เด็กหนุ่มกับถังขยะวิเศษ

" มันจะยากอะไรนักหนาฮ่ะ กะอีแค่ทิ้งขยะลงในถังแค่นี้ "
เด็กหนุ่มบ่นอย่างหัวเสียพร้อมกับก้มลงเก็บถุงขยะที่ถูกโยนออกมาจากรถเก๋งคันหนึ่ง
ที่เพิ่งขับผ่านเลยไป

เขาทิ้งถุงขยะใบนั้นลงในถังขยะที่แทบจะว่างเปล่าไม่มีอะไร พอทิ้งขยะเสร็จเขาก็เดิน
ทางต่อ

20 นาที ผ่านไป

" อะไรเนี่ย มาจากไหนอีก ! "
เด็กหนุ่มคนเดิมอุทานขึ้นด้วยความโมโหมากกว่าความสงสัย เขาเดินทางไปซื้อของที่
ปากซอยแป๊บเดียว พอกลับมา รอบข้างของถังขยะ มีถุงขยะอีกสองใบที่ล้มกลิ้งไม่
เป็นท่า ซึ่งน่าจะเกิดจากการถูกโยนแต่ดันไม่ลงถัง

เขาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เดินไปหยิบถุงขยะทั้งสองใบแล้วก็โยนใส่ถังขยะลงไป
ปากก็บ่นกระปอดกระแปดถึงความไม่มีวินัยของคนที่ทิ้งขยะไม่เป็นทาง ก่อนจะหัน
หลังให้ถังขยะ สืบเท้าเพื่อเดินกลับไปยังบ้านของเขา

" ช้าก่อนพ่อหนุ่ม "
มีคนสักคนเรียกเขา เด็กหนุ่มจึงหันหลังกลับไปตามเสียงเรียกนั้น

พอหันหลังกลับไป เขาก็ต้องรีบหลับตาลงเพราะมีแหล่งกำเนิดแสงสว่างกำลังเปล่ง
แสงเจิดจ้าตรงหน้า เขายกมือขึ้นมาบังแสงนั้นก่อนจะค่อย ๆ หรี่ตาขึ้นมามอง

ท่ามกลางแสงเจิดจ้านั้น มีร่างอันกำยำล่ำสันของชายคนหนึ่งยืน เขาตัวสูงใหญ่
โพกผ้าที่หัวเหมือนกับแขกแต่ไม่สวมเสื้อ เผยให้เห็นแผ่นอกกว้างเปลือยเปล่า เขายืน
เท้าสะเอวอยู่ตรงหน้าถังขยะ

" ท่านได้ทิ้งขยะลงในถังขยะใบนี้ครบสามครั้งแล้ว เราจึงได้ถูกปลดปล่อยออกจาก
คำสาปของพ่อมดที่ชั่วร้ายที่สาปให้เราถูกกักขังอยู่ในถังขยะใบนี้ เพื่อเป็นการ
ขอบคุณท่านที่ได้ช่วยเราไว้ เราจะให้พรท่านสามข้อและจะประสาทให้พรนั้นเป็นจริง
ดังที่ท่านปราถนา "
ชายผู้นั้นลดการแผ่รังสีเจิดจ้าลง พร้อมน้อมศีรษะให้เด็กหนุ่ม แสดงให้เห็นถึงความ
สำนึกในบุญคุณที่เด็กหนุ่มได้ช่วยเอาไว้

" ไม่เอาล่ะ ขอบใจ "
เด็กหนุ่มหันหลังกลับพร้อมกับก้าวขาออกเดินต่อ

" เฮ้ย ! จะไปไหน ! "
" อ้าว ก็จะกลับบ้านไง "
" อย่าเพิ่งไป ! ขอพรก่อนสิ "
" ไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น "
" เงินทองเอาไหม ? เดี๋ยวเสกให้ "
" ไม่เอา บ้านรวย "
" ผู้หญิงล่ะ สาวงามที่สุดในปฐพี สิบนาง ไม่สิ ร้อยนางไปเลย "
" ไม่เอา ขี้เกียจสับราง "
" ยศฐาบรรดาศักดิ เอาไหม "
" ไม่เอา เดี๋ยวโดนเลื่อยขาเก้าอี้ "
" อมตะล่ะ ชีวิตเป็นนิรันดร์ "
" ไม่เอา โลกมันน่าเบื่อจะตาย อยู่ทำไมนานนัก "
มิไยดีต่อข้อเสนอของผู้ที่ถูกปลดปล่อย เด็กหนุ่มตั้งหน้าตั้งตาปฏิเสธอย่างเดียว

" ขอร้องล่ะ ขอพรอะไรก็ได้สักข้อหนึ่งเถอะ กรุณาด้วยเถอะ "
เขาเริ่มอ้อนวอนต่อเด็กหนุ่ม

" ไม่เอาหรอก เอาพรของผม ไปให้คนอื่นเถอะ ผมไม่อยากได้ "
เด็กหนุ่มปฏิเสธ เขาไม่ปราถนาพรใด ๆ

" ไม่ได้ ! ต้องเป็นท่านเท่านั้น เพราะท่านเป็นคนปลดปล่อยเรา เราให้พรคนอื่นไม่ได้ !
ต้องเป็นท่านคนเดียวเท่านั้น ! "
ผู้ที่ถูกปลดปล่อยปฏิเสธอย่างทันควัน

เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า เขาชักเริ่มเหนื่อยแล้ว
" ก็ขอบคุณนะที่อยากตอบแทน แต่มันไม่อยากได้อะไรจริง ๆ นี่นา ขอโทษทีนะ
ขอตัวกลับบ้านก่อน "

พอพูดจบ เด็กหนุ่มก็หันหลังกลับเพื่อเดิน ผู้ที่ถูกปลดปล่อยยืนนิ่งเงียบงันอย่างจน
แต้ม เด็กหนุ่มไม่ยอมขอพรใด ๆ จากเขาเลย

" ขอร้องล่ะ ช่วยเราที เราถูกล่อลวงให้มาเป็นยักษ์เฝ้าถังขยะวิเศษ ช่วยเราด้วยเถิด "
ยักษ์เฝ้าถังขยะวิเศษร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนเด็กหนุ่มให้ช่วยเขา

" เอ๊า ก็บอกกันแต่แรกเลยสิ มัวแต่โยกโย้ จะให้พรกันอยู่ได้ ผมยินดีช่วยเหลือคนที่
กำลังลำบากอยู่แล้ว "
เด็กหนุ่มหันกลับมา เขายิ้มน้อยด้วยใบหน้าที่พร้อมจะช่วยเหลือทุกคนที่ขอร้องเขา

" จะให้ช่วยยังไงก็ว่ามาสิ "




นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านในละแวกนั้นก็จะเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำ
คนหนึ่งมาทำความสะอาดถังขยะใบหนึ่งจนเอี่ยมอ่องสะอาดสะอ้านทุกวัน ไม่เว้นแม้
แต่วันฝนตกและแดดออก เขาทำเช่นนั้นเสมอมา จนทำให้ชาวบ้านไม่กล้าทิ้งขยะ
เกลื่อนกลาดในซอยนั้นอีกต่อไป




 

Create Date : 08 สิงหาคม 2552    
Last Update : 8 สิงหาคม 2552 18:23:38 น.
Counter : 352 Pageviews.  

จดหมายจาก Epsilon

" นี่ ๆ ไม่หนาวเหรอ "
ดูเหมือนจะมีไอสีขาวออกมาจกปากผู้พูด แต่ก็มองแทบไม่เห็นเพราะบรรยากาศโดย
รอบล้วนแล้วแต่เป็นสีน้ำเงินดำทั้งสิ้น

" หนาวอยู่มั้ง "
เสียงตอบกลับที่ดูไม่ค่อยสนใจกับความเย็นยะเยือกของค่ำคืนในฤดูหนาว คงเป็น
เพราะเด็กสาวกำลังจดจ่อกับช่องมองภาพ สองมือก็กำลังง่วนกับการปรับโฟกัสของ
กล้องดูดาวอยู่

เด็กหนุ่มแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ลมหายใจสีขาวปรากฏขึ้นทุกครั้งตามจังหวะการ
หายใจเข้าออก ร่างสูงกำยำในเสื้อโค้ทตัวโตและผ้าพันคอสีฟ้ายืนตระง่านท่ามกลาง
แสงดาวที่ดารดาษระบายเต็มผืนผ้าใบสีดำ

" นี่ไง เจอแล้ว Sirius A สวยมาก ๆ เลย มาดูสิ "
เสียงราวกับเด็กน้อยที่ตื่นเต้นราวกับเพิ่งได้พบกับอะไรใหม่ ๆ แล้วคะยั้นคะยอให้มา
ดูสิ่งที่ตัวเองค้นพบ

" ไม่เห็นต้องดูด้วยกล้องเลย มองด้วยตาเปล่าก็เห็น "
เด็กหนุ่มชี้นิ้วไปยังกลุ่มดาวสุนัขใหญ่ ดาวดวงหนึ่งกำลังเปล่งแสงสุกสกาวที่ปลายนิ้ว
ของเขาอยู่

" แล้วอีกอย่าง เข้า Stargazer network ก็ดูดาวได้ทุกดวงไม่ว่าเวลาไหน ไม่ต้องมาทน
หนาวแบบนี้"
" เฮอะ ดูดาวในคอมมันจะสนุกตรงไหน ไม่ได้อารมณ์ค้นหาและค้นพบเลย อีกอย่าง
หน้าหนาวแบบนี้ มันต้องดู Sirius A สิ วินเนี่ยก็ไม่เข้าใจความโรแมนติคของนักดูดาว
เลยนะ "
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมาจากช่องมองภาพเพื่อมาต่อว่าเด็กหนุ่ม

" เอ้า ดูซะดี ๆ "
" คร้าบ ๆ "
เด็กหนุ่มย่อตัวลงไปที่กล้องดูดาวเพื่อมองดูดาวที่สุกใสอยู่ในนั้นตามคำสั่งของเด็กสาว
ที่อุตส่าห์ลุกออกมาเพื่อเปิดทางให้เด็กหนุ่มเข้าไป

" เป็นไง สวยไหม "
" อืม สวย "
" ฮี่ ๆ ขอบคุณที่ชม "
" ไม่ได้ชมเรไรซะหน่อย นี่ แล้วรู้ไหมว่า ในกลุ่มดาว Canis Major มีอะไรอยู่ ? "
" VY Canis Majoris ดาวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ ! "
" แล้วอะไรอีก ? "
" ชาว Canisian ที่อีก 4,000 ปีข้างหน้าจะบุกมาโจมตีโลกของเรา "
เด็กหนุ่มเงยหน้าจากกล้องดูดาว ความหวั่นวิตกอยู่ในสายตาของเด็กสาว เขาหลบ
สายตาของเธอ ยืนขึ้น ชี้ไปที่ดาวดวงหนึ่งขนาดใหญ่ซึ่งไม่กระพริบแสงอยู่บนท้องฟ้า

" รู้ไหมว่านั่นอะไร ? "
เด็กหนุ่มถามเด็กสาว เธอแหงนหน้ามองไปที่ดาวดวงนั้น

" กองเรือรบอวกาศ Osiris "
" อืม "
" เริ่มสร้างเมื่อ 12 ปีก่อน หลังจากการเผชิญหน้ากับยานลาดตระเวนระหว่างดวงดาว
ของชาว Canisian เพิ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ปีนี้เอง "
" อืม "
" ก็อปเทคโนโลยีของชาว Canisian มาทั้งหมด สามารถเดินทางไปในระยะทางไกล ๆ
หลายร้อยปีแสงได้ด้วยการ Warp "
" อืม "
" ในกองเรือมี VTS ( Variable Transformation Spacecraft ) อยู่นับหมื่นยูนิตเลย "
" อืม "
" ต้นปีหน้าก็จะออกเดินทางไปสร้างแนวป้องกันทางยุทธศาสตน์ระหว่างดวงดาว "
" อืม "
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำตอบของเด็กสาวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหันหน้ากลับมามอง
เด็กสาว

เขาและเธอสบตากัน
" แล้วเรไรรู้รึเปล่าว่าวินถูกคัดเลือกให้เป็นนักบิน VTS "

นั่นคือคืนสุดท้ายที่เราได้ใช้วันและเวลาของวัยสิบเจ็ดปีด้วยกัน

*******************************************************************

ฉันกับวินรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยแรกเกิดก็ว่าได้มั้ง เพราะเราเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน
วินเกิดก่อนฉันประมาณสองเดือน ดังนั้นเราก็เลยเติบโตมาด้วยกัน เล่นด้วยกัน เข้า
โรงเรียนเดียวกันตั้งแต่อนุบาลจนถึงจบ ม. ปลาย ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด

จนถูกเพื่อน ๆ ล้อว่าเป็นคู่รักปาท่องโก๋

ฉันโมโหจนเลิกโมโหไปแล้ว วินก็คือวิน ฉันก็คือฉัน เราไม่ได้เป็นคู่รักกันซะหน่อย
เราแค่เติบโตมาด้วยกันมาตลอด เหมือนเป็นพี่น้องต่างสายเลือดกันต่างหาก

และวินเองก็คงจะคิดเหมือนกันกับฉัน

วินเป็นคนฉลาดและแข็งแรงมากมาตั้งแต่เด็ก เขาอ่านหนังสือพิมพ์ให้พ่อของเขาฟัง
ตั้งแต่สามขวบ เรียนเก่งได้ 4.00 ตลอด แถมเล่นกีฬาก็เก่ง เมื่อใดที่มีกีฬาสีของ
โรงเรียน เมื่อนั้นเขาจะกวาดเหรียญทองมาห้อยเต็มคออยู่เสมอ ๆ ยิ่งพอขึ้น ม. ต้น เขา
ได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน ไปแข่งกีฬานักเรียนนักศึกษาระดับประเทศก็ชนะได้
เหรียญทองมามากมาย แถมสร้างสถิติประเทศไว้อีกต่างหาก ไม่รู้ว่าตอนนี้มีคนมาลบ
สถิติที่เขาทำไว้ได้รึยัง

พอขึ้น ม . ปลายมา เขาก็เริ่มรามือจากกีฬา มุ่งหน้าไปทางวิชาการแทน ก็เขาเรียนเก่ง
นี่ อาจารย์ก็เลยจับให้เขามาตอบปัญหาทางวิชาการ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง พาทีม
ชนะเลิศระดับประเทศ และยังเคยได้ที่สองจากการแข่งขันโต้วาทีระดับประเทศอีก

ใคร ๆ ก็ว่าเขาเป็นเด็กอัจฉริยะ

แต่ถึงใคร ๆ จะว่าเขาเป็นอัจฉริยะก็เถอะ ฉันก็ไม่เห็นเขาจะอัจฉริยะตรงไหน เวลา
เล่นนั่งเล่นเกมกันทีไร เขาก็แพ้ฉันแทบทุกที แถมยังไม่เคยยอมรับความพ่ายแพ้ มาขอ
แข่งอีกที แข่งอีกทีอยู่นั่นล่ะ แล้วพอชนะได้แค่ทีเดียวก็เลิกเล่น แถมเยาะเย้ยที่ฉันแพ้
เขาอีกต่างหาก

น่าโมโหที่สุด

นอกจากนี้ เขายังขี้ลืมเป็นที่หนึ่ง ในวันเกิดเขาแท้ ๆ พวกเราทั้งสองครอบครัวแอบจัด
งานเซอร์ไพร้ส์วันเกิดให้เขา เราปิดไฟทั้งสองบ้านรอจนเขากลับมาจากข้างนอกและ
พอเขาเข้ามา เราก็ร้องเพลง Happy Birthday พร้อมกับยื่นเค้กที่จุดเทียนสิบเจ็ดเล่มไป
ให้เขาเป่า แต่เขากลับทำหน้าตาเหรอหรา
" วันนี้วันเกิดใครเหรอ ?!? "

ฉันขำจนหัวเราะคิก ๆ ขึ้นมา ยิ่งคิดย้อนไปเท่าไร ก็ยิ่งมีเรื่องชวนขำให้มากขึ้นเท่านั้น
อย่างตอนที่เขามัวแต่เดินคุยกับฉัน ไม่ยอมดูทาง จนเดินไปชนกับต้นไม้ข้างทางเข้า
โครมเบ้อเร่อ แล้วไหนจะตอนที่ไปกินสเต๊กเนื้อกัน เขาบีบซอสแรงมากเกินไปจนมัน
ทะลักออกมาเปรอะเสื้อของเขา

แต่ตอนนี้โต๊ะนักเรียนของเขาว่างเปล่า ฉันกำลังเรียนจบ ม. ปลายเพียงลำพังคนเดียว

รู้สึกว่าหัวใจของฉันจะมีรูโหว่ขึ้นมา

******************************************************************

" เป็นไง ได้ยินชัดไหม "
" อื้ม ชัดดี สบายดีไหมล่ะ ? "
" สบายดี ๆ ช่วงนี้ฝึกหนักมากเลย ต้องขับ VTS ซ้อมรบทุกวัน แต่เนี่ยรู้ไหมว่า วินทำ
คะแนนได้อันดับท็อปของทีมเลยนะ "
" แล้ววินอยู่ทีมไหนล่ะ ? "
" ทีม Pegasus หัวหมู่ทะลวงฟัน Kick canis's ass, Strongest Pegasus GO ! GO !
Pegasus "
เรไรทำหน้าเบ้ขณะฟังเสียงที่จะเรียกว่าแหกปากมากกว่าร้องเพลงของวิน

" พอเหอะ ชักสงสารวินแล้วล่ะ ไร้พรสวรรค์สิ้นดี "
" ออกจะเพราะ ! เพลงประจำทีมเชียวนะเนี่ย "
" งั้นเหรอ "
ทั้งสองคนเงียบ ไม่พูดกันต่ออีก ดูเหมือนคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนเคลื่อนที่มาโถมทับ
คำพูดของคนทั้งสองไม่ให้เอื้อนเอ่ยออกมา

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดวินก็เอ่ยขึ้นมา
" พรุ่งนี้วินจะติดยศร้อยตรี เสร็จแล้วเวลา 17:00 London ก็จะมีงานเต้นรำเลี้ยงฉลอง
ประดับยศ เรไรอยากมาเต้นรำบนนี้ไหมล่ะ "
" ไม่เอาล่ะ เดี๋ยววินก็เหยียบขาเรไรอีก "
" แฮ่ะ ๆ นั่นสินะ "

ความเงียบกลับเข้ามาอีกครั้ง

" วันมะรืน เขาจะทำการเปิด Tannhauser Gate แล้วก็ Warp ไปที่แนวป้องกันที่
Epsilon eridani e "
" แล้วมันห่างจากโลกเท่าไรล่ะ ? "
" ประมาณ 10.5 ปีแสง "
" งั้นเหรอ พอวินไปถึง Epsilon eridani เรไรก็จะอายุ 28 แต่วินยัง 18 อยู่ ใช่ไม๊ ? "
" ใช่ "
" เวลาหายไปเป็นสิบปีเลยเนอะ "
ไม่มีเสียงตอบจากเด็กหนุ่ม

" น่าเบื่อ Time Dilation จัง "
" อืม "
" ยังงี้เรไรก็ต้องโตเป็นผู้ใหญ่และแก่ไปเรื่อย ๆ แค่คนเดียวสิ "
" อืม "
" ไม่แฟร์เลยเนอะ "
" อืม "
ริมฝีปากของทั้งคู่สั่นเกินกว่าจะพูดได้ ความเงียบจึงห่อคลุมทั้งสอง นัยคล้ายจะปลอบ
ประโลมจิตและวิญญาณของคนทั้งสอง

" ขอให้ปลอดภัยนะ "
" ขอบใจ "
เสียงที่คุยกันมันช่างสั่นเครือ

สองวันต่อมา กองเรือรบอวกาศ Osiris ก็มุ่งหน้าไปสู่แนวป้องกันทางยุทธศาสตร์
ระหว่างดวงดาวที่ Epsilon eridani e

*******************************************************************

" ตอนนี้ทางโฆษกของ UNSF ( United Nations Spacy Force )ได้แถลงการออกมา
ยืนยันผลการรบที่ Epsilon eridani e อย่างเป็นทางการแล้วนะครับว่า กองเรือรบอวกาศ
Osiris ได้รับชัยชนะและขับไล่กองเรือรบอวกาศของชาว Canisian ให้พ้นแนว
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ไปได้สำเร็จ ซึ่งจากความสำเร็จนี้ทาง UNSF จะทำการส่งกองเรือรบ
อวกาศ Valkyrie เพื่อเสริมกำลัง ณ แนวยุทธศาสตร์ที่ 1 อีก กำหนดการออกเดินทาง
จะเป็นวันที่ .... "
" ปิดทีวี "
ทันทีที่สิ้นเสียงสั่ง ภาพของผู้ประกาศข่าวชายก็หายไปจากหน้าจอโทรทัศน์ก่อนที่เขา
จะเสนอข่าวจบ

" ปิดไฟทั้งหมด "
เรไรสั่งให้ AI ประจำบ้านทำการปิดไฟทุกดวงในบ้าน พอไฟดับลง เธอก็กระชับผ้าพัน
คอ รัดถุงมือกันหนาวให้แน่น แต่ก็ไม่เป็นผล ถุงมือยังคงหลวมโพลกเพลกเพราะมี
ขนาดใหญ่เกินกว่าฝ่ามือของเธอ

เธอหอบเอากล้องดูดาวสีขาวมอซอขึ้นมาแนบอก ก่อนจะเดินไปกลางทุ่งโล่งที่อยู่ไกล
เรือนพักออกไป

พอหาทำเลที่ตั้งขากล้องได้เรียบร้อยแล้ว เธอจัดแจงกล้องให้ส่องไปที่กลุ่มดาว
Eridanus แล้วจึงปรับโฟกัสไปที่ดาว Epsilon eridani แต่ก็หมุนปุ่มโฟกัสได้ไม่ถนัดนัก
เพราะถุงมือเทอะทะเกินไป

To คุณเรไร เลขลักขณากุล
Thailand

นี่คือข้อความที่ปรากฏบนหลังของถุงมืออันนั้น

*******************************************************************

" คุณเรไร เลขลักขณากุล ใช่ไหมครับ ? "
" ค๊ะ ? "
" ผม พันตรีสมิธ กอร์ดอน สังกัด กองเรือรบอวกาศ Valkyrie จาก UNSF นำสิ่งนี้มา
มอบให้กับคุณครับ "
นายทหารที่แต่งกายเต็มยศในชุดสีขาวยืนอยู่หน้าบ้านของเรไรสองคน นายทหารผู้ซึ่ง
ไม่ได้แนะนำตัวเองยื่นกล่องโละใบหนึ่งให้ เธอยื่นมือออกมารับอย่างงง ๆ

" ผมจะขอชี้แจงเพื่อให้คุณมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนั้นขอให้คุณใจฟังให้ดีนะครับ "
พันตรีกอร์ดอนวรรคไปครู่หนึ่งเพื่อให้เรไรปรับความรู้สึกเสียก่อนแล้วจึงค่อยพูดต่อ

" ดังที่คุณรู้ในประวัติศาสตร์อยู่แล้วว่า เมื่อปี ค.ศ. 2133 อาณานิคมที่ดวงจันทร์ไททัน
ถูกโจมตีและโดนทำลายไปมากกว่า 80 % โดยยานลาดตระเวนระหว่างดวงดาวของ
ชาว Canisian แต่ในที่สุด เราก็เอาชนะมาได้ ดังนั้นเมื่อปี ค.ศ. 2147 UNSF จึงได้ส่ง
กองเรือรบอวกาศ Osiris ไปที่ Epsilon eridani e เพื่อวางกำลังสร้างแนวป้องกันการ
รุกรานของชาว Canisian "
พันตรีกอร์ดอนหยุดไปนิดหนึ่งก่อนเล่าต่อ

" หลังจากที่กองเรือรบอวกาศ Osiris ได้เดินทางไปถึงแล้ว สองเดือนต่อมาก็กองเรือ
รบอวกาศของชาว Canisian ก็เดินทางมาถึงเช่นกัน สงครามจึงได้เริ่มต้นขึ้นและผล
สุดท้าย เราก็ได้รับชัยชนะ สามารถทำลายกองเรือรบของฝ่ายศัตรูได้เกือบทั้งหมด แต่
ทว่าต้องแลกกับกำลังรบถึง 67 % ของเรา ยานธง Osiris ถูกโจมตีเสียหายอย่างหนัก
จนไม่สามารถเปิด Tannhauser Gate เพื่อเดินทางกลับมาที่โลกได้ "
สีหน้าของเรไรเริ่มซีดลงเรื่อย ๆ แต่พันตรีกอร์ดอนยังไม่หยุดพูด

" ดังนั้นยานธง Osiris จึงได้บรรจุบันทึกการรบ เอกสารต่าง ๆ ข่าวคราวและจดหมาย
ที่เหล่าทหารต้องการส่งกลับมาที่โลก ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทุกอย่างลงในกล่องดำ
อวกาศ แล้วจึงเปิด Tannhauser Gate ขนาดเล็กที่มีความเสถียรต่ำ เพื่อส่งกล่องดำกลับ
มายังโลก ซึ่งเราเพิ่งเก็บกู้ได้เมื่อห้าเดือนก่อนนี้เอง "
" มะ หมายความว่าไงคะ "
เสียงของเรไรเริ่มขาดห้วง ตาเริ่มคลอเบ้าตา

พันตรีกอร์ดอนจ้องมองเรไร เขาเริ่มเห็นใจเธอ แต่ก็ต้องพูดต่อ
" Osiris ไม่สามารถกลับมาที่โลกได้อีกแล้ว "
" ละ ละ แล้ววินล่ะ "
" วิน ? คุณหมายถึง ร้อยโทวรินทร์ เพชรพงศธร ใช่ไหม ? "
" ชะ ใช่ เขา ... เขา ... "
" เขายังมีชีวิตอยู่ครับ และก็ได้ส่งจดหมายซึ่งอยู่ในกล่องใบนี้มาให้คุณ "

น้ำตาไหลอาบแก้มก่อนจะหยดไปลงบนกล่องเหล็กใบนั้น

******************************************************************

10.5 ปีแสง
99,338,400,000,000 กิโลเมตร
ระยะทางไกลเพียงพอที่จะเรียกว่า นิรันดร์

ตอนนี้ฉันกำลังจ้องมองภาพเหตุการณ์เมื่อ 10.5 ปีก่อนของดาว Epsilon eridani อยู่
ภาพที่ปรากฏก็เป็นแค่ดาวฤกษ์สีส้มที่ส่องสว่างแค่นั้น ไม่สามารถมองเห็นกองเรือรบ
อวกาศ Osiris ได้เลย

ฉันละสายตาจากช่องมองภาพ ลมหายใจสีขาวจางหายไปในความมืด ฉันกอดอกแน่น
ค่ำคืนในฤดูหนาวช่างเย็นยะเยือกเสียเหลือเกิน

Sirius A ยังคงเปล่งประกายอยู่บนท้องฟ้าเหมือนวันนั้น

แต่ท้องฟ้าในวันนี้ไม่มี Osiris ให้เห็นอีกแล้ว และฉันไม่มีทางรู้เลยว่าตอนนี้ Osiris อยู่
ที่ไหน หรือว่า Oisris ยังคงอยู่รึไม่ ฉันไม่รู้

วินอยู่ที่นี่

ฉันอ่านข้อความที่เขียนอยู่บนฝ่ามือของถุงมือกันหนาว ไม่ใช่สิ มันเป็นถุงมือของ
นักบิน VTS ที่อยู่ในกล่องโลหะใบนั้นต่างหาก แต่คืนนี้มันหนาวมากก็เลยใส่ออกมา
ดูดาว

ฉันหลับตาลง ในความมืดมิด ภาพของวินวิ่งสุดกำลังมายังห้องส่งกล่องดำอวกาศ
เขาอัดจดหมาย Hologram ไม่ทัน คงเป็นเพราะอะไรสักอย่าง วินหันรีหันขวางไม่รู้จะ
ทำยังไงดีกล่องดำกำลังจะถูกส่งกลับมาที่โลกแล้ว ใครบางคนยื่นปากกาให้เขา บอก
ให้เขียนจดหมายแทน เขาไม่เขียนลงในกระดาษ แต่กลับเขียนลงไปบนถุงมือแล้วถอด
ถุงมือส่งเข้าไปบรรจุในกล่องดำแทน

และกล่องดำใบนั้นก็ใช้เวลา 10.5 ปี เพื่อส่งจดหมายของเขามาให้ฉัน

ฉันลืมตาขึ้น แหงนมองท้องฟ้า ดวงดาวสุกสกาวสว่างเต็มท้องฟ้า ยกมือขึ้นมาหมายจะ
คว้า Epsilon eridani มาไว้ในกำมือและฉันเห็นข้อความบนหลังมือของถุงมือกันหนาว

จดหมายที่วินเขียนมาสั้นมาก แต่ก็มีความหมายต่อฉันมาก เขาเขียนบอกเพียงเพื่อให้
ฉันรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น

เมื่อฉันรู้ว่าเขายังคงอยู่ที่นั่น จิตใจของฉันก็พร้อมที่จะโบยบินข้ามผ่านระยะทาง 10.5
ปีแสง ข้ามผ่านระยะทาง 99,338,400,000,000 กิโลเมตร ข้ามผ่านความนิรันดร์เพื่อไป
หาเขา

เพราะฉันรู้ที่หมายที่จิตใจของฉันจะโบยบินไปหา

*******************************************************************

กลุ่มดาว Eridanus ตกลับเส้นขอบฟ้าไปแล้ว แม้จะมีดาวดวงอื่นที่ประดับระยิบระยับ
อยู่เต็มท้องฟ้าแต่เรไรก็ไม่ได้สนใจ เธอเก็บกล้องดูดาว เดินมุ่งหน้ากลับเข้าบ้าน

" เปิดไฟ "
ไฟทั่วทั้งบ้านสว่างจ้าตามคำสั่ง เรไรนำกล้องดูดาวไปเก็บที่ตำแหน่งเดิมของมัน

" ได้รับอีเมล์ 1 ฉบับ จะเปิดอ่านรึไม่ "
เสียง AI แจ้งให้ทราบว่ามีอีเมล์ถูกส่งมาถึงเธอ

" แสดงรายละเอียดอีเมล์ "
จอภาพทีวีแสดงรายละเอียดของอีเมล์ฉบับนั้น เรไรเดินมายังหน้าจอทีวีเพื่ออ่านมัน

" เปิดอ่านอีเมล์ "
เธอสั่ง AI ด้วยเสียงที่สั่นเครือ เท้าสืบเข้าไปใกล้หน้าจอทีวี

ถึง เรไร

ตอนที่ส่งข้อความนี้ วินอายุ 20 ปี แต่กว่าที่ข้อความนี้จะไปถึงเรไร วินก็คงจะอายุ
31 ปี แล้วล่ะ

ตอนนี้วินสบายดี การรบดุเดือดมาก พรรคพวกล้มตายและสูญหายไปเยอะมาก ๆ วิน
เองก็เกือบสูญหายเหมือนกัน เพราะวินรบจน VTS พลังงานหมด ไม่สามารถกลับไป
ที่ยานแม่ได้ ล่องลอยในอวกาศเกือบอาทิตย์นึง โชคดีที่หน่วยกู้ภัยตรวจพบสัญญาณ
ขอความช่วยเหลือของวิน เลยมาช่วยวินไว้ได้ทัน ไม่งั้นกลายเป็นมัมมี่อวกาศไปแล้ว
แต่พอมาถึง Osiris เขาก็รีบพาวินไปที่กองบัญชาการบอกว่าให้รีบส่งข้อความกลับที่
โลกโดยด่วน ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยเขียนใส่ถุงมือแล้วยื่นให้เขาไป คิดว่าน่าจะส่งไป
ถึงเรไรเมื่อสองปีก่อนแล้วนะ

วินคงไม่สามารถกลับไปที่โลกได้อีกแล้ว Osiris เสียหายหนักมากไม่สามารถ Warp
กลับโลกได้ ผู้บัญชาการเลยมีมติให้สร้างฐานทัพและอาณานิคมที่ Epsilon eridani e
เลย ตอนนี้เขาตั้งชื่อดาวว่า Erie นะ

เรไร ถ้าไม่รบกวนเกินไปก็ฝากดูแลสองตายายข้างบ้านหน่อยสิ แต่ถ้าเรไรแต่งงานรึว่า
ย้ายบ้านไปแล้ว ก็ไม่ต้องนะจะรบกวนเปล่า ๆ

ว้าจะหมดลิมิทข้อความแล้ว งั้นพูดสั้น ๆ นะ

วินรักเรไร อีก 200 วันโลกจะเมล์มาใหม่

บนพื้นบ้าน หยดน้ำตาค่อย ๆ จับตัวเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ถุงมือนักบิน VTS ลูบ
ผ่านข้อความของเจ้าของเก่าของมันด้วยท่วงท่าโหยไห้เปี่ยมไปด้วยความคนึงหา

เรไรกำลังยิ้มทั้งน้ำตาอยู่

" ตอบอีเมล์กลับ "
" ถึง วิน บรรทัดใหม่ "

" ตอนที่ส่งข้อความนี้ เว้นวรรค เรไรอายุ 40 ปี เว้นวรรค แต่กว่าข้อความนี้จะไปถึง
วิน เว้นวรรค เรไรคงจะอายุ 51 ปีแล้ว บรรทัดใหม่ "

" คุณลุงกับคุณป้าสบายดีไม่ต้องห่วง เว้นวรรค ยังอยู่บ้านเดิมอยู่แต่เรไรย้ายมาอยู่นอก
เมือง เว้นวรรค ก็แหมรำคาญพ่อกับแม่บ่นเรื่องไม่ยอมแต่งงานแต่งการซะทีน่ะสิ เว้น
วรรค ช่วยไม่ได้นี่นาก็ไม่เจอหนุ่ม ๆ ที่ถูกใจซะทีเลยต้องขึ้นคานแบบนี้ บรรทัดใหม่ "

" เรไรเองก็รักวิน เว้นวรรค คิดถึงวินมากที่สุด ... ลบทิ้งทั้งบรรทัด "

" วินเองก็รีบ ๆ หาแฟนและสร้างครอบครัวเร็ว ๆ นะ เว้นวรรค เดี๋ยวจะเป็นเหมือน
เรไร บรรทัดใหม่ "

" เราอย่ารักกันเลยนะวิน เว้นวรรค เพราะถ้าเรารักกัน เว้นวรรค เราจะกลายเป็นคู่รัก
ที่อยู่ห่างกัน 10 ปีแสง เว้นวรรค กลายเป็นชายเลี้ยงวัวกับหญิงทอผ้าไป เว้นวรรค
ไม่ใช่สิ เว้นวรรค แย่ยิ่งกว่านั้นอีกเพราะเราไม่สามารถเจอหน้ากันได้อีกเลย เว้นวรรค
เรากลับไปเป็นเหมือนตอนที่เรายังเป็นเด็กเถอะ บรรทัดใหม่ "

" ดูแลสุขภาพให้ดีล่ะ บรรทัดใหม่"

" รักและคิดถึง บรรทัดใหม่ "

" เรไร "
" เขียนเสร็จแล้ว ส่งเมล์ตอบกลับได้ "




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2552    
Last Update : 6 สิงหาคม 2552 12:23:38 น.
Counter : 369 Pageviews.  

เผชิญหน้า

บ่ายคล้อย พรอาทิตย์เริ่มขี้เกียจทำงาน เป็นช่วงที่ผมได้เวลาออกไปวิ่งแล้ว
ว่าแล้วผมก็เปลี่ยนไปใส่กางเกงขาสั้น สวมรองเท้าวิ่งคู่ใจ เสร็จแล้วก็ออกจากห้อง วิ่ง
เหยาะ ๆ ไปบนทางเท้าที่เคยแหล่นประจำ

วิ่งจน อิ่มหนำสำราญ ลิ้นห้อยได้ที่แล้ว ผมก็เดินกลับห้อง

เดินไปเรื่อย ๆ เปื่อย ๆ จนไปถึงทางแยก ผมก็เกิดนึกสนุกเปลี่ยนทางเดินกลับหอไปใช้
เส้นทางใหม่ที่ไม่เคยเดินผ่านเลยสักที นัยว่าเพื่อเปลี่ยนมุมมองของชีวิต แต่พอเดินไปได้
สักหน่อยก็จ๊ะเอ๋กับเจ้าถิ่นเข้า

หมาไทยสองตัวทำหน้าหมามองผมอยู่

ผมจ้องตอบพวกมันด้วยสายตาประมาณว่า กูเป็นลูกพี่เมิงนะโว้ย อย่าแสดง ขอร้อง ๆ
และก็ดูท่ามันจะเข้าใจ ถึงได้พากันเดินอ้อมไปอยู่ข้างหลังของผม ผมลยต้องลอบมองดู
ข้างหลังเป็นระยะ ๆ เพื่อความปลอดภัย

เข้าใจสำนวน หมาลอบกัด ได้ดีกว่าเดิมขึ้นมาทันทีเลยแฮ่ะ

เดินจนพ้นระยะทำการของเจ้าสองตัวนั่น ผมก็เดินไปเจอโกลเด้นอีกสองตัวเฝ้าเจ้าของ
ที่กำลังออกมาเดินเล่นที่หน้าบ้านของเธออยู่ พอเจ้าองครักษ์ตัวหนึ่งเห็นผมเข้า มันก็เดิน
เข้ามาหา ผมเลยยื่นมือไปให้มันดม มันเอาจมูกเปียก ๆ ของมันมาชนมือของผมเพื่อดม
กลิ่นอยู่ครู่หนึ่งจนมันแน่ใจอะไรของมันแล้วก็ไม่รู้ มันจึงเดินกลับไปหาเจ้าของของมัน

หมาเพื่อนโจรก็แบบนี้ ทำตัวเป็นมิตรไว้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว

เดินไปสักหน่อย เจออีกแล้ว คราวนี้เป็นอัลเซเชี่ยนตัวโตตัวหนึ่ง พอปะหน้ามัน ผมก็รีบ
เอาเสื้อเข้าในกางเกง ยืดอกผายทำไหล่ผึ่ง เดินอย่างมาดมั่นผ่านหน้ามันไป มันเองก็นั่งลง
และมองตามผม จัดท่าให้อยู่ในระเบียบที่ควรทำของมัน

ต้องทำตัวให้น่าเชื่อถือ ขืนทำตัวซกลกเซ็กเล็ก มันฟัดเอาตายเลย

โฮ้ง โฮ่ง ๆๆๆๆๆๆ !

ฮ่วย ซอยนี้หมาเยอะนักวะ

ใกล้จะถึงหอแล้ว อยู่ ๆ เจ้าบางแก้วก็วิ่งออกมาจากบ้านของมันมาไล่กวดผมที่กำลังเดิน
ผ่าน และโดยทันที ผมรีบกระโจนขึ้นกำแพง ยืนอยู่บนนั้น พร้อมกับด่ามัน

" ไอ้จร้าดง่าวเอ้ย ! คิดเหรอว่าจะได้แอ้มกู แน่จริงก็เหาะขึ้นมาเซ่ "

ด่ามันเสร็จ ผมเดินบนกำแพงเพื่อกลับหอโดยไม่สนใจต่อเสียงเห่าของมัน




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2552    
Last Update : 4 สิงหาคม 2552 15:09:30 น.
Counter : 413 Pageviews.  

ตลกหมวกกันน็อค

ผมเคยเล่นตลกในวงไพ่ดัมมี่

นั่งเล่นไพ่กันอยู่ดี ๆ เหลือบไปเห็นหมวกกันน๊อคของเพื่อนเข้า ผมจึงลุกขึ้นเดินไปหยิบ
มันมาใส่ พอเพื่อนเห็นเข้าก็ถามว่าทำอะไรน่ะ

" พวกมึงน็อคกูไม่ได้หรอกเพราะกูมีหมวกกันน็อคเว้ย "

และตานั้นผมก็เป็นฝ่ายน็อคมืด ได้เงินมาหลายบาทหลายล่ะ ที่ทำได้ก็เพราะตอนที่เดิน
ไปหยิบหมวกกันน็อค ผมแอบดูไพ่ของคนในวงไปด้วย (ฮา)

นั่นเป็นเรื่องเก่า ๆ ส่วนตอนนี้ ผมก็กำลังนั่งดูคนเล่นตลกเกี่ยวกับหมวกกันน็อคให้ดูอยู่

ระหว่างที่นั่งทำหน้าเบื่ออยู่ในรถเพราะว่ารถในซอยติดเหลือหลาย ผมไขกระจกลง ยื่น
หน้าออกจากนอกรถ มองรถฝั่งตรงข้ามที่สามารถขับขี่ผ่านหน้าของผมไปแบบสบาย ๆ
ไม่ต้องมาติดแหง็กเหมือนผม

มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขี่มาดี ๆ อยู่ ๆ หมวกกันน็อคที่เขาห้อยไว้ไว้ตรงแฮนด์รถ มันร่วง
ลงมา กลิ้งโค่โล่ ๆ ไปตามพื้น พอเจ้าของเห็นมันตก เขาก็ขี่วนย้อนกลับมาเก็บมัน
แล้วทีนี้พอเขากำลังจะออกตัว สายรัดคางของหมวกก็หลุดออกจากกัน มันร่วงลงพื้น
อีกเป็นครั้งที่สอง

" เชี่ยเอ้ย จะร่วงอะไรหนักหนาว่ะ ! "
เขาสบถออกมาขณะกำลังก้มลงเก็บหมวก พอเก็บขึ้นมาได้ เขาก็ผูกสายรัดคางให้มัน
แน่นขึ้นแล้วจึงขี่รถออกไป

ผมยื่นหัวออกมานอกรถ ชะโงกมองตามจนคอแแทบหลุด เขาไปต่อได้นิดเดียว เขาก็
โชว์อะไรบางอย่างที่ทำให้ผมขำก๊ากขึ้นมา

หมวกกันน็อคของเขาร่วงลงพื้นอีกแล้ว

คราวนี้เขาหยิบมันขึ้น ไม่ห้อยไว้ที่แฮนด์รถอีก แต่ใช้มือข้างหนึ่งอุ้มมันแล้วจึงค่อย ๆ
ขี่มอเตอร์ไซค์จากไป แม้ว่าเขาจะหายลับตาไปแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกขำไม่หายเลย

หมวกกันน็อคนี่มันเป็นเครื่องเล่นตลกชั้นดีจริง ๆ




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2552 19:19:25 น.
Counter : 2015 Pageviews.  

นักก่อกำแพง

ชายคนนั้น เขากำลังก่อกำแพงอยู่

ฉันเห็นเขามานานพอสมควรแล้ว เห็นเขาตั้งแต่เริ่มวางอิฐก้อนแรกลงบนพื้น
อันราบเรียบ เห็นเขาเรียงอิฐทีละก้อน ๆ เห็นอิฐที่ซ้อนทับกันสูงขึ้นเรื่อย ๆ
กำแพงของเขาค่อย ๆ เติบโตขึ้น ฉันมองอยู่นานจนกระทั่งเขาก่อกำแพงเสร็จ

กำแพงนั้นสูงท่วมหัวของเขา

เขาเดินถอยหลังไปสองสามก้าว ยืนนิ่งพินิจมองกำแพงที่เขาเพิ่งก่อเสร็จ ราว
กับกำลังชื่มชนมันอยู่ แต่ต่อมาก็วิ่งเข้าใส่กำแพงนั่นพร้อมกับตะเกียกตะกาย
พยายามที่จะปีนขึ้นไปบนกำแพง

ฉันยืนมองดูเขาคนนั้นที่กำลังพยายามปีนกำแพงอยู่นานมาก และแล้วในที่สุด
เขาก็สามารถปีนขึ้นไปยืนบนกำแพงได้สำเร็จ

เบื้องหน้าของเขาคือที่ราบกว้างใหญ่ไพศาล ส่วนเบื้องหลังคือกำแพงที่เขาก่อ
และปีนข้ามมาจำนวนนับไม่ถ้วน

เขากระโดดลงมาจากกำแพงแล้วก็เริ่มก่อกำแพงขึ้นมาใหม่อีก

ฉันละสายตาจากเขา หันกลับมาให้ความสนใจกับเหล่าก้อนอิฐที่อยู่ตรงหน้า
ของฉันต่อ

เบื้องหน้าของฉันคือกำแพงที่ตัวเองกำลังก่อ เบื้องหลังของฉันก็คือกำแพงที่
ตัวเองก่อและปีนข้ามมันมาเหมือนกันกับเขา

พวกเราคือนักก่อกำแพง

เราก่อกำแพงขึ้นมาและก็พยายามปีนข้ามมันไป เมื่อปีนข้ามสำเร็จ เราก็ลงมือ
ก่อกำแพงอันใหม่และปีนข้ามมันอีก เราจะทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะ
ก่อกำแพงที่เราไม่สามารถปีนข้ามได้ และนั่นก็คือความฝันสูงสุดของเรา

กำแพงที่ตัวเองปีนข้ามไม่ได้




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2552 12:06:46 น.
Counter : 526 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

garnet19th
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add garnet19th's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.