Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
20 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
ประเด็น "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" : เหตุผลคัดค้าน และ ข้อเสนอ ของข้าพเจ้า

[อ่านบทความอื่น]


หลังจากที่ข้าพเจ้าได้เสนอบทความสนับสนุนประเด็น "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" 2 บทความ (ที่นี่ และ ที่นี่) และ เหตุผลคัดค้าน 1 บทความ (ที่นี่) ไว้ก่อนหน้านี้แล้วนั้น เดิมที่ข้าพเจ้าอยากจะนำเสนอบทความคัดค้านอีก 1 บทความก่อนแล้วจึงเสนอความเห็นของข้าพเจ้าบ้าง

แต่ว่าข้าพเจ้าเปลี่ยนใจ ไม่ขอนำบทความคัดค้านอื่นมาเสนอที่ blog อีก (เพราะเดี๋ยวสหายจะว่า ข้าพเจ้าเอาแต่นำของคนอื่นมาลง ไม่ยอมเขียนเอง) แต่ถ้าสนใจอ่านอีก สหายน่าจะได้อ่านบทความเรื่อง "ศาสนาประจำชาติ ศาสนาทลายชาติ?" โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร ซึ่งในบทความดังกล่าว จะนำเสนอข้อเท็จจริงในประเด็น "ศาสนาประจำชาติ" ของประเทศอื่นด้วย (Click อ่านได้ที่นี่.. ที่ web ของ ประชาไท)




เนื่องจากได้แสดงจุดยืนมาแล้ว 3 วันว่า คัดค้านการกำหนดศาสนาประจำชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่สำหรับประเทศไทยเท่านั้น ข้าพเจ้ายังคิดว่า.. ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นพิเศษ อันเกี่ยวเนื่องด้วยประวัติศาสตร์ที่ต้องมีการแย่งชิงอำนาจระหว่างศาสนจักรและอาณาจักรแล้ว ทุกประเทศควรถอนการบัญญัติศาสนาปะรจำชาติออกไปเสียด้วย

ประเทศอื่น (เช่นประเทศที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่นี้) จะได้ไม่บัญญัติโดยอ้างเหตุผลเพียงว่า ประเทศนั้นยังบัญญํติได้เลย ทำไมจะบัญญัติบ้างไม่ได้ โดยไม่ได้พิจารณาว่า ที่มาของการกำหนดศาสนาประจำชาติของแต่ละประเทศนั้น มีเหตุผลเฉพาะตนที่ต่างกัน

ที่จริงแล้ว ก่อนที่จะฟันธงไปเลยว่า ควรหรือไม่ควรทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น (ในที่นี้คือการกำหนดศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ) ข้าพเจ้าคิดว่าเราควรต้องคำนึงถึงสองสิ่ง นั่นคือ ความเสี่ยงหรืออันตรายอันเนื่องมาจากการกระทำนั้น (risk) เทียบกับ ประโยชน์ที่พึงจะได้รับ (benefit)

จากการที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอบทความปูพื้นฐานความคิดให้สหายก่อนหน้านี้แล้ว สหายก็คงพอจะมองออกว่า การระบุศาสนาพุทธไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น จะ (มีโอกาสทำให้) เกิดข้อดีหลายประการต่อพระพุทธศาสนา และต่อประชาชน (ถ้าหากผลดีเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้จริง)

แต่การคิดถึงเฉพาะข้อดีที่ (อาจ) จะเกิดขึ้น แต่ด้านเดียวนั้นคงจะไม่เพียงพอ การพิจารณาถึงผลร้ายหรือความเสี่ยงที่อาจจะมีขึ้นนั้นจะทำให้มองภาพปัญหาได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

!!!


ข้อดีตั้งมากมายที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั้น หากเทียบกับ ข้อเสียร้ายแรงแม้เพียง 1 ข้อ อย่างไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน

ในความคิดของข้าพเจ้านั้น การเทียบน้ำหนักด้านดีและด้านเสียที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่อาจจะนำแต่จำนวนข้อดีมาเทียบกับจำนวนข้อเสียเท่านั้น

และไม่ควรจะอ้างเหตุผลว่า "ไม่น่าจะเกิดขึ้น" หรือ "ไม่จริงหรอก" มาเป็นเหตุให้ปฎิเสธประเด็นความเสี่ยง ราวกับว่าจะไม่ให้ความสนใจ

เราคงไม่พูดเรื่องประโยชน์นานับประการที่จะเกิดขึ้น แต่ถามว่าถ้ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นจริง เรายอมรับมันได้ไหม และมีแผนการอะไรรองรับหรือไม่ ถ้าหากมันเกิดแล้วจะแก้ไขได้ไหม หรือ จะผ่อนหนักเป็นเบาได้อย่างไร

ข้าพเจ้าคิดว่า เราจะสามารถตัดสินใจทำงาน (ในที่นี้คือการบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ) ได้อย่างมั่นใจ ถ้าหากว่าเรามีแผนรองรับชัดเจนกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น แต่... ถ้าไม่มีล่ะ หรือว่ามี..แต่ว่ามันไม่ได้ผลลัพท์ที่เชื่อถือได้ล่ะ ในความเห็นแล้ว ข้าพเจ้าว่าเราไม่ควรจะไปเสี่ยงทำ

!!!


สิ่งที่ฝ่ายคัดค้านกลัวกันมากที่สุดมีสองเรื่องคือ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรู้สึกเป็นประชากรชั้นสองของคนกลุ่มหนึ่ง จริงอยู่ว่าเรื่องนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น หากเกิดขึ้นแล้ว.. เรามีแผนรองรับหรือไม่

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งล่อแหลมต่อความมั่นคงของชาติมากก็คือ ความเป็นไปได้ที่โจรก่อการร้าย ผู้หวังจะแบ่งแยกดินแดน จะสบโอกาสนี้อ้างต่อชาวโลกว่า ประเทศไทยมีศาสนาประจำชาติคือศาสนาพุทธ เพราะอ้างว่าประชากรส่วนใหญ่นับถือพุทธ (ซ้ำองค์กรบางแห่งยังบอกว่า เพราะสีขาวในธงไตรรงค์ คือพุทธศาสนาอีกด้วย) ดินแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถืออิสลาม จึงไม่อาจจะยอมรับสภาพได้ (หรือแม้แต่จะยอมใช้ธงชาติผืนนี้ได้) จึงจำเป็นต้องแยกดินแดน

ข้าพเจ้าไม่ได้ชี้โพรงให้กระรอก เรื่องแบบนี้มีการตั้งประเด็นมานานแล้ว นับย้อนไปตั้งแต่การเปลียนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย และในปีนี้ ก็มีคนพูดเรือ่งความเป็นไปได้นี้เช่นกัน

ก่อนหน้านี้เราจะมองว่า ผู้ก่อการในภาคใต้ไม่มีสิทธิแบ่งแยกดินแดน เพราะว่าการที่ปัตตานีเป็นอีกประเทศหนึ่งนั้นเป็นข้อเท็จจริงในอดีตที่ผ่านมานานมากแล้ว แต่สหายลองคิดดู สิ่งที่กำลังจะเกิดนี้เป็นเรื่องใหม่ ถ้าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ สีขาวในธงชาติไม่ได้หมายรวมทุกศาสนา (ตามข้ออ้างขององค์กรพุทธบางแห่ง) การเรียกร้องของพวกผู้ก่อการร้ายจะมีน้ำหนักและเหตุผลมากขึ้นขนาดไหน

!!!


ลองคิดจินตนาการดูเองเถิด ฝ่ายองค์กรที่เรียกร้องให้บัญญัติว่า "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" นั้น อ้างแต่ว่า เรื่องความเสี่ยงเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ว่าแต่... พวกเรามีแผนการรองรับเรื่องเหล่านี้หรือไม่ และแผนนั้นถ้ามีจะมีประสิทธิภาพเพียงใดกัน

ความเสียหายต่อความมั่นคงเหล่านั้นจะเลี่ยงได้อย่างไรบ้าง

ข้าพเจ้าเชื่อว่า ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือคัดค้านนั้น ต่างก็หวังดีต่อประเทศด้วยกันทั้งนั้น ฝ่ายสนับสนุนต้องการให้มีการพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาที่กำลังเสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง และฝ่ายคัดค้านก็กลัวจะเกิดความแตกแยกในสังคม แต่การจะหวังดีนั้น ควรจะต้องคำนึงให้รอบด้านด้วย

ถ้าหากเราไม่มีแผนการรองรับผลเสียที่อาจจะเกิดเหล่านั้น ข้าพเจ้าคิดว่าเราไม่ควรบัญญัติ "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพียงเพื่อหว้งว่าจะเกิดผลดี (ซึ่งอาจจะไม่เกิด) ขึ้น

เพราะผลดีเหล่านั้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องไปบัญญัติประโยคนี้ในรัฐธรรมนูญ

!!!


หากว่า เหตุผลหลัก ๆ (ของฝ่ายสนับสนุน) ที่ต้องการจะบัญญัติว่า "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" คือความห่วงใยต่อสถานการณ์ของพุทธศาสนาที่กำลังเสื่อมโทรมอยู่แล้วล่ะก็ ถ้าคิดตามหลักอริยสัจ 4 แล้ว เราคงจะต้องกำหนดปัญหาให้มั่นก่อน หาสาเหตุของมันให้พบ กำหนดเป้าหมาย แล้วจึงหามรรควิธีที่จะทำให้ศาสนาอยู่รอดต่อไปได้

ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่า ถ้าเราพบสาเหตุที่แท้จริงได้แล้วล่ะก็ เราจะรู้ว่า มีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข และต้องทำเพื่อผดุงพระพุทธศาสนา นอกเหนือไปจากการรณรงค์ให้มีการบัญญัติ "พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"

!!!


    สรุป
  • การบัญญัติ "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" นั้น ถ้ามีข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยที่เราไม่มีแผนรับรองแล้วละก็ เราไม่ควรรีบร้อนบัญญํติ

  • ยังมีวิธีอื่นอีกมากที่จะบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งถ้าเริ่มจากการงดสร้างเครื่องรางของขลังนั่นแหละ อาจจะง่ายที่สุด


!!!


    หมายเหตุ
  • แม้ข้าพเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติศาสนาประจำชาติ แต่ข้าพเจ้าเห็นด้วยที่จะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็น พุทธมามกะ และทรงเป็น อัครศาสนูปถัมภก


ด้วยความเคารพ




[อ่านบทความอื่น]


Create Date : 20 เมษายน 2550
Last Update : 5 พฤษภาคม 2550 17:15:49 น. 8 comments
Counter : 816 Pageviews.

 
อ่านแ้ลวให้รู้สึกเวียนหัว


โดย: ลุงแมว วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:23:57:34 น.  

 
"อ่านแล้ว" นะจ๊ะ


โดย: ลุงแมว วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:23:58:18 น.  

 
ความจริงเราเป้นคนมีพื้นฐานด้านสังคมศาสตร์ แต่กลับไปสนใจเรียนทางด้านปรัชญาและศาสนามามากพอสมควร จนมีอาการวิงเวียนศรีษะ เพราะนั่งทางในมากไปหน่อย เป็นระยะ ๆ .. อิอิ..

แล้วอีกอย่างเรื่องที่ศึกษา(ทำวิจัยภาคสนาม -แบบว่าลงทุนลงแรงไปนอนไปกินในวัดตามชุมชนชนบท มาก็หลายปีแหละ) โดยเฉพาะเมื่อ 5-6 ปีติดต่อกันผ่านมาก่อนเกษียณนี้ก็เป็นเรื่อง "วัด/พุทธ กับ ชุมชน" อะไรทำนองนี้

ศึกษาจนคิดว่า ตนเองรู้มิติทางสังคมของสถาบันศาสนากับชุมชนชาวพุทธเมื่องไทย มากมาย จน...ไม่กล้าเขียนรายงาน...หรือทำวิจัยต่อ..ก็แล้วกัน (นี่พูดซีริอุส จริง ๆ นะเอ้า)

ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งลงลึก "พุทธศาสนากับชุมชนคนไทย" เท่าไร มันก็ยิ่ง...อตร. แท้ ๆ

เอาเป็นว่าวันนี้--
"ฉัน" เข้ามาแลกเปลี่ยนสั้น ๆ เพียงแค่ว่า

เรื่องของพุทธศาสนาในประเทศไทยในขอบเขตของ--
1. สถาบัน (สงฆ์และบ้านเมือง)
2. องค์กร กฏหมาย การใช้อำนาจ
3. บุคลากร
4. พุทธมามกะ
5. วัด พระสงฆ์ ชุมชน และชาวพุทธชาวบ้าน

เรื่องมันใหญ่ หลากหลาย ซับซ้อน และอ่อนไหวมาก

ฝากไว้ให้คิด (ลองโยงกับประเด็นที่กำลังพูดถึงในบล็อกของคุณ Plin, :-p อยู่นี้คือ พุทธศาสนา=ชาติไทย=รัฐ+ประชาชน+ก้าว รอ ก้าว) ----
---คือฉันขอเสนอให้พิจารณาว่า--- พุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นเรื่อง(เนื้อ)เดียวกัน(ที่ไม่อาจแยกจากกันได้)กับราชการไทย

คุณเชื่อไหมว่า--พุทธศาสนาในมิติ 1--5 ดังกล่าวมานี้ เป็นราชการไทยในทุกมิติ--ได้แก่มิติด้าน วัฒนธรรม การเมือง สังคม เศรษฐกิจ จิตวิทยา และสิ่งเหนือธรรมชาติ

จบแล้ว
ลาไปสวดมนต์นอนก่อนละนะ


โดย: a_somjai วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:21:56:52 น.  

 
ผมว่าคนที่คัดค้านนั้น ไม่ควรเรียกตนเองว่าเป็นคนที่นับถือพุทธศาสนา


โดย: นวโยคี IP: 58.10.128.79 วันที่: 23 เมษายน 2550 เวลา:8:00:26 น.  

 
กระผมว่าคนที่สนับสนุนโดยไม่ดูเหตุการณ์เรียกได้ว่า ยึดติดโดยไม่ดูเหตุการณ์ เป็นบุคคลที่เป็นอันตรายยิ่งขอรับ

อีกอย่าง ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับบทความนี้ ข้าพเจ้าก็ถือว่า เป้นคนที่อ่านไม่ได้ศัพท์ เพราะข้าพเจ้าต้องการสื่อว่า การกระทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่สามารถจัดการ ควบคุม ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้แล้วล่ะก็ ยังไม่ควรทำ

จริงอยู่ทุกอย่างมีความเสี่ยง แต่ว่า ถ้าควบคุมความเสี่ยงได้ก็คุ้มที่จะเสี่ยง ความเสี่ยงสองข้อที่ข้าพเจ้าเสนอมานั้น ถ้ามีแผนรองรับ และ ควบคุมได้ถ้าหากว่าเกิดขึ้นมาแล้วละก็

สังคมก็ควรพร้อมรับความเสี่ยงนี้ด้วยกัน (ด้วยการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ) เพราะว่ามีแผนการแล้ว

คนเราไม่ควรมองแค่ว่า สนับสนุนหรือคัดค้าน แต่ควรมองว่า จะทำอะไรอย่างไร และมีสติคิดควบคุมผลเสี่ยได้อย่างไร

การพูดตรง ๆว่าสนับสนุนหรือคัดค้านโดยไม่ดูบริบทนั้น และกล่าวหาว่าคนอื่นไม่ได้นับถือศาสนาอะไรนั้น จัดได้ว่า ไม่ดำรงตนอยู่ในสติ และมีอวิชาครอบอยู่

หายใจเข้าลึก ๆ แล้วอ่านที่ข้าพเจ้าเขียนอีกครั้ง ข้าพเจ้าเสนอทางสายกลางที่สุดแล้ว ถ้ายังไม่มีแผนรองรับ อย่าเพิ่งบัญญัติ ถ้ามีแผนรองรับ และป้องกันมันได้ ก็บัญญํติไป อย่าให้เกิดเรื่องร้ายก่อนแล้วมาโทษกันทีหลัง

เข้าใจประเด็นใจไหมขอรับ อย่าได้หลงยึดแต่ข้อดี เราต้องคำนึงผลเสียเพื่อจะป้องกันมันด้วย


โดย: Plin, :-p วันที่: 23 เมษายน 2550 เวลา:10:07:43 น.  

 

นับจากปี พ.ศ.๒๔๗๕ จนถึง..ปี พ.ศ. ๒๕๕๐
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย
สถาปนามากี่ปีแล้ว แต่ยังย้อนยุคถอยหลังเข้า
คลอง..ทำปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญเป็น
ว่าเล่นครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะข้ออ้างคอร์รัปชั่น
ซึ่งเปรียบเสมือนโรคมะเร็งร้ายเกาะกินราชการ
ทุกกระทรวงทบวงกรมและอยู่คู่กับวงการเมือง
บ้านเรา มานานแสนนาน..เหมือนเห็บหมัดหมา
มีมาก่อน ระบบทักษิโณมิก-อัศวินควายดำ ซึ่ง
เคยเป็นความหวังทางเลือกใหม่ของสังคมไทย

แต่สุดท้ายมาอีหรอบเดียวกับนักการเมืองรุ่นพี่
เกิดรวบอำนาจแบ่งโควต้ารัฐมนตรี รับประทาน
โต๊ะจีน โต๊ะแชร์บุปเฟ่หรือแอบกินรวบคนเดียว

นักการเมืองไทย ๘๐% มีปัญญาคิดได้เพียงนี้
ไม่ก็เป็นร่างทรงให้กับพ่อค้าคนกลางนักธุรกิจ
ต่างด้าวแก๊งโจรสลัดกองทุนเก็งกำไรข้ามชาติ
ถลุงงบประมาณแผ่นดิน ทรัพยากรธรรมชาติฯ
จนที่ดินถูกบุกรุกต้นน้ำลำธาร ป่าไม้ ชายทะเล

การทุจริตคอร์รัปชั่น..จึงยังคงเป็น"มรดกบาป"
ตกทอดมายังนักการเมืองเหล้าเก่าในขวดใหม่
คนเดิมหน้าเดิมๆ มีความคิดติดกับ-อำนาจเดิม
จนกว่าชาวไทยส่วนใหญ่ จะมีปัญญา รู้เท่าทัน
ละเห็นแก่ตัว แต่เห็นประโยชน์ส่วนรวมในชาติ

การจุดไฟประเด็นนี้ทำให้ปัญหาแตกแยกทาง
การเมือง ชาติพันธุ์ ศาสนา ยิ่งอ่อนไหวติดไฟ
ลุกไหม้ได้รวดเร็วสมดังเจตนาแอบแฝงชั่วร้าย
ศาสนาสูงค่าเกินกว่าสถานการณ์-เวลา-บุคคล
หากมวลชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งออกมาเต้นเดินขบวน
เรียกร้องฯ สุดตามแต่ใครจะปลุกระดมจูงจมูก
จนบ้านเมืองฉิบหายคงเพราะไทยแตกสามัคคี

คิดถึงประโยคของใครหนึ่งพรุ่งนี้ก็สายเกินไป
อยุธยายศยิ่งฟ้า ฤามาถึงกาลล่มด้วยส่ำอสัตย์
มันผู้ใดอยู่ร่วมขบวนทุรยุคขายชาติจักรับกรรม


โดย: ปู่โสม บึงพระราม IP: 58.8.116.9 วันที่: 25 เมษายน 2550 เวลา:8:24:55 น.  

 
นิทานเซ็น เล่าโดย .. ท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่อง ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว

เรื่องที่ ๘ ชื่อเรื่อง "ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว" นี้ลองฟังให้ดี จะได้รู้ว่า เราใกล้ พระพุทธเจ้า เข้าไปแล้ว หรือไม่ นักศึกษา ในมหาวิทยาลัย แห่งหนึ่ง ได้ไปเยี่ยม ธยานาจารย์ คือ อาจารย์แห่ง นิกายเซ็น แห่งหนึ่ง ชื่อว่า กาซาน เพราะ นิสิตคนนั้น เขาแตกฉาน ในการศึกษา เขาจึงถาม อาจารย์กาซานว่า เคยอ่าน คริสเตียน ไบเบิล ไหม ท่านอาจารย์ กาซาน ซึ่งเป็นพระเถื่อน อย่งพระสมถะ นี้จะเคยอ่าน ไบเบิล ได้อย่างไร จึงตอบว่า เปล่า ช่วยอ่าน ให้ฉันฟังที

นิสิตคนนั้น ก็อ่าานคัมภีร์ไบเบิล ตอน Saint Mathew ไปตามลำดับ จนถึงประโยคที่ว่า ไม่ต้องห่วงอนาคต คือไม่ต้องห่วงวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้ มันจะเลี้ยงตัวมันเองได้ แม้แต่ นกกระจอก ก็ไม่อดตาย ทำนองนี้

ท่านอาจารย์ กาซาน ก็บอกว่า ใครที่พูดประโยคนี้ได้ ฉันคิดว่า เป็นผู้รู้แจ้งคนหนึ่งทีเดียว คือเป็น An enlighten one คนหนึ่ง ทีเดียว แต่นิสิตคนนั้น ก็ยังไม่หยุดอ่าน คงอ่านต่อไป มีความว่า "ขอเถิด แล้วจะได้ จงแสวงหาเถิด แล้วจะพบ จงเคาะเข้าเถิด แล้วมันจะเปิดออกมา เพราะว่า ใครก็ตามที่ขอแล้ว จะต้องได้รับ ใครก็ตาม ที่แสวงหา แล้วย่อมได้พบ และใครก็ตาม ที่เคาะเข้าแล้ว ประตูก็จะเปิดออกมา"

พอถึงตอนนี้ อาจารย์ กาซาน ก็ว่า แหม วิเศษที่สุด ใครก็กล่าว อย่างนี้ ก็ใกล้ พระพุทธเจ้า เข้าไปแล้ว นิทานของเขาก็จบ

นิทานเรื่องนี้ จะสอนว่า อย่างไร? หมายความว่า ถ้ารู้ธรรมะจริง จะไม่เห็นว่า มีลัทธิคริสเตียน หรือ พุทธ หรือ อะไรอื่น ในจิตใจ ของผู้รู้ธรรมะ จริง จะไม่รู้สึกว่า มีคริสต์ มีพุทธ มีอิสลาม มีฮินดู มีอะไร เพราะไม่ได้ ฟังชื่อเสียง เหล่านั้น ไม่ต้องเป็น นิกายอะไร ครูบาอาจารย์ สำนักไหน คัมภีร์อะไร อ้างหลักฐานชนิดไหน ไม่มีจิตใจ หรือ ความรู้สึก ที่ค้านหรือ รับฟังถ้อยคำเหล่านั้น จะฟังแต่ เนื้อหา ของธรรมะนั้น และก็ เนื้อหา ของธรรมะสูง ก็รู้ได้ว่า มันเป็นอย่างไร สูง ต่ำ ก็รู้ว่า สูงต่ำ อย่างที่ว่า เคาะเข้าเถิด จะเปิดออกมานี้ มันก็เหมือนอย่งที่เราพูดว่า ถ้าปฏิบัติให้ถูก มันก็จะง่าย ง่ายที่สุด ในการที่จะบรรลุนิพพาน เดี๋ยวนี้ ไปนอนหลับสบายกันเสียหมด ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ก็ได้ ไม่มีใครเคาะ ไม่มีใครแสวงหา หรือ ไม่มีใครขวนขวาย นั่นเอง ถ้าฟังกันแต่ เนื้อหาธรรมะ แล้ว มันไม่มีพุทธ ไม่มีคริสเตียน หรือ ไม่มีเซ็น ไม่มีเถรวาท ไม่มีมหายาน อย่างนี้ ไม่มีอาการ ที่จะเป็นเขา เป็นเราเลย จิตมันว่างเสียเรื่อย มันจึงมีเขาฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่ได้ มีเราอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่ได้ ฉะนั้น ความกระทบกัน ระหว่างเขา กับเรา ไม่อาจจะเกิด ไม่มีทางจะเกิด ไม่มีพื้นฐานจะเกิด เห็นธรรมะ เป็นพระเป็นเจ้า เห็นพระเป็นเจ้า เป็นธรรมะไปเสียเลย เหมือนอย่างว่า พระเป็นเจ้า ของฝ่ายที่ถือศาสนา พระเป็นเจ้านั้น มีการสร้าง มีการทำลาย มีการให้รางวัล มีการทำอะไร ทุกอย่าง ตามหน้าที่ ของพระผู้เป็นเจ้า เราก็มีสิ่งที่ทำหน้าที่อย่างนั้น ครบทุกอย่าง เหมือนกัน แต่เราไปเรียกว่า ธรรม เหมือนกับ ความหมายของ คำว่า ธรรมะ ที่อธิบายแล้ว ในการบรรยายครั้งที่ ๑ นั้น ไม่มีอะไร นอกจาก ธรรมะ แล้วความโง่ ความหลง คือ อวิชชา ต่างหาก ที่ไปสมมติ ให้ว่า เป็นชื่อนั้น ชื่อนี้ อย่างนั้น อย่างนี้ พวกนั้น พวกนี้ จนมีเรา เมีเขา จริยธรรมทั้งหมด ของธรรมชาติ ทั้งหมด นั้น มีเรื่องเดียว แนวเดียว สายเดียว

ขอให้สนใจ ในความจริง ข้อนี้ เถอะว่า จริยธรรม ทั้งหมด ของโลกนี้ หรือ ของโลกอื่นด้วยก็ได้ ย่อมมีแนวเดียว และสายเดียว และตรง เป็นอันเดียวกัน ไม่ต้องพูดกันว่า ของประเทศนั้น ประเทศนี้ ศาสนานั้น ศาสนานี้ ในโลกเดียวกันนี้ ถึงแม้ว่า สิ่งที่เป็น จริยธรรม จะมีหลายรูป หรือ หลายเหลี่ยม ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่วันแรกนั้น ก็ยังเป็น อันเดียว แนวเดียว สายเดียวกัน อยู่นั่นเอง มีแต่ว่า ระบบไหน ใกล้จุดปลายทาง หรือยัง เท่านั้น แต่เรื่อง ต้องเป็น เรื่องเดียวกันหมด ขึ้นชื่อว่า ธรรมะแล้ว ต้องเป็น เรื่องเดียวกันหมด แต่ว่า อันไหน หรือ ที่ใครกล่าวนั้น มันใกล้จุดปลายทาง เข้าไปหรือยัง ฉะนั้น เราอย่าได้รังเกียจ อย่าได้ชิงชัง ว่า คนนั้น คนนี้ เป็นคริสเตียน แล้วก็จะต้องเป็นศัตรู เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ขึ้นมา ทีเดียว ถ้าถืออย่างนี้ ก็แปลว่า ไม่รู้ธรรมะ ยิ่งเป็น ครูบาอาจารย์ ด้วยแล้ว ไม่ควรจะไปรู้สึกทำนองนั้น เป็นอันขาด




นิทานเซ็น มหรสพทางวิญญาณเพื่อจริยธรรม เล่าโดย.. ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ณ หอประชุมคุรุสภา พุทธศักราช ๒๕๐๕ พิมพ์โดย ธรรมสภา


โดย: ดิน IP: 61.19.65.196 วันที่: 16 สิงหาคม 2550 เวลา:21:03:18 น.  

 
ด่วน!ธุรกิจใหม่ จ่ายค่าแนะนำ 1600 บาทต่อคน ยิ่งแนะนำมากยิ่งได้มาก

เรากล้าการันตีรายได้ให้คุณเลย กับระบบที่ดีสุดตอนนี้ พลาดไม่ได้เด็ดขาด
รับรายได้ 50,000-100,000 บาท ต่อเดือนเพียงตัดสินใจเริ่มต้นกับเราวันนี้...

ธุรกิจใหม่ ฉีก..ระบบขายตรงทั่วโลก จ่ายค่าแนะนำ 1600 บาทต่อคน จ่าย 100% ยิ่งแนะนำมากยิ่งได้มาก ค่าบริหารองค์กร 90%
มีที่นี่ที่เดียว! สร้างรายได้รวดเร็ว จ่ายหนักกว่าทุกแผน ฆ่าทุกแผนรายได้!!

** ผมไม่ได้หลอกให้เข้าเวปไปกรอกแบบฟอร์ม แล้วค่อยให้ข้อมูลนะครับ มีรายละเอียดให้อ่านหน้าเวปเลย อ่านเลยๆ
อ่านรายละเอียดได้เต็มที่ ก่อนตัดสินใจทำงานได้ที่ //www.hi-nee.com/richnow/
จองได้ที่รหัสได้ที่ //www.hi-nee.com/richnow/

สิ่งที่คุณได้รับเมื่อคุณสมัครสมาชิกแล้ว
1. web ขยายสาขา ฟรี 1 web
2.ร้านค้าออนไลน์ คุณสามารถขายสินค้าได้ทุกชนิดภายใต้ชื่อร้านค้าของคุณ

ของแถมสำหรับสมาชิก มูลค่า กว่า 2500 บาท ฟรี! 10 ชุด

สินค้าและบริการของเรา

สินค้าของเราคือเว็บไซต์อัตโนมัติ หรือ เว็บแอพลิเคชั่นเพื่อสนับสนุนการขายของออนไลน์ อีคอมเมิร์ช เว็บส่วนตัว รูปแบบต่าง ๆที่สามารถควบคุมและบริหารได้ตามใจ 100% ด้วยขั้นตอนง่าย ๆ

แผนการตลาดธุรกิจใหม่ ที่กำลังสร้างปรากฎการณ์สั่นสะเทือนทั้งวงการ เตรียมรวมพลคนขายตรงไว้ได้เลย
งานออนไลน์ 100% ไม่ปวดหัว ไม่เหนื่อย ไม่มีใครปฏิเสธ

รวมข้อดี ของ GRM, LHN, MWP, REJU

- แนะนำตรงรับ 1600 บาท ยิ่งแนะนำมากยิ่งได้มาก จ่ายคืน 100% (GRM)
- สร้างองค์กรน้อย ~100 คนรับ 50,000-300,000 (MWP)
- เน้นการช่วยเหลือสมาชิก ติดตัวได้แค่ 3 คน วางโยนได้ Auto-Run (REJU)
- TOP up ตำแหน่งได้รายได้ไม่มีสิ้นสุด (LHN)
- เลือกรักษายอดได้ ถึงไม่เก่งก็อยู่ได้ (LHN, GRM)
- ผลประโยชน์จ่ายคืนสมาชิก 90% (ที่นี่ที่เดียว)
- บริษัทของไทย โดยคนไทย เพื่อคนทั่วโลก

สนใจติดต่อ Msn : earn2rich@hotmail.com อนไลน์ทุกวันเวลา
อาจตอบช้าบ้าง ไม่ว่ากันนะครับ เพราะผมตอบไม่ทันจริงๆ ครับ (ไม่ได้อู้นะ)(ถ้าต้องการคำตอบแบบไม่ตกหล่น ให้ส่งเมลมาถามได้ครับ)
ติดต่อจองรหัสได้ที่ เพื่อการจัดวางสายงานได้ที่ //www.hi-nee.com/richnow/
แล้วพบกันนะครับ

________?$$$$`_______________________________,,,__
_______?$$$$$$$`_________________________?$$$`_
________`$$$$$$$`______,,________,,_______?$$$$?_
_________`$$$$$$$`____?$$`_____?$$`____?$$$$$?_
__________`$$$$$$$`_?$$$$$`_?$$$$$`__?$$$$$$$?_
___________`$$$$$$$_$$$$$$$_$$$$$$$_?$$$$$$$?_
____________`$$$$$$_$$$$$$$_$$$$$$$`?$$$$$$?_
___,,,,,,______`$$$$$$_$$$$$$$_$$$$$$$_$$$$$$?_
_?$$$$$`____`$$$$$$_$$$$$$$_$$$$$$$_$$$$$$?_
?$$$$$$$$$`?$$$$$$$_$$$$$$$_$$$$$$$_$$$$$?_
?$$$$$$$$$$$$$$$$$$_$$$$$$$_$$$$$$$_$$$$$?_
___`$$$$$$$$$$$$$$$_$$$$$$$_$$$$$$_$$$$$$?_
______`$$$$$$$$$$$$$_$$$$$__$$_$$$$$$_$$?_
_______`$$$$$$$$$$$$,___,$$$$,_____,$$$$$?_
_________`$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$?_
__________`$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$?_
____________`$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$?_
_______________`$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$


โดย: 13august IP: 124.121.226.71 วันที่: 28 สิงหาคม 2552 เวลา:13:49:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Plin, :-p
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]









Instagram






บันทึก ท่องเที่ยว เวียดนาม


e-mail : rethinker@hotmail.com


Friends' blogs
[Add Plin, :-p's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.