..ถ้าจักตายก็ขอตายในหน้าที่ ถ้าจักพลีก็ขอพลีแด่เหนือหัว ถ้าจักอยู่ก็ขออยู่เพื่อครอบครัว ถ้าจักชั่วก็ขอชั่วแก่ไพรี..
Group Blog
 
All Blogs
 

*ความรัก ความหวัง ความตาย *

*ความรัก ความหวัง ความตาย*
- มนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมต้องมีความรักกันทุกคน แง่มุมของความรักของแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป มนุษย์บางคนอาจเทิดทูนความรักในแง่มุมของตัวเองไว้เหนือชีวิต เหนือเหตุผลใดๆ ความรักมีอานุภาพเหนืออาวุธใดๆในโลกที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ความรักเป็นรากฐานของสังคมมนุษย์ ความรักมีพลังจนยากที่มนุษย์จะหยั่งถึง ว่ากันว่า ความรักนั้นเป็นสิ่งที่สร้างสังคมของมวลมนุษย์ชาติ และความรักก็จะเป็นสิ่งที่ทำลายมวลมนุษย์ชาติบนโลกเช่นกัน คนหนึ่งคนอุบัติมาบนโลกนี้ก็เพียงเพื่อแสวงหาความรักตามอุดมคติของตนทั้งนั้น ความรักสร้างทุกสิ่งทุกอย่างทั้งรูปธรรมนามธรรม ความรักอยู่เหนือเหตุผลและทฤษฎีใดๆในโลก คนที่รู้จักความหมายที่แท้จริงของความรักเท่านั้น ที่จะมีความสุขกับความรัก ตรงกันข้าม หากผู้ใดหลงไหลไปกับองค์ประกอบของความรักโดยลืมแก่นแท้ของความรักนั้น พลังอำนาจที่ยากจะหยั่งถึงของความรักจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังทำลายล้างแม้แต่ชีวิตของคนผู้นั้น เคยมีนักวิทยาศาสตร์บัญญัติเรื่องความรักไว้ว่า ความรักเป็นพลังงานอย่างหนึ่งของอนุภาคเคมีในร่างกายมนุษย์ อนุภาคนี้จะถูกกระตุ้นด้วยระบบประสาทการรับรู้ของร่างกายทั้งระบบ จนนำไปสู่การพัฒนาทางอารมณ์ของจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ หากเชื่อตามนี้ เราคงพออนุมานได้ว่า หากเราสามารถควบคุมพลังงานแห่งความรักในตัวเราได้นั้น เราย่อมกำหนดความรู้สึกที่จะรัก จะคิด และสามารถกำหนดจิตอันเป็นบ่อเกิดของอารมณ์แห่งความรู้สึกทั้งมวลได้ คงต้องร้องแบบเพลงของรายการชิงร้อยชิงล้านซะแล้ว *จะทำได้ไหม ทำได้หรือเปล่า จะทำได้ไหม ทำได้หรือเปล่า*

-นั่นสิ เราจะทำอย่างนั้นได้จริงหรือ ก็คงต้องลองทำดู หลักแห่งพุทธศาสนาคือการรู้แจ้งและเห็นจริง ไม่ลองก็คงไม่รู้ แต่ในความเป็นจริงในโลกอันยุ่งเหยิงใบนี้นั้น เราคงได้เห็นอานุภาพของความรักทั้งในแง่ของการสร้างสรรค์และการทำลายล้างมาแล้ว ทั้งจากอดีตและปัจจุบัน นั่นเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงเรื่องของความรักได้เป็นอย่างดีว่า ความรักสามารถสร้างหรือทำลายได้ทุกอย่างในโลกนี้ มองในแง่ของระดับจุลภาค ความรักเป็นเหมือนทฤษฎีฟิสิกส์ของอะตอมนิวเคลีร์ย หนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด ทวีคูณจนเป็นอนันต์ หากมองในแง่มหภาค ความรักก็เป็นเหมือนทฤษฎีโมเมตั้ม เพราะความรักจะเป็นแรงถ่วงดุลย์ของสังคมมนุษย์และสังคมโลก หากเมื่อใดที่เกิดความไม่สมดุลย์ของความรักในแง่ของมหภาค เมื่อนั้นโลกจะเกิดสงครามล้างผลาญชีวิตมนุษย์เหมือนอย่างที่เป็นมาครั้งสงครามโลกทั้งสองหน

-ความหวัง ความหวังจะเกิดต่อจากความรัก ความหวังของมนุษย์ทุกคนนั้นแตกต่างกันออกไปตามอนุภาพของความรักของแต่ละคนที่บังเกิด รักมากก็หวังมาก รักน้อยก็หวังน้อย ไม่รักก็ไม่หวัง มนุษย์ไม่สามารถจะเจริญก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้ได้แน่นอนหากไม่มีความรักและความหวัง ความหวังเป็นอนุภาคที่ต่อเนื่องและถูกบังคับขับเคลื่อนโดยความรัก เมื่อใดที่บ่อเกิดแห่งความหวังไม่สัมฤทธิ์ผลหรือถูกทำลายหรือถูกขัดขวาง เมื่อนั้นอนุภาคของความหวังจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังทำลายล้างตามรูปแบบของความรัก หวังมากก็ทำลายมาก หวังน้อยก็ทำลายน้อย ไม่หวังก็ไม่ทำลาย ซึ่งในความเป็นจริงก็คือ ความหวังถูกสร้างขึ้นจากความรัก เมื่อไม่สมหวัง ก็ไม่สมในรัก ผลแห่งความรักและผลแห่งความหวังก็จะออกมาในทิศทางย้อนกลับไปสู่จุดเริ่ม ซึ่งนั่นก็คือพลังแห่งอนุภาคของความเป็นอนันต์ จับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้ รับรู้ในผลของมันได้ คนที่มีพื้นฐานดีในเรื่องของความรัก มักจะทำอะไรสำเร็จในชีวิตสำเร็จในสิ่งที่หวัง เพราะคนคนนั้นสามารถควบคุมพลังงานตั้งต้นได้ ในทางกลับกัน คนที่มีพื้นฐานที่อ่อนแอในเรื่องของความรัก มักจะล้มเหลวในความหวัง ล้มเหลวในความรัก และชีวิตไม่ค่อยจะก้าวหน้า ผลสุดท้ายก็มักจะถูกคนที่มีพื้นฐานของความรักที่ดีกว่าควบคุมไว้ใต้อำนาจ ไม่งั้นโลกนี้ก็จะไม่มีนายมีบ่าว ไม่มีคนรวยคนจน ไม่มีชาติมหาอำนาจชาติเมืองขึ้น ไม่มีเมียน้อยผัวน้อย เป็นต้น

-ความตาย ความตายเป็นจุดสุดท้ายที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ ความตายเป็นผลของการขับเคลื่อนจากสองสิ่งแรกในโลกแห่งการมีชีวิตของมนุษย์ คนที่ตายเร็วตายช้า ตายก่อนวัย ตายก่อนควร ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดโดยพลังอำนาจของสองสิ่งแรกทั้งสิ้น หลักการดังที่กล่าวมานี้ อธิบายได้ในแง่ของพุทธศาสนาคือ ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามกรรม กรรมเป็นเครื่องกำหนดเจตนา เจตนาเป็นเครื่องกำหนดจิตใจ และที่สำคัญที่จะอธิบายตามหลักแห่งความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ก็คือ พลังอำนาจของความรักเป็นเครื่องกำหนดจิตใจนั่นเอง ดังนั้นหากตั้งต้นพลังแรกแห่งการดำเนินชีวิตมาไม่ดี ทุกสิ่งจะกระทบกันเป็นลูกโซ่ หรือที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่า กงล้อแห่งกรรม หรือ วัฎตสงสาร นั่นเอง น้อยคนนักในโลกนี้ที่จะดำรงตนอยู่เหนือพลังงานแห่งความรักไปได้ น้อยคนเช่นกันที่จะควบคุมและกำหนดทิศทางในพลังอันนี้ได้ และยิ่งน้อยคนลงไปอีกที่จะบังคับวิถีของชีวิตจนเป็นอิสระแห่งพลังอนุภาคตั้งต้นนี้ได้ อย่างไรก็ดี พุทธศาสนาสอนให้เรารู้ว่า การเดินสายกลางเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในวัฎสงสารนี้ การยึดมั่นถือมั่น การหลงไหลในรูปรสกลิ่นเสียง ล้วนแล้วแต่เป็นหนทางสู่ความตาย ซึ่งอธิบายตามเรื่องนี้ได้ว่า นั่นคือการเสียการควบคุมบังคับวิถีแห่งพลังอนุภาคของความรักไปแล้ว ส่วนความตายนั้น พลังอำนาจของความรักจะสูญสิ้นไปพร้อมกับความตายของมนุษย์ผู้ตายหรือเปล่านั้น ตอบได้เพียงว่า ต้องรอให้เราตายก่อน เราจึงจะรู้คำตอบที่แท้จริงอย่างถูกต้อง เราคงรู้ได้ด้วยตัวเราเองหากเมื่อถึงเวลานั้น แต่วันนี้นั้น วันที่เรามีชีวิตอยู่นั้น เราควบคุมวิถีแห่งพลังนั้นได้ดีพอหรือเปล่า เราเป็นอิสระจากพลังอำนาจนั้นหรือเปล่า เราตอบได้โดยดูจาก ชีวิต ฐานะ ความเป็นอยู่ และความสุขที่เรามีในชีวิตนั้น เป็นความสุขที่แท้จริงที่เราต้องการหรือเปล่าหรือว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากพลังอนุภาคของความรักกำหนดขึ้นจากจิตใจเราเอง หากเป็นอย่างหลังนี้นั้น จงรับรู้ไว้เถิดว่า คุณกำลังสูญเสียการควบคุมวิถีแห่งพลังอำนาจที่ยากจะหยั่งถึงนี้เสียแล้ว ระวังเถิด เมื่อใดที่พลังนี้แปรเปลี่ยน ความหวังคุณจะสูญสลาย และความตายจะเข้ามาถามหา เหอ เหอ เหอ......










 

Create Date : 18 เมษายน 2549    
Last Update : 16 ธันวาคม 2552 16:03:15 น.
Counter : 331 Pageviews.  


Westpoint
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




* ทหารต้องมีวินัย วินัยเป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคุมกองทัพ ทหารในกองทัพคือผู้ถืออาวุธของแผ่นดิน คำสั่ง สำหรับทหารนั้นคือสิ่งสำคัญที่เราไม่อาจละเลยได้ หากทหารทุกคนในทัพเอาความคิดของตนเป็นที่ตั้ง โดยไม่นำพาต่อวินัยในการเป็นผู้ถืออาวุธของชาติ ไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อย อาวุธเล็กอาวุธน้อย กองทัพจะเป็นกองโจร ในการมีการใช้ในการถือครองอาวุธของแผ่นดินด้วยหน้าที่นั้น วินัยล้วนเป็นหลักทั้งสิ้น ในสังคมทหาร ในกรมกองทหาร ไม่มีคำว่าประชาธิปไตย ไม่มีการออกสิทธิออกเสียง ไม่มีโหวต ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับคำสั่งของผู้บังคับบัญชา การวางปืนแล้วหันหลังออกจากแนวไป ไม่สนใจไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชามิว่าด้วยเหตุผลใดไม่ว่าในสนามรบหรือในที่ตั้ง นั่นคือการหนีทัพ ในสนามรบนั้นหากทำอย่างนี้ ถูกยิงเป้าทันที หากทำนอกสนามรบ นั่นคือการละทิ้งหน้าที่ มีโทษไม่น้อยเหมือนกัน มีทหารอีกมากมายนักในกองทัพที่ไม่ได้เห็นด้วยกับผู้บังคับบัญชาไปทุกเรื่อง แต่ทำได้แค่คิดเท่านั้น เราไม่มีสิทธิโต้แย้งใดๆในคำสั่ง สิ่งเดียวที่ทำได้สำหรับระดับปฎิบัติคือ เมื่อเราเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ผิด เป็นคำสั่งที่ผิดศีลธรรมจรรยาของทหารแห่งชาติที่ดี ไม่ว่าด้วยแง่มุมใดๆ เรายังคงต้องปฎิบัติไปตามคำสั่งนั้น เราอาจทำให้ไม่สำเร็จ ทำได้แค่นี้เท่านั้น เราทำแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ นี่เป็นทางออกเดียวเท่านั้นของระดับผู้ปฎิบัติหรือระดับสั่งการในสนามเล็กๆ รูปการณ์อย่างนี้มิใช่ว่ามิเคยมี ตัวอย่างมีให้ดูมาแล้วจากในอดีต เรามิได้ผิดวินัย แต่เราทำตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในเบื้องลึกในจิตใจเท่านั้น นี่เป็นคำตอบที่ว่า ทำไมทหารค่อนกองทัพ ถึงต้องทำอย่างที่ประชาชนทุกคนเห็นตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ในรร.ทหารในระดับเริ่มต้น ก้าวย่างแรกของการเป็นทหาร ทุกคนในกองทัพจะต้องถูกหล่อหลอมเรื่องวินัยอย่างสุดขั้ว รร.ทหารที่ไหนๆในโลกก็ทำอย่างนี้กันทั้งนั้น เพราะทุกคนในโลกรู้กันดีว่า ผู้ที่จะจบออกไป จะเป็นผู้ที่ต้องถืออาวุธของชาติ และจะต้องใช้อาวุธในมือไปตามหน้าที่ และวินัยที่ รร.ทหารเฝ้าหลอมให้ทหารทุกคนนั่นก็คือ วินัยในการมีหน้าที่ ส่วนการจะถือจะใช้อาวุธในมือของตนตามหน้าที่และคำสั่งนั้น มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกเฉพาะตนในความเป็นชาติ และความเป็นคนไทยเท่านั้น *นี่เป็นสิ่งเดียวที่จะมีอำนาจเหนือกว่า หน้าที่ในทางเป็นจริงของทหาร *
Friends' blogs
[Add Westpoint's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.