Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
17 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
"พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" : เหตุผลจากฝ่ายสนับสนุน (1)

[อ่าน "ตัดแปะ" เรื่องอื่น]


บอกกล่าวกันก่อน
ก่อนอื่น ต้องขอหมายเหตุไว้เสียตรงนี้ว่า โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติศาสนาประจำชาติเลยไม่ว่าจะด้วยประการใด ๆ ทั้งสิ้น หากใครจะว่าประเทศอื่นยังมีเลย ข้าพเจ้าก็จะบอกว่าประเทศนั้น ๆ ก็ควรจะถอนออกด้วย ประเทศอื่นจะได้ไม่เอาไว้เป็นข้ออ้างเพื่อเอาอย่าง แต่ว่า... เราควรฟังความเห็นหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นในวันนี้ข้าพเจ้าจึงนำเอาเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนว่า จะต้องบัญญัติคำว่า "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" มาให้อ่านกัน (แล้วโอกาสต่อไป จะนำเอาเหตุผลของฝ่ายที่ต่อต้านมาเสนอด้วย)

โปรดอ่านและวิจารณ์อย่างมีสติ



ข้าพเจ้าขอยกบทความเรื่อง "การบัญญัติว่าพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ : เหตุผลหลักที่ควรสำเหนียก" โดย พระราชปัญญาเมธี (สมชัย กุสลจิตฺโต) ซึ่งได้ตีพิมพ์ไปแล้วใน หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2550

โดยบทความนี้ข้าพเจ้าคัดลอกมาจาก website ของ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (The Buddhism Protection Center of Thailand) โดยไม่ได้ตัดตอน และ ไม่ได้ดัดแปลง แต่จะเน้นเป็นบางข้อความ(ที่สำคัญ) เท่านั้น


พระราชปัญญาเมธี (สมชัย กุสลจิตฺโต)
(ภาพจาก ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ที่อยู่ในหน้าบทความ)



จะขึ้นป้ายชื่อป้าย ทำรั้วบ้านให้เป็นขอบเขต เป็นสัดเป็นส่วนแน่นอนตามสมัยนิยม ทั้งนี้ เพื่อความอยู่สุขสบายของสมาชิกในบ้านนี้ทุกคน คงไม่มีสมาชิกที่แท้จริงของบ้านคนใด จะออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน นอกจากพวกคนร้าย หรือคนไม่ประสงค์ดีต่อบ้านหลังนี้


!!!


1) อันรัฐธรรมนูญ นับเป็นกฎหมายมหาชน หรือแม่บทพิเศษ จึงย่อมต้องบรรจุประเด็นเป็นข้อเท็จจริง

เช่น ประเทศไทยเป็นราชาอาณาจักรหนึ่งเดียวใครจะแบ่งแยกมิได้ และหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย เช่น เรื่องสิทธิ เสรีภาพ เรื่องหน้าที่ของคนไทย องค์การอิสระต่างๆ เช่น กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น การจะเขียนว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ (ซึ่งขาดหายไปใน รธน.ของฉบับ คมช.) และเป็นองค์ศาสนูปถัมภกหรือแม้แต่ "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" ก็ชอบในทางวิธีการทางกฎหมาย

การไม่บัญญัติไว้ให้ชัดเจนเช่นนี้ถือว่าเป็นการไม่ซื่อตรงต่อประวัติความเป็นมาแห่งพระราชาอาณาจักร หรือประเทศไทยนี้

ถ้าไม่มีเจตนาบิดเบี้ยวกัน ก็ถือว่าเป็นความเลินเล่อเผลอสติอย่างไม่น่าให้อภัยกันด้วย

!!!


2) พระพุทธศาสนา เป็นยิ่งกว่าศาสนาประจำชาติไทยเราเสียอีก เพราะประเทศนี้ ชาวพุทธได้มาก่อร่างสร้างไว้ พัฒนาให้เจริญรุ่งเรือง และรักษาให้อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงคนรุ่นพวกเรา

จึงเรียกอีกอย่างได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นทั้งศาสนาประจำชาติ พัฒนาทำชาติให้เจริญรุ่งเรืองและปกป้องคุ้มครองรักษาชาติ ควบคู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาชนคนพุทธส่วนใหญ่

ส่วนพี่น้องคนศาสนาอื่นนั้น แม้จะมีอุปการคุณแก่ชาติบ้านเมืองของเราอยู่บ้าง แต่ก็เป็นพลังส่วนน้อยและอพยพมาเพิ่มเติมกันในตอนหลังเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรามาแต่เริ่มก่อตั้งประเทศแล้ว

ในกาลต่อมาพระมหากษัตริยาธิราชเกือบทุกๆ พระองค์ได้ทรงตรัสยืนเสมอว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" อย่างชัดเจน

!!!


3) จากข้อเท็จจริงดังกล่าว พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้ว โดยจารีตประเพณี ข้อนี้เป็นการรับรองโดยพระบรมราโชวาท พระราชนิพนธ์และพระราชหัตถเลขา ในพระเจ้าอยู่หัวหลายองค์ตามกาลตามเวลา

ซึ่งในทรรศนะของผู้เขียนถือว่าเป็นกฎหมาย บทบัญญัติแห่งรัฐเหมือนกัน และเมื่อยังไม่มีการออกกฎหมายมายกเลิกหรือลบล้างกันเช่นนี้ ก็ถือว่ายังคงมีผลบังคับใช้อยู่

ดังนั้น การไม่บัญญัติมาตรานี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ คงต้องถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นแสดงข้อความขัดกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

และเป็นการขัดต่อกฎหมายจารีตประเพณีซึ่งเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์แม้กว่าตัวเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใดๆ อีกด้วย

!!!


4) การที่คณะราษฎรและ ส.ส.ร.รุ่นต่อๆ มาไม่ได้เขียนว่าพระพุทธเป็นศาสนาประจำชาติใน ธรน.ฉบับก่อนๆ นั้น ก็มิได้หมายความว่าเป็นเรื่องถูกต้อง หรือยุติกันเพียงนั้น เพราะมีหลายสิ่งที่ไม่เคยเขียนไว้ใน รธน.ฉบับก่อนๆ พวกเราก็ได้พยายามนำมาใส่ไว้มากมายหลายเรื่อง เช่น เรื่องผู้ตรวจการรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น จะเป็นการดีมากถ้าพวกเราจะตรวจสอบกันอีกทีว่ามีเหตุผลหรือความจำเป็นอันใดหรือ? ที่ท่านๆ ทั้งหลายจึงไม่เขียนข้อความที่สำคัญมากอย่างนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ

ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีเหตุผลหรือความจำเป็นหลักๆ อยู่สัก 2 ประการคือ

หนึ่ง ด้วยความเกรงใจกรรมการคณะราษฎรที่นับถือศาสนาอื่น (อิสลาม)

และสองอาจจะเป็นไปได้ว่าคณะราษฎรที่เปลี่ยนการปกครองแผ่นดินครั้งนั้น อาจจะมีหลายท่านตั้งใจจะล้มระบอบกษัตริย์เสียสิ้นเชิง เมื่อทำไม่ได้ก็พยายามลดทอนพลังของสถาบันโดยตรงและสถาบันพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นสถาบันคอยสนับสนุนส่งเสริมระบอบพระมหากษัตริย์ จึงเป็นเหตุให้เกิดมีการบอนไซสถาบันพระพุทธศาสนาเรื่อยมา โดยการไม่บัญญัติยกย่องพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกๆ

และจำกัดสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งของพระภิกษุ สามเณร และแม่ชีด้วย

!!!


5) การบัญญัติไว้จะเป็นการกีดกันบุคคลศาสนาอื่น หรือแบ่งแยก หรือก่อให้เกิดความขัดแย้งกันในทางศาสนาหรือไม่?

ข้อนี้ขอตอบว่า ไม่มีแน่นอน เพราะโดยธรรมชาติของพระพุทธศาสนามีความเป็นสากล ไม่คับแคบแบ่งแยกอยู่แล้ว ไม่ว่าด้านอุดมการณ์ เนื้อหาแห่งพระธรรมคำสั่งสอน ทัศนคติ หรือการบริหารการจัดการ ตลอดเวลากว่า 2500 ปีที่ผ่านมา แม้ชาวพุทธจะได้ครองความเป็นใหญ่ในบางกาลเวลา แต่ก็ไม่เคยเบียดเบียน หรือทำสงครามในนามศาสนา ให้ใครต้องเสียเลือดแม้เพียงสักหยดเดียวในนามศาสนาเลย

ดังการรับรองของท่านศาสตราจารย์ ริส เดวิดส์ อดีตปฐมนายกสมาคมบาลีปกรณ์ หรือ Pali Text Society ชาวอังกฤษ (ดูในพระพุทธเจ้าในสายตานักปราชญ์โลก ของผู้เขียน น.63)

แต่ในทางตรงกันข้าม พระพุทธศาสนาต่างหากที่ถูกศาสนาอื่นเบียดเบียนบีฑาตลอดเวลา จนถึงกับในหลายประเทศ ได้สาบสูญ เช่น อินเดีย อัฟกานิสถาน และอินโดนีเซีย ดังที่พวกเราทราบกัน

!!!


6) การบัญญัติพุทธเป็นศาสนาประชาตินี้ จึงเป็นประเด็นที่ชาวพุทธไม่ว่าพระภิกษุ สามเณร อุบาสก และอุบาสิกาทุกคน ผู้ที่ต้องเห็นพ้องต้องกัน และพากเพียรพยายามทำให้เกิดเป็นมรรคเป็นผลจริง

เรียกว่าถ้าเป็นชาวพุทธแล้วจะเห็นเป็นอย่างอื่นจากประเด็นนี้ไม่ได้ ถ้าเกิดมีขึ้นมาบ้างก็คงต้องถือว่าเป็นพวกพระเทวทัตแห่งยุคสมัย มีความจงใจในการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศชาติ สถาบันพระพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่แท้

หากเมื่อ ส.ส.ร.และ สนช.ไม่กล้าเขียนข้อความนี้ลงใน รธน.ก็จะอาจเข้าข่ายข้อความข้างต้นนั้นได้เช่นกัน ทั้งๆ ที่เรื่องอย่างนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราเคยตรัสยืนยันมาหลายครั้งแล้ว ล่าสุดตรัสต่อหน้าองค์สันตะปาปาจอห์นปอล ที่ 2 เมื่อคราวเสด็จมาเยือนประเทศไทย ครั้งล่าสุด (10 พ.ค.2527) ว่า

"ประชาชนคนไทยล้วนเป็นศาสนิกที่ดี แต่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ"

และผลการสำรวจความคิดเห็นของสวนดุสิตโพล เมื่อไม่นานนักมานี้ ผลปรากฏว่า 70.94% เห็นว่าควรระบุ และมีเพียง 27.18% ไม่เห็นด้วย

ในจำนวนนี้กลุ่มชาวมุสลิมเห็นด้วยถึง 44.86% (เห็นว่าไม่ควรระบุ 40% ไม่ออกเสียง 05.14% ส่วนชาวคริสต์มีตัวเลขเป็น 43.29,51.90 และ 04.81% ตามลำดับ ส่วนศาสนาอื่นๆ เป็น 61.90 ต่อ 38.10%)

!!!


7) มาถึงเวลานี้ บ้านเมืองไทยกำลังประสบปัญหา และวิกฤตการณ์ค่อนข้างรุนแรงรอบด้านไม่ว่าปัญหาการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ปัญหาวิกฤตการเมืองการปกครอง ที่คอร์รัปชั่น การซื้อสิทธิขายเสียง การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งพรรคแบ่งพวก

ปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

และวิกฤตการณ์ทางการศึกษา เป็นต้น

แม้แต่การปฏิรูปการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งยังหาสมรรถนะ-ความมั่นคงไม่ได้ ระบอบประชาธิปไตย มิใช่รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมิใช่ประชาธิปไตย เพราะถ้ารัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย พวกเราคงมีประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบตั้งนานแล้ว และเป็นมากกว่าประเทศไหนๆ ด้วย เพราะเรามีการเขียนรัฐธรรมนูญกันถึง 16-17 ฉบับแล้ว แต่เรายังไม่มีประชาธิปไตยจริงกันเลยตลอดเวลา 75 ปีที่ผ่านมา

จึงดูเหมือนว่า พวกเราไม่มีแหล่งพลังอย่างอื่นมาช่วยเหลือกันหนักหนาสากรรจ์แล้ว คงถึงเวลานี้แล้วที่พวกเราจะอัญเชิญพระพุทธศาสนามาเป็นอุดมการณ์แห่งชาติโดยตราไว้ใน รธน.เพื่อจะได้ออกจากปัญหารุนแรงเหล่านี้เสียที

ดังกรณีพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ได้ทูลอาราธนาอัญเชิญพระพุทธศาสนามาเป็นขวัญ-กำลังใจทหาร จนสามารถตีกองทัพพม่าให้แตกกระเจิงไปกู้กรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ

ดังนั้น เห็นทีพวกเราจะต้องรีบเร่งบัญญัติคำว่า "พุทธฯเป็นศาสนาประจำชาติ" ใน รธน.ฉบับใหม่ ดีร้ายพลังแห่งพระพุทธานุภาพนั้น อาจช่วยปกป้องมิให้รัฐธรรมนูญฉบับต่อไปถูกทำลายลงได้ก็ได้นะ

!!!


8) ส่วนปัญหาเรื่องความไม่รู้ ไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา และไม่ปฏิบัติธรรมจริงจังของชาวพุทธนั้น เมื่อบัญญัติคำนี้ไว้แล้ว จะมีอะไรดีขึ้นหรือไม่ ข้อนี้ขอเฉลยว่า เพราะไม่มีการรับรองพระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการนี่เอง เราจึงไม่มีการสอนและปฏิบัติตามพระพุทธศาสนากันอย่างจริงจัง ทั้งในบ้าน ในหน่วยราชการ และสถาบันการศึกษา

สื่อวิทยุเราก็มีตั้งราว 500-600 สถานี และโทรทัศน์กว่า 10 แห่ง ฝ่ายองค์กรพุทธศาสนาในประเทศ และพระเจ้าพระสงฆ์ก็เข้าไม่ถึง เพราะไม่มีทุน และแรงสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง

พร้อมกันนี้ นโยบายของรัฐหลายประการแม้ขัดแย้งหรือตรงกันข้ามกับศีลธรรมอันดีงาม เช่น ทำเหล้าสาโทของชาวบ้านให้ถูกกฎหมาย ขุดหวยใต้ดินขึ้นบนดิน เป็นต้น

บางเรื่องแม้ยังไม่รับรองด้วยกฎหมาย รัฐก็ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เช่น เรื่องบ่อน เรื่องซ่อง เรื่องการเรียกรับสินบน ฯลฯ จนภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหายอย่างมากต่อสายตาของสื่อต่างประเทศ

เมื่อเอาพระพุทธศานาเป็นศาสนาประจำชาติ ชาวพุทธทั้งหลายมีกำลังใจแล้วก็จะพากันส่งเสริมการศึกษา ปฏิบัติธรรม เผยแผ่ และพิทักษ์รักษาพระศาสนากันอย่างจริงจัง

ส่วนภาครัฐก็จะระมัดระวังในเรื่องการออกนโยบายเกี่ยวกับศึกษา บริหารจัดการ และกวดขันเรื่องนี้อย่างจริงจัง เมื่อมีการกระทำอย่างนี้ศีลธรรมของคนไทยไม่กระเตื้องบ้างก็ให้มันรู้ไป

เรื่องนี้กุญแจสำคัญอยู่ที่พวกเราชาวไทยนี่แหละจะเอาจริงกันแค่ไหนเท่านั้น อย่าไปโทษปี่โทษกลองเลย?

!!!


9) เรื่องการยกย่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินี้ เป็นทั้งเรื่องเอกลักษณ์-อัตลักษณ์ เป็นทั้งความมั่นคงของประเทศไทย ซึ่งมีประชาชนราว 94.2% เป็นชาวพุทธมีพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเป็นพุทธมามกะ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พสล.) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

เรามีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาอยู่ 2 แห่ง คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหามกุฎราชวิทยาลัย และมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ และบางแห่งในต่างประเทศ

และล่าสุด สหประชาชาติยอมวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากล และเมื่อตัวแทนชาวพุทธทั่วโลกประชุมกันในกรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมฉลองกันถึง 2-3 ครั้งติดต่อกันมานี้ ก็มีมติเห็นร่วมกันยกให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งโลก

ข้อนี้อาจมีคำถามตามมาว่าเมื่อชาวต่างประเทศยกย่องประเทศไทยว่าเป็นดินแดนแห่งผ้ากาสาวพัสตร์ (The Land of Yellow Robe) แต่เป็นว่า สนช.,ส.ส.ร.คนไทยแท้ๆ กลับไม่รับรองกันเสียฉิบ มันอนาถสามตลบเลยจริงไหม

!!!


10) ในการรณรงค์ให้มีการบัญญัติว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ถือว่าเป็นปัญหาเรื่องความมั่นคง หรือเป็นเรื่องความเหมาะสมของแต่ละประเทศ เมื่อพิจารณาว่าเป็นความจำเป็นแล้ว ก็ต้องรีบทำเลย ไม่ต้องรีรอหรือไปเกรงอกเกรงใจของคนที่นับถือศาสนาอื่นใด ในการเลือกสรรกันจัดกันเองของแต่ละประเทศนี้ เราก็มีตัวอย่างอยู่หลายประเทศ ดังเช่น ประเทศกัมพูชาเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของเรานี้แม้มีพลเมืองเป็นชาวพุทธน้อยกว่าประเทศของเราเสียอีก (ดูจะราว 85% เศษ) ก็บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" ได้ และพระภิกษุ-สามเณร มีสิทธิในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร

แม้แต่ประเทศมาเลเซียที่มีพลเมืองเป็นมุสลิมอยู่ 50% เศษๆ ก็บัญญัติว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำสหพันธรัฐ (มาตรา 3)

เรื่องนี้เป็นเรื่องการรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ พระศาสนา และพระมหากษัตริย์ของเรา เป็นเรื่องของคนไทยส่วนใหญ่ที่กำลังรักษาบ้านเมืองของเรา จะขึ้นป้ายชื่อป้าย ทำรั้วบ้านให้เป็นขอบเขต เป็นสัดเป็นส่วนแน่นอนตามสมัยนิยม ทั้งนี้ เพื่อความอยู่สุขสบายของสมาชิกในบ้านนี้ทุกคน คงไม่มีสมาชิกที่แท้จริงของบ้านคนใด จะออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน นอกจากพวกคนร้าย หรือคนไม่ประสงค์ดีต่อบ้านหลังนี้ หรือคนทรยศที่แฝงตัวเข้ามาอยู่ปะปนกับพวกเราเพื่อลักขโมยสมบัติ

มาถึงเวลานี้แล้วมีเหตุผล และความจำเป็นที่อย่างที่สุดแล้วที่ต้องบัญญัติคำว่า "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" เสียที

"ติฏฐตุ จิรัง พุทธัสสะ สาสนัง"

!!!


ส่งท้าย
โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับแถลงการอันนี้ แต่ว่าจะขอยังไม่อภิปราย จะผลัดไปก่อน เพราะเดี๋ยวสหายความคิดจะบอกว่า ข้าพเจ้าเอาเรื่องปวดหัวมายัดเยียดให้อีกแล้ว สหายหลายท่านอาจจะคล้อยตาม หรือสหายบางท่านอาจจะไม่เห็นด้วย (เช่นเดียวกับข้าพเจ้า)

ไม่อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเราไม่ควรจะยึดแต่ความคิดเรา เราควรจะเข้าใจเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนด้วย เพื่อจะได้มองปัญหาประเด็น "ศาสนาประจำชาติ" นี้ได้กว้างขวางมากขึ้นอ เผื่อจะหาทางออกร่วมกันได้

แล้วข้าพเจ้าจำนำเสนอเหตุผลจากฝ่ายสนับสนุน จากผู้เขียนท่านอื่นอีก และจะนำเหตุผลจากฝ่ายคัดค้านมาให้อ่านกันด้วย ถ้าข้าพเจ้ามีเวลาพอ จะเขียนบทความของข้าพเจ้าเองในส่วนนี้ต่างหาก



[อ่าน "ตัดแปะ" เรื่องอื่น]


Create Date : 17 เมษายน 2550
Last Update : 29 เมษายน 2550 14:12:56 น. 5 comments
Counter : 934 Pageviews.

 

ปล่อยวางพุทธศาสนาไว้หรือฝืนดันทุรังเชียร์จนตกเหวเพราะคนวงในกันเองนี่แหละตัวดีมีอัตตาอัดแน่นทั้งนั้น
ความคิดสติปัญญากมลสันดานกลายพันธุ์นักการเมือง

รู้อยู่ว่าบ้านเมืองยามนี้มองไปทางไหนมันแตกแยกแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเห็นแก่ตัว ถ้วนทั่ว ทุกสาขาอาชีพ ทุกสี
หรือแบ่งรุ่น แบ่งเหล่า แบ่งขั้วระบบอุปถัมภ์เส้นสายใคร

วันสงกรานต์เห็นพ่อใหญ่จิ๋วยืนอมยิ้มที่ริมโขง ซดน้ำยา
ขนมจีน-ข้าวปุ้นกับไข่ต้มยางมะตูมแล้ว อิจฉาท่านจริงๆ

ไม่น่าขยิบตาให้น้องๆออกมาเปลืองตัวเหนื่อยรากเลือด
อยู่ทุกวันนี้แถมมีข่าวปล่อยว่าไปรับงานจ๊อบล๊อบบี้ยิสต์
ทางอังกฤษให้มาป่วน คมช. กับรัฐบาลอีก ชนะเลิศครับ


โดย: ดีดีชั่วชั่ว IP: 58.8.115.245 วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:11:16:06 น.  

 
ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องศาสนาประจำชาติ

ข้าพเจ้าเคยได้ยินหลักสูตรภาษาไทยของพี่น้องมุสลิมในจังหวัดภายได้ เขาเริ่มสอนว่า " กอ ไก่ พระเจ้าสร้างมา" แทนที่จะสอนว่า กอ เอ่ย กอ ไก่ นั่นแสดงว่าเป็นเรื่องดีที่เขาสนใจปลูกฝังหลักศาสนาให้แก่ลูกหลานตั้งแต่เยาว์วัย โดยที่พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์เป็นผู้สอนเอง แต่พอหันมาดูพี่น้องชาวพุทธด้วยกัน จะมีสักกี่คนที่เคยสอนศาสนาให้กับลูกหลาน เพราะแม้แต่พ่อ-แม่เองก็ทำตัวเหินห่างจากศาสนามาโดยตลอด

ขอถามหน่อยนะครับ
1. ท่านคิดว่า พุทธศาสนิกชนทั่วโลก ในปัจจุบันนี้มีมากขึ้นหรือน้อยลงครับ

2. เป็นคำถามเชิงเปรียบเทียบนะครับ
เด็กเล็กๆที่ป่วย แต่ไม่ยอมกินยาขม แต่เพราะกลัวคำสั่งของพ่อ-แม่จึงยอมทานยา สุดท้ายท่านคิดว่าเขาจะหายป่วยมั๊ยครับ..

3. กระผมไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่กับการให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เนื่องด้วยเยาว์ชนคนรู้ใหม่ทำตัวห่างเหินจากศาสนาที่พ่อแม่นับถือมากขึ้นทุกวัน
พ่อ-แม่ก็ไม่สามารถชักจูงลูกหลานให้เข้าหาศาสนาได้ เพราะตนเองก็เคยถูกคนรุ่นปู่-ย่า ละเลยในเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อความเป็นจริง เป็นเช่นนี้ อีก ๕๐ ปีข้างหน้าพระพุทธ ศาสนาจะเป็นเช่นไรละครับ มันน่าจะถึงเวลาแล้วนะครับ ก่อนที่จะปล่อยให้ศาสนิกของศาสนาอื่นมีมากขึ้นกว่านี้ จนแก้ไขอะไรไม่ทัน

ศาสนาอิสลามไม่เหมือนศาสนาอื่นนะครับ อย่าได้หวังว่า เมื่อเขาขึ้นเป็นใหญ่แล้วเราจะขอร้องอะไรเขาได้ ประเทศอินโดเนเซีย มาเลเซีย เคยเป็นประเทศพุทธศาสนา 100 % มาก่อน แต่เดี่ยวนี้ เราจะขอเช่าสถานีวิทยุ ออกรายการธรรมสอนชาวพุทธด้วยกันก็ยังไม่ได้เลยนะครับ
...จะเอากันอย่างไร ก็โปรดพิจารณากันให้ถี่ถ้วน เพราะอาตมาเอง อีกไม่เกิน 50 ปี ก็คงไม่อยู่แล้ว ลูกหลานก็ไม่มี จึงไม่เดือนร้อนในเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ... ขอให้เป็นเรื่องชะตากรรมของสัตว์ก็แล้วกัน ถ้าจะให้อาตมาไปร่วมประท้วงด้วย..คงจะไม่ไป?
ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องศาสนาประจำชาติจะมีสักกี่คนที่เคยสอนศาสนาให้กับลูกหลาน เพราะแม้แต่พ่อ-แม่เองก็ทำตัวเหินห่างจากศาสนามาโดยตลอด ประเทศอินโดเนเซีย มาเลเซีย เคยเป็นประเทศพุทธศาสนา 100 % มาก่อน แต่เดี่ยวนี้ เราจะขอเช่าสถานีวิทยุ ออกรายการธรรมสอนชาวพุทธด้วยกันก็ยังไม่ได้เลย


โดย: พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี IP: 202.28.111.17 วันที่: 21 เมษายน 2550 เวลา:19:27:51 น.  

 

ครั้งหนึ่งมีวาสนาได้มาบวชที่เชียงใหม่
ระยะสั้นๆถึงวันวิสาขบูชาสมดั่งที่ตั้งใจ
ตั้งจิตอธิษฐานบุญกุศลแด่บิดา มารดา
แลเจ้ากรรมนายเวรซึ่งได้ผูกบ่วงกรรม
กันมา ตลอดจนได้สืบพระพุทธศาสนา
วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่สวยงาม สมัยล้านนา
กระผมได้ใช้เวลาทุกๆ วันกวาดลานวัด
ยึดถือเป็นการปฏิบัติธรรมสมาธิภาวนา

หลวงพ่อท่านมีที่พื้นที่แคบๆ ข้างริมกุฏิ
ติดกับรั้วที่ดินของบริษัทเอกชน-มือถือ
สังเกตุว่า ท่านเพาะเมล็ดพันธุ์ผลไม้ไว้
แจกให้ชาวบ้าน-ชาวเขาบนดอยสะเก็ด
ต้นกล้าไม้เล็กๆ วางเรียงแบบขั้นบันได
ชั้นวางกระถางนั้น..กว้างไม่ถึง ๑ เมตร
บางกระถางนั้นหอยแขวนไว้กับชายคา

วันหนึ่ง กระผมกราบเรียนถามหลวงพ่อ
พระอุปัชฌาของกระผมว่า ทำไมหลวง
พ่อไม่ขอให้เจ้าของที่ดินบริษัทเอกชน
ซึ่งมีรั้วติดกับวัดเราให้เขาปลูกลงต้นไม้
ตลอดแนวรั้วที่ดินด้านของเขาบ้าง ครับ

เมื่อต้นไม้นั้นโตขึ้นก็จะได้เผื่อแผ่ร่มเงา
บังแดดฝนด้านตะวันตกข้างกุฏิวัดนี้บ้าง

หลวงพ่อหันมามองหน้ายิ้ม ท่านบอกว่า
ที่ดินของเขาเขามีสิทธิจะคิดทำแบบใด
หรือจะปล่อยทิ้งไว้เป็นลานจอดรถก็ได้

กระผมรู้สึกได้ทันทีว่า เรานี้ได้ก้าวก่าย
ไม่สมควร ล่วงล้ำพื้นที่ผู้อื่น จนเกินควร
หากแต่ควรพิจารณาดูแลตัวเองให้มีสติ
สำรวมตน ให้สงบงาม ระลึกรู้ด้วยธรรม

การอ้างว่าผู้อื่นยังเห็นแก่ตัวได้ แล้วเรา
เลยสมอ้าง กระทำตามไปอย่างนั้นบ้าง
ไม่ใช่เหตุผลสมควร..แก่การยอมรับได้
หากแต่ควรเคร่งครัดยุติธรรมทั้งตนเอง
รู้เท่าทันสถานการณ์ อะไรที่ควรกระทำ
หรือควรละเว้นปล่อยวาง ไม่หลงยึดติด


โดย: นอกกรอบ-ตกขอบ IP: 58.8.116.9 วันที่: 25 เมษายน 2550 เวลา:9:32:15 น.  

 
นิทานเซ็น เล่าโดย .. ท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่อง ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว

เรื่องที่ ๘ ชื่อเรื่อง "ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว" นี้ลองฟังให้ดี จะได้รู้ว่า เราใกล้ พระพุทธเจ้า เข้าไปแล้ว หรือไม่ นักศึกษา ในมหาวิทยาลัย แห่งหนึ่ง ได้ไปเยี่ยม ธยานาจารย์ คือ อาจารย์แห่ง นิกายเซ็น แห่งหนึ่ง ชื่อว่า กาซาน เพราะ นิสิตคนนั้น เขาแตกฉาน ในการศึกษา เขาจึงถาม อาจารย์กาซานว่า เคยอ่าน คริสเตียน ไบเบิล ไหม ท่านอาจารย์ กาซาน ซึ่งเป็นพระเถื่อน อย่งพระสมถะ นี้จะเคยอ่าน ไบเบิล ได้อย่างไร จึงตอบว่า เปล่า ช่วยอ่าน ให้ฉันฟังที

นิสิตคนนั้น ก็อ่าานคัมภีร์ไบเบิล ตอน Saint Mathew ไปตามลำดับ จนถึงประโยคที่ว่า ไม่ต้องห่วงอนาคต คือไม่ต้องห่วงวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้ มันจะเลี้ยงตัวมันเองได้ แม้แต่ นกกระจอก ก็ไม่อดตาย ทำนองนี้

ท่านอาจารย์ กาซาน ก็บอกว่า ใครที่พูดประโยคนี้ได้ ฉันคิดว่า เป็นผู้รู้แจ้งคนหนึ่งทีเดียว คือเป็น An enlighten one คนหนึ่ง ทีเดียว แต่นิสิตคนนั้น ก็ยังไม่หยุดอ่าน คงอ่านต่อไป มีความว่า "ขอเถิด แล้วจะได้ จงแสวงหาเถิด แล้วจะพบ จงเคาะเข้าเถิด แล้วมันจะเปิดออกมา เพราะว่า ใครก็ตามที่ขอแล้ว จะต้องได้รับ ใครก็ตาม ที่แสวงหา แล้วย่อมได้พบ และใครก็ตาม ที่เคาะเข้าแล้ว ประตูก็จะเปิดออกมา"

พอถึงตอนนี้ อาจารย์ กาซาน ก็ว่า แหม วิเศษที่สุด ใครก็กล่าว อย่างนี้ ก็ใกล้ พระพุทธเจ้า เข้าไปแล้ว นิทานของเขาก็จบ

นิทานเรื่องนี้ จะสอนว่า อย่างไร? หมายความว่า ถ้ารู้ธรรมะจริง จะไม่เห็นว่า มีลัทธิคริสเตียน หรือ พุทธ หรือ อะไรอื่น ในจิตใจ ของผู้รู้ธรรมะ จริง จะไม่รู้สึกว่า มีคริสต์ มีพุทธ มีอิสลาม มีฮินดู มีอะไร เพราะไม่ได้ ฟังชื่อเสียง เหล่านั้น ไม่ต้องเป็น นิกายอะไร ครูบาอาจารย์ สำนักไหน คัมภีร์อะไร อ้างหลักฐานชนิดไหน ไม่มีจิตใจ หรือ ความรู้สึก ที่ค้านหรือ รับฟังถ้อยคำเหล่านั้น จะฟังแต่ เนื้อหา ของธรรมะนั้น และก็ เนื้อหา ของธรรมะสูง ก็รู้ได้ว่า มันเป็นอย่างไร สูง ต่ำ ก็รู้ว่า สูงต่ำ อย่างที่ว่า เคาะเข้าเถิด จะเปิดออกมานี้ มันก็เหมือนอย่งที่เราพูดว่า ถ้าปฏิบัติให้ถูก มันก็จะง่าย ง่ายที่สุด ในการที่จะบรรลุนิพพาน เดี๋ยวนี้ ไปนอนหลับสบายกันเสียหมด ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ก็ได้ ไม่มีใครเคาะ ไม่มีใครแสวงหา หรือ ไม่มีใครขวนขวาย นั่นเอง ถ้าฟังกันแต่ เนื้อหาธรรมะ แล้ว มันไม่มีพุทธ ไม่มีคริสเตียน หรือ ไม่มีเซ็น ไม่มีเถรวาท ไม่มีมหายาน อย่างนี้ ไม่มีอาการ ที่จะเป็นเขา เป็นเราเลย จิตมันว่างเสียเรื่อย มันจึงมีเขาฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่ได้ มีเราอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่ได้ ฉะนั้น ความกระทบกัน ระหว่างเขา กับเรา ไม่อาจจะเกิด ไม่มีทางจะเกิด ไม่มีพื้นฐานจะเกิด เห็นธรรมะ เป็นพระเป็นเจ้า เห็นพระเป็นเจ้า เป็นธรรมะไปเสียเลย เหมือนอย่างว่า พระเป็นเจ้า ของฝ่ายที่ถือศาสนา พระเป็นเจ้านั้น มีการสร้าง มีการทำลาย มีการให้รางวัล มีการทำอะไร ทุกอย่าง ตามหน้าที่ ของพระผู้เป็นเจ้า เราก็มีสิ่งที่ทำหน้าที่อย่างนั้น ครบทุกอย่าง เหมือนกัน แต่เราไปเรียกว่า ธรรม เหมือนกับ ความหมายของ คำว่า ธรรมะ ที่อธิบายแล้ว ในการบรรยายครั้งที่ ๑ นั้น ไม่มีอะไร นอกจาก ธรรมะ แล้วความโง่ ความหลง คือ อวิชชา ต่างหาก ที่ไปสมมติ ให้ว่า เป็นชื่อนั้น ชื่อนี้ อย่างนั้น อย่างนี้ พวกนั้น พวกนี้ จนมีเรา เมีเขา จริยธรรมทั้งหมด ของธรรมชาติ ทั้งหมด นั้น มีเรื่องเดียว แนวเดียว สายเดียว

ขอให้สนใจ ในความจริง ข้อนี้ เถอะว่า จริยธรรม ทั้งหมด ของโลกนี้ หรือ ของโลกอื่นด้วยก็ได้ ย่อมมีแนวเดียว และสายเดียว และตรง เป็นอันเดียวกัน ไม่ต้องพูดกันว่า ของประเทศนั้น ประเทศนี้ ศาสนานั้น ศาสนานี้ ในโลกเดียวกันนี้ ถึงแม้ว่า สิ่งที่เป็น จริยธรรม จะมีหลายรูป หรือ หลายเหลี่ยม ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่วันแรกนั้น ก็ยังเป็น อันเดียว แนวเดียว สายเดียวกัน อยู่นั่นเอง มีแต่ว่า ระบบไหน ใกล้จุดปลายทาง หรือยัง เท่านั้น แต่เรื่อง ต้องเป็น เรื่องเดียวกันหมด ขึ้นชื่อว่า ธรรมะแล้ว ต้องเป็น เรื่องเดียวกันหมด แต่ว่า อันไหน หรือ ที่ใครกล่าวนั้น มันใกล้จุดปลายทาง เข้าไปหรือยัง ฉะนั้น เราอย่าได้รังเกียจ อย่าได้ชิงชัง ว่า คนนั้น คนนี้ เป็นคริสเตียน แล้วก็จะต้องเป็นศัตรู เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ขึ้นมา ทีเดียว ถ้าถืออย่างนี้ ก็แปลว่า ไม่รู้ธรรมะ ยิ่งเป็น ครูบาอาจารย์ ด้วยแล้ว ไม่ควรจะไปรู้สึกทำนองนั้น เป็นอันขาด




นิทานเซ็น มหรสพทางวิญญาณเพื่อจริยธรรม เล่าโดย.. ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ณ หอประชุมคุรุสภา พุทธศักราช ๒๕๐๕ พิมพ์โดย ธรรมสภา


โดย: ดิน IP: 61.19.65.196 วันที่: 16 สิงหาคม 2550 เวลา:21:13:38 น.  

 
ทำไม....ไม่มีหัวข้อที่เราจะหา





โดย: รักคนข้างเดียว IP: 125.27.116.255 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2551 เวลา:13:04:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Plin, :-p
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









Instagram






บันทึก ท่องเที่ยว เวียดนาม


e-mail : rethinker@hotmail.com


Friends' blogs
[Add Plin, :-p's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.