังอย่างไกลลิบลับ ในระยะเวลาที่ผ่านมาแล้วนั้น ทุกคน ทุกท่าน และทุกสถาบัน จะต้องผนึกกําลังกันสร้างความเจริญด้านจิตใจเป็นพิเศษ ให้ก้าวทันความเจริญด้านวัตถุด้วย เพราะเป็นงานที่มีขอบเขตใหญ่เกินกําลังของบุคคลหรือสถาบันเดียวที่จะทําได้

🌷 🌷 🌷 

จากพระบาลีข้างต้นนั้น เราจะเห็นว่าองค์ธรรมอันนำไปสู่ที่หมายตามต้องการได้นั้น เทียบลงได้กับอินทรีย์ ๕ อันมี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่เรียกธรรมเหล่านี้ว่าอินทรีย์ เพราะแต่ละอย่างเป็นใหญ่ในการทำหน้าที่ของตน หน้าที่ในที่นี้ คือ การกวาดล้างอกุศลธรรมที่เป็นฝ่ายตรงข้าม อันได้แก่ ศรัทธากวาดล้างความไร้ศรัทธา วิริยะกวาดล้างความเกียจคร้าน สติกวาดล้างความประมาท สมาธิกวาดล้างความฟุ้งซ่าน ปัญญากวาดล้างความโง่ ความหลง 

พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "การเจริญให้มาก กระทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ภิกษุจึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน" เทียบได้กับอริยมรรคมีองค์ ๘ อันมี สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ จัดลงในหมวดปัญญา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จัดลงในหมวดศีล สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดลงในหมวดสมาธิ ส่วนสัทธินทรีย์นั้น จัดให้ลงในหมวดศีล จัดวิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธิอินทรีย์ ลงในหมวดสมาธิ จัดปัญญินทรีย์ ลงในหมวดปัญญา เมื่อเป็นเช่นนี้ องค์ธรรมทั้งสองนั้นเกี่ยวข้องกับกายเนื้อ กายทิพย์ และกายธรรม ได้อย่างไร

เนื่องจากองค์ธรรมทั้งสองนี้สามารถปราบความคิดได้ เพราะความคิดนั้นเองคือกายทิพย์ ส่วนบุคคลผู้ปฏิบัติองค์ธรรมทั้งสองต้องอาศัยกายเนื้อเพื่อให้รู้จักกายทิพย์ เมื่อปฏิบัติธรรมจนรู้จักกายทิพย์เป็นอันดีแล้ว ย่อมรู้จักวิธีจัดการกับกายทิพย์ให้อยู่มือ จนกระทั่งเข้าถึงกายธรรมได้โดยไม่ยาก ก็ด้วยการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เรามาพิจารณาว่า องค์แห่งสมาธิในอริยมรรค มีอะไรบ้าง ดังนี้ ประกอบด้วย 
สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ คือ 
เพียรละความคิดอันเป็นอกุศลที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น  
เพียรละความคิดอันเป็นอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้หมดไป 
เพียรยังความคิดอันเป็นกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น
เพียรยังความคิดอันเป็นกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น 

เมื่อสามารถประคองจิตของตนด้วย สัมมาสติ ณ ฐานที่ตั้งสติ คอยระลึกรู้อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เป็นการยังกุศลธรรมให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น บรรดาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย เช่น ราคะ โทสะ โมหะ จะเข้ามาครอบงำจิตของตนไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จิตของตนก็ย่อมตั้งมั่นชอบ เป็นสัมมาสมาธิ เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม ๑๔ กันยายน ๒๕๖๔





Create Date : 15 กันยายน 2564
Last Update : 15 กันยายน 2564 11:50:31 น.
Counter : 216 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
การระลึกชาติ


🌷 การระลึกชาติ

วันจันทร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๙ 

เจริญพร สวัสดี สาธุชนทั้งหลาย ที่เราเข้ามาศึกษาสนใจพระพุทธศาสนานั้น ก็เพื่อให้เกิดความสุขสวัสดีกับตนเองและคนรอบข้างของเรา เป็นการสร้างบุญ สร้างกุศลธรรม  [คำว่า กุศล ตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ แปลว่า บุญ ความดี ฉลาด สิ่งที่ดี กรรมดี]  

โดยเฉพาะกุศลที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนาด้วยแล้ว เป็นครุกรรมฝ่ายกุศลเลยทีเดียว เป็นกรรมที่ให้ผลก่อนกรรมอื่น เหมือนคนอยู่บนที่สูง เอาวัตถุต่างๆ ทิ้งลงมา อย่างไหนหนักที่สุด อย่างนั้นย่อมถึงพื้นก่อน 

เพราะศาสนาพุทธนั้นอยู่บนหลักเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต สามารถนำมาพิจารณาติตรอง ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการขอร้อง การอ้อนวอน การเชื่อแบบงมงาย 

แต่พระพุทธศาสนานั้นเป็นไปเพื่อเข้าถึงโลกุตตรธรรม เพื่อให้เห็นแจ้ง เพื่อให้รู้เห็นตามความเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ นี่เหตุให้ทุกข์เกิด นี่ความดับแห่งทุกข์ นี่ทางปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ชัดเจนว่า ปัญญาจะเกิดขึ้นได้นั้น ย่อมเกิดจากการประกอบภาวนานุโยค (พระพุทธพจน์) และต้องตั้งตนไว้ชอบ คือ ต้องเพียรกระทำให้มาก เจริญให้มาก ซึ่งสัมมาสมาธิ อันมีสติกำหนดรู้อยู่ทุกลมหายใจเข้า และรู้อยู่ทุกลมหายใจออกเป็นอารมณ์ เท่านั้น ดังมีพระบาลีรับรองไว้ดังนี้

"อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา  
อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปุเรนฺติ
จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปุเรนฺติ
สตฺต โพชฺฌงคา ภาวิตา พหุลีกตา วิชฺชา วิมุตฺตึ ปริปุเรนฺติ"


แปลว่า 

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสตินี้
เมื่อพวกเธอเจริญให้มาก กระทำให้มากดีแล้ว ย่อมยังให้เกิดผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสตินี้
เมื่อพวกเธอเจริญให้มาก กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังให้สติปัฏฐานสี่นี้บริบูรณ์

สติปัฏฐานสี่นี้บริบูรณ์ดีแล้ว เมื่อพวกเธอเจริญให้มาก กระทำให้มากแล้ว
ย่อมยังให้โพชฌงค์เจ็ดนี้บริบูรณ์

โพชฌงค์เจ็ดนี้บริบูรณ์ดีแล้ว เมื่อพวกเธอเจริญให้มาก กระทำให้มากแล้ว
ย่อมยังให้เกิดวิชชา วิมุตติ จิตหลุดพ้น ดังนี้” 


จากพระพุทธพจน์ทำให้เห็นได้ว่า การเจริญธรรมอย่างเดียว ชื่อว่าได้เจริญธรรมอย่างอื่นๆ อีกมากมาย 

จากนี้เราพิจารณากระแสธรรมต่อจากวันพระก่อนๆ เรื่องหัวใจพระพุทธศาสนา

🌷 การระลึกชาติ

การระลึกชาติ หมายถึง การนําเอาเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ในชาติที่แล้วมาเล่าให้ฟัง อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งส่วนมากมักจะเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้ว ไม่มากก็น้อย ผู้ที่ระลึกชาติได้บางราย สามารถพาไปชี้สถานที่ บุคคล  ทรัพย์สินที่ซ่อนไว้ในชาติที่แล้ว มาประกอบกับคําเล่าบรรยายให้ผู้ฟังเห็นสมจริงอีกด้วย

เท่าที่เป็นอยู่ ทุกคนต่างยอมรับกันว่า การระลึกชาติได้ เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าชนหมู่ใด ศาสนาใด ที่สําคัญของโลก รวมทั้งพระพุทธศาสนา ได้รับรองต้องกันว่ามีจริง ถึงแม้ว่าอารยประเทศทั้งหลาย เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ก็เชื่อถือในเรื่องนี้ และต่างก็พยายามที่จะหาเหตุผลว่าอะไรที่ทําให้มีการระลึกชาติได้ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาจะออกไปค้นคว้าสอบสวนยังมุมต่างๆ ของโลก ที่ปรากฏว่ามีผู้ระลึกชาติเกิดขึ้น จากนั้นก็จะเขียนบทความเรื่องราวที่ไปสอบสวนมาได้นั้น ออกตีพิมพ์แล้วส่งไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ให้กว้างขวางแพร่หลายต่อไปอีก

ส่วนใหญ่ เรื่องที่ออกไปสอบสวนมาจากผู้ระลึกชาติสามัญชน มักจะเป็นเรื่องราวเหตุการณ์ของชาติที่อยู่ใกล้ๆ หรือติดกับชาติปัจจุบันเฉพาะหน้านี้ ซึ่งเป็นระยะเวลาอันสั้น คือ ห่างกันเพียง ๑ หรือ ๒ ปี ผู้ระลึกชาติได้มักจําเรื่องราว บุคคล ทรัพย์สิน สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆ ในชาติที่แล้วได้ดี เพราะยังไม่ทันจืดจางลืมเลือนไปจากความทรงจำ จึงนำมาเล่าให้ฟังอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงได้ ดังนั้น เรื่องการระลึกชาติจึงไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ และผู้ที่รักเหตุผลย่อมปฏิเสธไม่ลงว่าไม่จริง ถึงแม้ว่าตนเองและอีกหลายๆ คนจะไม่สามารถระลึกชาติที่แล้วมาของตนเองได้ก็ตาม

เนื่องจากมีปรากฏการณ์เรื่องการระลึกชาติได้อยู่ตามธรรมชาติ จึงเป็นหลักฐานอันสําคัญที่ทําให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายในสังสารจักร เพราะฉะนั้น ศาสนา ลัทธิ หรือกลุ่มบุคคลใดก็ตาม ที่มีความเข้าใจขัดแย้งกับปรากฏการณ์เรื่องการระลึกชาติได้ เช่น มีความเข้าใจว่าสัตว์เกิดหนเดียว ตายหนเดียว แล้วก็ดับสูญไปสิ้น เป็นต้น จึงผิดอย่างไม่มีปัญหา ถึงแม้ว่าศาสนา ลัทธิ หรือกลุ่มบุคคลนั้นๆ จะพยายามสร้างบทความหรือทฤษฎีว่าตายแล้วสูญไว้กี่ฉบับหรือกี่เล่มก็ตาม ย่อมถูกปัญญาชนรุ่นหลังหักล้างและเลิกให้ความสนใจเชื่อถืออย่างสิ้นเชิงแน่ๆ เพราะว่าบทความหรือทฤษฎีเรื่องตายแล้วสูญ ขัดกับปรากฏการณ์เรื่องการระลึกชาติ อย่างตรงกันข้ามทีเดียว

ในพระพุทธศาสนานี้ มีกล่าวไว้มากมายหลายแห่งที่เกี่ยวกับเรื่องระลึกชาติ เช่น ปุพเพนิวาสานุสติญาณ (พระญาณที่สามารถระลึกชาติที่แล้ว ถอยหลังออกไปเป็นเอนกชาติ) และจุตูปปาตญาณ (พระญาณที่สามารถระลึกชาติที่สัตว์จะต้องไปเกิดต่อไปข้างหน้า อีกนับเป็นเอนกชาติ) ซึ่งได้บรรลุเมื่อคืนที่ได้ตรัสรู้นั้น เป็นเรื่องของการข้ามภพข้ามชาติทั้งสิ้น ทรงยืนยันว่าการที่สัตว์จะไปเกิดอยู่ในภพชาติใดก็ตาม ย่อมเป็นไปตามอํานาจของกรรม เหมือนกันหมด ดังที่ได้ทรงแสดงกฏของกรรมให้พุทธบริษัททราบแล้วนั้นทุกประการ

ผู้ที่เห็นว่าตายแล้วสูญ ย่อมปฏิเสธคําบรรยายเช่นนี้ว่า เป็นเรื่องของชาตินี้ชาติเดียว ไม่มีการข้ามภพข้ามชาติอะไรเลย ทั้งๆ ที่มีปรากฏการณ์เรื่องการระลึกชาติได้ยืนยันอยู่ชัดๆ  ผู้ที่เห็นว่าตายแล้วสูญ ได้ตั้งสมมติฐานขึ้นเองว่า วันที่กําลังปรากฏอยู่วันนี้คือชาตินี้ การระลึกชาติของเขาก็คือระลึกถอยหลังนับตั้งแต่วันวานนี้เป็นต้นไป แต่อยู่ในชาตินี้เท่านั้น นับว่าเป็นปุพเพนิวาสานุสติญาณ และระลึกถึงวันพรุ่งนี้ออกไปข้างหน้า แต่ก็อยู่ในชาตินี้เช่นเดียวกัน นับเป็นจุตูปปาตญาณ ของเขา

กล่าวให้ชัดเลยว่า พอนอนหลับข้ามคืนเท่านั้น ก็เปลี่ยนชาติแล้ว เมื่อวานนี้เป็น ชาติที่แล้ว วันนี้เป็นชาตินี้ และพรุ่งนี้เป็นชาติหน้าของเขา ทํานองนี้บ้าง บางทีก็เอากิเลสที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งเป็นชาติหนึ่งบ้าง ถ้าเป็นฝ่ายกุศล ก็ว่าเป็นเทวดา เป็นพระพรหม ถ้าเป็น ฝ่ายอกุศล ก็ว่าเป็นสัตวนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ในขณะนั้นทันที โดยไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน ทํานองนี้บ้างก็มี

เพราะฉะนั้น ถ้าหากข้อสมมุติเช่นนี้เป็นจริงแล้ว ใครๆ ก็ย่อมสามารถระลึกชาติได้โดยง่าย ลุงมีป้ามา ลุงสีป้าสา ก็ย่อมบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณและจุตูปปาตญาณ เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่ต้องลงมือปฏิบัติอะไรเลย อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าเป็นสัจธรรมแล้ว ก็ย่อมเป็นสัจธรรมที่ยืนตัวให้พิสูจน์ได้เสมอ นั่นก็คือ ในยามที่สามของคืนที่ตรัสรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ (พระญาณที่ทําให้อาสวกิเลสหมดสิ้นไป) ซึ่งเป็นผลมาจากการบรรลุพระญาณทั้งสองดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ทําให้พระพุทธองค์ทรงเบื่อหน่ายการเวียนว่ายตายเกิดไปในพระชาติต่างๆ ตามอํานาจของกรรมโดย ไม่รู้จักจบสิ้น แต่ลุงมีป้ามา ลุงสีป้าสา ก็ยังไม่สามารถทํากิเลสของตนเองให้หมดไปได้ เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่า การระลึกชาติได้นั้น เป็นเรื่องของการระลึกเรื่องราวข้ามภพข้ามชาติจริงๆ ไม่ใช่การระลึกว่าเมื่อวันวานนี้ทําอะไรไว้บ้าง แล้วพรุ่งนี้จะไปทํา อะไรอีกต่อไป หรือระลึกว่ามีกิเลสชนิดไหนเกิดขึ้นแล้วในอดีต และจะมีกิเลสชนิดใดเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ตามข้อสมมุติของนักธรรมะที่มีความเห็นว่าตายแล้วสูญ ที่กล่าวมาแล้ว แต่ประการใดทั้งสิ้น

🌷 ชาติ (ความเกิด) ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มีพุทธพจน์ในสติปัฏฐานสูตร ว่าไว้ดังนี้ คือ "ขนฺธานํ ปาตุ ภาโว อายตนานํ ปฏิลาโภ" แปลว่า "การเกิดขึ้นแห่งขันธ์และมีอายตนะพร้อม คือ มี ตา  หู จมูก  ลิ้น กาย  ใจ รวมเป็นรูปร่างกายนี้เท่านั้น เรียกว่า ชาติ (ความเกิด)"

ส่วนการเกิดกิเลสทางใจนั้น เรียกว่า อุบัติ ไม่ใช่ชาติ เพราะฉะนั้น คําว่า เวียนว่ายตายเกิด ที่มีมาในพุทธพจน์ทุกแห่ง จึงหมายถึง การเคลื่อนออกจากรูปร่างกายที่แตกทําลายลง, ของจิต ไปสร้างรูปร่างกายชุดใหม่ที่มีอายตนะครบถ้วน สําหรับจะได้ใช้ติดต่อกับอารมณ์ที่น่ารักใคร่อีกต่อไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มิได้ทรงหมายความคลุมเครือให้คนภายหลังคิดว่า เป็นการเวียนว่ายอยู่ในกิเลสต่างๆ ในชาติปัจจุบันนี้ หรือทําให้คิดไปได้ว่า กิเลสที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งคือชาติหนึ่ง แต่ประการใดทั้งสิ้น

การที่จิตต้องสร้างรูปร่างกายชุดใหม่ขึ้นอีกนี้ ก็เพื่อจะได้ใช้เป็นเครื่องมือสําหรับ ติดต่อกับอารมณ์ต่างๆ อีก เพราะจิตไม่มีรูปร่างที่จะติดต่อกับอารมณ์โดยตรงได้ ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่า จิตจําเป็นต้องสร้างภพสร้างชาติต่อไป ก็ด้วยความอาลัยในรสชาดของการเสพอารมณ์เท่านั้น ดังพุทธพจน์ที่มาในมหาปรินิพพานสูตรว่าดังนี้ คือ "ความเวียนว่ายของเรา เข้าไปในภพชาติอันยาวนานนับไม่ถ้วนนั้น เป็นเพราะไม่รู้จักอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาอันชอบ ดังนี้"

พระพุทธพจน์ที่ยกมาแสดงนี้ สอดคล้องกับพุทธพจน์ที่มาในตัณหาสังขยสูตร ต่อไปนี้คือ "ตณฺหา สมฺภูโต อยํ กาโย, ตณฺหํ นิสฺสาย, ตณฺหํ ปหาตพฺพา" แปลว่า "กายนี้เกิดขึ้นเพราะตัณหา (คือจิตที่ถูกย้อมด้วยราคะ) เธอเข้าไปอาศัยตัณหาแล้ว จงละตัณหาเสียเถิด" 

ทั้งนี้แสดงว่า ถ้าจิตยังติดใจในรสชาดของอารมณ์อยู่ตราบใด ตายแล้ว ก็ยังจะต้องสร้างรูปร่างกายชุดใหม่เพื่อใช้ติดต่อกับอารมณ์อีกต่อไปเสมอ ตราบนั้น เมื่อจิตได้เสพอารมณ์สมดังที่ตั้งใจไว้แล้ว นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ย่อมเกิดขึ้นครบทุกครั้ง

โดยสรุปแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงแยกจิตกับร่างกายเป็นคนละส่วน จิตเป็นผู้สร้างรูปร่างกายขึ้นมา สําหรับอาศัยติดต่อกับอารมณ์เท่านั้น เมื่อรูปร่างกายชุดนี้เก่าแก่คร่ําคร่า และเสื่อมโทรมแตกทําลายลง ก็ต้องดิ้นรนหาทางสร้างรูปร่างกายชุดใหม่ขึ้นอีก เพื่อใช้ติดต่อกับอารมณ์ที่ตนปรารถนาต่อไป เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงธรรมข้ามภพข้ามชาติอย่างไม่มีปัญหา

🌷 การแยกจิตที่ผสมรวมอยู่ในร่างกาย 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถามพระภิกษุที่มาจากที่ไกล เพื่อมาเข้าเฝ้าพระองค์ว่า "สรีรยนฺตํ จตุจกฺกํ นวทฺวารํ ขมนิยํ" แปลว่า "สรีรยนต์อันมีจักร ๔ (มือ ๒ เท้า ๒) และทวารทั้ง ๙ ของพวกเธอ  พออดพอทนกันดีอยู่หรือ"

การที่ทรงเปรียบรูปร่างกายว่าเป็นเครื่องยนต์ ก็เพราะว่ามีกลไกอยู่ทั่วตัว เช่น หัวใจ ปอด ม้าม ตับ เป็นต้น ที่ทํางานสัมพันธ์กันไปตลอดชีวิต โดยไม่มีเวลาพักผ่อนเลย ดังนั้น จึงย่อมเมื่อยล้าเสื่อมโทรมไปตามสภาพเป็นธรรมดา พระพุทธองค์ได้ทรงแยกจิตออกเป็นคนละส่วน ต่างหากจากรูปร่างกาย และทรงถือว่าจิตเป็นประธานดูแล เสวยผลจากความปรวนแปรไปตามกาลเวลาของรูปร่างกายด้วย จึงได้ตรัสทักทายพระภิกษุ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ ด้วยพระเมตตา

เมื่อจิตเป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่รูปร่างกายแล้ว จิตจึงไม่ใช่สมอง หรือสิ่งมีชีวิต ชีวภาพอย่างใดในรูปร่างกายนี้ และรูปร่างกายซึ่งเปรียบดังสรีรยนต์ก็ไม่ใช่จิต เพราะจิตไม่มีรูปร่างให้แลเห็นได้ด้วยตา แต่ต่างคนต่างอาศัยซึ่งกันและกัน เหมือนดังคนอาศัยอยู่ในบ้าน และบ้านก็อาศัยคนให้คอยดูแลรักษาความสะอาด ดังนี้ เป็นต้น

รูปร่างกายนี้ มีอยู่สองชั้น คือ ชั้นใน กับ ชั้นนอก ซ้อนกันอยู่ รูปร่างกายชั้นนอก เรียกว่า กรัชกาย (กายเนื้อ) ต้องอาศัยบิดามารดาเป็นแดนเกิด และเมื่อเกิดออกมาแล้ว ก็ต้องอาศัยกินอาหารที่เป็นมหาภูตรูป ๔ สําหรับบํารุงซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ และต้องคอยบํารุงรักษาความสะอาดอยู่เป็นนิตย์ เมื่อเกิดมาแล้ว รูปร่างกายก็ย่อมปรวนแปรไปตามกาลเวลา และต้องตายลงในที่สุดเป็นธรรมดา เหมือนกับอาคารบ้านเรือนที่ต้องเก่าแก่ คร่ําคร่า และผุพังในที่สุด ทุกประการ ไม่มีรูปร่างกายเนื้ออันใดสามารถยืนอยู่คู่ฟ้าได้เลย มีกําหนดอายุขัยไว้ประมาณ ๑๐๐ ปีก็ต้องตาย

ส่วนรูปร่างกายขึ้นใน เรียกว่า โอปปาติกะ กายทิพย์ นามกาย หรืออทิสสมานกาย อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ รูปร่างกายชั้นนี้ ซ้อนอยู่ในกายเนื้อ เกิดจากจิตนึกคิดปรุงแต่งกับอารมณ์ทางใจ ดังนั้นจึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ นอกจากเห็นได้ด้วยสมาธิอย่างสูงเท่านั้น เนื่องจากร่างกายชั้นนี้เกิดขึ้นจากกรรม จึงไม่ต้องอาศัยบิดามารดาเป็นแดนเกิดเหมือนดังกายเนื้อ และไม่ต้องอาศัยกินอาหารเป็นคําๆ สําหรับหล่อเลี้ยงให้มีอายุยืนยาวต่อไป ปรกติร่างกายชั้นนี้จะเปลี่ยนแปรไปตามกรรมที่ได้กระทําลงไปเสมอ คือ ผ่องใส สวยงาม เศร้าหมอง อัปลักษณ์ ตามศีลที่มี และมีอายุยืนยาวตลอดเวลาที่ยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารจักร ถ้าปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาจนมีพลังแก่กล้าเมื่อใด กายชั้นนี้จึงจะอ่อนกําลังและตายลงในที่สุด จิตแยกตัวออกจากอารมณ์ต่างๆ อย่างเด็ดขาด จัดเป็นกายธรรมชั้นวิราคธรรม ซึ่งเรียกว่าได้บรรลุถึงพระนิพพานในพระพุทธศาสนานี้

ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิย่อมมองไม่เห็น ยิ่งผู้ที่ไม่เคยศึกษาธรรมะมาด้วยแล้ว ส่วนมากมักไม่ยอมเชื่อว่ามีจริง โดยเฉพาะผู้ที่มีทิฐิว่าตายแล้วสูญ ต้องปฏิเสธทันทีที่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมองไม่เห็นกายทิพย์ด้วยตาเนื้อของตนเอง จึงทํากรรมต่างๆ โดยไม่เกรงกลัวผลที่จะตามมา เมื่อกายเนื้อชั้นนอกตายลงเมื่อใด  โอปปาติกะซึ่งเป็นกายชั้นในก็ย่อมคว้าเอาอารมณ์ชั่วที่มาประชิดจิตในขณะนั้นไปเกิด และเติบโตเต็มที่ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยบิดามารดาเป็นแดนเกิดเลย ผลจากการคว้าเอาอารมณ์ชั่วไปด้วย ก็คือ นำผู้นั้นไปสู่ทุคติ ตามกรรมหนักเบาของตนที่ได้เคยทําไว้ เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่นั้น ทุกประการ

สามัญชนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะมาก่อน ย่อมไม่รู้จักกายทิพย์ชั้นใน ซึ่งมีอายุยืนยาว และมีแก่นสารมากกว่า จึงยึดถือกายเนื้อว่าเป็นตัวตน และคอยทะนุบํารุงกายเนื้อของตนไว้ให้เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพในการเสพอารมณ์กามคุณ รวมทั้งมุ่งแสวงหาไว้ครอบครองให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้ โดยไม่ได้ศึกษาความจริงของชีวิตตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา จึงต้องจมอยู่ในกองทุกข์ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวร่างกายเนื้อแก่ คร่ําคร่า เสื่อมคุณภาพ และจะต้องตายลงตามอายุขัย ก็ย่อมต้องโทมนัสเสียใจ ที่ต้องพลัดพรากจากอารมณ์ที่ตนพอใจรักใคร่นี้ไปด้วยความจําใจ 

ดังนั้น จึงไม่ได้ทําคุณงามความดีอย่างใดที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและมนุษยชาติไว้เลย มีแต่คิดกอบโกยผลประโยชน์ต่างๆ เอาไว้บํารุงกามคุณตนเองและบริวารเท่านั้น ผู้นี้จึงผ่านชีวิตของตนมาอย่างไร้ประโยชน์ ไม่มีคุณค่าอะไรแก่สังคมทั้งสิ้น เมื่อตายลงไปโดยจิตไม่สามารถปล่อยวางความยึดถือสิ่งที่ตนได้กอบโกยไว้แล้ว ก็ย่อมต้องวนเวียนเฝ้าทรัพย์ไว้ แบบที่เรียกว่า "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" ทําให้ไม่มีความสุขเพราะกลัวว่าจะมีคนอื่นมาแย่งเอาไป, ก็ได้

สําหรับผู้ที่ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ย่อมรู้จักชีวิตนี้ตามความเป็นจริงว่า เป็นทุกข์ที่ทับถมเข้ามาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น จึงไม่ติดใจเพลิดเพลินอยู่กับอารมณ์ใดๆ เกินสมควร เขาจึงคิดทําสิ่งที่เป็นกุศลและเป็นประโยชน์แก่สังคม เพื่อจะได้ถอนตัวออกจากกองทุกข์ให้ได้ในที่สุด ทําดังนี้จึงจะนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาในโลกนี้อย่างแท้จริง ถ้าประเทศชาติมีบุคคลเช่นนี้มากๆ สังคมก็ย่อมร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน

🌷 ความสัมพันธ์ระหว่างกายเนื้อ กายทิพย์ กายธรรม

ก่อนอื่นขอกล่าวถึงคําว่า กายทิพย์ หรือทิพยกาย ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิกมากมายหลายแห่ง เช่น ในมหาสมัยสูตร กล่าวว่าดังนี้ คือ 

"เย เกจิ พุทธํ สรณํ คตา, เส น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ" แปลว่า "ชนทั้งหลายเหล่าใด เข้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ชนทั้งหลายเหล่านั้น จักไม่ไปสู่อบายภูมิ" 

"ปหาย มานุสํ เทหํ เทวกายํ ปาริปูเรสฺสนฺตีติ" แปลว่า "เมื่อละกายที่เป็นของมนุษย์ (กายเนื้อ) แล้ว จักยังกายทิพย์ให้บริบูรณ์ ดังนี้"

แสดงว่า พระสูตรนี้ได้เอา กายเนื้อเป็นโลกนี้ (อิธโลโก) และเอากายทิพย์เป็นโลกหน้า (ปรโลโก) คือเอากรรมที่กายเนื้อทําไว้เป็นเหตุ และเอากายทิพย์เป็นผลของโลกนี้ เมื่อกรรมได้ให้ผลสิ้นสุดแล้ว ก็อาจจะกลับมาสู่กายเนื้อต่อไปอีกก็ได้

กล่าวตามข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งกายเนื้อและกายทิพย์ต่างก็เป็นสังขารธรรมด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต่างก็ต้องตกอยู่ในอํานาจพระไตรลักษณ์เหมือนกัน แต่กายทิพย์มีอายุยืนยาวกว่า มากกว่ากายเนื้อมากมาย กายทิพย์นี้มีอายุยืนยาวอยู่ตลอดเวลาที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารจักรนี้ทีเดียว หมายความว่า ในขณะที่กายเนื้อตายนั้น กายทิพย์ยังไม่ตาย แต่จะมีรูปร่างสวยงดงาม หรือชั่วช้าอัปลักษณ์ เพียงใดนั้น สุดแต่การกระทําของกายเนื้อเป็นเหตุ ถ้ากายเนื้อประพฤติตนอยู่ในศีลอย่างเคร่งครัดและทําแต่สิ่งที่เป็นกุศล กายทิพย์ก็ย่อมสวยสดงดงาม ถ้ากายเนื้อประพฤติตนทุศีล และทําแต่สิ่งที่บาปกรรมจนเกิดความเดือดร้อนขึ้นในสังคม กายทิพย์ก็ย่อมมีหน้าตาที่น่าเกลียดน่ากลัว เป็นที่หวาดระแวงของผู้ที่รู้จักโดยทั่วกัน เพราะฉะนั้น สัตว์จึงถ่ายเทไปมาระหว่างภูมิที่เป็นกายเนื้อและกายทิพย์อยู่อย่างไม่ขาดสาย

🌷 🌷 🌷    

เมื่อพูดถึงกายทิพย์สัมพันธ์กับกายเนื้อได้อย่างไรนั้น ก็มีกลุ่มบุคคลบางพวกที่ไม่เชื่อในเรื่องนี้ ทั้งที่ตนเองก็เคยหลับแล้วฝันไป ซึ่งเมื่อตื่นขึ้นมา บางครั้งระลึกได้อย่างชัดเจน บางครั้งก็เลือนๆ ลางๆ เท่านั้น ครั้งที่ระลึกได้ชัดเจนนั้น เสมือนหนึ่งตนเองอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง แต่ว่าเหตุการณ์นั้นอาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้ หรือเกิดจากการกินมากไป หรืออ่อนเพลียมาก หรือนอนมากไป ทำให้จิตฟุ้งซ่านแล้วฝันไปก็ได้ 

ส่วนบุคคลที่ปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนานั้น โดยมากมักจะเชื่อเรื่องกายทิพย์ นามกายอย่างหมดสงสัย เพราะโดยมากแล้วมักจะได้เจอนิมิตต่างๆ ในขณะที่ตนเองปฏิบัติธรรมภาวนาอยู่ มากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังจิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน

โดยเฉพาะมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรที่กล่าวถึงการปฏิบัติธรรมอย่างละเอียด เป็นทางอันเอก เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ (ผู้ติดข้องในอารมณ์ทั้งหลาย) เพื่อก้าวล่วงความเศร้าโศก ร่ำไรรำพัน เพื่อความดับไปแห่งทุกข์และโทมนัสทั้งหลาย เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ อันมี กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม 

การพิจารณากายในกาย พระองค์ทรงให้พิจารณากายในกายเป็นภายในบ้าง พิจารณากายในกายเป็นภายนอกบ้าง พิจารณากายในกายทั้งภายในและภายนอกบ้าง โดยการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนา ด้วยอานาปานสติเป็นอารมณ์กรรมฐาน 

การพิจารณากายในกายนั้น ไม่ใช่ให้พิจารณาอวัยวะภายในกายของตน เพราะนั่นเป็นเรื่องของส่วนประกอบของรูปร่างกายหรือกายเนื้อ แต่พระองค์ทรงให้พิจารณาถึงความคิด เพราะความคิดก็คือกายทิพย์ นามกาย หรือกายในกาย ลองทดสอบดูก็ได้ว่าความคิดใช่กายในกายมั๊ย ลองคิดถึงสถานที่ที่เราได้เคยไปมาก่อนแล้ว เพียงแค่น้อมเอาความคิดไป ก็ถึงสถานที่ที่เราเคยไปพร้อมทั้งตัวเราที่เป็นนามกายหรือกายทิพย์อยู่ที่นั่นด้วย

การพิจารณากายในกายเป็นภายใน คือ พิจารณาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นธรรมารมณ์ที่ถูกเก็บไว้ที่ใจ ผุดขึ้นมาในขณะหลับตาปฏิบัติธรรมภาวนา

การพิจารณากายในกายเป็นภายนอกนั้น ก็คือ อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นจากอายตนะภายในและอายตนะภายนอกมาสัมผัสกันในขณะลืมตา เป็นการใช้งานจริงในขณะอยู่ในชีวิตประจำวัน

จากนั้นนำผลของการปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนามาพิจารณาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในขณะที่หลับตาและลืมตา ไม่ให้อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น มาทำให้จิตของตนหวั่นไหวไปกับอารมณ์ (ความคิด) เหล่านั้น เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมก็เช่นกัน เพราะสติปัฏฐานนั้น เป็นการฝึกสร้างสติตัวเดียว เพื่อมาปราบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นที่เวทนา จิต และธรรม เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม ๖ กันยายน ๒๕๖๔



 



Create Date : 07 กันยายน 2564
Last Update : 7 กันยายน 2564 10:35:10 น.
Counter : 260 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
สัมมาสมาธิในอริยมรรค ๘ ไม่ใช่สมาธิแบบหินทับหญ้า


🌷  สัมมาสมาธิในอริยมรรค ๘  ไม่ใช่สมาธิแบบหินทับหญ้า

วันอังคารที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ เป็นวันพระแรม ๘ ค่ำ เดือน ๙

เจริญสุข สวัสดี สาธุชนทั้งหลาย ได้เวลาที่จะฟังพระธรรมเทศนา จงพากันตั้งจิตตั้งใจฟังธรรมด้วยดี เพราะวันพระนี้จะพูดถึงเรื่องที่เป็นของยากเหมือนยาขม สำหรับบุคคลผู้ที่ยังใหม่อยู่ หรือผู้ที่ผ่านการปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนามาบ้างแล้ว ส่วนบุคคลผู้ที่มีพื้นฐานเรื่องการปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนามาแล้วพอสมควรนั้น ก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ไม่ยากนักเลย แต่การจะเข้าถึงฐานที่ตั้งนั้น เป็นอีกเรื่องที่หนักหนาสาหัสพอสมควรเลยทีเดียว เรื่องที่ว่านั้นคือ การปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนาในอริยมรรคมีองค์ ๘ อันมีสัมมาสมาธิที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ไม่ใช่การเอาหินไปทับหญ้า แต่เป็นการเอามีดไปถากหญ้านั่นเอง

เมื่อกล่าวถึงเรื่องกรรมฐาน มักเข้าใจกันไปว่าต้องหากรรมฐานกัน ตามวัดวาอาราม สำนักสงฆ์ หรือศูนย์ปฏิบัติธรรมต่างๆ ที่มีการฝึกฝนอบรมการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนาอยู่อย่างมากมาย และมักได้ยินได้ฟังจนเป็นที่คุ้นหู จากบุคคลผู้ผ่านการปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนาทั้งหลาย ที่ได้เข้ารับการฝึกฝนอบรมปฏิบัติธรรมมาแล้วว่า ได้องค์ภาวนามาแล้วบ้าง ได้ผ่านกรรมฐานมาแล้วบ้าง ได้วิปัสสนากรรมฐานมาแล้วบ้าง ได้ฐานที่ตั้งมาแล้วบ้าง ฯลฯ

เป็นความเข้าใจกันไปเอง ตามมติความรู้สึกนึกคิดของนักปริยัติ ที่ยังยึดติดอยู่กับตำราอย่างเหนียวแน่น  โดยเพียงแค่ได้ฟังจากบุคคลอันน่าเชื่อถือตามๆ กันมา ก็ปลงใจเชื่อไปเสียแล้วว่าใช่ ซึ่งเรื่องนี้มีมาในกาลามสูตร ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสเตือนไว้ให้ชาวกาลามะฟัง เรื่องความเชื่อ ๑๐ ประการ ดังนี้

๑. มา อนุสฺสเวน อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อโดยฟังตามๆ กันมา
๒. มา ปรมฺปราย อย่าได้ปลงใจเชื่อโดยถือสืบๆ กันมา
๓. มา อิติกิราย อย่าได้ปลงใจเชื่อโดยบุคคลตื่นข่าว
๔. มา ปิฏกฺสมฺปทาเนน อย่าได้ปลงใจเชื่อโดยอ้างตำราหรือคัมภีร์
๕. มา ตกฺกเหตุ อย่าได้ปลงใจเชื่อโดยถือเหตุนึกเดาเอา (ตรรกะ)
๖. มา นยเหตุ อย่าได้ปลงใจเชื่อโดยใช้การคาดคะเนเอา (อนุมาน)
๗. มา อาการปริวิตกฺเกน   อย่าได้ปลงใจเชื่อโดยความตรึกตามอาการ
๘. มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา  อย่าได้ปลงใจเชื่อโดยชอบใจว่านั่นต้องกันกับลัทธิของตน
๙. มา ภพฺพรูปตาย  อย่าได้ปลงใจเชื่อว่า ผู้พูดมีความน่าเชื่อถือ
๑๐. มา สมโณ โน ครูติ   อย่าได้ปลงใจเชื่อโดยนับถือว่า สมณะผู้นี้เป็นครูของเรา

แต่ในปัจจุบันนี้ ควรจะนำสิ่งที่ได้ยินได้ฟังหรือได้อ่าน มาพิจารณา ตริตรอง ตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียงอย่างรอบคอบก่อน กับพระพุทธพจน์ในพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสวางหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนาไว้ด้วยดีแล้ว ค่อยเชื่อก็ยังไม่สาย

ส่วนบุคคลผู้ที่ยังยึดติดอยู่กับตำรับตำรา ที่มีการรจนาเสริมแต่งขึ้นมาใหม่ในภายหลังอย่างมากมายนั้น มักกล่าวว่า การปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนานั้น เป็นเพียงสมถะกรรมฐาน เป็นกรรมฐานแบบหินทับหญ้า ติดสุข เมื่อยกหินที่ทับหญ้าออกเมื่อไร หญ้าก็กลับงอกงามขึ้นมาได้ใหม่อีก ด้วยสมถะกรรมฐานนั้น ไม่เกิดปัญญา ไม่อาจตัดกิเลสได้ เป็นพวกที่เอาแต่ติดสุขอยู่กับความสงบในฌาน ไม่สามารถที่จะเจริญวิปัสสนาปัญญา เพื่อตัดกิเลสให้เกิดขึ้นมาได้เลย

ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด อย่างไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ ที่ไม่รู้จักแยกแยะว่า กรรมฐานที่มีอยู่ระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์นั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร ประมาณไหน แต่กลับเหมารวมเอาเข้าไปไว้ด้วยกัน เพราะมีตำรารุ่นหลังๆ ได้รจนาเอาไว้ เป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ในหลักการที่ถูกต้องทางพระพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่มีพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรับรองไว้แล้วอย่างชัดเจน

คำว่า  “กรรมฐาน หรือ กัมมัฏฐาน” ประกอบไปด้วยคำว่า “กรรม” รวมกับคำว่า “ฐาน” ซึ่งแปลได้ความว่า “ฐานที่ตั้งแห่งการงานทางจิต” ทำไมถึงต้องมีฐานที่ตั้งแห่งการงานทางจิตด้วยล่ะ? เพราะกาย วาจา ใจของเรานั้น ล้วนมีการกระทำหรือเคลื่อนไหวส่งออกไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ผัสสะอยู่ ภายใต้อำนาจการบังคับบัญชาของจิต เป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของจิตที่ยังมีราคะ โทสะ โมหะครอบงำ การแสดงออกจึงเป็นไปตามอำนาจของกิเลส กรรม วิบากนั่นเอง

กรรมฐานเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีขึ้น ให้เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ล้วนมี อวิชชา ตัณหา อุปาทานเป็นตัวชักนำทั้งสิ้น ไม่ว่าเรื่องติดข้องอยู่ในโลก หรือเรื่องที่พ้นจากโลก ต้องมีกรรมฐานเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

เรื่องติดข้องอยู่ในโลก เป็นเรื่องของจิตที่มีอาการซัดส่าย สับสน วุ่นวาย สุข ทุกข์ ฯลฯ  ไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นฐานที่ตั้งให้จิตมีการงานด้วยตัณหา อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น เอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมาเป็นตน เป็นของๆ ตน จนเกิด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอาการของจิต เป็นวัฏฏะวน ทำให้ต้องเวียนตาย เวียนเกิดไม่มีวันจบสิ้น เพื่อแสวงหาชาติภพใหม่ตามอำนาจแห่งอวิชชา ตัณหา อุปาทาน

เรื่องที่พ้นจากโลก เป็นเรื่องของจิตที่หมั่นฝึกฝนอบรมสร้างสติให้มีขึ้น ให้เกิดขึ้น จนจิตของตนสงบตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เข้ามากระทบ ทำให้ชาติภพลดน้อยลง ด้วยการหมั่นฝึกฝนอบรมจิตให้รู้จักปล่อยวาง ตัณหา อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น ลงไปได้ตามลำดับชั้น จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ เมื่อละสังขารไปแล้ว จิตย่อมไม่เวียนว่ายตายเกิดกลับเข้ามาในโลกที่สับสนวุ่นวายอีกแล้ว เรียกว่า จิตบริสุทธิ์หลุดพ้น ด้วยปัญญาอันชอบ

จึงปรากฏมีพวกนักบวช ที่เกิดความเบื่อหน่ายต่อทางโลก ด้วยประสงค์จะออกจากกิเลสกาม และอกุศลธรรม กรรม วิบากทั้งหลาย ได้ออกบวช ถือบวช ปลีกวิเวก ทรมานตนด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย เพื่อค้นหาอุบายธรรม การปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ กันออกไป นำมาประพฤติปฏิบัติ เพื่อหาวิธีขจัดปัดเป่ากิเลสกาม และอกุศลธรรม กรรมวิบากทั้งหลายให้หมดสิ้นไปจากจิต

จึงมีเจ้าลัทธิเกิดขึ้นมากมายในสมัยนั้น ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงอุบัติขึ้นมาในโลกเสียอีก  มีด้วยกันหลายลัทธิ หลายความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป เจ้าลัทธิทั้งหลายล้วนมีการอวดอ้างสรรพคุณของตนอย่างมากมายหลายวิธี ว่าลัทธิของตนนั้นสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ กิเลสกาม และอกุศลธรรม กรรมวิบากทั้งหลาย ประกาศตนว่า เป็นลัทธิที่สามารถบรรลุคุณธรรมชั้นสูงได้

ส่วนพระพุทธองค์ได้ทรงผ่านการค้นคว้าศึกษาจากเจ้าลัทธิเหล่านั้นมาแล้ว และได้รู้ด้วยปัญญาอันชอบของตนเองว่า ความเชื่อทั้งหมดของเจ้าลัทธิทั้งหลายนั้น ยังไม่ใช่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ที่แท้จริง เป็นเพียงการปฏิบัติธรรมกรรมฐานแบบหินทับหญ้าเอาไว้เท่านั้น ทำให้กิเลสเบาบางลงได้จริง แต่ไม่สามารถตัดกิเลสให้ขาดจนหมดสิ้นไปจากจิตของตนได้เลย

ดังมีพระพุทธพจน์ในจูฬทุกขักขันธสูตรว่า “เราก็เว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม ไม่บรรลุปีติและสุข หรือกุศลธรรมอื่นที่สงบกว่านั้น (เป็นปีติ สุขที่เกิดขึ้นจากอามีสสัญญา) เราจึงปฏิญาณว่าเป็นผู้ไม่เวียนว่ายมาในกาม มิได้ก่อน”

เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้แล้ว ทรงตรัสว่า “เราก็เว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม บรรลุปีติและสุข และกุศลธรรมอื่นที่สงบกว่านั้น (สัมมาสมาธิ เป็นปีติ สุขที่เกิดแต่วิเวก ปราศจากอามีส) เมื่อนั้นเราจึงปฏิญาณได้ว่า เป็นผู้ไม่เวียนว่ายมาในกาม”

เมื่อมาพิจารณาจากพระพุทธพจน์ จะเห็นว่าทรงเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรมเช่นกัน แต่ไม่บรรลุปีติและสุข หรือกุศลธรรมอื่นที่สงบกว่านั้น เพราะปีติและสุขที่มีอยู่นั้น เป็นปีติและสุขที่เกิดจากอามีสสัญญา ยังต้องคอยระวังรักษาสัญญาอารมณ์เหล่านั้นไว้ เกรงว่าจะจืดจางไปนั่นเอง ส่วนที่พระองค์ทรงได้ตรัสรู้นั้น ทรงบรรลุปีติและสุขอันเกิดจากสัมมาสมาธิในองค์อริยมรรค เป็นปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ปราศจากอามีส และสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม

ในช่วงที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ใหม่ๆ ได้ทรงปรารภถึงธรรมที่จะนำไปสั่งสอนว่า เป็นธรรมอันลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เข้าถึงได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบประณีต ไม่เป็นวิสัยแห่งตรรกะ ละเอียด บัณฑิต (ผู้ที่มีกิเลสน้อย) เท่านั้นจึงจะรู้ได้ ทำให้พระองค์ทรงระลึกถึงอาจารย์ทั้งสอง คือ อาฬารดาบสกาลามโคตร ผู้ซึ่งได้อรูปฌานที่ ๗ คือ อากิญจัญญายตนะ และอุทกดาบสรามบุตร ผู้ซึ่งได้อรูปฌานที่ ๘ คือ นวสัญญานาสัญญายตนะ  ว่าอาจารย์ทั้งสองนั้นเป็นบัณฑิต ฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญา มีธุลีในจักษุน้อยมานานแล้ว เธอทั้งสองจักรู้ธรรม (ดวงตาเห็นธรรม) นี้ได้โดยฉับพลัน เมื่อเธอทั้งสองได้ฟังธรรมนี้ของพระองค์

เมื่อพิจารณาจากที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ไว้ดีแล้ว จะเห็นว่า รูปฌาน อรูปฌานที่เป็นกรรมฐานอันมีมาก่อนแล้วในเวลานั้น เป็นเพียงกรรมฐานที่ทำให้จิตสงบตั้งมั่น แต่ยังยึดติดอยู่กับอารมณ์ฌานนั้นๆ เป็นสุขที่ละเอียดอย่างเหนียวแน่น

แต่บุคคลผู้ปฏิบัติรูปฌาน  อรูปฌาน ยังมีความหวั่นไหวเกรงกลัวไปว่า อารมณ์ฌานที่ตนเองได้เข้าถึงอยู่นั้น ยังต้องจืดจางลงไปตามกาลเวลา เนื่องจากเป็นฌานที่เกิดแต่สัญญาอารมณ์ เป็นฌานที่เอารูป อรูปที่ปราศจากกาม เป็นการเอาอารมณ์ภายนอกกาย มาเป็นองค์กรรมฐาน ยังต้องอาศัย "สัญญา" คอยจดจำอารมณ์ฌานอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถสิ้นสุดหยุดลงด้วยปัญญา เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ได้เลย

ฌานดังกล่าวจึงเป็นแบบ "หินทับหญ้า" ถ้าอารมณ์ฌานที่เกิดจากสัญญาจืดจางลงไปเมื่อไหร่ ความฟุ้งซ่าน สับสน วุ่นวาย สุขทุกข์ ฯลฯ อาจหวลคืนกลับมาได้ เปรียบเสมือนหินทับหญ้าไว้ เอาหินออกเมื่อไหร่ หญ้ากลับมางอกงามได้อีกครั้ง เพราะ "สัญญา" ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน (อันเป็นที่พึ่งที่อาศัย) แต่เป็นหนึ่งในขันธ์ ๕ (รูปนาม) เท่านั้น

เมื่อมีบุคคลใดกล่าวถึงการปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนา มักถูกทึกทักเอาว่า นั่นเป็น "สมถะ" เป็นเรื่องของพวกพราหมณ์ ฤาษี ชีไพร เป็นพวกติดสุขในฌาน หรือสมาธิหัวตอ ซึมๆ แข็งๆ ทื่อๆ ไม่เกิดปัญญา ต้อง "วิปัสสนา" เท่านั้น ทั้งๆ ที่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ไม่ได้ระบุถึง "สัมมาวิปัสสนา" เลย

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น แบ่งออกเป็น
ในหมวดของ "ศีล" ประกอบด้วย สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
ในหมวดของ "สมาธิ" ประกอบด้วย สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
ในหมวดของ "ปัญญา" ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ

เป็นที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า ในอริยมรรคนั้น มี "วิปัสสนาปัญญา" อยู่ในองค์อริยมรรคแล้ว มรรคจึง "สมังคี" ได้ โดยเฉพาะ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นการรู้เห็นอย่างวิเศษ คือรู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง ว่านี่ทุกข์ นี่เหตุแห่งทุกข์เกิด นี่ความดับทุกข์ นี่ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ทำให้ดำริที่จะออกจากกาม และออกจากอกุศลธรรม ต่อเมื่อลงมือปฏิบัติในหมวดของสมาธิ ในองค์อริยมรรค ซึ่งมี "วิปัสสนา" เป็นเบื้องหน้า คือการรู้เห็นอย่างวิเศษในตัวเองอยู่แล้ว

เมื่อพิจารณาหมวดของสมาธิดู จะเห็นว่า "สัมมาสมาธิ" นั้น เป็นเช่น "มีดถากหญ้า" ไม่ใช่แบบ "หินทับหญ้า" โดยเฉพาะข้อแห่งสัมมาวายามะนั้น ชัดเจนว่า
- ไม่ให้หญ้า (อกุศลธรรม) ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น
- หญ้าที่เกิดอยู่แล้ว (อกุศลธรรม) ที่มีอยู่แล้ว ให้หมดไป
- ด้วยความเพียรเพ่ง คือ กุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
- เพียรเพ่งจนเข้าสู่ระดับฌาน คือ กุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป 

เพราะมีสัมมาสติ คอยระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติทุกลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ รู้ตลอดทุกลมหายใจ ย่อมปิดกั้นเหล่าอกุศลธรรมทั้งหลายไม่ให้เกิดขึ้นมาได้เลย

ส่วน "มีดถากหญ้า" นั้น จะมีความคมกริบ (ปัญญา) ได้เท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลผู้ลงมือปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา กระทำให้มาก เจริญให้มาก ในหมวด "สมาธิ" แห่งองค์อริยมรรค เพราะความคมกริบของมีดนั้น สามารถตัดเงื่อนต่อของอุปกิเลสทั้งหลายได้เด็ดขาดฉับพลัน โดยไม่ต้องเสียเวลาใดๆ เลย

มีพระพุทธพจน์ที่ได้ทรงตรัสไว้ชัดเจนว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคา
 ไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน ฉันใด
ภิกษุเจริญ กระทำให้มากซึ่งฌาน ๔ 
ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน"


เมื่อพิจารณาจากพระพุทธพจน์ จะเห็นได้ว่า การเจริญให้มาก กระทำให้มากซึ่งฌาน ๔ ในสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นบุคคลผู้เข้าถึงนิพพานได้ แสดงว่า การปฏิบัติ "สัมมาสมาธิ" จนสามารถเข้าออกฌานได้อย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญเป็น "วสี" ต้องอาศัย "ปัญญา" เท่านั้นจึงกระทำได้ เพราะฌานในสัมมาสมาธินั้น ไม่ใช่ทั้งรูปฌานและอรูปฌานนั่นเอง

มีพระบาลีซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์รจนาไว้ว่า
"นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน
ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญาจ เสว นิพฺพาน สนฺติเก

ฌานย่อมไม่มีในผู้ที่ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีในผู้ที่ไม่มีฌาน
ผู้ที่มีทั้งฌานและปัญญา จึงจะอยู่ใกล้พระนิพพาน"

ทำไมต้องใช้องค์กรรมฐานในมหาสติปัฏฐานสูตร? เนื่องจากกรรมฐานในสติปัฏฐาน ๔ นั้น พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสกับอัคคิเวสนะว่า “เมื่อได้ติดตามพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรมทั้งหลาย เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส มีสติ มีสัมปชัญญะ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ จิตของเธอย่อมเป็นสมาธิ เธอย่อมละอุปกิเลสทั้งหลายได้ และย่อมกำหนดนิมิตแห่งจิตได้”

สติปัฏฐาน ๔ เป็นองค์กรรมฐานที่เกิดขึ้น ณ ภายในกาย อาศัยกายสังขารเป็นองค์กรรมฐานภาวนา ทำให้จิตของบุคคลผู้ปฏิบัติเห็นอาการของจิตได้อย่างชัดเจน เห็นไตรลักษณ์ปรากฏออกมาให้พิจารณาในขณะปฏิบัติภาวนาเจริญกรรมฐานอยู่

ดังที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ท่านได้กล่าวไว้ว่า “สติปัฏฐาน ๔ สติมีเพียงตัวเดียว นอกนั้นจัดไปตามอาการของเวทนา ของจิต ของธรรม แต่ทั้ง ๔ มารวมอยู่ที่จุดเดียว คือ เมื่อสติกำหนดรู้กายแล้ว นอกนั้นคือ เวทนา จิต และธรรม ก็รู้ไปด้วยกัน เพราะมีอาการเป็นอย่างเดียวกัน”

เช่น เวทนาที่ปรากฏขึ้นในขณะปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนาอยู่นั้น ทำให้จิตได้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน (คือจิต) เป็นเพียงอาการของจิตที่เข้าไปยึดถือเอาเวทนานั้นมาเป็นตน ทั้งที่ไม่ใช่ตน เพราะเวทนาเป็นเรื่องของกายล้วนๆ ส่วนที่กระทบมาถึงจิตจนมีอาการของจิตออกมาได้นั้น เนื่องจากขณะนั้นจิตขาดสติกำกับ จึงไปยึดมั่น ถือมั่น เอาเวทนาที่ปรากฏอยู่นั้น มาเป็นตน เป็นของๆ ตนนั่นเอง จึงเกิดอาการทุรนทุรายไปกับเวทนาที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนาอยู่นั้น

ต่อเมื่อสามารถเพียรเพ่งประคองจิตของตน ให้อยู่กับองค์ภาวนาได้ด้วยปัญญาอันยิ่งที่เกิดจากความสงบ มีสติ มีสัมปชัญญะ จิตตั่งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับอาการที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้ ย่อมปรากฏ “ธรรมอันเอก” ผุดขึ้นมาให้พิจารณา จิตเห็นจิตได้อย่างชัดเจน จิตรู้ชัดซึ่งอาการของจิตที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปจากจิต เห็นธรรมในธรรมทั้งสองฝั่งอย่างชัดเจน อันมีธรรมฝ่ายเกิดคือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และธรรมฝ่ายดับ คือความสิ้นไปของราคะ โทสะ โมหะ ด้วยวิราคธรรม แยกเป็นฝ่ายสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว กับ ฝ่ายขัดข้อง สับสน วุ่นวาย อีกมากมาย

เมื่อบุคลผู้ปฏิบัติธรรมกรรมฐานในหมวด “สมาธิ” แห่งองค์อริยมรรค ด้วย “สัมมาวายามะ” เพียรประคองจิตให้ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ด้วย “สัมมาสติ” คอยระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่องเนืองๆ อยู่  จิตย่อมรวมลงเป็น “สมาธิ” มีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เป็น “อุเปกขา สติ ปาริสุทธิง” จิตมีสติบริสุทธิ์กุมเฉยอยู่

มีพระพุทธพจน์รับรองไว้ดังนี้

“ภูเขาล้วนแล้วด้วยศิลา ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบอันเดียวกัน
แม้หากลมฝนอย่างแรง พัดมาแต่ทิศตะวันออก…
แม้หากลมฝนอย่างแรง พัดมาแต่ทิศตะวันตก ….
แม้หากลมฝนอย่างแรง พัดมาแต่ทิศเหนือ ….
แม้หากลมฝนอย่างแรง พัดมาแต่ทิศใต้
ก็ยังภูเขานั้นให้หวั่นไหวสะเทือนสะท้านไม่ได้เลย แม้ฉันใด


จิตของภิกษุนั้น อันอารมณ์ไม่ทำให้เจือติดอยู่ได้
เป็นธรรมชาติตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ฉันนั้น เหมือนกันแล


จิตย่อมรู้ชัด “เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ  ที่นี่สงบหนอ ที่นี่ประณีตหนอ ที่นี่สิ่งปรุงแต่งทั้งปวงดับเงียบ คืนความยึดติดทั้งปวงออกไป สิ้นตัณหา สิ้นความยินดี กิเลสดับ เป็นพระนิพพาน (สิ้นทุกข์)” 

เป็นการพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้าง ตรึกธรรมที่มีมาเฉพาะหน้า พิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกบ้าง จิตของบุคคลผู้ปฏิบัติธรรมกรรมฐานอยู่นั้น ย่อมพิจารณารู้ชัดว่า ถึงความแตกต่าง ระหว่าง ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ กับ ที่นี่สงบหนอ ที่นี่ประณีตหนอ

เปรียบเหมือน “มีดถากหญ้า” ที่บุคคลผู้ปฏิบัติธรรมกรรมฐานคอยลับให้คมอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับตัดเงื่อนต่อแห่งอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายที่เข้ามากระทบ ให้ร่อนออกไปในทันที ที่กระทบจิตของตน อารมณ์ไม่สามารถเจือติดที่จิตของบุคคลผู้นั้นได้เลย ย่อมมีจิตหลุดพ้นโดยชอบ เพราะเห็นความเกิดและความดับแห่งอายตนะ สาธุ.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรมวันพระ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔









 



Create Date : 31 สิงหาคม 2564
Last Update : 31 สิงหาคม 2564 17:22:19 น.
Counter : 280 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
อัปปมาทธรรม


🌷 อัปปมาทธรรม

วันจันทร์ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ เป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดิอน ๙ 

เจริญสุขสวัสดี ทุกวันนี้บุคคลทั่วไปส่วนใหญ่แล้ว มักใช้ชีวิตไปในแบบขัดข้อง สับสน วุ่นวาย ไปกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ที่มีทั้งเรื่องน่ายินดี - ยินร้าย สุข -  ทุกข์ ปนเปกันไป แต่โดยมากแล้ว มักเป็นไปในทางเป็นทุกข์เสียมากกว่า เพราะเหตุเกิดจากการขาดความยับยั้งชั่งใจของตนเอง เนื่องจากขาดสติ 

ส่วนการยับยั้งชั่งใจหรือสตินั้น ต้องเพียรสร้างให้เกิดขึ้นเท่านั้น เพียงแค่พยายามนึกหรือคิดทำตามที่มีบุคคลผู้ซึ่งหวังดีมาบอก ให้มีสติหน่อย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก ฉะนั้นเราจึงมักได้ยินได้ฟังจากรายการธรรมะต่างๆ ที่พยายามอบรมสั่งสอนให้ผู้ฟัง มีสติ มีสัมปชัญญะ ในการดำเนินชีวิตของตน โดยให้หมั่นระลึกถึงการกระทำที่เกิดขึ้นของตนเองในชีวิตประจำวัน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด พลาดพลั้ง อันเกิดจากขาดความยับยั้งชั่งใจตนเอง 

ซึ่งการหมั่นระลึกดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นเพียงสัญญาอารมณ์ที่ต้องคอยจดจำว่า เราจะต้องระมัดระวัง ระลึกตัวอยู่เสมอๆ เมื่อเรามีความตั้งใจมากพอและเพียรพยายามพอสมควร ที่จะคอยระมัดระวังอย่างเต็มที่ จนจำได้แม่นยำต่อการกระทำหรืออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของตนเองได้ อันนั้นเรียกว่า ถิรสัญญา คือจำได้อย่างแม่นยำ ก็ยังเป็นธรรมฝ่ายโลกียะอยู่ดี 

ส่วนการสร้างสติหรือสัมมาสติในทางพระพุทธศาสนานั้น ต้องฝึกฝนอบรมจิตของตน โดยการเพียรระลึกรู้ลงที่กาย เวทนา จิต และธรรม ที่เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ แต่ในการฝึกฝนอบรมจิตช่วงแรกหรือเริ่มต้นใหม่นั้น ควรระลึกรู้ลงที่กาย เพราะทำได้ไม่ยากนัก การอบรมฝึกฝนทำได้ทั้งลืมตาและหลับตา แต่ควรฝึกฝนจากการหลับตาให้ได้เสียก่อน เพราะการหลับตานั่งนิ่งๆ นั้น เป็นการตัดช่องทางการรับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของกายออกไปได้หลายทาง 

การจะเอาสติมาแนบกายหรือการบังคับสติให้อยู่กับกายเพื่อจะดูจิตนั้น เป็นเรื่องที่ยากอยู่ไม่ใช่น้อย อันนี้เป็นกรรมฐาน คือฐานที่ตั้งแห่งการงานทางจิต หรือนิมิตหมายแห่งจิตนั่นเอง มีพระพุทธพจน์ตรัสไว้ดังนี้

"ดูก่อนอัคคิเวสนะ ก่อนหน้านี้ จิตของเราตั้งอยู่ในสมาธินิมิตอะไร เมื่อเรากล่าวคาถานี้จบ เราก็สามารถตั้งมั่นอยู่ในสมาธินิมิตนั้นได้ทันที"

พระองค์ทรงยังได้ตรัสต่อไปอีกว่า

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาด เป็นผู้เฉียบแหลม เมื่อได้ติดตามดูกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมทั้งหลาย เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส มีสติ มีสัมปชัญญะ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ จิตของเธอย่อมเป็นสมาธิ เธอย่อมละอุปกิเลสทั้งหลายได้ และย่อมกำหนดนิมิตแห่งจิตได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เป็นบัณฑิต ฉลาด เฉียบแหลมนั้น ย่อมได้สมาบัติอันเป็นธรรมเครื่องอยู่ในชีวิตประจำวัน ย่อมมีสติ สัมปชัญญะ ข้อนี้เป็นเพราะเหตุใด 

ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นเพราะ ภิกษุนั้นเป็นบัณฑิต ฉลาด เฉียบแหลม กำหนดนิมิตแห่งจิตของตนได้"

จากพระพุทธพจน์จะเห็นได้ว่า การกำหนดนิมิตแห่งจิตขึ้นมานั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา เป็นการเอาสติมาแนบกายหรือบังคับสติมาอยู่กับกาย แต่ก็มีคำถามว่า เอาสติมาแนบหรือวางลงตรงไหนของกายดี ฉะนั้น เมื่อลงมือปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา ควรทดสอบโดยการ หายใจเข้าไปช้าๆ ลึกๆ และค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาแบบช้าๆ ลึกๆ เช่นกัน แล้วลองพิจารณาดูว่า เรารู้สึกถึงลมหายใจที่เข้าไปและออกมา ตรงบริเวณไหนที่รู้สึกถึงลมหายใจได้ชัดเจน เช่น บริเวณจมูก ในช่องจมูก บริเวณริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง หรือบริเวณทรวงอก ให้อุปโลกน์บริเวณนั้นเป็นจุดลมหายใจกระทบเพียงจุดเดียว 

จากนี้ เราก็มาต่อเรื่องหัวใจพุทธศาสนาจากวันพระที่แล้ว

🌷 อัปปมาทธรรม (ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่ประมาทมัวเมาในอารมณ์ทั้งปวง)

บรรดาคำสั่งสอนทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ทรงประกาศตั้งแต่ได้ตรัสรู้ จนถึงวันเสด็จดับขันธ์สู่พระปรินิพพาน รวมเป็นเวลา ๔๕ ปีนั้น สามารถสรุปลงเหลือเป็นข้อสำคัญได้ คือ อัปปมาทธรรม ซึ่งหมายถึง ความไม่ประมาทมัวเมาในอารมณ์ทั้งปวง

ดังพระปัจฉิมโอวาท ต่อไปนี้คือ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอกล่าวเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"

ตามพุทธโอวาทที่ยกมานี้ แสดงว่า อัปปมาทธรรม เป็นข้อสรุปรวมของพระธรรมคำสั่งสอนทั้งหมดในพระศาสนานี้ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเน้นตรงไปที่ การฝึกฝนให้มีสติคอยระวังอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบในชีวิตประจำวันของแต่ละคนโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพราะอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ชักนำให้คนประพฤติดีก็ได้ ประพฤติชั่วก็ได้ แล้วแต่ว่าจะปรุงแต่งจิตใจให้เกิดความรู้สึกอย่างไร จึงทรงวางหลักธรรมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ไว้ให้ปฏิบัติ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่

การปฏิบัติตามหลักธรรมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญานี้ จะทำให้ศึกษาและรู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริงว่า ไม่มีแก่นสารที่สามารถยึดถือและนำครอบครัวได้อย่างถาวรแต่ประการใด จึงต้องฝึกให้มีสติคอยระวัง มิให้เข้ามาปรุงแต่งจิตใจ ทำให้เสียคุณภาพเดิมไปในขณะที่กำลังเข้ามากระทบ ถ้าไม่ระวังไว้ให้ดีแล้ว อารมณ์ก็ย่อมชักนำจิตใจให้ซัดส่ายฟุ้งซ่านไปได้เป็นธรรมดา และทำให้ผู้นั้นประพฤติตนไปตามความพอใจได้ 

ดังนั้น หลักธรรมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา จึงมีความจำเป็นที่สุดสำหรับสังคม ที่ควรจะนำมาปฏิบัติเพื่อความเป็นผู้ไม่ประมาทมัวเมาในอารมณ์ทั้งปวง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหายุ่งยากทางสังคมให้หมดไปได้อย่างแท้จริง เพราะว่าในขณะที่มีอารมณ์มากระทบจิตแต่ละอารมณ์นั้น
ศีล จะควบคุมกายวาจาให้อยู่ในสภาพปรกติ ไม่ประพฤติสิ่งใดให้เป็นที่เดือดร้อนแก่สังคม
สมาธิ จะทำให้จิตใจตั้งมั่น และ
ปัญญา จะสลัดความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นๆ ให้หมดไปโดยลำดับ จนอารมณ์ไม่สามารถปรุงแต่งจิตได้ในที่สุด กลายเป็น กระทบก็สักแต่ว่ากระทบ เท่านั้น

การฝึกจิตให้มีพลังถึงขั้นนี้ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยสมาธิเป็นบาทฐานด้วยตลอดเวลา ไม่ว่าอารมณ์จะกระทบเข้ามาทางหนึ่งทางใดก็ตาม ผู้ปฏิบัติจึงพบความจริงว่า ได้พ้นจากอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดตายตามสภาพของเขาแล้ว ส่วนตัวเองนั้นดำรงสภาพ "รู้" อยู่ตลอดทุกกาลสมัย ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน

ทั้งนี้หมายความว่า สิ่งที่เกิดตายนั้นคือ อารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งภายนอกทั้งหลาย แต่ตัวเองนั้น "รู้" อยู่เสมอว่า ทรงสภาพรู้ของตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นหรือตายไปกี่ครั้งกี่หนก็ตาม จึงเป็นผู้ไม่ตายอีกต่อไป ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท

ส่วนผู้ที่ยังยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ซึ่งเป็นของที่เกิดตายอยู่นั้น ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ประมาท ผู้นั้นย่อมรู้สึกว่าตนเองยังต้องหวั่นไหว และพลอยเกิดตายไปกับอารมณ์ภายนอกด้วย ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เกิด และไม่ได้ตายเลยแต่ประการใดทั้งสิ้น

มีพระบาลีในธรรมบทรับรองไว้ ดังนี้ คือ

"อปฺปมาโท อมตํ ปทํ, ปมาโท มจฺจุโน ปทํ,  อปฺปมตฺตา น มิยฺยนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา" แปลว่า "ความไม่ประมาทเป็นทางอันไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย คนที่ประมาทเหมือนคนที่ตายแล้ว"

ทั้งนี้หมายความว่า ผู้ที่มีพลังสมาธิน้อย จิตย่อมหวั่นไหวตามอารมณ์ไปด้วย อัปปมาทธรรมก็ย่อมไม่มีที่จิตของผู้นั้น ถ้าปรารภสิ่งใดขึ้นมาเป็นอารมณ์ก็ตาม เช่นนึกถึงรูปร่างกายขึ้นมา เป็นต้น ก็เข้าใจว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับร่างกาย พอร่างกายแก่หรือตาย ก็เข้าใจว่าตัวเองแก่หรือตายตามร่างกายไปด้วย โดยถือเอาร่างกายเป็นหลักเกณฑ์

แต่ผู้ที่มีพลังสมาธิมาก ย่อมรู้ชัดว่าตัวเองคือผู้ทำหน้าที่รู้เรื่องราวต่างๆ เช่น เมื่อปรารภถึงร่างกาย เกิดขึ้นก็รู้ ผมหงอก – ฟันหัก – เนื้อหนังเหี่ยวย่นแล้วก็รู้ เป็นต้น ครั้นเมื่อปรารภถึงลมหายใจขึ้นมา ลมหายใจเกิดขึ้นก็รู้ ลมหายใจดับไปก็รู้ ดังนี้ เป็นต้น

มีพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระราหุลยืนยันอยู่ชัดเจน ดังนี้

"เอวํ ภาวิตาย ราหุล อานา ปานสฺสติยา, เอวํ พหุลีกตาย, เยปิ เต จริมกา อสฺสาส ปสฺสาส, เตปิ วิทิตา นิรุชฺฌนฺติ โน อวิทิตาติ" แปลว่า "ดูก่อนราหุล เมื่ออานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าทั้งหลาย เหล่านั้น อันใดอันจะมีในเวลาตาย แม้ลมเหล่านั้นจะดับก็รู้ได้ จะดับโดยไม่รู้ หามิได้เลย"

🌷 ความตาย

ความตาย เป็นรูปแบบการเปลี่ยนแปรครั้งสุดท้ายของรูปร่างกาย หลังจากที่ได้ประชุมปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว พระพุทธองค์ ทรงหมายความถึง แตกแยกออกจากการประชุมพร้อมของ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ (จิต) แยกตัวออกไปผสมกับกลุ่มธาตุผสมกลุ่มอื่นต่อไป ตามเหตุปัจจัย ขณะสิ้นใจ

พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ วิญญาณธาตุ (จิต) จุติ (เคลื่อน) ออกจากรูปร่างกาย ซึ่งได้ปรวนแปรแตกแยกไป จนไม่สามารถกลับคืนมาสู่สภาพปรกติ, เท่านั้น ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน

โปรดดูคำจำกัดความของคำว่า ความตาย ในสติปัฏฐานสูตร ซึ่งว่าไว้ดังนี้ คือ ความจุติ, ความเคลื่อนไป, ความแตกทำลาย, ความหายไป, มฤตยู, ความตาย, ความทำกาละ, ความแตกแห่งขันธ์, ความทิ้งซากศพไว้, ความขาดไปแห่งชีวิตินทรีย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่จิตแยกออกจากรูปร่างกายนี้ทั้งสิ้น

เราจะเห็นได้ว่า จิตไม่ใช่สภาพธรรมที่ตาย แต่ได้เข้ามายึดถือและปฏิสนธิรวมอยู่กับร่างกายซึ่งจะต้องตายตามอายุขัย เมื่อร่างกายถึงเวลาแตกตายลง ก็เข้าใจว่าตนพลอยตายไปตามร่างกายด้วย ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ตายเลย

สิ่งที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ รูปร่างกาย ซึ่งเป็นสังขารธรรมที่ประชุมพร้อมกันขึ้นมาฝ่ายรูปธรรม เรียกว่า มหาภูตรูป ๔ ด้วยเหตุนี้ ความตายจึงมีขึ้นแก่ผู้ที่ยึดเอารูปร่างกายซึ่งเป็นสังขารธรรม เข้ามาเป็นอัตตาตัวตนของตนเองเข้า กล่าวคือ เมื่อรูปร่างกายแก่ ก็ว่าเราแก่ เมื่อรูปร่างกายเจ็บไข้ ก็ว่าเราเจ็บไข้ และเมื่อรูปร่างกายตาย ก็ว่าเราตาย ทั้งๆ ที่ตัวเราจริงๆ ไม่เคยเกิด ไม่เคยแก่ ไม่เคยเจ็บไข้ และไม่เคยตายมาเลย ไม่ว่าตั้งแต่ครั้งไหนๆ ก็ตาม

เพราะฉะนั้น ถ้าเรา (จิต) ไม่เข้าไปยึดถือรูปร่างกายอย่างสิ้นเชิงเมื่อใด ก็ย่อมพ้นจากความตายเมื่อนั้น นับเป็นการพ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนานี้ ดังพุทธพจน์ที่ได้ตรัสกับโมฆราชมาณพ ต่อไปนี้คือ

"สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโรสิยา เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ" แปลว่า "ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นคนมีสติพิจารณาโลก (สังขาร) ให้สูญสิ้นจากการยึดถือว่าเป็นอัตตาตัวตนทุกเมื่อเถิด ท่านจะพึงข้ามพ้นจากความตายเสียได้ ด้วยการพิจารณาอย่างนี้ พระยามัจจุราชกจะแลไม่เห็นท่าน ดังนี้"

สรุปความแล้ว ถ้าหากว่าไม่ได้อบรมจิตตามหลักธรรมเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ในพระพุทธศาสนา ก็ยังรู้ผิดและติดข้องอยู่ในอารมณ์ที่น่ารักน่าพอใจ และประพฤติตนในทางที่จะให้ได้รับอารมณ์ที่น่ารักน่าพอใจมาครอบครองเสมอ แต่เนื่องจากจิตไม่มีรูปร่างที่จะติดต่อกับอารมณ์โดยตรงได้ จึงต้องใช้รูปร่างกายสำหรับเป็นเครื่องมือติดต่อกับอารมณ์ด้วยเสมอ ครั้นรูปร่างกายเสื่อมสลายและตายลงในที่สุด จิตก็ยังติดใจในรสชาดของอารมณ์ที่ได้เคยเสพตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเหมือนเดิม จึงเท่ากับได้สร้างคติอันประทับใจไว้แล้วโดยอัตโนมัติ เมื่อร่างกายตายลงเมื่อใด ก็ต้องไปตามทางของตนเอง เพื่อไปเสพอารมณ์ที่พอใจอีกต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องสร้างร่างกายที่เหมาะกับสภาพของอารมณ์ไว้ เป็นเครื่องมือติดต่อกันด้วย

🌷 คติ (ทางที่ไปของสัตว์)

คติหรือทางที่ไปของสัตว์ แบ่งออกเป็น ๒ คือ สุคติ (ทางไปสู่ที่ดี) และทุคติ (ทางไปสู่ที่ชั่ว) สัตว์ที่ไปอยู่อบายภูมิ ได้แก่ เปรต นรก อสรุกายและสัตว์เดรัจฉาน จัดเป็นทุคติภูมิ สัตว์ที่ไปสู่มนุษย์ เทพ พรหม จัดเป็นสุคติภูมิ 

๑. อบายภูมิ ๔ เป็นคติของสัตว์ที่ล่วงละเมิดศีลของตนโดยจงใจและไม่อาย รวมทั้งผู้ที่ประกอบอนันตริยกรรม ๕ ไว้ด้วย เฉพาะฆราวาส หมายถึง ล่วงละเมิดศีล ๕ ถ้าเจตนาล่วงละเมิดศีลด้วยอำนาจโทสะก็ไปนรก  ถ้าละเมิดศีลด้วยอำนาจโลภะก็ไปเปรต อสุรกาย ถ้าละเมิดด้วยอำนาจโมหะก็ไปสัตว์เดรัจฉานซึ่งจัดว่าเป็นทุคติภูมิทั้งสิ้น 

๒. มนุสภูมิ ๑ สัตว์ที่ประกอบกรรมตามหลักเบญจศีล - เบญจธรรม ซึ่งได้แก่ เมตตา กรุณา สัมมาชีพ สันโดษเฉพาะภรรยาตน สัจจะวาจา และมีสติสัมปชัญญะดี ย่อมมาสู่มนุษยภูมิ ซึ่งจัดว่าเป็นสุคติภูมิ

๓. เทวภูมิ ๖  คือสัตว์ชั้นเทพที่ท่องเที่ยวไปในอารมณ์อันน่ารักใคร่ ๖ ชั้น ประกอบแต่กุศลและมีหิริโอตัปปะด้วยความสงบตั้งมั่น ดังพระบาลีว่า “หิริโอตฺตปฺป สมฺปนฺนาสุกฺกธมฺม สมาหิตา สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวฺธมฺมา ตีวุจฺจเร” แปลว่า” เราเรียกสัตบุรุษผู้สงบตั้งมั่น ประกอบแต่กุศลด้วยหิริโอตัปปะว่าเป็นเทวธรรม” จัดเป็นสุคติภูมิ ๖ ชั้น 

๔. รูปพรหม ๑๖ คือสัตว์ที่ประกอบรูปาวจรกุศล บำเพ็ญรูปฌาน ๔ มีกสิณ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อัปปมัญญา ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ จัดเป็นสุคติภูมิที่ปราศจากกาม ๑๖ ชั้น 

๕. อรูปพรหม ๔ คือสัตว์ที่ประกอบด้วยอรูปาวจรกุศล บำเพ็ญอรูปฌาน ๔ ซึ่งปราณีตยิ่งกว่ารูปาวจรกุศล ไม่มีรูปและปราศจากกาม ๔ ชั้น จัดเป็นสุคติภูมิชั้นสูงสุดในโลกนี้

🌷 คนสามัญตายแล้วต้องเกิดอีก

ปัญหานี้ คนรุ่นหนุ่มสาวที่สนใจศึกษาธรรมะและผู้ที่อยู่ในวงการศาสนาเป็นจำนวนมาก มักยกขึ้นมาไต่ถามกันเสมอว่า คนตายแล้ว ไปเกิดอีกหรือไม่ ถ้าไปเกิดอีก อะไรไปเกิด และไปเกิดอย่างไร ดังนี้เป็นต้น

ผู้ที่ถูกถามปัญหาดังกล่าวนี้ จะรู้สึกว่าที่ๆตนนั่งอยู่นั้น ร้อนเป็นไฟทีเดียว บางคนก็สายหน้า หาทางเลี่ยงหนีจากการสนทนาทันที บางคนก็ทำเมิน เสแสร้งว่าไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลย สู้พูดกันเรื่องปฏิบัติไม่ได้ บางท่านก็กลัวว่าจะเป็นอันตคาหิกทิฏฐิ อยู่นอกศาสนาพุทธ บางท่านก็ยอมรับเสียตรงๆ ว่าอธิบายยาก เลยผลักให้ตายสูญไปเสีย จะได้หมดเรื่องหมดราวก็มี ดังนี้เป็นต้น

ปัญหาช้อนี้ กล่าวโดยความจริงแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนตลอดพุทธกาล และทรงย้ำนักหนาทีเดียวว่า สัตว์ที่ยังไม่หมดกิเลส จะต้องไปเกิดใหม่อีกเสมอ เช่นเดียวกับพระองค์ซึ่งได้ทรงเวียนว่ายตายเกิดมานับครั้งไม่ถ้วนมาแล้วเหมือนกัน ดังนั้น จึงเป็นปัญหาอันสำคัญที่ผู้ศึกษาธรรมะ จะต้องค้นคว้าสอบสวนให้รู้เรื่องราวตามความเป็นจริง โดยไม่เชื่ออะไรง่ายๆ 

เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มีคนที่เชื่อว่าตายแล้วสูญอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ขีดวงจำกัดลงไปว่า จะต้องรับกรรมดีกรรมชั่วก็เฉพาะในขณะที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ตายแล้วก็แล้วกันไป เพราะฉะนั้น จึงเกิดข้อคิดตามมาว่า พระอรหันต์ทั้งหลายซึ่งได้ปฏิบัติตามหลักมรรคมีองค์ ๘ มาแล้ว ย่อมมีสภาพพ้นทุกข์ เหมือนกับนักโทษที่ถูกประหารชีวิตเมื่อตายแล้วเท่านั้น ดังนั้นข้อปฏิบัติดังกล่าวนี้ จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับสังคม หลักของกรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ก็ย่อมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ความอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ย่อมเป็นโมฆะไปเสีย, ทุกประการ

ถ้าไม่ใช่ตายแล้วสูญ ดังว่านี้แล้ว ก็ต้องหมายความว่า คนสามัญตายแล้วก็ต้องไปเกิดอีกอย่างไม่มีปัญหา จึงเป็นการสมควรที่จะได้ค้นคว้าให้รู้เรื่องราวข้อนี้ตามความเป็นจริงอย่างยิ่ง ถ้าศึกษาศาสนาพุทธแล้ว พาตนเองให้เข้าไปอยู่ในข่ายของความเห็นว่าตายสูญแล้ว ควรจะได้ทบทวนดูเสียใหม่ดีกว่า

มีพุทธพจน์ที่มาในพระธรรมบทว่าไว้ดังนี้คือ

"คพฺภเมเก อุปฺปชฺชนฺติ นิรยํ ปาปกมฺมิโน, สคฺคํ สุคติโนยนฺติ, ปรินิพฺพนฺติ อนาสวา" แปลว่า "สัตว์บางพวกย่อมเข้าสู่ครรภ์ สัตว์ที่ทำกรรมชั่วย่อมไปเกิดในนรก สัตว์ที่ทำกรรมดีย่อมไปเกิดในสวรรค์ ท่านผู้สิ้นอาสวะย่อมปรินิพพาน"

เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่า พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมข้ามภพข้ามชาติจริงๆ ไม่มีคลุมเครือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในภพเดียวชาติเดียวเลย การที่สัตว์จะไปเกิดใหม่ในภพภูมิใดก็ตาม ย่อมเป็นไปตามอารมณ์ที่ได้ยึดไว้ทุกประการ ทั้งนี้หมายความว่า เมื่อขณะที่มีชีวิตอยู่นั้น ได้ประกอบกรรมไว้อย่างใด ก็จะสั่งสมไว้ที่จิตทุกประการ เมื่อถึงคราวตายลง ผลของกรรมที่ได้ประกอบไว้อย่างนั้น จะส่งให้จิตไปเกิดยังภพภูมิที่ตนพอใจต่อไปอีกตามลำดับ

🌷  🌷  🌷  

อัปปมาทธรรม อันเป็นทางนำไปสู่ความเป็นอมตะนั้น ย่อมเกิดจากการที่เราฝึกฝนอบรมปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา เพื่อเป็นการฝึกสติให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเนืองๆ อยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติ ณ จุดลมกระทบ ที่เราได้อุปโลกน์ขึ้นมาโดยไม่ให้ขาดสาย เมื่อลมหายใจเข้า ก็มีสติระลึกรู้ เมื่อลมหายใจออก ก็มีสติระลึกรู้ จิตจะค่อยๆ สงบรวมตัวลง มีสติตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เมื่อมีอารมณ์มากระทบ เราเรียกขณะนั้นว่า อัปปมาทธรรม อันที่ตั้งแห่งความไม่ประมาท 

ดังปัจฉิมโอวาทที่ได้ตรัสไว้ว่า "หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว, วะระธัมมา สังขารา, อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ, อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉิมา วาจา" แปลว่า "ก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม นี่เป็นพระวาจาที่มีในครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า"

จากพระพุทธพจน์ พระองค์ทรงเน้นเรื่องความไม่ประมาท ให้พวกเรายังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด แต่บุคคลทั่วไปส่วนมากยังไม่เข้าใจคำว่า ความไม่ประมาทนั้น มีประมาณไหน บ้างก็เข้าใจไปว่า เพียงแค่ตั้งใจจดจ่อกับสิ่งที่เราทำ พูด คิดอยู่ ด้วยความไม่ประมาทเลินเล่อ ก็น่าจะพอแล้ว บ้างคิดว่าเราพูดทำอะไร ให้รอบคอบถี่ถ้วนสักหน่อย ก็ไม่ประมาทแล้ว แต่โดยความเป็นจริงแล้ว ความไม่ประมาทที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระสาวกในครั้งสุดท้ายนั้น พระองค์ได้ทรงเคยถามพระอานนท์ว่า "ดูก่อนอานนท์ เธอระลึกถึงความตายวันละกี่หน" พระอานนท์ทูลตอบว่า "ระลึกถึงความตายวันละ ๗ หน พระเจ้าค่ะ" พระพุทธองค์ตรัสว่าอานนท์เธอยังประมาทอยู่ เธอต้องระลึกถึงความตายให้ได้ทุกลมหายใจเข้าและออก จึงจะได้ชื่อว่ายังความประมาทให้ถึงพร้อม 

สรุปได้ว่า อัปปมาทธรรมก็คือสติปัฏฐานนั่นเอง เป็นการตั้งสติระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่จุดลมกระทบ นึกถึงความตาย อย่างต่อเนื่องเนืองๆ ไม่ขาดสาย ทุกลมหายใจเข้าและออก ให้มีสติกำกับอยู่ เอวัง.

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศนาธรรม วันพระ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๔





 



Create Date : 23 สิงหาคม 2564
Last Update : 23 สิงหาคม 2564 19:03:12 น.
Counter : 1168 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



All Blog