Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
19 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
"พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" : เหตุผลจากฝ่ายสนับสนุน (2)

[อ่าน "ตัดแปะ" เรื่องอื่น]


บอกกล่าวกันก่อน
ก่อนอื่น ต้องขอหมายเหตุไว้เสียตรงนี้ว่า โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติศาสนาประจำชาติเลยไม่ว่าจะด้วยประการใด ๆ ทั้งสิ้น หากใครจะว่าประเทศอื่นยังมีเลย ข้าพเจ้าก็จะบอกว่าประเทศนั้น ๆ ก็ควรจะถอนออกด้วย ประเทศอื่นจะได้ไม่เอาไว้เป็นข้ออ้างเพื่อเอาอย่าง แต่ว่า... เราควรฟังความเห็นหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นในวันนี้ข้าพเจ้าจึงนำเอาเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนว่า จะต้องบัญญัติคำว่า "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" มาให้อ่านกัน (เป็นตัวอย่างที่สอง)

โปรดอ่านและวิจารณ์อย่างมีสติ



จดหมายเปิดผนึก
เรื่อง ขอให้กำหนดในรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรว่า
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย


พุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ในหลายเมืองทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และบางส่วนของประเทศเนปาลในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากพระราชาซึ่งเป็นผู้ปกครองนับถือศาสนาพุทธ จึงใส่ใจทำนุบำรุงพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครอง พระราชาที่นับถือศาสนาอื่นเข้ามาเป็นผู้ปกครองศาสนาพุทธก็เริ่มถูกริดรอนและถูกทำลายไปในที่สุด

ในประเทศจีนพรรคคอมมิวนิสต์จีน กำหนดว่าสมาชิกต้องไม่นับถือศาสนาใดๆ ส่งผลให้ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่ประกาศตนว่า นับถือศาสนาใด ทั้งนี้เพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในชีวิตของพวกเขา

การเมืองและการปกครองของแต่ละประเทศ จึงมีความสัมพันธ์กับศาสนาของคนในแต่ละชาติอย่างลึกซึ้ง ไม่สามารถแยกพิจารณาออกจากกันได้ ในกรณีของประเทศในอดีต พระมหาษัตริย์ ภายใต้การระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากเป็นผู้นำในการปกครองประเทศแล้ว ยังเป็นผู้นำทางพุทธศาสนาด้วย จึงเป็นรากฐานที่สำคัญที่ส่งผลทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดถือแนวทางพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตอย่างร่มเย็น มีความสมานฉันท์และมีจิตใจเปิดกว้างต่อการเลือกนับถือศาสนาอื่นของคนไทยส่วนอื่นอีกด้วย

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเคยถูกแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจตะวันตกขอร้องแกมบังคับให้พระองค์ท่านเปลี่ยนการนับถือพุทธศาสนาไปเป็นการนับุถือศาสนาอื่น แต่พระองค์ท่านก็ใช้พระปรีชา สามารถ หลีกเลี่ยงภาวะกดดันดังกล่าวไปได้โดยปราศจากข้อขัดแย้ง แต่ส่งผลทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ยอมรับการเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในประเทศไทย

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้อยู่ในฐานะผู้ปกครองเช่นในอดีต แต่มีสถานะเป็นประมุขของประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะ และเป็นอัครศาสนนูปถัมภก แต่ไม่มีข้อกำหนดใดๆ เกี่ยวกับการนับถือศาสนาของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลย

สังคมไทยแตกต่างจากสหรัฐอเมริกาในประเด็นเรื่องภูมิหลังการเลือกนับถือศาสนาของคนในชาติกล่าวคือ คนอเมริกันเชื้อสายอังกฤษ อพยพจากยุโรปเพื่อหลบหนีอำนาจรัฐที่เข้มงวดต่อวิถีการดำรงชีวิตของพวกเขา รวมทั้งข้อจำกัดในการเลือกนับถือศาสนา ทำให้พวกเขาเดินทางไปแสวงหาดินแดนใหม่ เพื่อจัดตั้งประเทศที่พวกเขามีอิสระจากอำนาจรัฐที่เข้มงวด รวมทั้งการเลือกนับถือศาสนาเป็นเสรีภาพของประชาชน แต่กรณีของประเทศไทย คนไทยไม่เคยถูกบังคับในเรื่องการนับถือศาสนาใดๆ คนไทยมีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาอยู่แล้วแต่คนไทยส่วนใหญ่เลือกนับถือศาสนาพุทธ เพราะเห็นว่าหลักคำสอนพุทธศาสนา ทำให้สังคมมีความร่มเย็นเป็นสุข อย่างไรก็ตาม ชาวไทยส่วนใหญ่ที่เป็นพุทธศานิกชนก็ไม่เคยมีพฤติกรรมข่มขู่คุกคามคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆ

พุทธศานิกชนไทยบางท่านที่ศึกษาหลักศาสนาพุทธอย่างลึกซึ้ง อาจมองเห็นว่า การเรียกร้องให้กำหนดว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของไทยไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นข้อเรียกร้องให้กำหนดว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของไทยไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นข้อเรียกร้องที่เป็นเพียง “เปลือกหรือกระพี้” ไม่ใช่ “แก่น” ซึ่งเป็นสาระสำคัญ แต่ถ้าเราพิจารณากันอย่างรอบด้านโดยไม่ประมาทแล้วจะพบว่าถ้าขาด เปลือกหรือกระพี้ ที่แข็งแรง แก่นพุทธศาสน์ ก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน

คนไทยส่วนใหญ่ (สถิติปี พ.ศ. 2543 จำนวนประชากรประมาณ 57 ล้าน) ที่นับถือพุทธศาสนา มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะร้องขอให้มีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทยทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่า พวกเขาจะสามารถมีวิถีการดำรงชีวิตตามแนวพุทธได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตโดยปราศจากการข่มขู่และคุกคามใด ๆ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองและการปกครอง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเลือกนับถือศาสนาของคนในชาติ

พวกเราจึงขอเรียกร้องให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้กำหนดให้ศาสนาประจำชาติไทย และขอเรียกร้องชาวไทยทั้งมวลให้ร่วมกับสนับสนุนข้อเรียกร้องนี้กันอย่างกว้างขวาง






รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ดร.ณัฐฐา วินิจนัยภาค
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ศ.ดร.พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ดร.บุญอนันต์ พินัยทรัพย์
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

อ.นวลนดา สงวนวงษ์ทอง
สำนักการศึกษาระบบสารสนเทศ

ศ.กิตติคุณ สุภาพรรณ รัตนาภรณ์
คณะพาณิชยศาสตร์ฯ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

นางศิริเพ็ญ อรุณประพันธ์
กระทรวงสาธารณสุข

นางดาวเรือง แก้วขันตี
กระทรวงสาธารณสุข

นางบุญเอื้อ ยงวานิชการ
กระทรวงสาธารณสุข

นางสาววราภรณ์ จิระพงษา
กระทรวงสาธารณสุข

นางปิยะดา ประเสริฐสม
กระทรวงสาธารณสุข

กลุ่มนักศึกษาคณะรัฐประศาสนาศาสตร์
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์





คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สภาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ถ.เสรีไทย คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทร/แฟกซ์ 02-727-3903







[อ่าน "ตัดแปะ" เรื่องอื่น]


Create Date : 19 เมษายน 2550
Last Update : 5 พฤษภาคม 2550 17:19:02 น. 6 comments
Counter : 1641 Pageviews.

 
หลังจากคันปากยิบๆ มาหลายวัน
และ ยับยั้งชั่งใจการพิมพ์อะไรแรงๆ ด้วยกลัวคนเกลียด
ว่าจะอ่านมาหลายวันแล้ว
เรื่อง ศาสนาประจำชาติเนี่ย ในบล๊อกลุง PLIN เนี่ย
แต่ไม่มีเวลา มัวแต่เอาเวลามีค่าไป
แต่งรูปที่ไปเที่ยวสงกรานต์มา และทำงานทำการหาเลี้ยงชีพ
*ฮา*

ยังจำได้
1.เรื่องที่ถกกันเรื่องถ่ายแบบนู๊ดแล้วเงินทีได้จากการประมูลภาพ
ไปให้วัดเค้ารักษาคนเป็นเอดส์ที่ไม่มีญาติดูแล
2.เรื่องคลิปหมิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เรื่องที่ 2 ดูเป็นเรื่อง “ไร้สาระมาก” ในสายตาเรา
คนทำคลิปแบบนั้นไป แล้ว
ในหลวงท่านก้อไม่ได้บาดเจ็บหรือเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด
หรือ คลิปนั้นไปลดทอนคุณงามความดีของท่านแต่อย่างใด
((((อย่ามาด่า เราที่บล็อกนี้นะ
ถ้าจะด่า ตามไปด่าหลังไมค์
หรือที่บล็อกเราได้ เชิญตามสะดวก
และยินดีจะรับฟัง))))
ยิ่งเราไปเต้นตาม ไปป่าวร้อง เต้นเร่าๆ
ไอ้คนว่างงานพันนั้นมันก้อยิ่งสะใจที่มีคนสนใจสิ่งที่มันทำ
แล้วก้อมีคลิปบ้าบอตามมามากมาย
แล้วนี่เลิกบล็อกยูตู๊บกันยังอ่ะ
เราไม่รู้เรื่องเลย ไม่ได้ตามข่าวอีก ว่า แล้วยังไงต่อนะ
เพราะมองออกแต่แรกว่าไร้สาระ

อ่ะ มา มาว่ากันเรื่องนี้
เรื่องนี้นี่ได้ยินครั้งแรก
ฟังแล้ว ตะหงิดๆๆๆ งงๆ ปนสงสัย
แล้วก้อ คิดว่ามัน ....
“ไร้สาระ กว่า 2 เรื่องข้างบนประมาณ 15 ล้านเท่าอ่ะนะ”

….



“ขอโทษนะคะ ผู้ใหญ่บ้านเมืองนี้
ไม่มีอะไรจะทำกันแล้วเหรอคะ
เลยต้องมาถกมาเขียนรัฐธรรมนูญ ระบุอะไรบ้าๆ แบบนี้”

ขอโทษค่ะ เอ่อ ......
บางคนไม่มีข้าวจะกิน
เด็กวัยรุ่นติดยงติดยา มั่วเซ๊กส์
น้ำบางที่เน่า บางที่น้ำไม่มีจะทำไร่ทำนา
หรือบางที่โดนโรงงานปล่อยน้ำเสียมากๆเนี่ย

ไปแก้ไอ้ข้างบนกันก่อนไหมคะ
แล้ว ค่อยมาแก้อะไรที่มันจิ๊บๆจ้อยๆแบบนี้

..




แล้วเรื่องศาสนา เนี่ย
มันดูเป็นเรื่อง "ทางใจ"
เอาอะไรมายึด มาวัด มันยากมากมาย

...
...

ยกตัวอย่างให้ฟังก้อได้
เพื่อนเราคนนึง สมัยเรียนด้วยกัน
เป็นเด็กที่เรียน industrial design
เราไม่ได้อยู่ภาคมัน แต่เราเรียนคณะเดียวกัน
อาจารย์ให้งานปั้น sculpture อะไรซักอย่างมาเนี่ยแหละคะ

รู้ไหมคะ

มันปั้นเป็นรูปตัวเอง แล้วมีเทพเจ้าทั้งกรีก และจีน พระพุทธเจ้า พระเยซู
มาเคารพ กราบไหว้รูปปั้นตัวมันเองค่ะ!!!!!!!!!

มันบอกว่า มันไม่เคยนับถือศาสนาไหนเลย นอกจากตัวมันเองค่ะ!
มันส์ ไหม ล่ะ !

ถึงแม้มันจะเป็นคนแบบนั้น
แต่มันก้อเอื้อเฟื้อเพื่อนๆ เป็นคนมีน้ำใจ ที่ออกจะแปลกๆ เซลฟ์ๆ
แต่ไม่เคยทำร้ายใคร ไม่เคยนินทาใครนะคะ

เราจึงตระหนักว่า….
จริงๆแล้ว อาจจะไม่จำเป็นที่เราจะต้องนับถือศาสนาใดๆเลย
ถ้าเราไม่ต้องการที่จะหาที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ( ถ้าจิตใจเราเข้มแข็งพออ่ะนะ)

แล้วไอ้ที่บอกว่า ต้องบัญญัติศาสนาประจำชาติเนี่ย มันอะไรกัน?!?

แก่น กระพี้.... โอ๊ยยย
แค่นี้ก้อดูออก แต่ไม่ยอมรับกัน

เหนื่อยๆๆๆ เดี๋ยวมีแรงแล้วมาตอบใหม่.






โดย: vodca วันที่: 19 เมษายน 2550 เวลา:22:02:33 น.  

 
คนสนับสนุนให้มี มองว่าเราควรยึดอะไรเดิมๆ กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ก็มองถึงว่า อาจทำให้พุทธเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการศึกษา จากการสนับสนุนของรัฐ ทำให้โลกนี้อาจหน้าอยู่ขึ้น

คนคัดค้าน ก็บอกว่าอย่ายึดมั่นถือมั่น แล้วก็ยกตัวอย่างพวกที่ยึดมั่นแล้วไม่เจริญ
จบ

ใจนึงก็อยากให้มีตามคนสนับสนุน เผื่อโลกจะน่าอยู่ขึ้นจริงๆ แต่คิดดูแล้วไม่เวิร์คหรอก

ดังนั้นจริงๆ แล้ว ผมก็อยากให้ไทยถูกกลืนศาสนาไปเลย กรองแต่คนที่เข้าใจ และสนใจจริงๆ ถึงจะเป็นชาวพุทธ เพราะถือว่ายังมีพวกที่ได้ยินว่าพุทธไม่ยึดติด เลยเอามาใช้แบบไม่รู้เรื่องอะไร ไม่ยึดถือความถูกต้อง ไม่เคารพตัวเอง ขี้โกงยังไงก็ได้ให้ได้มาซึ่งเป้าหมายยังมีอยู่เยอะ

ถืออยู่อย่างเดียวคือโชคลาง เพราะชีวิตนี้ถูกกำหนดด้วยกรรมมาก็เท่านั้น ไม่ยอมทำอะไร

ศาสนาอื่นอาจจะน่ากลัวสำหรับคนพวกนี้ เพราะจากที่ไม่เคยสนใจ ไม่คิดจะทำอะไรเอง เอาแต่บนบาน ขอหวย เช่าจตุคามมาแขวนคอ หวังรวยทางลัด เมื่อเข้าศาสนาอื่นอาจจะต้องเข้าไปทำพิธีอะไรเยอะแยะ คงจะเหนื่อยน่าดู
เอาให้พวกนี้เปลี่ยนนิสัยเสียๆ ของชาวพุทธเทียมๆ ออกไปให้หมด

แล้วข้อกล่าวหาที่ว่า ประเทศไทยดีทุกอย่างยกเว้นคนไทยก็คงจะหายไปได้

...ผมเดาเอานะ


โดย: Calaglin วันที่: 20 เมษายน 2550 เวลา:1:14:59 น.  

 

พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

“The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend a personal God and avoid dogmas and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising , from the experience of all things, natural and spiritual as a meaningful unity.
Buddhism answers this description.. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism.”


“ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือ พระเจ้าที่มีตัวตนและควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุม ทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจาก ประสบการณ์ตรงต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวม ที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้ .. ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัย ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา ”

Albert Einstein ( อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ )
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฎีสัมพันธภาพ

อ้างอิง. Eistien , 1879- 1955,
Great personalities on Buddhism, By K. Dhammananda,Thera , Kuala Lumpur, Malaysia : Buddhist Missionary Society, 1965, p.87.


โดย: พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี IP: 202.28.111.17 วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:19:40:22 น.  

 
ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องศาสนาประจำชาติ
ข้าพเจ้าเคยได้ยินหลักสูตรภาษาไทยของพี่น้องมุสลิมในจังหวัดภายได้ เขาเริ่มสอนว่า " กอ ไก่ พระเจ้าสร้างมา" แทนที่จะสอนว่า กอ เอ่ย กอ ไก่ นั่นแสดงว่าเป็นเรื่องดีที่เขาสนใจปลูกฝังหลักศาสนาให้แก่ลูกหลานตั้งแต่เยาว์วัย โดยที่พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์เป็นผู้สอนเอง ไม่ต้องรอให้นักการศาสนามาสอน แต่พอหันมาดูพี่น้องชาวพุทธด้วยกัน จะมีสักกี่คนที่เคยสอนศาสนาให้กับลูกหลานด้วยตนเอง เพราะแม้แต่พ่อ-แม่เองก็ทำตัวเหินห่างจากศาสนามาโดยตลอด

ขอถามหน่อยนะครับ
1. ท่านคิดว่า พุทธศาสนิกชนทั่วโลก ในปัจจุบันนี้มีมากขึ้นหรือน้อยลงครับ? ลองเข้าไป
ที่นี่ดู //www.newmana.com/yabb/index.php?board=1.0 และ //www.muslimthai.com/forum/index.php?board=9.0 ก็จะทราบว่าเยาวชนของเราเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ที่กล่าวกันว่า ประเทศไทยมีประชากรนับถือศาสนาพุทธ กว่า 90 % คงไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว

2. เป็นคำถามเชิงเปรียบเทียบนะครับ
เด็กเล็กๆที่ป่วย ไม่ยอมรับประทานยาขม แต่เพราะกลัวคำสั่งของพ่อ-แม่จึงยอมทานยา สุดท้ายท่านคิดว่าเขาจะหายป่วยมั๊ยครับ.. การบัญญัติพุทธศาสนาก็เช่นกัน เมื่อบัญญัติแล้ว ก็จะสามารถบังคับไม่ให้มีการฆ่าสัตว์ในวันพระ นักเรียนนักศึกษาต้องปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนา ปีละ 10 วัน เป็นต้นได้...

3. เมื่อก่อนนี้ ข้าพเจ้าไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่กับการให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เนื่องด้วยเยาวชนคนรู้ใหม่ทำตัวห่างเหินจากศาสนาที่พ่อแม่นับถือมากขึ้นทุกวัน พ่อ-แม่ก็ไม่สามารถชักจูงลูกหลานให้เข้าหาศาสนาได้ เพราะตนเองก็เคยถูกคนรุ่นปู่-ย่า ละเลยในเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ อีก ๕๐ ปีข้างหน้าพระพุทธศาสนาจะเป็นเช่นไรละครับ มันน่าจะถึงเวลาแล้วนะครับ ก่อนที่จะปล่อยให้ศาสนิกของศาสนาอื่นมีมากขึ้นกว่านี้ จนแก้ไขอะไรไม่ทัน

ศาสนาอิสลามไม่เหมือนศาสนาอื่นนะครับ อย่าได้หวังว่า เมื่อเขาขึ้นเป็นใหญ่แล้วเราจะขอร้องอะไรเขาได้ ประเทศอินโดเนเซีย มาเลเซีย เคยเป็นประเทศพุทธศาสนา 100 % มาก่อน แต่เดี่ยวนี้ ชาวพุทธจะขอเช่าสถานีวิทยุออกอากาศรายการธรรมสอนชาวพุทธด้วยกันก็ยังไม่ได้เลยนะครับ.. ประเทศมุสลิมแถบอาหรับจะเอาเทปธรรมเข้าประเทศเขาก็ยังไม่ได้เลยนะครับ...
...จะเอากันอย่างไร ก็โปรดพิจารณากันให้ถี่ถ้วน ส่วนตัวข้าพเจ้าเองอีกไม่เกิน 50 ปี ก็คงไม่อยู่แล้ว ลูกหลานก็ไม่มี จึงไม่เดือนร้อนในประเด็นนี้เท่าไหร่นัก แต่พวกท่านทั้งหลายยังมีลูกหลานสืบสกุลอยู่มิใช่หรือ
... ขอให้เป็นเรื่องชะตากรรมของสัตว์ก็แล้วกัน ถ้าจะให้อาตมาไปร่วมประท้วงด้วย..คงจะไม่ไป?





ศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธ เกิดจากความกลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย ต้องการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง และต้องการเข้าถึงสุขแท้สุขถาวรที่ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก (1)

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษาพระองค์เสด็จออกประพาสอุทยาน ขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น พระองค์ได้พบกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนั่นคือ คนแก่ คนเจ็บและคนตาย ทำให้พระองค์ทรงหวั่นวิตกว่า “อีกไม่นานเราเองก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายอย่างนี้เหมือนกัน ทำอย่างไรหนอ เราจะรอดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้? เมื่อมีร้อนก็มีหนาวแก้ เมื่อมีมืดก็มีสว่างแก้ เมื่อมีความแก่ความเจ็บและความตาย ก็ต้องมีวิธีแก้อย่างแน่นอน เราจะหาวิธีการนั้นให้พบให้จงได้” จากนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยทิ้งราชสมบัติ ทิ้งกองเงินกองทองออกจากพระราชวังไปนั่งให้ยุงกัดอยู่กลางป่า(2)

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?
พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(3) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(4) บางชาติเกิดเป็นเทวดา บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(5)
เมื่อเรายังต้องเกิดอีก สิ่งที่จะตามมาด้วย คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์กายทุกข์ใจ ดั่งพระจาลาภิกษุณีกล่าวว่า “ ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมประสบทุกข์ เพราะเหตุนี้แลเราจึงไม่ชอบความ เกิด”(6)
ฉะนั้น วิธีที่จะรอดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้ง ปวงได้ ก็มีอยู่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ“การไม่เกิดอีก” เพราะเมื่อไม่เกิดอีก เราก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป(7)

จุดมุ่งหมายพระพุทธศาสนา
เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ เจริญวิปัสสนาภาวนาจนบรรลุเข้าสู่ มรรค ผล นิพพาน ตัดกระแสธรรมชาติให้ขาดสะบั้นลงได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง กำจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดการถือกำเนิดในภพใหม่(8) สิ่งที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดอีกไม่มีที่สิ้นสุดก็คือความต้องการของสรรพสัตว์เองหรือที่เรียกว่า “กิเลสตัณหา”(9)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ อานนท์ กรรมชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่ายางเหนียวในเมล็ดพืช วิญญานดำรงอยู่ได้ เพราะธาตุหยาบของสัตว์ มีความหลงไม่รู้ความจริงเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหา เป็นเชื้อเครื่องผูกเหนี่ยวใจไว้ การเกิดใหม่จึงมีต่อไปอีก(10) ตัณหาทำให้สัตว์ต้องเกิดอีก จิตของสัตว์ย่อมแล่นไป สัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ย่อมไม่อาจ หลุดพ้นจากทุกไปได้”(11)

เมื่อมนุษย์เจริญวิปัสสนาจนเกิดมรรคจิตครบ ๔ ครั้ง ก็จะกำจัดกิเลสตัณหา ในจิตของตนเองให้หมดสิ้นไปได้อย่างสิ้นเชิง(12) เขาจะไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์มะม่วงที่มียางเหนียวอยู่ภายใน ถ้านำไปปลูกจะงอกเป็น ต้นมะม่วงได้อีก แต่ถ้านำไปต้มกำจัดยางเหนียวให้หมดไป จากนั้นนำไปปลูกโดย วิธีใดก็ตามจะไม่งอกอีกแล้ว กิเลสตัณหาในดวงจิตของเราก็เช่นกัน
แต่ถ้าหากไม่สามารถทำมรรคจิตให้เกิดครบ ๔ ครั้งได้ แม้เกิดเพียงครั้งเดียวก็จัดว่าเข้าสู่กระแสแล้ว(โสดาบัน) ก็จะไม่ต้องตกนรก/ทุกข์ในอบายอีกต่อไป และจะบรรลุอรหันต์ได้เองโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลาไม่เกิน ๗ ชาติ(13)

กรรมฐาน
กรรมฐาน เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องศึกษาวิจัยในห้องแลปร์คือจิตล้วน ๆ และ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฏเกณฑนี้ได้มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพ ตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรง พลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็นเวลานาน คัมภีร์อรรถกถาบอกว่า ต้องใช้เวลานานถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว(14) ด้วยเหตุนี้ นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติขึ้นประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปีมาแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น(15) ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อ ๒๖๒๗ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกกันว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

เรื่องกรรมฐานนี้ มนุษย์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าและเข้าถึงมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยบารมีไม่เพียงพอจึงเข้าถึงได้เพียงครึ่งเดียว คนกลุ่มนั้นก็คือพวก ฤษีและศาสดาต่าง ๆ พวกท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีฤทธิ์เดชมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกิเลสในจิตตนเองให้หมดไปได้(16) ยังมีความรัก โลภ โกรธ หลงอยู่ ท่านเหล่านี้เข้าถึงได้เพียงแค่ระดับฌานสมาบัติเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญา บรรลุมรรค ผล นิพพานได้(17)

สมถกรรมฐาน(18) คือ การกำหนดจิตอยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่งที่เหมาะสม เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นต้น(19) ใส่ใจแต่เฉพาะอาการเข้า อาการออกของลมหายใจเท่านั้น โดยไม่สนใจสิ่งอื่น แม้แต่ความคิดก็ไม่สนใจหายใจเข้า หายใจออกตามปกติธรรมด่า มีสติระลึกรู้อยู่ในขณะปัจจุบัน มีสติระลึกรู้อยู่อย่างนี้นับร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้งจนจิตตั้งมั่น แนบแน่นอยู่ กับลมหายใจนิ่งเป็นสมาธิ3 แล้วกำหนดรู้อาการนิ่งสงบของจิต จนนิ่งเป็นอุเบกขา เมื่อถึงขั้นนี้จะน้อมจิตไปทำสิ่งใดก็จะสำเร็จได้ดั่งใจหมาย เช่น สามารถ กำหนด รู้ความคิดของคนอื่นได้เป็นต้น(20)

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ไปศึกษาศาสตร์นี้จากสำนักฤษีต่างๆ ที่มีอยู่ในสมัยนั้นจนหมดความรู้อาจารย์ แต่เมื่อออกจากสมาธิ กิเลสตัณหาก็ยังมีอยู่เท่าเดิม ยังมีความกลัวความกังวลอยู่ พระองค์จึงตัดสินพระทัยศึกษาค้นคว้าหาวิธีดับทุกข์ด้วยพระ องค์เอง ด้วยการเจริญวิปัสสนา(21)

เมื่อเกิดวิปัสสนาปัญญญารู้แจ้งอยู่ไปตามลำดับครบ ๑๖ขั้นจะบรรลุ โสดาบัน เที่ยวที่ ๒ บรรลุสกทาคามี เที่ยวที่ ๓ บรรลุอนาคามี เที่ยวที่ ๔บรรลุพระอรหันต์เข้าถึงพระนิพพาน(22) ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เมื่อไม่ต้องเกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์ กายทุกข์ใจอีกต่อไป การตายอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย จึงเรียกว่าดับขันธปรินิพพาน ดับทั้งกายดับทั้งจิต ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

(Footnotes)
1 อ้างอิงพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(เล่มที่ / หน้าที่) ไตรปิฎก.๒๕/๔๗๖,๓๑/๔๐๐
2ดูรายละเอียดใน ไตรปิฎก.๑๐/๑-๑๐
3 ไตรปิฎก.๑๖/๒๒๓
4 ไตรปิฎก๑๖/๒๒๗
5 ไตรปิฎก๑๔/๓๕๐-๓๖๕
6 ไตรปิฎก๑๕/๒๒๓
7 ไตรปิฎก๑๙/๕๓๔
8ไตรปิฎก.๑๑/๒๒๒ ,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๑๖๔
9 ไตรปิฎก๑๕/๖๘
10 ไตรปิฎก.๒๐/๓๐๑
11 ไตรปิฎก๑๕/๗๐
12 ไตรปิฎก.๓๑/๙๗
13 ไตรปิฎก.๑๙/๕๔๔, ๑๔/๑๘๖, ๒๐/๓๑๕, ๒๕/๑๒
14 วิสุทฺธชนวิลาสินี(บาลี)๑/๑๒๐
15 ไตรปิฎก.๓๓/๗๒๓
16 ไตรปิฎก.๒๐/๓๘๐
17 ไตรปิฎก.๑๓/๓๙๖,อรรถกถามัชฌิมนิกาย(บาลี) ๑/๑๙๙
18 วิสุทฺธิมรรค(บาลี)๑/๑๓๒-๑๔๙
19 ไตรปิฎก.๑๒/๑๐๑
20 ไตรปิฎก.๑๐/๑๔๒, ๒๒/๓๖
21 ไตรปิฎก.๑๙/๔๖๑,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๘๑๓๓
22 ไตรปิฎก.๓๑/๑-๑๖,๒๕/๗๒๐
//dungtrin.com/


โดย: พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี IP: 202.28.111.17 วันที่: 22 เมษายน 2550 เวลา:1:24:05 น.  

 
หากบรรจุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่การกระทำไม่ได้แสดงถึงซึ่งธรรมะทั้งกาย วาจา ใจ ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย มีแต่กิเลส โลภ โกรธ หลง บ้านเมืองวุ่นวายแบบทุกวันนี้ การเขียนไว้เป็นตัวหนังสือจะมีประโยชน์อะไร


โดย: เขียว IP: 203.146.8.94 วันที่: 8 มิถุนายน 2550 เวลา:8:18:23 น.  

 
การบัญญัติไว้ ก็เหมือนกับการเสริมความแข็งแกร่งแก่ กระพี้

เพื่อคุ้มครองแก่นข้างในครับ

อย่างน้อยก็ใหคนไทยไม่หลงลืมรากเหง้าของตน

สาธุ


โดย: niki IP: 202.12.73.18 วันที่: 5 พฤษภาคม 2552 เวลา:17:16:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Plin, :-p
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









Instagram






บันทึก ท่องเที่ยว เวียดนาม


e-mail : rethinker@hotmail.com


Friends' blogs
[Add Plin, :-p's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.