เรื่องราวหลากหลายเทคโนโลยีน่ารู้เพื่อคุณ
Group Blog
 
All Blogs
 

เริ่มเขียนที่โรงเรียนกวดวิชาแต่จบที่บ้าน

บล็อกนี้เริ่มเขียนที่โรงเรียนกวดวิชาชื่อดังแห่งหนึ่งในวิสุทธานีครับ และพูดอย่างไม่กลัวเชยว่าผมเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก มาส่งลูกคนโตเรียนพิเศษและถือโอกาสเดินสำรวจไปทั่ว ๆ จากนั้นก็เข้ามานั่งรอลูกและเริ่มเขียนบล็อกนี้ครับ ผมเข้ามาสู่วังวนของโรงเรียนกวดวิชาอีกครั้งแล้วครับหลังจากหยุดมานานตั้งแต่สมัยที่ให้ลูกไปเรียนกวดวิชาเพื่อสอบเข้าป.1 ตอนนั้นผมกับภรรยาก็ยังไม่ค่อยแน่ใจหรอกว่ามันควรทำหรือไม่ แต่ได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ทั้งเพื่อนฝูงและญาติพี่น้องว่าควรไปจะได้รู้แนวข้อสอบงั้นจะเสียเปรียบเขา เราก็เลยพาลูกไปเรียน ซึ่งจริงๆ ก็สงสารลูกนะครับและต้องชมเขาอีกครั้งว่าพวกเขาซึ่งตอนที่ไปเรียนนั้นอายุแค่ประมาณห้าขวบ ตื่นกันขึ้นมาแต่เช้าและยอมไปเรียนโดยไม่งอแง


หลังจากสอบเข้าป.1 แล้วผมกับภรรยาก็ไม่ได้ให้ลูกไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนกวดวิชาที่ไหนอีก จะมีก็แค่เป็นส่วนเสริมเช่นไปเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ดนตรี ฟุตบอล แต่ถ้าจะเรียนเป็นงานเป็นการก็คือคุมองซึ่งเป็นการเน้นการทำโจทย์คณิตศาสตร์และฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบ และถ้าแบ่งเวลาดี ๆ ก็จะใช้เวลาไม่มาก  ซึ่งจริง ๆ ผมเพิ่งมาทราบภายหลังว่าภรรยาผมเธอมีจุดประสงค์แอบแฝงในการให้ลูกไปเรียนคุมอง เพราะเธอต้องการเปิดศูนย์คุมองครับเลยส่งลูกไปเป็นสายลับก่อน :) ซึ่งตอนนี้เธอก็ได้เปิดศูนย์คุมองสมใจเธอแล้ว   


ถ้าถามว่าทำไมผมถึงไม่ชอบให้ลูกเรียนกวดวิชาคำตอบก็คือผมกับภรรยาไม่คิดว่าการเรียนพิเศษในวิชาที่เรียนอยู่ในห้องมันจะเป็นเรื่องจำเป็นอะไร สำหรับภรรยาผมเท่าที่คุยกันเธอก็ไม่เคยไปเรียนพิเศษที่ไหนเนื่องจากตอนเด็กเธอต้องช่วยที่บ้านขายของ ส่วนผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือเองครับ ผมจะใช้วิธีซื้อหนังสือคู่มือมาอ่านแล้วก็ฝึกทำโจทย์ อีกอย่างหนึ่งเราคิดว่าการไปเรียนกวดวิชาเป็นการยัดเยียดอะไรให้ลูกมากเกินไป เราก็เลยสอนลูกให้ตั้งใจเรียนทำความเข้าใจในห้องและหมั่นทบทวนซึ่งลูกก็สอบในโรงเรียนได้ดีโดยไม่ต้องไปเรียนพิเศษที่ไหน


คราวนี้ทำไมให้ลูกมากวดวิชาอีก เหตุผลเริ่มจากที่ภรรยาผมต้องการให้ลูกคนเล็กลองมาสอบเข้าม.1 ที่โรงเรียนอื่นดูบ้าง เธอให้เหตุผลว่าให้เขามาลองฝีมือดู มาเทียบกับเด็กโรงเรียนอื่นดูบ้าง  ซึ่งเราก็ให้เขามาลองสอบ pre-test  เข้า ม. 1 ซึ่งโรงเรียนดัง ๆ ส่วนใหญ่นิยมจัดกัน ลองให้เขาสอบตั้งแต่เขาอยู่ ป. 5 ผลปรากฏว่าไม่ติดฝุ่นครับ เจ้าตัวเล็กผมตอนอยู่โรงเรียนเดิมนี่ได้ที่ 1-3 ของห้องมาเกือบตลอด แต่พอมาสอบนี่ไม่ติดอันดับเลย ตอนนั้นเราก็วิเคราะห์กันว่าเพราะเขาอยู่แค่ป. 5 และไม่ได้เตรียมตัวสอบดีเท่าไร  พอเขาอยู่ป. 6 ก็ให้มาลองสอบอีกปรากฏว่าดีขึ้นแต่ก็ยังไม่ติดอันดับเหมือนเดิม คราวนี้เราก็เลยต้องคิดกันใหม่  ช่วงแรกเราก็เลยหาคู่มือสอบมาให้เขาลองทำซึ่งทำให้รู้ว่าเขาไม่เคยเจอข้อสอบในลักษณะนั้นมาก่อน เท่าที่จำได้และเห็นเด่นชัดก็คือวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งการเรียนในโรงเรียนดูเหมือนจะไม่ได้เน้นพวกโครงสร้างอะตอมอะไรพวกนี้ (อันนี้ที่รู้เพราะเวลาลูกสอบผมมักจะหาเวลามาติวลูก) แต่ในคู่มือกลับมีข้อสอบลักษณะนี้ ซึ่งผมจำได้ว่าสมัยผมกว่าจะเรียนพวกนี้ หรือรู้จักตารางธาตุก็ตอนม.ปลายแล้ว แต่นี่แค่เด็กป. 6 และข้อสอบไม่ได้ถามแค่ให้รู้จักธรรมดายังถามให้คำนวณด้วย หรืออย่างข้อสอบคณิตศาสตร์นี่มันก็จะมีสูตรลัดต่าง ๆ ซึ่งถ้าทำตรง ๆ อาจใช้เวลานาน และในบางวิชาถึงจะมีเฉลยแล้วเราก็ยังไม่รู้ที่มาที่ไปอยู่ดี คือผมกับภรรยาก็พยายามช่วยเขา แต่ความที่เราก็ทิ้งวิชาอื่น ๆ นอกจากเลขกับภาษาอังกฤษมานานแล้วทำให้บางครั้งเราก็ตอบไม่ได้ว่าอะไรเป็นอะไร  อีกประการที่ผมพยายามฝึกลูกอยู่ก็คือลูกผมไม่เหมือนผมที่ชอบอ่านและทำโจทย์เองครับ ด้วยเหตุผลนี้เราจึงคิดว่าน่าจะลองให้เขาเรียนพิเศษดูและเขาก็น่ารักอีกตามเคยที่ยอมไปเรียนครับ แต่คราวนี้แรก ๆ ก็มีงอแงบ้าง เพราะจริง ๆ เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากย้ายจากโรงเรียนเดิมครับ เราก็ต้องบอกเขาว่าอยากให้เขาไปเรียนเพื่อที่จะเพิ่มความรู้ให้เขาไปลองเทียบฝีมือกับคนอื่นดู ถ้าสอบได้และเขาไม่อยากย้ายก็จะไม่บังคับอะไร


สรุปเจ้าคนเล็กเริ่มเรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบเข้าม.1 ช้ามากคือมาเริ่มเรียนตอนป.6 แล้ว ไปสอบสนามแรกก็ไม่ติด มาสนามที่สองก็ยังไม่ติดแต่ที่ผมสังเกตุคือคะแนนเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนถึงสนามสุดท้ายบดินทรเดชา 2 สนามนี้เจ้าคนเล็กอยากเข้ามากครับ เพราะเขาไปได้เพื่อนใหม่ที่เรียนพิเศษด้วยกันและตั้งใจเข้าบดินทร 2 ด้วยกัน  (คิด ๆ ดูนี่เจ้าตัวเล็กผมใจง่ายนะครับ เพื่อนโรงเรียนเดิมเรียนกันมาตั้งหกปีจะทิ้งไปอยู่กับเพื่อนที่เพิ่งเรียนด้วยกันซะแล้ว) ปรากฏว่าเขาสอบติดครับและเพื่อนเขาที่เรียนด้วยกันหลายคนก็ติดด้วย ไม่รู้ว่านี่จะสรุปได้ไหมว่าโรงเรียนกวดวิชามีผลเป็นอย่างมาก ถ้าลูกใครสอบเข้าได้โดยไม่ต้องไปกวดวิชาที่ไหนนี่มาแสดงความเห็นด้วยก็ดีนะครับ มาช่วยบอกหน่อยว่าทำยังไง คือถึงตอนนี้ผมก็ไม่ได้ชอบโรงเรียนกวดวิชา แต่มันเหมือนกับว่าถ้าคุณไม่กวดวิชาคุณก็จะเสียเปรียบสู้คนที่กวดไม่ได้  


คราวนี้ก็ถึงรอบคนโตครับเพราะภรรยาผมก็ต้องการให้เขาไปวัดฝีมือสอบเข้าม.4 กับเด็กอื่นอีกแล้ว และนี่ก็คือเหตุผลที่ผมต้องมาที่วิสุทธานีเป็นครั้งแรก และยังคงจะต้องมาอีกหลายครั้งเพื่อรับส่งเขา ส่วนคนเล็กนี่เราตัดสินใจให้เขาหยุดเรียนพิเศษไว้ก่อนครับ เพราะเราก็ยังเชื่อว่าการตั้งใจเรียนและทบทวนบทเรียนในห้องเรียนน่าจะเพียงพอสำหรับการเรียนในโรงเรียนแล้ว ซึ่งถ้าแค่เรียนในโรงเรียนยังต้องมากวดวิชานี่เราสองคนก็ยังไม่เห็นด้วยครับ เพราะเราคิดว่ามันจะติดเป็นนิสัยจนเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยครับ ซึ่งเหตุการณ์นี้เจอกับตัวเองเลย มีลูกศิษย์บางคนเคยเข้ามาถามว่าอาจารย์ไม่รับติวพิเศษบ้างหรือ ซึ่งผมก็บอกว่าเราเรียนระดับมหาวิทยาลัยแล้วเราไม่ควรจะต้องมีการมาติวพิเศษอีกแล้ว เราจะต้องหัดเรียนรู้และรับผิดชอบด้วยตัวเองให้ได้ เร็ว ๆ นี้ก็ได้คุยกับเพื่อนที่เป็นอาจารย์ด้วยกันแต่อยู่กันคนละมหาวิทยาลัยซึ่งเขาก็บอกว่าเดี๋ยวนี้ค่านิยมการเรียนพิเศษมันได้ลามไปถึงระดับป.โทหรือกระทั่งป.เอกแล้ว ฟังแล้วก็อนาถใจ 


สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นจากเรื่องโรงเรียนกวดวิชานี้ก็คือเหตุผลของการที่เด็กต้องมาเรียนกวดวิชา ซึ่งผมสรุปเองได้หลัก ๆ สามข้อ หนึ่งคือข้อสอบที่ใช้สอบเข้าไม่ว่าจะระดับไหนไม่ได้ออกตามจุดประสงค์หรือแม้กระทั่งอาจจะไม่ตรงกับหลักสูตรที่เด็กได้เรียนมา (ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น) สองการมาเรียนกวดวิชาทำให้เด็กได้สูตรลัดในการคิดคำนวณซึ่งก็จะได้เปรียบกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนเพราะจะทำให้ได้คำตอบที่เร็วกว่า (แต่จุดประสงค์ของการสอบต้องการวัดอะไรกันแน่ วัดความเร็วหรือจะวัดกระบวนการคิด) สามครูที่สอนอยู่ในสถานศึกษา(รวมถึงตัวผมด้วย) อาจต้องพิจารณาแล้วว่าทำไมเราจึงสื่ิอสารกับเด็กสู้ติวเตอร์ที่สอนพิเศษเหล่านี้ไม่ได้ บางคนอาจถามว่าแล้วความแตกต่างระหว่างโรงเรียนไม่เกี่ยวหรือ ผมว่าไม่เกี่ยวนะเด็กที่มาเรียนพิเศษที่ผมเห็นอยู่รวมถึงลูกผมด้วยส่วนใหญ่ก็มาจากโรงเรียนดัง ๆ กันทั้งนั้น คือพูดง่าย ๆ ว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่โรงเรียนไหนคุณก็ต้องกวดวิชาทั้งนั้น ผมยังเคยคิดเล่น ๆ เลยว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้ให้ลูกเรียนกศน.เสียเลยดีไหม แล้วก็มาเรียนกวดวิชาเอา  


ผมเริ่มเขียนบล็อกที่โรงเรียนกวดวิชาแต่สุดท้ายก็มาจบที่บ้านครับ ยังไงเสียบ้านก็จะเป็นที่บ่มเพาะสำคัญให้ลูก ๆ ของเราเติบโตเป็นสมาชิกที่ดีของประเทศชาติต่อไป ช่วยกันทำบ้านให้อบอุ่นเพื่อลูกหลานของเรากันนะครับ วันนี้จบมันแบบไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนมาแบบนี้แหละ สวัสดีครับ...




 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2555 22:35:43 น.
Counter : 2908 Pageviews.  

กรุงเทพมีคำขวัญแล้ว

กรุงเทพมีคำขวัญแล้วครับ เมื่อสามปีก่อน ผมเคยเขียนบล็อกเรื่องคำขวัญกรุงเทพ? เอาไว้ เหตุผลที่ผมเขียนบล็อกนั้นก็เพราะผมรู้สึกประหลาดใจครับ เ้หตุก็คือเมื่อสามปีที่แล้วผมติวหนังสือเตรียมตัวสอบกับลูกเรื่องคำขวัญของจังหวัดต่าง ๆ และผมพบว่าในหนังสือเล่มนั้นบอกว่าคำขวัญของกรุงเทพคือ

ช่วยชุมชนแออัด ขจัดมลพิษ แก้ปัญหารถติด ทุกชีวิตรื่นรมย์


ซึ่งผมอ่านแล้วตอนแรกก็ขำกลิ้ง แล้วก็รู้สึกงงว่านี่มันคำขวัญหรือป้ายหาเสียงกันแน่ แต่ตอนนี้เราได้คำขวํญของกรุงเทพจริง ๆ แล้วครับ  โดยสรุปก็คือทางกทม.ได้จัดประกวดตั้งคำขวัญกรุงเทพ แล้วได้คำขวัญที่เข้ารอบสุดท้ายมาห้าคำขวัญ จากนั้นก็ให้คนเข้้าไปโหวต (แต่แปลกนะทำไมผมไม่รู้เรื่องเรื่องนี้เลย) และสุดท้ายผลการโหวตออกมาแล้วครับ เราได้คำขวัญกรุงเทพดังนี้ครับ

กรุง​เทพฯ ดุจ​เทพสร้าง ​เมืองศูนย์กลาง​การปกครอง วัด วัง งาม​เรืองรอง ​เมืองหลวงของประ​เทศ​ไทย

จากที่ไปอ่านดูคำขวัญที่เข้ารอบมาก็เพราะทุกอันเลยนะครับ ถ้าใครอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างก็ดูจากที่มาได้เลยครับ

ที่มา: mthai




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2555 19:48:15 น.
Counter : 652 Pageviews.  

อาชีพที่ให้รายได้สูงจนคาดไม่ถึง (ในอเมริกา)

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องเกี่ยวกับรายได้ของอาชีพบางอาชีพในอเมริกา พอดีผมบังเอิญไปอ่านเจอใน Yahoo! Education เห็นว่าแปลกดีก็เลยเอามาเล่าให้ฟังกันครับ ในบทความดังกล่าวเขาเริ่มด้วยคำถามว่า คุณคิดว่าระหว่างช่างซ่อมลิฟต์กับเจ้าหน้าที่เทคนิคด้านปรมาณู (nuclear) ใครมีรายได้สูงกว่ากัน หรือระหว่างครูมัธยมที่สอนด้านศิลปะกับเจ้าหน้าที่ผังเมืองใครมีรายได้มากกว่ากัน ผมคิดว่าพวกเราหลายคน (รวมทั้งผมด้วย) ก็คงต้องบอกว่า คนที่ทำงานด้านปรมาณูก็น่าจะมีรายได้มากกว่าช่างซ่อมลิฟท์ และดู ๆ แล้วเจ้าหน้าที่ผังเมืองก็น่าจะมีรายได้มากกว่าครูมัธยมใช่ไหมครับ

แต่ผลสำรวจจากกระทรวงแรงงานของอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2552 กลับออกมาอย่างนี้ครับ คือช่างซ่อมลิฟต์ได้เงินเดือนต่อปีอยู่ที่ 67,950 เหรียญสหรัฐ ส่วนเจ้าหน้าที่ปรมาณูได้เงินเดือนต่อปีอยู่ที่ 66,700 เหรียญเท่านั้น ครูมัธยมมีรายได้ต่อปีอยู่ที่ 68,230 เหรียญ แต่เจ้าหน้าที่ผังเมืองมีรายได้อยู่ที่ 64,680 เหรียญ น่าประหลาดใจใช่ไหมครับ จริง ๆ ยังมีอีกหลายอาชีพครับที่เราอาจไม่เคยคาดคิดว่าจะมีรายได้สูง ถ้าสนใจก็สามารถคลิกลิงก์ด้านบนเข้าไปอ่านรายละเอียดได้เลยครับ

ไม่รู้เมืองไทยเป็นยังไงนะครับ จะมีอาชีพไหนที่มีรายได้สูงจนเราคาดไม่ถึงบ้างไหม ใครมีข้อมูลก็มาแบ่งปันกันได้นะครับ




 

Create Date : 14 เมษายน 2554    
Last Update : 14 เมษายน 2554 22:32:21 น.
Counter : 834 Pageviews.  

ข้อคิดที่ได้จากรายการ Thailand's Got Talent เทปแรก

สวัสดีครับผมไม่ได้มาเขียนบล็อกซะนานเพราะยุ่งอยู่กับการตรวจข้อสอบ และตรวจโครงงานนักศึกษา จนตอนนี้ตรวจเสร็จไปหลายส่วนแล้ว ก็เลยขอมาเขียนหน่อยแล้วกันเพราะถ้าไม่เขียนก็อาจจะไม่ได้เขียนอีกนาน ในขณะที่เขียนนี้ก็มีข่าวเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่ญี่ปุ่น และเกิดสึนามิด้วย ก็ขอภาวนาให้อย่าให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บมากมายและอย่าให้มีผลกระทบเป็นวงกว้างเลยครับ

สำหรับเรื่องที่จะเขียนวันนี้ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้เขียนตามกระแสนะครับ คือจริง ๆ ผมตั้งใจจะเขียนตั้งแต่ดูรายการ Thailand's Got Talent เทปแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2554 แล้ว แต่ด้วยความที่ยุ่ง ๆ ก็เลยไม่ได้เขียน จนตอนนี้หัวข้อที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ก็กลายเป็น talk of the town ไปแล้ว แต่ถึงมันจะช้าไปหน่อยผมก็ขอเขียนแล้วกัน เพราะอย่างน้อยสุดก็ขอบันทึกเรื่องนี้ไว้ และเมื่อไรที่ผมรู้สึกท้อแท้ถ้ากลับมาอ่านบล็อกนี้แล้วก็อาจจะรู้สึกดีขึ้น และผมก็หวังว่าคนที่มาอ่านบล็อกของผมก็จะรู้สึกเช่นเดียวกัน

สำหรับภาพรวมของรายการก็คิดว่าทำได้ดีนะครับ คณะกรรมการโดยส่วนตัวผมชอบคุณเบนซ์ พรชิตา ผมว่าเธอดูสวยมากและมีความเห็นดี ๆ หลายครั้งจากเธอ ส่วนตัวผู้เข้าแข่งขันผมก็คิดว่าหลายคนก็คงจะประทับใจคุณสมศักดิ์ เหมรัญ ที่ประสบอุบัติเหตุ จนแขนซ้ายพิการ และต้องมาหัดเล่นกีต้าร์ด้วยมือเดียว ถ้าใครยังไม่ได้ดู ก็ดูได้จากวีดีโอนี้เลยครับ





 
สิ่งที่ผมอยากจะพูดในเรื่องนี้คือว่าเราอย่าเพียงแต่ประทับใจหรือชื่นชมกับความสามารถของคุณสมศักดิ์เท่านั้น แต่ผมอยากจะให้มองไปถึงเบื้องหลังก่อนที่คุณสมศักดิ์จะมาเล่นกีต้าร์ได้ขนาดนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ลองคิดดูครับจากคนที่เคยใช้ได้สองแขน แต่จู่ ๆ กลับมาเหลือแขนที่ใช้ได้ข้างเดียว แค่ทำใจหรือฝึกให้มีชีวิตไปตามปกติก็น่าจะยากอยู่แล้ว แต่นี่คุณสมศักดิ์สามารถทุ่มเทความพยายามฝึกจนกลับมาเล่นดนตรีที่เขารักได้อีกครั้ง ดังนั้นพวกเราหลายคน (รวมทั้งตัวผมด้วย) ที่ชอบบ่นว่าไอ้โน่นก็ยากไอ้นี่ก็ยาก ไอ้โน่นก็ทำไม่ได้ไอ้นี่ก็ทำไม่ได้ มีอุปสรรคอย่างโน้นอย่างนี้คงต้องลองย้อนกลับมาดูตัวเองแล้วละ่ครับว่าเราได้ทุ่มเทความพยายามของเราลงไปเต็มที่หรือยัง เราสู้ชีวิต เราได้พยายามดึงศักยภาพในตัวของเราออกมาเต็มที่แล้วหรือไม่ ต้องบอกว่าคุณสมศักดิ์เข้าใจเลือกเพลงด้วยจริง ๆ เพราะเนื้อหาของเพลงมันก็มีความหมายของการที่เราจะลุกขึ้นมาสู้ชีวิตต่อไปหรือไม่ ซึ่งแน่นอนคุณสมศักดิ์เลือกที่จะสู้กับมัน และไม่ว่าเขาจะชนะได้เงินรางวัลจากรายการนี้หรือไม่ ผมว่าเขาชนะในเกมชีวิตของตัวเองไปแล้วครับ

อีกจุดหนึ่งที่ผมประทับใจก็คือ ความรักความผูกพันระว่างคุณสมศักดิ์และพี่ชายครับ จากคำพูดของคุณสมศักดิ์จะเห็นว่าพี่ชายของคุณสมศักดิ์นั้นมีบทบาทสำคัญที่ทำให้คุณสมศักดิ์กลับมาสู้ชีวิตต่อไปได้ และความรักความผูกพันของทั้งสองคนก็ได้แสดงให้เห็นในวีดีโอข้างบน ความรักความเข้าใจและกำลังใจที่มีให้แก่กันนั้นมันมีพลังที่ยิ่งใหญ่มากครับ ดังนั้นก็ขอให้เราใส่ใจและให้กำลังใจคนในครอบครัวของเรา และคนรอบข้างเราด้วยนะครับ

ข้อคิดอีกประการหนึ่งที่ผมได้จากกาีรดูรายการนี้อันนี้ไม่ได้มาจากคนที่ประสบความสำเร็จครับ แต่มาจากคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือก มีหลายคนครับที่ตอนผมดูตอนแรกผมก็คิดว่าอะไรนี่มีความสามารถแค่นี้ก็กล้ามาออกรายการแล้วสงสัยแค่ขอให้ได้ออกทีวี แต่พอมานั่งคิดดูอีกทีผมกลับเห็นว่ามีหลายคนครับที่เขากล้าที่จะทำตามความฝันของเขา ซึ่งไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างน้อยก็ได้ลองแล้ว ดังนั้นถ้่าเรารักในสิ่งนั้นจริงและสิ่งที่เราจะทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีก็ิอาจจะไม่ผิดที่จะลองกับมันดูสักตั้ง

สุดท้ายก็ขอเอาวีดีโอของคุณสมศักดิ์ซึ่งเล่นได้จบเพลงในรายการของคุณสรยุทธมาเป็นการจบบล็อกวันนี้แล้วกันนะครับ








 

Create Date : 11 มีนาคม 2554    
Last Update : 11 มีนาคม 2554 20:50:59 น.
Counter : 420 Pageviews.  

คำศัพท์ใหม่น่ารู้

วันนี้เขียนเรื่องสั้น ๆ เบา ๆ แล้วกันนะครับ เพราะกว่าจะได้เริ่มเขียนบล็อกก็เข้าสู่เช้าวันใหม่แล้ว สำหรับวันนี้จะมาแนะนำคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ครับ คือผมได้อ่านรีดเดอร์ไดเจสท์ฉบับภาษาไทยเขาบอกว่า Oxford Dictionary ได้เพิ่มคำศัพท์ใหม่เข้าไป 2000 คำ และได้ยกตัวอย่างมาจำนวนหนึ่ง ผมก็เลยลองไปหาเพิ่มเติมดูและเลือกคำที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตหรือน่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันครับ



  • social media เว็บไซต์และแอพพลิเคชันที่ใช้สำหรับเครือข่ายสังคม

  • staycation ใช้เวลาวันหยุดในประเทศของตัวเอง

  • overthink คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากหรือนานเกินไป

  • frenemy คนที่เราทำดีด้วยแม้จริง ๆ จะไม่ชอบ (ผมคิดว่าคำนี้น่าจะมาจาก friendly enemy)

  • tweetup การประชุมที่ทำด้วยการโพสต์ข้อความบน twitter 

  • defriend เหมือนกับคำว่า unfriend คือการลบชื่อออกจากรายชื่อเพื่อนหรือผู้ติดต่อบนไซต์เครือข่ายสังคม

  • Interweb อินเทอร์เน็ต






ดูแล้วเป็นยังไงกันบ้างครับ ในส่วนตัวผมว่านี่คือวิวัฒนาการของภาษา และจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะในยุคก่อน ๆ ก็มีการเพิ่มคำที่เกิดขึ้นจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างเช่น shareware เข้าไปในพจนานุกรมอยู่แล้ว ดังนั้นก็คงไม่ต้องแปลกใจอะไรนะครับ ถ้าคำอย่างชิมิ อะนะ หรืออิอิ จะได้เข้าไปอยู่ในพจนานุกรมของไทยบ้าง 








 

Create Date : 29 มกราคม 2554    
Last Update : 29 มกราคม 2554 1:50:53 น.
Counter : 800 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

motokop
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




สวัสดีครับ สำหรับบล็อกนี้ผมก็ตั้งใจจะให้เป็นข่าวสารที่น่าสนใจทางคอมพิวเตอร์ ทั้งข้อมูลด้านเทคโนโลยีที่น่าสนใจ การพัฒนาโปรแกรม และงานวิจัยต่าง ๆ อาจแทรกไปด้วยเรื่องอื่นๆ บ้าง ตามแต่อารมณ์และสถานการณ์ครับ ยินดีรับความคิดเห็นของทุกคนครับ
Visit InfoServe for backgrounds.

เพื่อนที่กำลังชมบล็อก:

ผู้ชมทั้งหมด:

Friends' blogs
[Add motokop's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.