..ถ้าจักตายก็ขอตายในหน้าที่ ถ้าจักพลีก็ขอพลีแด่เหนือหัว ถ้าจักอยู่ก็ขออยู่เพื่อครอบครัว ถ้าจักชั่วก็ขอชั่วแก่ไพรี..
Group Blog
 
All Blogs
 

*ความไม่ยุติธรรมของกองทัพ บนรากฐานของสังคมทหาร*

*กองทัพไทยทั้ง3เหล่าทัพ (ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ในความคิดส่วนตัวของผมนั้นผมไม่ขอนับตำรวจเป็นเหล่าที่4 คงยกเว้นไว้แต่ ตชด.เท่านั้น) จัดเป็นสถาบันหลักของชาติในการค้ำประกันความมั่นคงของประเทศ ทหาร คำนี้เป็นคำเรียบง่าย แต่ในความเรียบง่ายนั้นแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจและความแข็งแกร่ง เกือบทุกประเทศต้องมีทหาร เมื่อมีทหารก็ต้องมีแบบธรรมเนียมทหาร ข้อกำหนด กฎเกณฑ์ ระเบียบ วินัย หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ประกอบกันขึ้น
รวมเป็นคำว่า ทหาร มันก็คงเป็นได้แค่กองโจรเท่านั้น หน้าที่ของการเป็นทหารถือได้ว่าเป็นหน้าที่ๆมีเกียรติมาแต่โบราณ เพราะถือได้ว่าผู้ที่เป็นทหารต้องผ่านการฝึกอบรมมาอย่างหนัก ทั้งกายและใจและเป็นผู้ถืออาวุธของประเทศ ดังนั้นตัวตนที่แท้จริงของทหารนั้นก็คือประชาชนทั่วไปที่ผ่านการฝึกอบรมโดยกองทัพเพื่อมาทำหน้าที่ปกป้องประเทศจากอริราชศัตรู เมื่อเป็นสถาบันเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมานาน ย่อมต้องมีประเพณีการยึดถือปฎิบัติตามครรลองของตัวเอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ประเพณีนิยม*

**ในอดีตที่ผ่านมา กองทัพไทยผ่านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัยและหลายแบบเปลี่ยนไปตามทรรศนะคติของผู้นำบ้านเมืองในแต่ละยุค ยุคไหนบ้านเมืองมีผู้นำที่เป็นทหาร กองทัพก็เข้มแข็งและมีทิศทางการพัฒนาในแบบของทหาร ยุคไหนบ้านเมืองมีผู้นำที่เป็นพลเรือน กองทัพก็ถูกละเลย และขาดการทำนุบำรุง กฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผน แบบธรรมเนียมทหาร ประเพณีนิยมของทหารก็ถูกริดรอนและบ่อนทำลาย ในประเทศที่เจริญแล้วเขาจึงนิยมแยกการเมืองและการทหารออกจากกัน เพื่อมิให้การเมืองแทรกแซงการทหาร เพราะทหารไม่มีวันที่จะไปแทรกแซงการเมืองตราบใดที่ผู้นำและรัฐบาลอยู่ในศีลในธรรมและทำเพื่อส่วนรวม**

***สังคมของทหารจัดเป็นสังคมที่แบ่งแยก ซึ่งตามกฎเกณฑ์มีแค่ ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น
แต่ในทางความเป็นจริงเราปฎิเสธไม่ได้ว่ามีการแยกเขาแยกเรามากกว่านั้นอีก ซึ่งนับวันความจริงในข้อนี้จะยิงถ่างและห่างกันขึ้นเรื่อยๆ ความใกล้ชิดความผูกพันธ์ของเพื่อนร่วมตายแบบทหารนั้นแทบไม่มีเหลือหรือไม่ก็เหลือน้อยมากในกองทัพ ความรู้ใจกันความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาถูกทำลายลงทุกวัน ด้วยความยึดติดในสถาบัน ในเกียรติ ในศักดิ์ศรี ซึ่งแท้จริงแล้วนั้นคำว่า ทหาร ไม่ว่าจะเป็นนายพล หรือ พลทหาร ก็มีศักดิ์ศรีในความเป็นทหาร มีเกียรติ เท่าๆกัน เพราะทั้งนายพลและพลทหารต่างก็เป็นทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเหมือนๆกัน มีหน้าที่ปกป้องรักษาชาติราชบัลลังก์เหมือนๆกันต่างกันแค่เพียงนายพลเป็นคนสั่งพลทหารเป็นคนทำ เท่านั้นเอง แล้วทำเพื่ออะไรก็คือเพื่อชาติเหมือนกัน สั่งเพื่อชาติกับทำเพื่อชาติ หวังผลเดียวกันทั้งคู่ ***

****ปัจจุบันนี้ทหารในกองทัพ ถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายพวกใหญ่ๆคือ พวกที่จบ จปร. และออกรับราชการเป็นนายทหาร พวกนี้กองทัพจัดเป็นผู้บังคับบัญชาหลักและสามารถเติบโตได้จนถึงจุดสูงสุดของกองทัพ ไม่มีข้อจำกัดใดๆในทุกตำแหน่ง เป็นผบ.หมวดก็ได้ เป็นผบ.ร้อยก็ได้ เป็นผบ.พันก็ได้ เป็นเสธ.ก็ได้ เป็นผบ.กรม ก็ได้ เป็นผบ.พลก็ได้ เป็นแม่ทัพก็ได้ เป็นได้ยัน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด****

*****พวกที่จบมหาวิทยาลัยในสาขาต่างๆ พวกนี้อาจเป็นชั้นประทวนมาก่อน หรือไม่ก็เข้าบรรจุเมื่อเรียนจบก็ได้ พวกนี้กองทัพจัดเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นรอง สามารถเติบโตได้โดยมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น เป็น ผบ.หมวดได้ เป็นผบ.ร้อยได้ เป็นรอง ผบ.พันได้ เรียนเสธ.ไม่ได้หากไม่ได้เป็นร้อยเอกและอายุเกิน30ปี(หาได้มั้ยล่ะในกองทัพน่ะ จบม.3อายุ15 จบม.6อายุ18 จบมหาวิทยาลัยอายุ22 บรรจุเป็นร้อยตรีอายุ23 ร้อยโท25 ร้อยเอก 30พอดี รอ รร.เสธ.เปิดปีถัดไป อายุเกินแล้ว อดแดก) ตำแหน่งสูงสุดในหน่วยรบคือ รอง ผบ.พัน ยศสูงสุดขีดคือ พันเอก แค่นั้น บางคนรบเก่งผ่านสมรภูมิมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ได้เหรียญสารพัด ก็ไม่เกี่ยว บางคนจบ ป.โท ป.เอก ก็ยังไม่เกี่ยวอยู่นั่นแหล่ะ*****

******พวกที่จบจาก รร.นายร้อยต่างประเทศ(ด้วยทุนส่วนตัว ด้วยใจรัก พ่อแม่ทำงานที่นั่น เกิดที่นี่ไปโตที่นั่น)พวกนี้กองทัพจัดเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นพิเศษ(ที่ถูกกีดกัน) สามารถเติบโตได้โดยไม่มีข้อจำกัด(ในระเบียบ)แต่ก่อนนี้จบมาจะพิเศษสมชื่อคือ เป็นร้อยเอกทันทีแต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว เป็นร้อยตรีแต่บรรจุที่อัตราเงินเดือนร้อยเอก(ไม่รู้ใครคิดระเบียบนี้ขี้อิจฉาชิบหายเลยเข้าใจคิดเข้าใจสกัดดาวรุ่งจริงๆเลย)เป็นได้ทุกตำแหน่งเหมือนพวกจบ จปร. แต่ในทางปฎิบัติจริงนานๆจะเห็นสักคน ส่วนใหญ่จบมาปุ๊บ โน่นเลย ไปเป็นอาจารย์ รร.ทหาร ไปอยู่ บก.สูงสุด ไปอยู่กองข่าว ไปอยู่ในสำนักงานเลขาฯ ไปอยู่กองการต่างประเทศ ด้วยเหตุผลที่ว่า มีประสบการณ์ภาษาต่างประเทศ เพื่อนำวิทยาการของต่างประเทศมาสอน นร.ทหารไทย บางจบทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ เวสพอยท์อเมริกา แซนเฮิร์ทอังกฤษ ดันทรูนออสเตรเลีย ฯลฯ ก็ไม่เคยได้อยู่หน่วยรบสักที เพราะเหตุผลดังกล่าว แถมบางคนดันทะลึ่งไปเรียนเสธ.เมืองนอกมาเอง ก็นี่เลยไปอยู่ กองกาศึกษา ศูนย์การทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ เหตุผลก็เหมือนเดิม(ผิดไหมที่มีปัญญาไปเรียนนอกมาเองผิดไหมที่ที่นู่นเขาไม่มีระบบ รร.เตรียมทหารเหมือนบ้านเรา(เดี๋ยวนี้มีแล้ว)เพราะที่เมืองนอก รร.นายร้อยมีสถานะเป็นเหมือน
มหาวิทยาลัยหนึ่งเท่านั้น ใครจะไปเรียนก็ได้ถ้ามีปัญญาสอบเข้า และสอบเข้าง่ายกว่าที่บ้านเราอีก เพราะเขาอยากให้ประชาชนได้เรียนรู้ในทุกสาขาโดยไม่กีดกัน และก็มีเกียรติเหมือน รร.นายร้อยทั่วโลก แต่เขาไม่ยึดติดไม่บ้าศักดินา เพราะเป็นแค่สถาบันการศึกษาวิชาทหาร ไม่ได้เป็น รร.นายกฯหรือ รร.ประธานาธิบดี จบออกมาแล้วก็มีศักดิ์ศรีเหมือนมหาวิทยาลัยอื่นทั่วไป ระบบการศึกษาของทหารที่ดี เขาไม่ได้วัดกันที่รร.ใครเก่ากว่าใคร เขาวัดกันที่คุณภาพของนายทหารที่จบออกไปตะหาก*****

******ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า สถานะนายทหารในกองทัพไทยมีการแบ่งแยกที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อกองทัพ และทำให้กองทัพขาดการพัฒนาที่หลากหลายในระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ การยึดติด ยึดถือ ในนามธรรมรูปธรรมแบบที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้นั้น ทำให้กองทัพไม่มีเอกภาพ คลื่นลูกใหม่หรือเยาวชนรุ่นใหม่ๆจะไม่ให้ความสนใจในการเลือกอาชีพทหาร เพราะเป็นแล้วมันไม่โต หากไม่ได้มาจากสถาบันหลัก ในสายวิทยาการที่สูงๆ เช่น วิศวกรรม แพทย์ และวิทยาการเฉพาะทาง กองทัพจะประสบการขาดแคลนบุคลากรในด้านนี้อย่างหนักมาตลอด คนจบปริญญาตรี-โท-เอกในด้านวิศวกรรมต่างๆ จะไม่มาเป็นทหาร เพราะเขารู้ว่าเป็นแล้วไม่รุ่งเพราะไม่ได้มาจากสถาบันหลัก นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงในระดับประทวนนะ ระดับประทวนนี้ยิ่งนานวันยิ่งหาเด็กรุ่นใหม่มาเป็นทหารยากขึ้น เพราะกองทัพเราไม่ส่งเสริมเขาตามความสามารถ ก็เหตุผลเดิมอีกนั่นแหล่ะ นายทหารช่างที่จบ จปร.คุณสร้างตึก20ชั้นได้มั้ย นายทหารสื่อสารที่จบ จปร.คุณสร้างโครงข่ายใยแก้วได้มั้ย ก็ไม่ได้เพราะ จปร.ไม่ได้สอน เขาสอนเน้นไปที่สิ่งก่อสร้างทางทหาร นายทหารสรรพวุธที่จบ จปร.คุณสร้างรถถังเองได้มั้ย ก็ไม่ได้เพราะเขาสอนมาเฉพาะเรื่องเฉพาะทาง เพราะการสร้างรถถังต้องมีทั้ง วิศวกรรมยานยนต์ วิศวกรรมโลจิสติคส์ วิศวกรรมคอมพิวท์เตอร์ ดังนั้นทหารก็ต้องพึ่งพาเกือบทุกสาขาอาชีพ แต่กองทัพกลับปิดกั้นหนทางเจริญเติบโตของเขาด้วยเหตุผลที่ล้าหลังอารยะประเทศ แล้วอย่างนี้กองทัพไทยจะเจริญทัดเทียมชาติอื่นได้อย่างไร ก็ในเมื่อแม้แต่เรื่องเคารพในวิชาการและให้เกียรติสถาบันอย่างเท่าเทียมกันยังทำไม่ได้ แต่หากสถาบันหลักทางการศึกษาของทหารสามารถผลิตบุคลากรได้เองครบทุกสาขาวิชาการเมื่อไร กองทัพก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากำลังพลจากภายนอก แต่อยู่ที่ว่าขีดความสามารถของสถาบันนั้นจะทำได้หรือเปล่า*****

*******อย่าโกรธ อย่าเกลียด แต่ขอให้พิจารณาด้วยเหตุผลของบทความนี้ จุดประสงค์คือต้องการเห็นกองทัพมีศักยภาพ เข้มแข็งสมัครสมานกลมเกลียว และเจริญรุ่งเรือง และเพื่อลดช่องว่างของความห่างเหินระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา มองดีๆพิจารณาแบบเปิดหัวใจ แล้วจะเห็นถึงช่องว่างที่แตกแยกออกไปทุกทีอย่างที่กล่าวถึง อยากให้กองทัพเปลี่ยนจุดยืนในการมองกำลังพลไปที่ความสามารถและผลงานเป็นหลัก อย่ามองที่สถาบันเป็นหลัก ถามผู้อ่านในใจอย่างหนึ่งนะ หากนายทหารที่จบจากสถาบันหลักที่ว่านี้ยังไม่เคยผ่านสนามรบ ออกไปรบพร้อมกับนายทหารที่เป็นประทวนมาก่อนแต่ชั้นยศเท่ากันและผ่านสนามรบมาโชกโชน ขอถามว่าอัตราการนำหน่วยรอด ใครมีมากกว่ากัน และผู้ใต้บังคับบัญชาจะเชื่อถือใครมากกว่ากัน คิดแล้วตอบในใจก็ได้นะ ตอบเบาๆพอให้ตัวเองได้ยินได้รู้ก็พอ ******












 

Create Date : 13 มีนาคม 2549    
Last Update : 16 ธันวาคม 2552 15:51:02 น.
Counter : 476 Pageviews.  


Westpoint
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




* ทหารต้องมีวินัย วินัยเป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคุมกองทัพ ทหารในกองทัพคือผู้ถืออาวุธของแผ่นดิน คำสั่ง สำหรับทหารนั้นคือสิ่งสำคัญที่เราไม่อาจละเลยได้ หากทหารทุกคนในทัพเอาความคิดของตนเป็นที่ตั้ง โดยไม่นำพาต่อวินัยในการเป็นผู้ถืออาวุธของชาติ ไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อย อาวุธเล็กอาวุธน้อย กองทัพจะเป็นกองโจร ในการมีการใช้ในการถือครองอาวุธของแผ่นดินด้วยหน้าที่นั้น วินัยล้วนเป็นหลักทั้งสิ้น ในสังคมทหาร ในกรมกองทหาร ไม่มีคำว่าประชาธิปไตย ไม่มีการออกสิทธิออกเสียง ไม่มีโหวต ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับคำสั่งของผู้บังคับบัญชา การวางปืนแล้วหันหลังออกจากแนวไป ไม่สนใจไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชามิว่าด้วยเหตุผลใดไม่ว่าในสนามรบหรือในที่ตั้ง นั่นคือการหนีทัพ ในสนามรบนั้นหากทำอย่างนี้ ถูกยิงเป้าทันที หากทำนอกสนามรบ นั่นคือการละทิ้งหน้าที่ มีโทษไม่น้อยเหมือนกัน มีทหารอีกมากมายนักในกองทัพที่ไม่ได้เห็นด้วยกับผู้บังคับบัญชาไปทุกเรื่อง แต่ทำได้แค่คิดเท่านั้น เราไม่มีสิทธิโต้แย้งใดๆในคำสั่ง สิ่งเดียวที่ทำได้สำหรับระดับปฎิบัติคือ เมื่อเราเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ผิด เป็นคำสั่งที่ผิดศีลธรรมจรรยาของทหารแห่งชาติที่ดี ไม่ว่าด้วยแง่มุมใดๆ เรายังคงต้องปฎิบัติไปตามคำสั่งนั้น เราอาจทำให้ไม่สำเร็จ ทำได้แค่นี้เท่านั้น เราทำแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ นี่เป็นทางออกเดียวเท่านั้นของระดับผู้ปฎิบัติหรือระดับสั่งการในสนามเล็กๆ รูปการณ์อย่างนี้มิใช่ว่ามิเคยมี ตัวอย่างมีให้ดูมาแล้วจากในอดีต เรามิได้ผิดวินัย แต่เราทำตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในเบื้องลึกในจิตใจเท่านั้น นี่เป็นคำตอบที่ว่า ทำไมทหารค่อนกองทัพ ถึงต้องทำอย่างที่ประชาชนทุกคนเห็นตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ในรร.ทหารในระดับเริ่มต้น ก้าวย่างแรกของการเป็นทหาร ทุกคนในกองทัพจะต้องถูกหล่อหลอมเรื่องวินัยอย่างสุดขั้ว รร.ทหารที่ไหนๆในโลกก็ทำอย่างนี้กันทั้งนั้น เพราะทุกคนในโลกรู้กันดีว่า ผู้ที่จะจบออกไป จะเป็นผู้ที่ต้องถืออาวุธของชาติ และจะต้องใช้อาวุธในมือไปตามหน้าที่ และวินัยที่ รร.ทหารเฝ้าหลอมให้ทหารทุกคนนั่นก็คือ วินัยในการมีหน้าที่ ส่วนการจะถือจะใช้อาวุธในมือของตนตามหน้าที่และคำสั่งนั้น มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกเฉพาะตนในความเป็นชาติ และความเป็นคนไทยเท่านั้น *นี่เป็นสิ่งเดียวที่จะมีอำนาจเหนือกว่า หน้าที่ในทางเป็นจริงของทหาร *
Friends' blogs
[Add Westpoint's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.