ความทรงจำ 128 MB

วันนี้ผมว่างทั้งวัน งานการที่ต้องทำก็เสร็จแล้ว ผมเลยมีเวลาให้สนใจกับระบบนิเวศที่
ผมอาศัยอยู่ ห้องของผมรกมากๆเลย หนังสือเกลื่อนกลาด ฝุ่นจับอยู่ตามตู้ โต๊ะ เตียง
และหลังตู้เย็น

ไม่ไหวๆ สกปรกจริงๆ

ผมเลยจัดแจงเก็บข้าวของให้เข้าที่ ทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถูกันขนานใหญ่ ขยะ
จำนวนมากที่แอบซ่อนอยู่ตามหุบเหว ซอกถ้ำ หลืบมุมอันลึกลับ ก็ถูกกวาดมากองรวม
กันอยู่กลางห้อง ระหว่างที่กำลังกวาดห้องอย่างเมามัน ของสิ่งหนึ่งก็ถูกกวาดมารวมกับ
ขยะ

Handy Drive ที่ตัวถังถูกพันด้วยเทปและฝุ่นจับเขรอะ

ผมก้มลงไปหยิบขึ้นมาดู หาแทบตาย เจ้า Handy Drive ตัวนี้หายไปประมาณเกือบจะ
ครึ่งปีแล้ว ตอนที่มันหายไปใหม่ๆ ผมรื้อค้นหาซะกระจุยกระจาย แต่ก็หาไม่เจอ จนใน
ที่สุด ผมก็เลยต้องควักเงินซื้อ Handy Drive ตัวใหม่ขนาดความจุ 4 GB มาใช้แทน

ผมพินิจเจ้า Handy Drive ที่อุตส่าห์ซมซานกลับมาหาผมอีกครั้ง สกรีนยี่ห้อบนตัวถัง
ถลอกปอกเปิกไปมาก แต่ก็ยังพออ่านได้ว่า Kingmax 128 MB ราวฟ้ากับเหว
ของเก่ากับของใหม่ความจุต่างกันลิบลับเลย แถมสภาพก็ยังยับเยินและสกปรกสุดๆ
ผมก็เลยเอาเจ้า Handy Drive ตัวนี้ยัดใส่ไว้ในเสื้อที่อยู่ในตะกร้าผ้า ก่อนจะอุ้มตะกร้า
เอาไปหยอดเหรียญซัก เมื่อเครื่องหยุดทำงาน ผมหอบผ้าทั้งหมดที่ซักเสร็จแล้วกลับมา
ตาก และก็แยกเอา Handy Drive ที่ถูกซักจนสะอาดแล้วมาออกมาผึ่งทิ้งไว้บนโต๊ะคอม

Handy Drive ตัวนี้ ผมใช้งานมันอย่างไร้ซึ่งความปราณี ตกพื้นนับครั้งไม่ถ้วน เสียบชัก
เข้าชักออกจนตะกั่วที่้ขาของ Connector แตก ซึ่งทำให้เกิดอาการติดๆดับๆ ผมก็เลยให้
ลูกน้องเอาไปบัดกรีซ่อม พอซ่อมเสร็จ มันก็กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม

ทนไม่ใช่เล่น

แต่ทั้งหมดนั่นก็ยังเป็นการทารุณกรรมแบบธรรมดาๆ มีอยู่วันหนึ่ง ผมลืมเอาออกจาก
กระเป๋าเสื้อ แล้วก็เอาเสื้อตัวนั้นไปปั่นซัก พอเอามาตาก ถึงได้รู้ว่า ผมเผลอเอา
Handy Drive ไปปั่นซักด้วย ก็เลยต้องรอจนกว่ามันจะแห้งสนิท พอลองเสียบเข้ากับ
คอมพิวเตอร์ดู มันก็ยังใช้งานได้อยู่ดี ผมก็เลยได้ความรู้ใหม่ว่า Handy Drive สามารถ
ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อไวรัสด้วยการปั่นซักได้

พอทำความสะอาดห้องจนเสร็จ ผมหยิบ Handy Drive มาดู มันแห้งสนิทแล้วล่ะ ผมก็
เลยเปิดคอม เสียบ Handy Drive เพื่อดูข้อมูลที่อยู่ข้างใน

รูปที่มีอยู่ สอง สามรูปใน Handy Drive เป็นรูปตอนผมกำลังทำงานอยู่ที่ทำงานเก่า
พอผมเห็นรูปก็ยิ้มทันที รูปพวกนี้ถูกถ่ายโดยลูกน้องคนที่ซ่อม Handy Drive ตัวนี้นี่แหละ

ผมหวนรำลึกถึงตอนที่เจอลูกน้องคนนี้

มันเป็นคนแข็งโป๊ก แรงไม่ใช่เล่น มึนตึงกับผมตั้งนาน ผมต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่า
จะซื้อใจกันได้ พอซื้อใจกันได้ เจ้านี่ก็ทำงานให้เป็นอย่างดี ไว้ใจได้เลยล่ะ

เปิดดูไฟล์ Excel ที่มี ทั้งหมดก็เป็นงานคำนวณที่ผมทำการคำนวณตามคำสั่งของลูกพี่
ทั้ง Cap, STD time, UPH, ROI และอื่นๆอีกหลายอย่าง พอเห็นเจ้าพวกนี้ ผมก็เบะปาก

ตอนผมทำงาน ผมโดนด่าไม่ใช่ย้อยเลย

ด้วยความที่เป็นวิศวกรจบใหม่แต่ใบหน้าแก่ ผมก็ทำงานผิดๆ ถูกๆ พี่เขาเรียกไปทั้งสอน
และทั้งด่าแทบทุกวัน ผมเจ็บช้ำใจอยู่นาน เรียนรู้งานตั้งหลายเดือน กว่าจะสามารถ
ทำงานพอได้เรื่องได้ราว แต่ผ่านไปหนึ่งปี ผมก็ทำงานคล่องปร๋อ

ผมทดลองสุ่มคลิกเปิดไฟล์ขึ้นมาดู ตรวจสอบเนื้อหาการคำนวณภายในนั้น ไล่ไปเรื่อยๆ
ก็เห็นข้อผิดพลาด ผมเลยเผลอยิ้มขึ้นมาเพราะจำได้ว่าเคยส่งไฟล์นี้ไปให้พี่เขา Review
แล้วก็โดนพี่เขาด่า ไล่ให้กลับมาทำใหม่

ความทรงจำเก่าๆตอนทำงานผุดไหลออกมา

หลังสำรวจดูข้อมูลทั้งหมดแล้ว ผมปิดไฟล์ทั้งหมด ถอดเจ้า Handy Drive ออกมาจาก
คอมพิวเตอร์ หยิบมันขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ตอนที่เจอ สภาพของมันเละเทะสกปรก
มากๆ ถึงแม้จะทำความสะอาดแล้ว สภาพของมันก็ไม่ได้ใหม่ขึ้น ตัวถังที่ถูกพันด้วยเทป
สกรีนยี่ห้อก็ยับเยินอ่านลำบาก

แต่มันก็ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์

รูปเก่าๆ ข้อมูลเก่าๆ ความทรงจำเก่าๆที่ผมไม่ได้นึกถึงอีก Handy Drive ยังคงเก็บมัน
ไว้เป็นอย่างดี รอให้ผมเปิดขึ้นมาดูและหวนนึกถึง ถึงแม้มันจะถูกผมไม่ใส่ใจ ละทิ้งหรือ
หลงลืม แต่มันก็ยังคงเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้เพื่อผมอยู่เสมอ

ผมส่งคำขอบคุณผ่านรอยยิ้มให้กับ Handy Drive ก่อนที่จะเอามันไปคล้องรวมกับ
Handy Drive ตัวที่ใช้อยู่ปัจจุบัน

ผมมีความทรงจำเพิ่มขึ้นมาอีก 128 MB




 

Create Date : 02 ธันวาคม 2551    
Last Update : 2 ธันวาคม 2551 8:24:46 น.
Counter : 248 Pageviews.  

ชายชรา เด็กน้อย ม้าแก่

กาลครั้ง เมื่อคนยังใช้ม้าเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง
ชายชราและเด็กน้อยนั่งม้าแก่เ่ดินทางไปที่เมืองข้างๆ
ระหว่างทางได้เดินผ่านชาวกลุ่มหนึ่ง เมื่อชาวบ้านเห็นเข้าก็ร้องทักว่า
"ม้าแก่มากแล้ว นั่งตั้งสองคนแบบนั้น กว่าจะไปถึงเมืองข้างๆ มันก็ตายก่อนน่ะสิ"
เมื่อทั้งสองได้ฟัง ต่างมองหน้ากัน เด็กน้อยก็ขอลงไปจูงม้า

เดินทางต่อไปไ้ด้สักหน่อยก็เจอชาวบ้านอีกกลุ่ม เมื่อชาวบ้านเห็นเข้าก็ร้องทักว่า
"โอย ทำไมทำบาปเด็กแบบนั้น เด็กตัวนิดเดียวให้มาเดินจูงม้าข้ามเมืองแบบนี้"
เมื่อทั้งสองได้ฟัง ต่างมองหน้ากันด้วยสีหน้าที่ลำบากใจมากขึ้น
ชายชราจึงลงไปจูงม้า เปลี่ยนให้เด็กน้อยนั่งม้าแทนตน

เดินทางต่อไปไ้ด้อีกสักหน่อย ก็เจอชาวบ้านอีกกลุ่ม เมื่อชาวบ้านเห็นเข้าก็ร้องทักว่า
"ตาเฒ่า แก่ขนาดนี้มาเดินจูงม้าให้หลานนั่งทำไม แทนที่จะนั่งม้าให้หลานมันจูง"
เมื่อทั้งสองได้ฟัง เด็กน้อยเกาหัวทำหน้ายุ่งยาก ชายชรากุมขมับของตน
ทั้งสองจึงพากันเดินจูงม้า

เดินทางใกล้จะถึงเมืองข้างๆ ก็เจอชาวบ้านของเมืองนั้นเห็นเข้าและ็ร้องทักว่า
"เออ คนเมืองโน้นก็แปลก ม้ามีก็ไม่นั่งม้า พากันเดินจูงม้ามากัน"

ชายชราคว้ากิ่งไม้มาขีดเขียนพื้นดินซักพัก ก่อนอุ้มเด็กน้อยขึ้นหลังม้า
และตนเองก็ขึ้นนั่งบนหลังม้าด้วยเช่นกัน
ทั้งสองคนพากันเดินทางต่อไปจนถึงประตูเมืองข้างๆ
ทหารยามที่เฝ้าอยู่เห็นทั้งสอง จึงได้ร้องทัก
"ว่าไง พากันนั่งม้ามาจากเมืองโน้นเหรอ"

พอสิ้นคำทัก ชายชรารีบตอบกลับทันที
"ม้าของข้าอายุ 11 ปี สามารถบรรทุกน้ำหนัก 100 ชั่งเดินทางได้
6 โยชน์ ข้ากับหลานหนักรวมกันไม่ถึง 100 ชั่ง ระยะทางไปกลับ
จากเมืองของข้ามายังเมืองนี้ก็รวมกันก็ไม่ถึง 4 โยชน์ ดังนั้นข้าและ
หลานสามารถนั่งม้าตัวนี้เดินทางไปกลับได้สบาย"

ชายชราพอตอบเสร็จก็ชักม้าให้เดินทางต่อ โดยไม่สนใจทหารที่กำลัง
ยืนงงแต่อย่างใด




 

Create Date : 01 ธันวาคม 2551    
Last Update : 1 ธันวาคม 2551 7:47:31 น.
Counter : 381 Pageviews.  

แตกลายงา

ผมชอบกินชา

เนื่องจากว่าผมไม่สามารถกินกาแฟได้ เพราะว่ากินครั้งใด ผมจะปวดหัวทุกครั้ง
จะเรียกว่าไม่ถูกกาแฟก็ได้ ดังนั้นเวลาโดนคนลากไปนั่งร้านกาแฟ ผมก็จะมักสั่งชา
มาทำลายภาพพจน์ความเป็นหนุ่มของผมอยู่เสมอ

ด้วยความที่ชอบชา ห้องของผมจึงมีชุดน้ำชาเซรามิกที่ซื้อไว้ตั้งแต่เมื่อหลายปีที่แล้ว
ประจำห้องไว้ และผมเองก็มักจะชงชากินอยู่ในห้องเสมอๆ ส่วนชาที่ผมชงกิน
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาญี่ปุ่น ที่ชอบก็เพราะว่าเพื่อนเคยชงชาญี่ปุ่นที่ซื้อมาจากสนามบิน
นาริตะให้กิน กลิ่นหอมขึ้นจมูก รสขมนิดๆพอติดปลายลิ้น ยิ่งถ้าได้นั่งพับเพียบแล้ว
จิบชา ก็จะได้อารมณ์เซนมากเลยครับ ผมเลยติดใจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ช่วงนี้เป็นหน้าหนาว หน้าต่างห้องผมก็ชอบต้อนรับลมหนาวและเชื้อเชิญให้เข้ามาใน
ห้องอยู่เรื่อย ห้องผมเลยค่อนข้างเย็นมาก วันนี้ก็เช่นกัน อากาศในห้องเย็นเอาเรื่อง
ผมซึ่งนั่งทำงานอยู่หน้าคอมเลยรู้สึกหนาว จะหนีหนาวไปไหนก็ไม่ได้ ต้องทำงาน
ผมก็เลยเดินไปต้มน้ำร้อนเพื่อชงชามากินไล่ความหนาวซะหน่อย เมื่อน้ำเดือดได้ที่
ผมชงชาใส่กาน้ำชาคู่ใจแล้วเอามาวางไว้ที่โต๊ะคอม พอจะรินใส่จอกน้ำชา สายตา
ของผมก็มองเห็นสิ่งผิดปกติ

กาน้ำชาของผมแตกลายงา

เออ เหวอะ เฮ้ย แปลกดี ผมจำได้ว่า ผมใช้งานกาใบนี้ครั้งสุดท้ายก็เมื่อประมาณต้น
เดือนนี้เอง ตอนนั้นก็ไม่สังเกตเห็นว่าตัวกาแตกลายงาเลย ผมเลยหยิบกาขึ้นมา
สำรวจดูรอบๆ ลายงาระบายไปทั่วทั้งกา ไม่เว้นแม้กระทั่งข้างในกา ตรงก้นกาก็ยังมี
ลายแตกอยู่เต็มไปหมดเหมือนกัน

ผมยิ้ม มองกาน้ำชาพลางคิดในใจว่า เออ กาใบนี้สงสัยจะเก่าได้ที่แล้วสินะ ถึงได้
แตกลายงาซะพร้อยขนาดนี้ นี่ถ้าผมไม่ทำแตกไปซะก่อน เก็บรักษาไว้อีกสักสิบปี
ยี่สิบปี กาน้ำชาผมอาจจะกลายเป็นเครื่องลายครามราคาแพงก็ได้ ใครจะรู้

ว่าแต่ว่าทำไมมันแตกลายงาล่ะ ?

ย้อนรำลึกถึงวิชาวัสดุศาสตร์ที่ยังไม่ได้ส่งคืนอาจารย์ไป เซรามิกนี่เป็นวัสดุเปราะ
ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเร็วๆก็จะเกิด Microcrack ได้ง่าย และถ้าผ่านไปนาน
เข้า Microcrack ก็จะกลายเป็นรอยแตกที่สามารถสังเกตเห็นได้

ก็เป็นธรรมดาของกาอยู่แล้วนี่ที่ต้องโดนน้ำร้อนลวกและแถมพอรินน้ำชาไปเรื่อยๆ
ตัวกาก็จะเย็นลงอย่างรวดเร็ว ร้อนๆ เย็นๆ สลับไปมาเรื่อยๆแบบนี้ กาก็เกิดแตกลายงา
ยิ่งใช้บ่อยๆ ก็ยิ่งแตกลายได้ง่าย

ทำงานไป ซดชาไป ไม่นานนักชาก็หมด ผมเลยเดินอมยิ้มอย่างอารมณ์ดี ว่าจะไปกด
น้ำร้อนเติมใส่ลงในกาน้ำชาเพิ่มอีก แต่ก่อนจะไปถึงกาต้มน้ำ ผมก็เห็นตัวเองที่หน้า
กระจกโต๊ะเครื่องแป้งซะก่อน

รอยตีนกาผุดขึ้นหลายรอย

ผมหยุดยิ้มทันที ภาพรอยตีนกาบนหน้าของผมก็หายไปด้วย ผมเลยเดินไปที่กระจก
ดูหน้าตัวเองชัดๆ รอยตีนกาไม่ได้หายไปหรอก มันจางเป็นเส้นเล็กๆ เฉยๆ พอผมยิ้ม
อีกครั้ง รอยตีนกาก็ผุดขึ้นมาโผล่ประจานบนใบหน้าของผม

อืม... เริ่มแก่แล้วสินะ

ผมถอนหายใจนิดหน่อย ก่อนละกระจก เดินไปเติมน้ำร้อน พอระดับน้ำสูงขึ้น หูจับของ
กาน้ำชาก็เริ่มอุ่นขึ้น ผมสงสัย เลยสำรวจกาน้ำชาดีๆอีกครั้ง ตรงหูจับดูเหมือนว่าจะมี
รอยงาเล็กๆเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย

อย่างนี้เองสินะ กาน้ำชาผ่านร้อนผ่านเย็นมามากถึงได้แตกลายงา ตัวผมเองก็คงจะ
ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอก็สมควรเหมือนกัน ถึงได้เริ่มแตกลายงาบนใบหน้าแบบนี้

ผมละสายตาจากกาน้ำชา มองผ่านประตูหลังห้อง สายตาทอดยาวไปบนท้องฟ้าอัน
มืดมิด อีกหลายชั่วโมงกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น และก็เป็นเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่า
ท้องฟ้าจะกลับมามืดอีกครั้ง

มีเวลาให้กาน้ำชาและผมแตกลายงาได้อีกเยอะ

ผมหันหลังกลับ เดินยิ้มถือกาน้ำชากลับไปที่โต๊ะคอม นั่งทำงานพร้อมกับจิบชาต่อไป




 

Create Date : 30 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2551 8:31:41 น.
Counter : 722 Pageviews.  

บาปที่ตั้งใจเราทำ

พวกเรากำลังทำบาป
บาปที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นของเรา
เราไม่มีแม้แต่ความลังเล
เราทุกคนต่างเต็มใจที่จะทำบาปอันนี้

การโกหก

เรารู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ใช่ความจริง
มันเป็นแค่เศษเสี้ยวของความจริง
เราปรุงแต่งจนผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
แล้วเราก็พูดให้ผู้คนฟัง เขียนให้ผู้คนอ่าน สร้างให้ผู้คนอื่นดู

คำโกหกของเรา

เราแต่งบทประพันธ์มาเพื่อโกหกผู้คน
เราตั้งใจโกหกพวกเขา
เพื่อให้เขาเหล่านั้น
เจ็บปวด
รื่นเริง
สนุกสนาน
มีกำลังใจ
เกิดความเชื่อ
เกิดความรู้สึกที่ซับซ้อน

เราโกหกเพื่อการนั้น

มันเป็นบาปโดยแน่แท้
แต่ว่าเราอาจไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำว่ามันเป็นบาป
หรือไม่เราก็อาจรับรู้ในใจลึกๆว่ามันเป็นบาป

แต่ถึงกระนั้นเราทุกคนต่างก็รู้
รู้ว่าเรื่องโกหกของเรามีความจริงแอบแฝงอยู่
ความจริงของตัวเรา
ตัวตนของเรา
ความจริงของโลก
ตัวตนของโลก
ทั้งหมดแอบลักลอบซ่อนตัวอยู่ในเรื่องโกหกของเรา
เราบอกเล่าความจริงเหล่านั้นในเรื่องโกหก
และเราก็จะโกหกต่อไป
การโกหกที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นของเรา

บาปที่เราตั้งใจทำ




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2551 8:51:29 น.
Counter : 248 Pageviews.  

โคนัน กับ คดีพิศวง

Case # 1

โคโกโร่นิทราพร้อมด้วยผู้ติดตามอีก 2 คนได้มาถึงที่เกิดเหตุ แล้วก็เริ่มทำการสืบสวน
หนึ่งในผู้ติดตาม เอโดกาว่า โคนัน ได้สอบถามหญิงวัยกลางคนผู้เห็นเหตุการณ์
ได้ความว่า เห็นผู้ตายปีนข้ามราวกั้นสะพานลอยแล้วออกมายืนตรงขอบสะพานลอย
แล้วพอรถมาผู้ตายก็ย่อตัวแล้วกระโจนพุ่งใส่รถเมล์ที่สวนมา

"นี่เป็นการฆ่าตัวตายแน่นอน"
นักสืบโคโกโร่กล่าวเสียงดัง พร้อมกับปีนข้ามราวกั้นสะพานลอยออกมายืนตรงขอบ
สะพานลอย

"เดี๋ยว ผมจะจำลองสถานการณ์ให้ดู พอเขาปีนข้ามราวกั้นมาได้ เขาก็ยืนหันหน้าใส่ถนน
พอรถเมล์แล่นเข้ามาใกล้ เขาก็ย่อตัวทำท่ากระโดดน้ำแบบนี้ แล้วก็พุ่งตัวเข้าใส่
กระจกหน้ารถ"

ขณะที่นักสืบโคโกโร่กำลังย่อตัวลงนั้น ก้นของเขาก็ยื่นไปด้านหลังชนเข้ากับราวกั้น
ร่างของเขาจึงเสียหลักคะมำไปข้างหน้า

"เหวออออ !"
นักสืบโคโกโร่ร้องอย่างตกใจ ร่างของเขากำลังร่วงลงสู่ถนนที่รถกำลังแล่นด้วยความเร็วสูง

"ระวังค่ะ คุณพ่อ ! "
หนึ่งในผู้ติดตามอุทานพร้อมกับปฏิกิริยาตอบสนองอันรวดเร็วเหลือเชื่อ เธอคว้าแขนของ
นักสืบโคโกโร่ไว้ก่อนที่เขาจะร่วง

"ขะ ขอบใจมากรัน"
เขาละล่ำละลักขอบใจ

นักสืบโคโกโร่ได้ลองเปลี่ยนหาคนที่มีความสูงไล่กับผู้ตายมาจำลองการกระโดด ก็พบว่า
เมื่อผู้จำลองการตายย่อตัวลง ก้นของเขาก็จะชนกับราวและดันให้ร่างเขาถลำร่วงไปข้างหน้า
ไม่สามารถกระโดดในท่ากระโดดน้ำได้

"อืม งั้นเขาไม่ได้กระโดดพุ่งตัวไป แต่กระโดดลงไปธรรมดาต่างหาก"
นักสืบโคโกโร่เปลี่ยนข้อสันนิษฐาน

"แต่คุณนักสืบครับ โดยทั่วไปแล้วเวลารถแล่นมาเร็วนะครับ ถ้าชนกับของที่ตกลงมาจากที่สูง
ของนั้นก็จะกระเด็นไปข้างหน้าเนื่องจากแรงปะทะนะครับ ไม่มีทางทะลุเขข้าไปในรถได้"
ตำรวจนายหนึ่งแย้งขึ้นมาอย่างมีเหตุผล

"อืม จริงด้วยสิ งั้นแปลว่าไม่ว่ายังไงก็ตามผู้ตายไม่ได้กระโดดจากสะพานลอยลงไปธรรมดาๆ
แต่ต้องพุ่งตัวไปใส่กระจกรถจึงจะสามารถทะลวงเข้าไปในรถได้....ใช่แล้ว ! เขาทำ
อย่างนี้ไง"
นักสืบโคโกโร่ปีนข้ามราวกั้นอีกครั้ง เขายืนตะแคงหันข้างให้กับราวสะพาน พร้อมกับย่อตัวลง
โดยใช้มืออีกข้างจับราวสะพานไว้

"เห็นไหม ! แค่นี้ก็สามารถนั่งย่อตัวได้แล้ว"
"แต่คุณพ่อคะ นั่งท่านั้นมัน ถ้าจะพุ่งตัวแบบนักกระโดดน้ำแล้วล่ะก็ มันยากมากเลยนะคะ"
รันกล่าวแย้งนักสืบโคโกโร่

เนื่องจากท่านั่งที่ผิดธรรมดาแบบนั้นจึงเป็นการยากที่จะทำการพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วได้
ผู้ตายใช้ทริกอะไรกัน นักสืบโคโกโร่เริ่มไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์ได้ เขารู้สึกหวั่นในใจ

"เอ่อ ขอโทษที่มาแทรกนะคะ ป้าอยากบอกว่า ป้าเห็นเขาปีนข้ามสะพานลอย แล้วหันหน้าใส่ถนน
แล้วเขาก็โน้มตัวไปข้างหน้าทำท่าเหมือนจะร่วงลง แต่เขาก็ย่อตัวไปด้วย จนตัวเขาเอนขนานกับพื้น
ถนนและก็อยู่ในท่าย่อตัวด้วย พอรถเมล์มา เขาก็ถีบตัวพุ่งไปข้างหน้า แบบเดียวกับท่า V Max ของ
Layzner เลย"
ป้าคนที่โคนันเคยถามพูดขึ้นมาเพื่อไขปริศนาการกระโดดพุ่งตัวของผู้ตาย

"อะไรนะ ! เขาทำอย่างนั้นจริงเหรอ ?"
ทุกคนทั้งหมดไม่ว่า นักสืบโคโกโร่ โคนัน รัน และนายตำรวจต่างอุทานขึ้นพร้อมกัน

"เอ่อ จริงนะ ป้าเห็นแบบนั้นจริงๆ"
ป้าผู้เห็นเหตุการณ์พูดเสียงอ่อยๆขาดความมั่นใจ เมื่อเห็นทุกคนอุทานขึ้นพร้อมกัน

ทุกคนต่างนิ่งเงียบและเครียด พวกเขาเจอคดีอันหาได้ยากยิ่ง

การฆ่าตัวตายสมบูรณ์แบบ

มันเป็นยิ่งกว่าคดีฆาตรกรรมสมบูรณ์แบบและคดีฆาตรกรรมในห้องปิดตาย เพราะมัน
เป็นไปได้ยากมากที่คนเราจะฆ่าตัวตายโดยมีความตั้งใจมากและมีสติขณะฆ่าตัวตาย
ได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งคาดเดาได้ง่ายๆจากการที่เขาสามารถจัดระเบียบร่างกายที่ซับซ้อน
ในระหว่างการกระโดดพุ่งใส่รถเพื่อฆ่าตัวตายได้

"ทุกท่าน เราเจอคดีที่ยากที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมาแล้ว"
นักสืบโคโกโร่กล่าวกับทุกคน

"คุณตำรวจ ตอนเกิดเหตุรถเมล์แล่นด้วยความเร็วเท่าไรครับ ?"
เอโดกาว่า โคนัน ถามนายตำรวจที่ยืนอยู่ใกล้กัน

นายตำรวจนายนั้นเมื่อได้ยินเขาถาม ก็หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเปิดดู
"อ้า ตอนเกิดเหตุรถเมล์วิ่งด้วยความเร็ว 50 กิโลเมตร/ชม."
"แล้วน้ำหนักบรรทุกล่ะครับ ?"
"เอ้อ ก็ประมาณ 9,000 กิโล"
"แล้วผู้ตายหนักประมาณเท่าไรครับ ?"
"อ้า เอ่อ ประมาณ 39 กิโล"
"ขอบคุณครับ"
เอโดกาว่า โคนันกล่าวขอบคุณตำรวจนายนั่นก่อนที่เขาจะปลีกตัวออกมา เขาเอามือกุมกึ่งปาก
กึ่งคางของเขาไว้ ซึ่งมันเป็นท่าประจำตัวที่เขามักทำในเวลาที่เขาครุ่นคิด

มีบางสิ่งที่ผิดปกติ

ไม่มีตอนต่อไปให้ติดตาม




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2551 5:55:44 น.
Counter : 344 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

garnet19th
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add garnet19th's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.