เสี้ยววินาทีของความสมบูรณ์แบบ

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมติดเกมส์มาก
เล่นทั้งวันทั้งคืนไม่ไปเรียน ติดจนถึงขนาดเล่นข้ามวันข้ามคืน
สถิติเล่นเกมส์ติดต่อกันสูงสุดที่ทำได้คือ 35 ชั่วโมง
พอกลับมาที่หอ ผมก็นอนหลับเป็นตาย
ตื่นขึ้นมาอีกที นาฬิกาบอกเวลา 17.00 น.
ผมตกใจทำไมนาฬิกาเดินถอยหลังได้ เพราะว่าผมจำได้ว่า
ผมเข้านอนตอน 17.30 น.

หลอนมากๆ

ด้วยความที่เป็นเอามากถึงขนาดนี้
เพื่อนเลิฟของผม เลยมาลากผมจากร้านเกมส์ ชวนกันไปซ้อมกีฬา
และกีฬาที่พวกผมพากันไปเล่นก็คือ ยูโด

บอกตามตรงเป็นกีฬาที่นอกจากจะซ้อมหนักแล้วยังเจ็บตัวมากๆ
โดยเฉพาะช่วงที่เรียนตบเบาะ ผมต้องซ้อมท่าตบเบาะซ้ำไปซ้ำมา
3 วันแรก ผมปวดไปทั่วทั้งตัว โดยเฉพาะที่คอ ผมไม่สามารถ
หันหน้าได้ เวลาใครเรียก ผมต้องหมุนตัวแทนการหันหน้าไปมอง
ตบเบาะได้ 2 อาทิตย์ก็โดนพี่เขาจับทุ่มเพื่อทดสอบการตบเบาะ
ถึงพี่เขาจะทุ่มเสียงดังมากแต่ผมก็ไม่เจ็บนะ สงสัยคงจะมึนแล้วล่ะ

เมื่อตบเบาะได้แล้ว ผมก็โดนสอนให้เข้าท่า "อุชิโคมิ"
ซึ่งท่านี้เป็นท่าเริ่มต้นของทุกท่าทุ่ม พูดง่ายก็คือเป็นพื้นฐานของ
การเข้าท่าทุ่มที่ทุกคนต้องฝึก
ผมโดนพี่เขาเคี่ยวเข็ญทั้งตี ทั้งด่า สอนแล้วสอนอีก นัยว่าผมนี่
ช่างปึกแสนปึก สอนยากสอนเย็น กว่าจะพอเข้าท่าอุชิโคมิได้ก็
กินเวลาไปประมาณสองเดือน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไปซ้อมยูโดเรื่อยๆ
พวกเราจะพากันเริ่มซ้อมตอนประมาณ 6 โมงเย็น เลิก 5 ทุ่ม รึไม่ก็
เที่ยงคืน ผมซ้อมอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ อยู่ๆก็เวลาผ่านไปสามปี ผมมี
ท่าทุ่มประจำตัวคือท่า "อุจิมาตะ"

ท่าอุจิมาตะ จะเริ่มจากการดึงให้คู่ต่อสู้เสียหลักไปในทิศเฉียงข้างหน้า
แล้วก็ช้อนตัวเข้าไปรับพร้อมกับใช้ต้นขาของเราสอดเข้าไปที่ต้นขา
ของคู่ต่อสู้ งัดให้ลอยแล้วก็สะบัดทุ่ม ทุกอย่างจะต้องถูกต้องถึงจะทุ่มได้
ถ้าสอดต้นขาสูงเกินไปจะทำให้คู่ต่อสู้ที่เป็นผู้ชายเกิดปัญหา แต่ถ้าสอด
ต่ำเกินไป คู่ต่อสู้ก็จะไม่ลอย จะกลายเป็นคนสองคนยืนทำท่าหมาฉี่ใส่กัน
เลวร้ายที่สุด ถ้าสอดต้นขาไปแล้วเขาหลบได้ ก็จะกลายเป็นการทุ่ม
ตัวเองไป

แต่ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นท่าประจำตัว ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมสามารถ
ใช้ท่านี้ทุ่มใครๆก็ได้ เพราะต่อให้ผึกซ้อมจนเก่งแค่ไหน แต่ถ้าขาด
สิ่งนี้ไป ก็จะทุ่มคู่ต่อสู้ได้ยาก

จังหวะ

แค่พริบตาเดียวไ ม่ต้องมาก ไม่ต้องพร่ำเพรื่อ เห็นปั๊บตะบันทันที
ถ้ากับเด็กหัดใหม่ ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะใช้ท่านี้ทุ่ม แต่ถ้าเป็นคนที่มีฝีมือ
หรือไม่ก็ระดับนักกีฬา การจะใช้ท่านี้ทุ่มดื้อๆ ก็ถือว่าเป็นการยากอยู่
เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทุ่มคนอื่นไม่ได้ ผมเคยใช้ท่านี้
ทุ่มต่อสู้ทั้งในการซ้อมและการแข่งขันมาแล้ว

เพียงแต่ว่ามันยังไม่ใช่

ทุกครั้งที่ทุ่มได้นั้น เกิดจากการใช้ทั้งแรงข่มขืน การหลอกล่อ จังหวะสวน
กลับ รึไม่ก็ลูกตามน้ำ ถึงแม้จะเป็นเด็กหัดใหม่ก็เถอะ ผมก็ยังทุ่มให้
เหมือนกับที่ผมฝึกซ้อมมาไม่ได้

มันยังไม่สวยงาม

เนื่องจากว่าเวลาได้ผ่านไปสามปีแล้ว รุ่นพี่ที่เคยฝึกสอนผม ต่างก็จบการ
ศึกษาไป ผมก็เลยต้องสอนน้องๆแทน เวลาผ่านไปทำให้หลายสิ่งเปลี่ยน
เวลาการฝึกซ้อมจึงเปลี่ยนไปจากเดิมที่เลิกเกือบเที่ยงคืน ก็เปลี่ยนเป็น
เลิก 4 ทุ่มแทน แต่ถึงเวลาการฝึกซ้อมจะลดลง แต่การฝึกซ้อมก็ยังเป็น
เหมือนเดิม คือเริ่มจาก ตบเบาะ เข้าท่าอุชิโคมิ เข้าท่าทุ่ม ซ้อมแข่งขัน

วันหนึ่ง หลังจากที่เราพากันฝึกท่าทุ่มจนเสร็จแล้ว เราก็มาซ้อมแข่งขันกัน
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "รันโดริ" ผมซ้อมแข่งกับรุ่นน้องอีกคน หลังจาก
ปลุกปล้ำกันได้สักพัก ผมก็เห็นจังหวะของท่าอุจิมาตะ ผมเลยสับตัวเข้า
ท่าทุ่มทันที เสี้ยววินาทีต่อมา ผมก็ได้พบกับสิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อน

ราวกับอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก เราสองคนลอยพ้นจากพื้น ร่างของเราถูก
จัดระเบียบด้วยแรงเฉื่อยจากการสะบัดเข้าท่า ขาที่ผมใช้สอดเข้าทุ่มชี้
เป็นเส้นตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า เราลอยอยู่ไม่นานนัก แรงโน้มถ่วงก็ทำหน้าที่
อย่างซื่อสัตย์ ดึงให้เราตกลงสู่พื้นเบาะ

เสียงดังสนั่น

วันนั้น ผมดีใจมาก จนไม่สามารถหุบยิ้มได้เลย ไม่ว่าจะเจ็บตัวอย่างไร
หรือว่าเหนื่อยแค่ไหน ก็ไม่ทำให้ผมหยุดยิ้ม แม้จนถึงบัดนี้ ผมได้เลิกฝึก
ซ้อมยูโดไปแล้ว แต่เมื่อนึกถึงขึ้นมาครั้งใด ผมก็จะยิ้ม เลือดลมสูบฉีด
จิตใจที่หึกเหิม ความกระหายชัยชนะก็จะกลับคืนมาสู่ตัวผมทุกครั้ง

ก่อนหน้าไม่เคยมี ภายหลังไม่ปรากฏ เพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ผมได้
เคยสัมผัส

ความสมบูรณ์แบบ




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2551 9:24:52 น.
Counter : 403 Pageviews.  

อุโมงค์

ผมมองไม่เห็นสิ่งใดเลย
มันมืด
มืดเสียยิ่งกว่าหลับตากลางป่าดงดิบในคืนเดือนมืด
มันมืดจนหัวใจของผมรู้สึกได้
ผมมองไม่เห็นอะไรเลย
อา...
มันมืดมนไปหมด

สองมือของผมป่ายเปะปะควานไปทั่ว
พยายามหาสิ่งที่พอจะให้จับ ให้ยึดเหนี่ยวได้
เพราะถ้าไม่หาแล้ว
ผมจะรู้สึกว่า ผมกำลังจมดิ่งไปสู่ก้นห้วงแห่งความมืดที่ลึก ลึกลงไปเรื่อยๆ
แต่อนิจจา...
ไม่มีแม้แต่สายลมพัดผ่าน
ไม่รู้สึกถึงเวลาที่ไหลผ่าน
รอบกายมีแต่ความว่างเปล่า
ข้างในใจผมก็ห้อมล้อมด้วยความว่างเปล่า
ไม่มีสิ่งใดที่ให้ผมจับต้อง ให้ผมยึดมั่น เชื่อมั่น
ผมกำลังอยู่ในอวกาศแห่งความมืดมิด
มีเพียงพื้นเท่านั้นที่ทำให้ผมรู้ว่า ผมไม่ได้ล่องลอย
แต่ผมกำลังไร้ทิศทาง
เพราะไม่มีสิ่งใดเลยที่ผมจะใช้เป็นจุดอ้างอิง
ไม่เว้นแม้กระทั่งใจของผมเอง
มืดมนไร้หนทาง

ผมทรุดลงนั่ง
อ่อนล้า ร่างกายไร้เรี่ยวแรง
หัวใจของผมหอบเหนื่อย จนต้องถอนหายใจ
สิ้นแรงและกำลังไปเรื่อยๆ
ราวกับว่าร่างกายและจิตใจกำลังโดนกลืนกิน
ละลายไปกับความมืด ความว่างเปล่า
หายไปอย่างช้าๆ

ความกลัวทำให้ผมต้องกอดตัวเองไว้
อย่างน้อยการกอดตัวเองก็ทำให้ผมรู้ว่า ผมยังมีร่างกายอยู่
ยังไม่ได้ละลายไปกับความมืด
หรือเป็นหนึ่งเดียวกับความว่างเปล่า
แต่ก็แค่นั้น
มันไม่ได้ช่วยให้ผมมีสิ่งยึดเหนี่ยว
แต่กลับทำให้ผมจมลงไปกับตัวเองแทน
ผมยังคงไร้หนทาง

ผมลุกยืนขึ้นอย่างพรวดพราด
ออกวิ่งอย่างเต็มกำลังในความมืดมิดอย่างไร้ทิศทาง
วิ่งเพื่อให้เหนื่อย วิ่งเพื่อให้หอบ
เพียงเพื่อให้ตัวผมรู้สึกว่าหัวใจของผมกำลังเต้นอยู่
ถึงจะถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมน
แต่มันก็กำลังเต้นอยู่ เต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้น

เสียงดังตึง !
ผมหงายผึ่ง เอาหลังฟาดพื้นดังโครม
ความเจ็บปวดแผ่ร้าวไปทั่วร่าง
ความเจ็บปวดอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความปิติ
ผมยันตัวลุกขึ้นมา
มือไขว่คว้าคลำไปข้างหน้า ด้วยความลิงโลด
สัมผัสที่มือผมรู้สึกได้คือ ความเย็นเฉียบ
ผนังอันเย็บเฉียบ
เป็นความเย็บเฉียบที่น่ายินดียิ่งกว่าสิ่งใด

มือผมลูบไล้ผนังเย็นเฉียบ
ขาผมก้าวย่างพาร่างผมเคลื่อนที่
อาศัยผนังเป็นจุดอ้างอิง ผมเริ่มออกเดิน
ผมเดิน เดิน เดินและเดิน
เดินเป็นเวลานานมาก
นานจนทำให้สงสัย
ว่าผมกำลังเดินวนซ้ำที่เดิมไปมาเป็นวงกลมหรือเปล่า
นานจนทำให้สงสัย
ผนังนี้เป็นผนังที่ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุดหรือเปล่า
นานจนทำให้สงสัย
ผมกำลังเดินอยู่จริงรึเปล่า
แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังคงเดินต่อ
เดินอย่างไม่รู้จุดสิ้นสุด
เพียงเพื่อให้พ้นจากความมืดมิดอย่างที่เป็นอยู่นี้

หลังจากการเดินในความมืดมิดเป็นเวลานาน
นานซะจนผมคิดว่ามันไม่มีวันสิ้นสุด
ผมก็ออกวิ่ง
ทุกฝีก้าวส่งเสียงดังกังวาน และหนักแน่น ปราศจากความลังเล
ผมวิ่งไปหาแสงสว่าง

อุโมงค์ไม่ว่าจะมืดมิดแค่ไหน
ไม่ว่าจะลึกเพียงใด
ขอแค่ก้าวเดินต่อไปเรื่อย
สุดท้ายที่ปลายทางก็จะมีแสงสว่างอยู่เสมอ
และหนทางก็จะปรากฏชัดเจนขึ้น
หนทางที่เราจะเดินต่อไป
หนทางที่มีแต่แสงสว่าง




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2551 8:30:39 น.
Counter : 329 Pageviews.  

กาแฟที่อร่อยที่สุด

เมื่อหลายปีก่อน ผมไปซื้อของที่ห้างโลตัส
วันนั้น ผมเดินดูของวนไปมาหลายรอบ
ซึ่งผิดกับนิสัยการหาซื้อของตามปกติของผม

ตรงไปที่ของ หยิบมา จ่ายตังค์

ใช้อยู่เวลาในห้างเกินกว่า 30 นาทีไม่ได้
เดี๋ยวพลังอุลตร้าหมด
ผมก็เลยเกิดอาการขาลาก อยากนั่งพัก
โชคดีในห้างมีซุ้มกาแฟอยู่ ผมเลยเข้าไป
หลังจากเลือกอยู่พักหนึ่ง ผมก็สั่งบลูเมาท์เท่น

สิ่งแรกที่ประทับใจคือกลิ่น
มันหอมชวนให้คิดถึงกลิ่นดินที่บ้านตอนโดนฝนตก
รสชาดก็ขมกำลังดี นุ่ม กลมกล่อม
ผมชอบมากๆ ยอมรับเลยว่า หลงไหลเลยล่ะ
คิดในใจว่า ทุกครั้งที่มาห้างนี้ จะสั่งกาแฟนี้ตลอด

แต่พอครั้งหลังที่ผมสั่งบลูเมาท์เท่นจากร้านนี้
รสชาดมันกลับไม่เหมือนเมื่อตอนนั้น
ไม่ว่าจะสั่งกี่ครั้ง ก็ไม่เคยรสชาดอันสุดยอดอย่างครั้งนั้นเลย

น่าประหลาดใจ

เวลาต่อมา ผมกับเพื่อนพากันเปิดร้านกาแฟ
เราซื้อสูตรและชงตามสูตรที่เขาให้ไว้
แต่เนื่องด้วยว่าความเป็นมือใหม่ ยังไม่แน่ใจในรสชาด
ผมเลยต้องชิมวันละประมาณ 2-3 แก้วทุกวัน
พอเปิดเทอม ผมก็เลิกขายกาแฟ

อาจเพราะชิมมากเกินไป ผมเลยไม่สามารถกินกาแฟได้อีก

เมื่อใดที่ผมกินกาแฟ ผมจะปวดหัว
ไม่ต้องกินมากแค่ 2-3 อึก ก็ปวดหัวเอาเรื่องแล้ว
ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่เคยเป็น
ยิ่งพักหลังอาการหนักขึ้น แค่ได้กลิ่น ก็เริ่มเวียนหัว

ผมไม่กินกาแฟอีกเลย คิดว่าคงจะตลอดทั้งชีวิต

แต่ก็มีบางครั้งที่มีคนถามผมว่า ผมชอบกาแฟอะไร ?
ผมตอบได้ทันทีเลยว่า ผมชอบบลูเมาท์เท่น
และผมก็จะอธิบายถึง กลิ่นอันหอมหวล รสอันละเมียดลิ้น
ความสุนทรีย์ที่ผ่านลำคอ ให้เขาฟัง
และผมก็บอกเขาด้วยว่า แม้ตอนนี้ผมดื่มกาแฟไม่ได้อีกแล้ว
แต่ผมก็จะไม่มีวันลืมความสุขที่ได้รับจากบลูเมาท์แก้วนั้นเลย

มันจะรสชาดดีเสมอในความทรงจำของผมตลอดไป




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2551 10:53:36 น.
Counter : 509 Pageviews.  

Air-Condition

ใครๆก็รู้ว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญสภาวะโลกร้อนกันอยู่
หน้าร้อนจึงเป็นอะไรที่ทรมานมาก
ผมยังจำได้ดี ในหน้าร้อนบางปี ร้อนขนาดตอนกลางคืนเอาพัดลมมาเป่า 2 ตัวก็ยังไม่หายร้อน
ผมต้องลุกขึ้นมาเอาผ้าชุบน้ำมาโปะตัวถึงจะนอนหลับได้
พอหลับไปแล้วก็ยังไม่วายฝันว่าไฟไหม้ต้องมาร้อนกันต่อในฝันอีก
ขนาดตอนกลางคืนยังร้อนขนาดนั้น ตอนกลางวันยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ทั้งร้อนทั้งแสบ มองเห็นเปลวแดดเต้นระบำอยู่ไหวๆเลย ร้อนมากจริงๆ

ด้วยความที่มนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวสูงเพื่อความอยู่รอด
ใครๆต่างก็พากันปรับตัวหนีร้อนกัน
เพื่อหนีความร้อน เชื่อเลยว่าทุกคนต้องนึกถึง Air-Condition แน่นอน
ในบ้านมันร้อน เราเลยพากันหนีร้อนไปเดินเล่นในห้างเพราะในห้างมี Air-Condition
ในห้องเรียนมันร้อน นักเรียนเลยพากันโดดเรียนไปร้านเกมส์เพราะในร้านเกมส์มี Air-Condition
สะพานมัฆวานมันร้อน พธม.เลยพากันไปทำเนียบเพราะทำเนียบมี Air-Condition
ทุกคนเย็นสบายเพราะ Air-Condition

Air-Condition สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของมนุษยชาติ
เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ผมสงสัยว่าทำไมถึงไม่ได้รางวัลโนเบล ทั้งๆที่ออกจะสุดยอดขนาดนี้
อย่างน้อยๆเจ้าสิ่งประดิษฐ์นี้ก็น่าจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
เพราะช่วยป้องกันไม่ให้คนร้อนจัดจนสติแตกเอาปืนมากราดยิงชาวบ้าน
งงจริงๆทำไมถึงไม่ได้รางวัล

ด้วยความสงสัยถึงความมหัศจรรย์ของมัน ผมเลยเริ่มศึกษาหลักการทำงาน
หลักการทำงานก็ไม่ซับซ้อนเลยแค่ใช้สารทำความเย็นมาดูดซับความร้อนในห้องแล้วนำไประบายออก
ข้างนอกห้อง จากนั้นใช้พลังงานมาทำให้สารทำความเย็นควบแน่นกลับมาเย็นตัวลงแล้วนำไปดูดซับ
ความร้อนอีกครั้งจนเป็นวัฎจักร

เมื่อเข้าใจหลักการทำงาน ผมเลยเห็นบางสิ่งที่สัมพันธ์กันจนก่อให้เกิดเหตุและผลขึ้นมา
Air-Condition ดูดความร้อนในห้องไประบายทิ้งข้างนอกก็เท่ากับว่าทำให้ข้างนอกร้อนขึ้น

Air-Condition ดูดเอาความร้อนจากห้างไประบายทิ้งข้างนอกทำให้บ้านเรือนรอบๆห้างร้อนขึ้น
Air-Condition ดูดเอาความร้อนจากร้านเกมส์ไประบายทิ้งข้างนอกทำให้ผู้ปกครองร้อนขึ้น
Air-Condition ดูดเอาความร้อนจากพธม.ไประบายทิ้งข้างนอกทำให้รัฐบาลร้อนขึ้น

จากเหตุและผลที่ไล่เรียงมา ผมเริ่มมาคิดต่อ
Air-Condition คงไม่ได้ดูดแค่ความร้อนเพียงอย่างเดียวซะแล้ว มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น
ผมนั่งคิดซักพักก็เลยได้สรุปได้ว่า Air-Condition ดูดสิ่งนี้ออกไปจากตัวเราด้วย

ความอดทน

ผมก็เลยเห็นเค้าลางว่าทำไม Air-Condition ถึงไม่ได้รางวัลโนเบล
เพราะความอดทนเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์
การที่เราไม่อดทนแล้วหนีปัญหาเฉพาะหน้าไปนั้น เป็นการถ่ายความเดือดร้อนให้แก่คนรอบข้าง

ถ้าเราทนร้อนอยู่ที่บ้านได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวห้างหนีร้อน ทำให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
บ้านเรือนรอบๆห้างก็จะไม่ได้รับความร้อนจาก Air-Condition เพิ่ม
ถ้านักเรียนทนความน่าเบื่อของการเรียนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปร้านเกมส์จนทำให้ผู้ปกครองเดือดร้อน
ส่วนพธม.ไม่ขอพูดถึง (กลัว)

เพราะเราอยู่ร่วมกัน ความร้อนจากพวกเราก็เลยมีมาก
ถ้าใช้ Air-Condition ระบายความร้อนออกไป สังคมอื่นรอบข้างเราก็จะเดือดร้อนจากความร้อน
ของเราแทน
ดังนั้นเราจึงต้องอดทนเพื่อไม่ระบายความร้อนของเราให้แก่คนรอบข้าง ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
ก็เราอยู่บ้านเดียวกัน บ้านหลังใหญ่ใบนี้นี่นา




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2551 7:48:43 น.
Counter : 355 Pageviews.  

ปุ่ม Reset ชีวิต

เวลาคอมพิวเตอร์ทำงานผิดปกติ เราจะแก้ไขปัญหาเบื้องต้นอย่างไร?
กดปุ่ม Reset

เวลาโทรศัพท์มือถือมีปัญหา เราจะแก้ไขปัญหาเบื้องต้นอย่างไร?
กดปุ่ม Reset

เวลาเล่นเกมแล้วติด ไปไหนต่อไม่ได้หรือไปต่อก็ไม่รอดไม่มีทางเล่นจบ
เราจะแก้ไขปัญหาเบื้องต้นอย่างไร?
กดปุ่ม Reset

ปุ่ม Reset นี่ช่างเป็นสิ่งประดิษฐ์อันสุดแสนจะมหัศจรรย์ที่มีไว้เพื่อสำหรับ
แก้ปัญหาจริงๆ ด้วยแนวคิดง่ายๆ ล้างการกระทำที่ผ่านมาทิ้ง แล้วเริ่มการ
กระทำใหม่ ง่ายๆแค่อย่าทำอย่างเดิมปัญหาเดิมก็ไม่เกิดขึ้น

ตอนนี้ผมกำลังมองสิ่งนี้ด้วยความฉงนสงสัยอยู่
เป็นกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆใบหนึ่งมีปุ่มกดอยู่ตรงกลางหนึ่งปุ่มพร้อมด้วยคู่มือ
การใช้งานที่เป็นแค่กระดาษแผ่นเดียว

"ปุ่ม Reset ชีวิต"

"วิธีการใช้งาน"

"นึกถึงช่วงชีวิตที่ต้องการ Reset แล้วจึงกดปุ่ม"

คู่มือเขียนบอกไว้เท่านี้
อืม...ช่างใช้งานง่ายดีจริงๆ

ผมนั่งกอดอกแล้วก็เริ่มเข้าสู่โหมดระลึกชาติถึงอดีตอันแสนหวานของผม
ช่วงเวลาที่ผมอยาก Reset มากที่สุด
คงไม่มีช่วงไหนจะเกินไปกว่าช่วงเรียนมหาวิทยาลัย
ด้วยคติพจน์ประจำตัว "เอ็นท์ไม่กลัว กลัวเรียนไม่จบ"
ผมซิ่ว 3 ทีซ้อนแล้วก็เอ็นท์เข้าที่เดิมตลอด
ใช้เวลาเรียนทั้งสิ้น 10 ปีครึ่งถึงจบป.ตรี
อธิการบดีน่าจะมอบถ้วยแฟนพันธุ์แท้ประจำมหาวิทยาลัยให้กับผมนะนี่ที่
ผมรักในสถาบันถึงขนาดนี้

สิ่งที่ผมทำในช่วงนั้นค่อนข้างหลากหลาย
ทั้งการเรียน กิจกรรมและสิ่งที่ไม่ใช่กิจกรรม
แต่สงสัยอัตราส่วนคงจะไม่ลงตัว ผลที่ได้ก็เลยเป็นอย่างที่เห็น
ถ้าผม Reset กลับไปช่วงนั้น อะไรต่อมิอะไรของผมต้องเปลี่ยนแปลง
มากมายแน่นอน หลังจากนั่งคิดได้พักหนึ่ง ผมก็เอื้อมมือไปที่กล่องอันนั้น

กล่องใบนั้นพร้อมกับคู่มือหายวับไปกับตาหลังจากลอยอยู่กลางอากาศ
ได้ไม่นาน

ใช่แล้ว ผมปามันออกไปเอง

เพราะผมเชื่อในตัวเอง
ทุกสิ่งที่ผมทำในตอนนั้นเกิดจากการตัดสินใจของผม
การตัดสินใจด้วยความคิดที่ดีที่สุดและให้ผลที่ดีที่สุดกับผมในตอนนั้น
ถึงพอย้อนกลับมาคิดทีไรก็มักจะคิดว่าไม่ทำอย่างนั้นน่าจะดีกว่า
แต่การที่ผม Reset แล้วย้อนกลับไปแก้ไขตัวเองในตอนนั้นก็เท่ากับปฏิเสธ
ตัวเองในตอนนั้น

ผมไม่ได้เกลียดตัวเองในตอนนั้น

ช่วงเวลานั้นได้หล่อหลอมให้ผมมาเป็นตัวผมอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ผมเองก็ไม่ได้เกลียดตัวเองที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ออกจะรักซะด้วยซ้ำ
ดังนั้นการ Reset ตัวเองเท่ากับเป็นการปฏิเสธตัวเองที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ผมจึงปฏิเสธการ Reset ตัวเอง
ตัวผมในตอนนี้ถึงจะไม่ดีที่สุดแต่ก็ไม่แย่จนเกินไป
ผมภาคภูมิใจกับตัวของผมที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ผมจ๋อยลงเล็กน้อยหลังจากปากล่อง Reset ชีวิตพร้อมคู่มือทิ้ง
คิดในใจว่า ตูไม่น่าหยิ่งเลย
แต่รอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่มุมปาก ผมหันหลังกลับเข้าห้อง

ผมจะเป็นอย่างที่ผมเป็น




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2551 6:56:41 น.
Counter : 486 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

Valentine's Month


 
garnet19th
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add garnet19th's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.