Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2551
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
28 พฤษภาคม 2551
 
All Blogs
 
เพื่อนให้เพื่อน…มิตรภาพบำบัด

["ตัดแปะ" เรื่องอื่น]


เพื่อนให้เพื่อน…มิตรภาพบำบัด

เรียบเรียงจากปาฐกถาพิเศษโดย ศาตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี
ในงานสัมมนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเครือข่ายเพื่อนมะเร็ง
“เพื่อนให้เพื่อน...มิตรภาพบำบัด”

เมื่อวันที่ 15 – 17 ธันวาคม 2548 ณ ชลพฤกษ์รีสอร์ท จ.นครนายก



(ภาพจาก Prawase.com)


ผมขออนุโมทนาที่ได้มีการสนับสนุนให้เครือข่ายเพื่อนมะเร็งเกิดขึ้น เป็นความฝันของผมมาประมาณ 20 ปี สิบกว่าปีที่อยากเห็นที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Cancer support group” ก็ชื่อคล้ายๆกัน เป็นกลุ่มที่จะสนับสนุนหรือช่วยเหลือคนเป็นมะเร็ง

ผมรักษาคนเป็นมะเร็งมาเยอะ เป็นหมอโลหิตวิทยา รักษาคนเป็นมะเร็งเม็ดเลือด ซึ่งเป็นมะเร็งที่ร้ายแรง และเคยเห็นมาเยอะ ตอนอยู่อเมริกา รักษาคนไข้ แม่คนหนึ่งพอรู้ว่า ลูกเป็นมะเร็งต้องออกไปแอบร้องไห้ พอหมอบอก ออกไปร้องไห้.... มีคุณหญิงคนหนึ่งที่เมืองไทย วันหนึ่งลูกซึ่งเป็นมะเร็งสิ้นใจ แม่ล้มเป็นลมทันที

ผมรักษาเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นมะเร็งเม็ดเลือด แกก็ลำบากมาเยอะ ที่นี้วันหนึ่งแกก็ไม่สบายมากบอกหมอจะให้หนูอยู่โรงพยาบาลนะ ก็คิดว่าไม่สบายมากก็จะอยากอยู่โรงพยาบาล เค้าบอกว่า “หมออย่าให้หนูอยู่เลย เวลาอยู่โรงพยาบาล เวลาไม่สบายมากแล้วไม่มีคนช่วย ถ้าหนูอยู่บ้าน เวลาหนูไม่สบายมากแม่ยังกอดหนูไว้” มันมีความสำคัญ นี่เขาต้องการเพื่อน ต้องการคนที่รักเขา ต้องการมิตรภาพบำบัดอย่างที่เขียนไว้ ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

บางทีการรักษาแผนปัจจุบันเราไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้ เราเอาทางกายหรือว่าทางวัตถุล้วนๆ แต่ที่จริงทางใจมีความสำคัญ แล้วเดี๋ยวนี้ความรู้นั้นมีมากขึ้นว่าเรื่องใจ เรื่องสมอง เรื่องระบบ Endocrine เรื่องระบบภูมิคุ้มกัน เชื่อมโยงกัน ภาษาทางวิชาการเรียกว่า Psycho-neuro-endocrino immunology เชื่อมโยงกันไป เริ่มจากจิตใจเชื่อมโยงมาระบบภูมิคุ้มกัน แล้วก็มีการวิจัยว่าถ้าจิตใจดีภูมิคุ้มกันจะสูง แล้วเวลาภูมิคุ้มกันสูงมันไปควบคุมมะเร็ง เซลล์มะเร็งนี่เกิดขึ้นทุกวันในร่างกาย แต่เราไม่เป็นมะเร็ง เพราะว่าภูมิคุ้มกันเรามันดูแล จำกัดตัวเซลล์มะเร็ง จำกัดหรือขจัดไปเลยก็ได้ ดังนั้นการที่มีจิตใจดี มีเพื่อน มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยคุณภาพชีวิต

ในต่างประเทศเมื่อเขามีกลุ่มช่วยมะเร็ง เวลามีคนเป็นมะเร็งที่ไหนก็ไปให้กำลังใจ ไปอธิบาย ไปสอนสมาธิ ไปอะไร ก็ปรากฏว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายไปช่วยเขาก็ดีขึ้น ทั้งฝ่ายคนไข้หลายคนหาย หายจากมะเร็ง แล้วก็อย่างที่คุยไว้คราวก่อนว่าหลายคน หรือเกือบทุกคนจะพูดว่า “ฉันดีใจที่เป็นมะเร็ง I’m delighted I have cancer” เพราะว่าทำให้เขาพบความสุข ที่ไม่เคยเจอมาก่อนเลย ความสุขจากมิตรภาพ ความสุขจากการทำสมาธิ

เพราะฉะนั้นถือว่า การเป็นมะเร็งเป็นโชคร้ายเราก็ไม่อยากเป็น ไม่อยากให้ใครเป็น แต่ว่ามันไม่ได้มีแต่ด้านร้ายเท่านั้น อีกด้านหนึ่งมันมีเรื่องที่ดีเกิดขึ้น เวลาที่เราไม่สบายมันจะเปิดทางให้เราเชื่อมโยงกับคนอื่นมากขึ้น เวลาเราสบายดีเราแข็งแรง เราโชคดี บางทีเราอยู่กับตัวเอง เราอยู่กับตัวของเราเอง แต่เวลาเราไม่สบายตัวเองมันจะเปิด เปิดให้มีการเชื่อมโยงกัน แล้วก็เกิดความเป็นมิตรกัน มิตรภาพอย่างที่เขียนไว้ว่า “เพื่อนให้เพื่อน มิตรภาพบำบัด” ไม่ทราบใครคิดคำนี้ขึ้นมา ผมรู้สึกว่า มันเป็นคำที่ดี มิตรภาพบำบัด เพราะว่าโลกจะอยู่ได้ก็ด้วยมิตรภาพ


(ภาพจาก BioEdge)


มิตรภาพหรือมิตตะ หรือเมตตา เป็นคำเดียวกันนะครับ ความเป็นมิตรเกิดขึ้นได้เพราะมีความเมตตา ความมีใจต่อกัน แล้วตัวนี้เอง ที่จะช่วยให้โลกงดงาม ถ้าโลกมีแต่คนเห็นแก่ตัว โลกก็จะน่าเกลียดมาก แต่ถ้าโลกมีความเมตตาต่อกัน มีความเป็นมิตรกัน โลกจะสวยงามมาก จะเกิดการเยียวยาขึ้น เพราะว่าขณะนี้โลกเจ็บป่วยทั้งโลกเลย

เพราะว่าการพัฒนาสมัยปัจจุบันเน้นที่ความโลภ ทำอย่างไรจะรวย ทำอย่างไรจะกำไรสูงสุด ไปตั้งคำถามกันอย่างนั้นซึ่งมาจากตะวันตก แล้วมนุษย์แต่ก่อนไม่ได้ตั้งคำถามแบบนี้ ย้อนหลังกลับไปสองสามพันปีเขาไม่ได้ตั้งคำถามแบบนี้ คำถามจะถามว่าความจริงคืออะไร? ความดีคืออะไร? เป็นคำถามแบบนั้น แล้วเมื่อตั้งคำถามกันแบบนั้น ก็เกิดมีปัญญาชนสำนักต่างๆ ขึ้นมาตอบคำถามว่าความจริงคืออะไร ความดีคืออะไร แล้วปัญญาชนคนหนึ่งที่พุทธบังเกิดขึ้นเพื่อจะมาตอบคำถามนี้ ก็คือ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” เพื่อจะมาตอบคำถามว่าความจริงคืออะไร ความดีคืออะไร แต่สมัยนี้ถามว่า ทำอย่างไรจะรวย? ทำอย่างไรจะกำไรสูงสุด? อันนี้เป็นเรื่องใหม่ที่มาจากตะวันตก ที่มาจากพื้นฐานของการแย่งชิง ประวัติเขาเป็นเรื่องแย่งชิงทั้งสิ้น แล้วตอนนี้เผยแพร่สิ่งนี้ไปทั้งโลก ที่เรียกว่า “โลกาภิวัตน์” แล้วโลกทั้งโลกนี้เครียดไปหมด

โลกเครียดไปหมดความสุขน้อยลง เป็นมะเร็งมากขึ้น เป็นอะไรต่ออะไรมากขึ้น เกิดความเครียด ดังนั้นการที่เรามีเครือข่ายเพื่อนมะเร็ง เป็นจุดที่จะเปลี่ยนโลก ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความป่วย คือจุดเปลี่ยนแปลงโลก ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เชื่อเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง

เจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อเป็นมกุฎราชกุมารอยู่ในวัง เรียนศิลปะวิทยาทั้ง 18 คือวิชาการในสมัยนั้นเรียน หมดทุกอย่างนะครับ เรียกว่าทรงมีความรู้ แต่ไม่ทรงมีปัญญา เมื่อหนีออกจากวัง ต้องเข้าใจความหมาย หนีออกจากวัง ไปเจอคนแก่ คนเจ็บ คนตาย น่าสงสารมาก จิตใจท่านเปลี่ยนเลย ท่านอยู่ในวัง เสพสุขอยู่ในวัง ไปเจอคนเจ็บ คนมีความทุกข์ จิตใจท่านเปลี่ยนไปเลย ตอนนั้นเรียกว่าเกิดปัญญา เกิดความกรุณาอย่างใหญ่ หาทางที่จะช่วยเพื่อนมนุษย์ ให้พ้นทุกข์ “การที่เจอคนป่วยมันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเป็นจุดเปลี่ยนของโลก”


(ภาพจาก สมุดภาพพุทธประวัติสำหรับประชาชน ที่ ฟิสิกส์ราชมงคล)


โลกต้องการเปลี่ยนแปลง โลกขณะนี้ที่เรียกว่ามีความเจริญ จริงๆแล้วไม่ได้เจริญ มันเครียดหมดทั้งโลกด้วยความเห็นแก่ตัว ดังนั้นการที่มีเครือข่ายเพื่อนมะเร็งจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่ว่าเพื่อนให้เพื่อน มิตรภาพบำบัด พยายามชูคำนี้ไว้เลย มิตรภาพบำบัด ผมคิดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่านทั้งหลายได้พบเอง ไม่ว่าในฐานะเป็นผู้ป่วย ในฐานะเป็นแพทย์ เป็นพยาบาล เป็นอาสาสมัครที่จะช่วยกัน ผมว่าคุณภาพชีวิตดี แล้วในตัวเองจะมีความปิติเกิดขึ้น มีความปลื้มใจในเนื้อในตัว เพราะเรื่องความดีมันทำให้ปลื้มใจ

มีคนไปดูงานที่ไต้หวันซึ่งเขามีมูลนิธิชื่อมูลนิธิฉือจี้ มีคนช่วยกันทุกอย่าง กลับมาเขาปลื้มใจอยู่ในเนื้อในตัวอยู่หลายวัน เพราะการทำความดีมันทำให้เกิดความปิติในตัว เมื่อเกิดปิติแล้วมันเกิดที่เรียกว่า เกิดความสงบระงับ เมื่อเกิดความสงบระงับย่อม เกิดความเป็นปกติในระบบ ฉะนั้นสิ่งที่ท่านหลายกำลังทำอยู่และจะเจริญขึ้นมาก ก็คือตัวมิตรภาพหรือเมตตา ถ้าเรามีความเมตตา มีความกรุณาต่อคนอื่นเรื่อยๆ ตัวของเราจะมีความสุข แล้วคนอื่น ก็มีความสุขด้วย

ท่านดาไลลามะ ซึ่งเป็นชาวพุทธที่ตะวันตกรู้จักดีที่สุด ท่านไปพูดเรื่อง “ศิลปะแห่งความสุข The Art of Happiness” ท่านพูดทีไร คนอเมริกันจะฟังเป็นหมื่นๆ คน แล้วมีหนังสือของท่านเล่มหนึ่งชื่อ “The Art of Happiness” มีคนแปลเป็นไทยแล้วทั้งเล่ม ท่านจะเน้นเรื่องความกรุณามาก แล้วก็คุยกับจิตแพทย์ฝรั่ง ฝรั่งก็มีวิธีคิดอย่างหนึ่ง แต่ว่าเขาจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่พระชาวพุทธพูด แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเขาเข้าใจเขาก็ได้รับประโยชน์ ท่านจะพูดถึงประโยชน์ของความทุกข์ ว่าความทุกข์มีประโยชน์อย่างไร? แล้วจะมีวิธีอยู่กับมันอย่างไร? แล้วจะเปลี่ยน เอาประโยชน์จากความทุกข์อย่างไร?


(ภาพจาก Amazon.co.uk)


ท่านจะเน้นเรื่องความกรุณา ท่านบอกว่าทุกคนอยากมีความสุข ทุกคนไม่อยากมีความทุกข์ ทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์กัน เพราะฉะนั้นจึงมีหน้าที่ที่จะต้องมีความกรุณาต่อกัน นั่นคือมีมิตรภาพต่อกันเพราะทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์กันทั้งสิ้น ล้วนปรารถนาความสุขไม่ปรารถนาความทุกข์ ท่านบอกว่าแต่คนเราก็มีความทุกข์เป็นธรรมดา วันๆหนึ่งอาจจะมีทุกข์บ้างสุขบ้าง ท่านบอกว่าศิลปะแห่งความสุข วิธีที่จะเกิดความสุขก็ดูที่จิตของตัวเองว่า เราคิดอย่างไรแล้วมีความสุข เราคิดอย่างไรแล้วมีความทุกข์ ให้ดูตอนมันมีความทุกข์ ให้ดูว่ามันคิดอย่างไร แล้วตอนมันมีความสุขมันคิดอย่างไร ก็จะเจอว่าถ้าตอนไหนเรามีความเกลียดความโกรธ เราจะมีความทุกข์ความเครียด ยามใดเรามีความกรุณาเราจะมีความสุข ที่นี้ถ้าเราคอยรู้ตัวอยู่ตลอดว่าความกรุณาทำให้มีความสุข ความเกลียดความโกรธจะมีความทุกข์ จิตมันจะเปลี่ยนไปมีความกรุณามากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะธรรมชาติมนุษย์นั้นถ้ารู้ว่าทำอะไรแล้วมีความสุขอยากทำซ้ำ แม้แต่สัตว์ก็เช่นเดียวกัน มีการทดลองในหนูว่า ให้กระตุ้นตรงไหนแล้วมันเกิดความสุข ไปกระตุ้นตรงไหนแล้วไฟช๊อต มันเจ็บมันก็จะเรียนรู้ มันจะไปกระตุ้นตรงที่ทำให้เกิดความสุขอยู่เรื่อย เราเป็นคน ถ้าเรารู้ว่าเราคิดอย่างไรแล้วเกิดความสุข เรารู้ว่าคิดอย่างไรแล้วเกิดความทุกข์ คือเวลาเรามีความโกรธความเกลียดเรามีความทุกข์ เวลาเรามีความเมตตากรุณาเรามีความสุข มันก็จะรู้มันก็จะไปกระตุ้นตรงนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ คือกระตุ้นต่อมเมตตา กรุณา ดังนั้นถ้าเรามีความเมตตา กรุณาเรื่อยๆ เราก็มีความสุข ระบบเราดีขึ้น ภูมิคุ้มกันเรามากขึ้น

นอกจากนั้นเวลาเรามีความเมตตากรุณา เราจะไม่มีความกลัว ที่เรากลัวคนอื่นเพราะเราเกลียดเขาเราถึงกลัว ถ้าเรารักคนอื่นเราจะไม่มีวันกลัว แล้วก็จะเปิดทางให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ถ้าเราเกลียดเราโกรธคนก็ไม่อยากเข้ามาหากัน มีแต่จะทะเลาะกันหรือตีกัน แต่ถ้ามีความเมตตากรุณาก็จะต่อเชื่อมกันระหว่างคนต่อกัน เกิดมิตรภาพขึ้น แล้วความเป็นมิตรสำคัญที่สุด เพราะความสุขของมนุษย์อยู่ที่การมีเพื่อน มีมิตร คนไทยมีจุดแข็งที่ตรงนี้


(ภาพจาก Microsoft Office Online)


มีคนไทยสามี-ภรรยาคู่หนึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่ราชภัฏอุตรดิตถ์ เขาเคยไปเรียนที่แคนาดา 5-6 ปี อยู่ที่ แอดมันตัน มีผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งมาเยี่ยมเขา ผู้หญิงคนนี้ก็บอกว่า หลังจากมาเมืองไทยทำให้เขารู้ว่า เพื่อนหมายความว่าอย่างไร เพราะเขาไม่เคยเจอความเป็นเพื่อนแบบนี้ในอเมริกา แต่คนไทยมีความเป็นเพื่อนไม่ทิ้งกัน อาทรต่อกัน หลังจากนั้นเมื่อเขาเจอคนไทย เขาจะต้องไปหา ไปคุย เพราะเขารู้ว่าคนไทยมีความเป็นมิตร ตรงนี้เป็นจุดแข็งของคนไทยในพื้นฐานเดิมของเรา

ผมเองเมื่อเป็นเด็กครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ที่กาญจนบุรี ญี่ปุ่นจับฝรั่งมาเป็นเชลย ชาวบ้านก็สงสารเชลย เอากล้วยเอาอ้อย ไปให้เชลย สงสารมีจิตใจ พอสงครามจบลง มันกลับกัน ญี่ปุ่นตกเป็นเชลย ชาวบ้านก็สงสารญี่ปุ่นอีก มันมีความสงสารเป็นพื้นฐานอยู่ในจิตใจ ต่อมาเมื่อเรามาพัฒนาสมัยใหม่เหมือนฝรั่ง จิตใจฝรั่งจะไปทางโลภทางหาเงินหาทองมาก

ถ้าใครได้อ่านประวัติ ครั้งรัชกาลที่ 5 ท่านจะจ้างฝรั่งมาทำงานเยอะ เพื่อจะพัฒนาประเทศเป็นสมัยใหม่ แต่มีอยู่ตอนหนึ่ง ท่านบ่นแล้วก็คล้ายๆตะโกนขึ้นมาดังๆ ว่า “ข้าชักจะเบื่อไอ้พวกฝรั่งเต็มทีแล้วโว้ย ทำอะไรมันก็จะคิดเอาเงินอย่างเดียว ทำอะไรต้องคิดเงินหมด” ซึ่งคนไทยแต่เดิมก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้เราถูกพัดพาไปเป็นอย่างนั้นหมดแล้ว ทั้งโลกมันทานไม่ได้ กระแสที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ วัตถุนิยม บริโภคนิยมมันเป็นไปอย่างนั้นไปหมด แต่ว่าจุดเปลี่ยนมันกำลังจะเกิดขึ้น เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์เองทั่วไปหมดในทุกประเทศ ได้พบว่าชีวิตแบบนั้นไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริง แต่ทำให้เกิดความเครียด ความแปลกแยกระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์ไปอยู่กับเงิน ไปสัมพันธ์อยู่กับเงิน ที่พูดไม่ได้แปลว่าเงินไม่สำคัญ แต่ไม่ใช่ตัวตั้ง จริงๆแล้วคือการมีเพื่อนเป็นบ่อเกิดของความสุข

มีฝรั่งคนหนึ่งอยู่ที่ ออริกอน เขาแต่งงานกับคนไทยและมาเมืองไทยบ่อย เขาบอกว่า เขาพบว่าการมีเพื่อนทำให้มีความสุข เขาชอบมาเมืองไทย และมีจิตใจดีมากต่อคนไทย มาช่วยสอนและรับคนไทยไปเรียนที่นั่น ดังนั้นการมีเพื่อนเป็นบ่อเกิดของความสุข ดังนั้นตัวมิตรภาพบำบัดตัวนี้จะนำไปสู่การเยียวยาโลกที่เจ็บป่วย


(ภาพ Dr. Paul Farmer จาก Wikipedia)


นอกจากนั้นที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด พอล ฟาร์มเมอร์ เป็นลูกคนจนที่ไม่มีทางได้เรียนแพทย์ แต่เรียนเก่ง เลยได้ทุนไปเรียนแพทย์ เมื่อจบแพทย์จิตใจเขาอยู่กับคนจน เขาชอบรักษาคนจน ไม่ชอบไปหาเงินหาทอง เขาก็อาสาสมัครไปทำงานที่ประเทศเฮติ ที่เฮตินี่เป็นคนจนยั้วเยี้ยไปหมด คนเป็นโรคเอดส์เยอะมาก แล้วคนเป็นวัณโรคที่ดื้อยาเต็มไปหมด ทั้งจนทั้งเป็นโรคเอดส์ ทั้งเป็นวัณโรค ทั้งไม่มียา ไม่มีแพทย์ ไม่มีอะไร เมื่อหมอพอลไปที่นั่น ซึ่งปีหนึ่งไปอยู่ที่นั่นหกเจ็ดเดือน ที่เหลือจึงจะกลับไปสอนที่ฮาวาร์ด เขาขอยืมยาจากโรงพยาบาลที่บอสตันเอาไปที่เฮติ วันหนึ่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล เรียกเขามาพบ เนื่องจากพบว่าตามบัญชีของโรงพยาบาล หมอพอล เป็นหนี้โรงพยาบาลหลายแสนดอลล่าร์ เขาไม่สามารถใช้หนี้ เนื่องจากเป็นคนจนแล้วก็ไปรักษาคนจน

แต่ที่บอสตัน มีเศรษฐีก่อสร้างคนหนึ่งชื่อ ทอม ไวท์ ได้ติดตามหมอพอลไปเฮติ เพื่อดูว่าหมอพอลไปทำอะไร เมื่อเห็นเข้าก็ประทับใจในน้ำใจของหมอพอลมาก หลังจากนั้นเมื่อมีอะไรก็ให้หมอพอลหมด ไม่ว่าเงินจากการรับเหมาก่อสร้าง หรือรายได้อื่นๆ ก็ให้หมอพอลไปช่วยคนจน ตอนนี้หมอพอลมีชื่อเสียงมาก มีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับชีวิตของเขา ซึ่งมีคำกล่าวของหมอพอลประโยคหนึ่งอยู่ในหนังสือเล่มนั้นว่า “หมอพอลเชื่อว่าการที่เขาบำบัดคนจนด้วยมิตรภาพ จะนำไปสู่การเยียวยาโลก (Heal the world)” ดังนั้นการที่พยายามช่วยเหลือกัน ช่วยเหลือคนจน พยายามทำงานเพื่อคนที่มีความทุกข์ คนที่มีความเจ็บป่วย ก็จะดึงจิตใจผู้คนให้เข้ามาหากัน แล้วนำไปสู่การเยียวยาโลก

จากการที่ได้เล่าประวัติพระพุทธเจ้ามาแล้วว่า พระพุทธเจ้าได้เจอคนที่มีความทุกข์ มีความเจ็บป่วยมาแล้ว จากนั้นจึงนำไปสู่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีประโยชน์ต่อโลกอย่างยิ่ง ดังนั้นความเจ็บป่วย การพยายามจะบำบัด จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพราะผมทราบว่าจากจุดนี้ไป มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลก

เพราะว่ามนุษย์เรามีกิเลสก็จริง แต่กิเลสไม่ใช่ด้านเดียวของมนุษย์ มนุษย์มีด้านดีด้วย ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ ถ้าเรารดน้ำพรวนดิน เมล็ดพันธุ์นี้จะงอกงามออกมาแผ่ไพศาลและเชื่อมโยงกันไปปกคลุมโลกให้ร่มเย็น จากเมล็ดพันธุ์แห่งความดีในตัวคนทุกคน ถ้าพัฒนาแต่ความโลภ ก็จะเหมือนเอาน้ำร้อนไปรดที่เมล็ดพันธุ์แห่งความดี แต่มันไม่งอก แต่การที่มีเพื่อนให้เพื่อน มีมิตรภาพบำบัด อันนี้คือการไปรดน้ำ พรวนดินเมล็ดพันธุ์แห่งความดีในใจของทุกคนให้งอกงาม แล้วเดี๋ยวไปเชื่อมโยงกันแผ่ไพศาล เป็นความร่มเย็นที่จะปกคลุมโลก

จากจุดนี้เอง มาคิดว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เป็นสิ่งที่จะสัมผัสหัวใจของผู้คน จะต้องทำตรงนี้ ดึงผู้คนมาสัมผัสเพราะทุกคนมีหัวใจ ดึงผู้คนเข้ามาสัมผัสตัวนี้ แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนปรับความคิดในสังคม ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ อยากจะเสนอให้ทำที่ตรงนี้ จะนำไปสู่เรื่องใหญ่ ถ้าเรานำตรงนี้ไปสู่การรับรู้ ไปสัมผัสใจของผู้คนจำนวนมากให้ได้ ทำให้เขาเปลี่ยน จิตเขาเปลี่ยน ทำให้สังคมเปลี่ยนความคิด ปรับความคิดปรับทัศนคติในสังคม

ดังนั้นงานตรงนี้ ในฐานะที่เรามีขุมทรัพย์ที่ตรงนี้ งานที่น่าจะทำอยู่ตรงนี้ ผมคิดว่าน่าชวนนักเขียนนิยายชีวิตที่เก่งๆ เรามีนิยายชีวิตผู้คนจำนวนมาก คนที่เขียนเก่งๆ เขียนแล้วคนอ่านก็จะจับหัวใจของผู้คน เขียนแบบนิยายชีวิต อย่าไปเขียนแบบบทความวิชาการ บทความวิชาการจะไม่สามารถจับใจผู้คนได้ แต่นิยายชีวิต ซึ่งเราเคยอ่านนวนิยายกันแทบทุกคน นวนิยายอ่านง่ายไม่เหมือนตำรา ตำราขีดเส้นทุกสีก็จำไม่ได้ อ่านแล้วเจ็บปวดมาก เหมือนเด็กนักเรียนไม่ควรจะเรียนแบบนี้ แต่เวลาเราอ่านนวนิยายสนุกๆ เล่มใหญ่ๆ ก็ไม่เจ็บปวด สนุกด้วย อ่านหลายวันหลายคืนติดต่อกัน มีบางคนอ่านผู้ชนะสิบทิศ กลางคืนแทบจะไม่นอนเลยก็ได้ จำตัวละครได้หมด สาระมีอะไรเข้าไปในตัวเองเสร็จ เข้าไปในตัว โดยอัตโนมัติ โดยไม่เหนื่อย


(ภาพจาก NYU Clinical Correlations)


การเรียนจึงไม่ควรเรียนแบบเป็นตำราวิชาการ ผมคิดว่าคนเรียนควรจะเรียนจากนิยายชีวิต จาก Life story ของคน เรามี Life story ของผู้คนมากมาย แต่เราไม่ได้เรียน เราไปท่องวิชาอยู่เรื่อย ซึ่งเป็นการศึกษาที่ผิด เป็นระบบการศึกษาที่ผิด ที่รัฐบาลตีโจทย์ไม่แตก เพราะฉะนั้นทำยังไงก็ปรับการศึกษาไม่ได้ เป็นระบบการศึกษาที่ผิดไปเลย คือไปวางประเภทความรู้ไว้ผิด ผิดในที่ผิดทางของมัน

เพราะความรู้มี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือความรู้ในตัวคน กับ ความรู้ในตำรา ความรู้ในตัวคนได้จากประสบการณ์ชีวิต จากการทำงาน ทุกคนมีความรู้ในตัวทั้งสิ้น ตรงนี้จะช่วยบอกเราว่าทำไมครูที่สำคัญสุดของเราคือใคร คือแม่ แม่ของทุกคน คือครูที่สำคัญที่สุด โดยไม่เคยคำนึงถึงว่าท่านเคยเข้าเรียนหรือไม่ เคยได้รับปริญญาตรี โท เอกหรือเปล่า แต่ท่านเป็นครูที่ดีที่สุด เพราะท่านมีความรู้ในตัวที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิต ได้มาจากการทำงาน ลองนึกถึงแม่ของตัวเอง นั่นคือครูที่ดีที่สุดเพราะท่านมีความรู้ในตัว คนทุกคนมีความรู้ในตัวทั้งสิ้น

ความรู้ในตำราก็มีที่มาของมัน ส่วนมากมาจากต่างประเทศ ที่นี้ระบบการศึกษาของเราแทนที่จะเอาความรู้ในตัวคนเป็นตัวตั้งเป็นฐาน แต่เรากลับเอาความรู้ในตำรามาเป็นฐาน และทิ้งความรู้ในตัวคนไปเลย เหมือนมันไม่มี มันไม่สำคัญ จึงเกิดเหตุการณ์ว่า เราไม่มีโรงเรียนดีๆ ไม่มีครูดีๆ วิ่งเต้นเลือดตาแทบกระเด็น จะให้ลูกเข้าโรงเรียนดีๆ ใช้เส้นสายก็แล้ว ใช้แป๊ะเจี๊ยะก็แล้ว ใช้อะไรก็แล้ว ลำบากเลือดตาจะกระเด็นทั้งแผ่นดิน เพราะไปจัดความรู้ในตำราไว้เป็นฐาน

เด็กไปโรงเรียนยังไม่อยากคุยกับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เพราะคุยแล้วไม่ได้คะแนน คะแนนเอาไปวางไว้ที่การท่องหนังสือ แต่ความรู้ของพ่อแม่ปูย่าตายาย มีความสัมพันธ์ด้วย มีความรักด้วย และมีความรู้ในตัวคนด้วย แต่ก็ไม่ได้เรียนที่ตรงนี้ ความรู้ในตัวคนนั้นอยู่ในฐานชีวิต ฐานชีวิตคนไทย อยู่ในฐานวัฒนธรรม เราก็ถูกตัดขาดจากวัฒนธรรมไปเลย การศึกษาแบบปัจจุบันของเรา

อันนี้อยากเรียนให้ท่านมองเห็นตรงนี้ด้วย เพราะว่าที่ท่านทั้งหลายมาเชื่อมโยงเกี่ยวข้องนี้ มันเชื่อมโยงด้วยความรู้ในตัวคน ที่ทุกคนมีมาจากประสบการณ์ชีวิต เราอย่าไปเอาตำราที่ท่องยากๆ แล้วบางทีมันก็ไม่เหมาะกับเรา เพราะฐานมันไม่ได้มาจากชีวิตคนไทย แต่ความรู้ในตัวคนในฐานะที่เป็นคนไทย มันมาจากฐานชีวิตของคนไทยจริงๆ คิดตรงนั้นเองจึงเห็นว่าการศึกษาควรจะเรียนจากนิยายชีวิตของผู้คนจริงๆ จะเรียนง่าย จะมีประโยชน์มาก ดังนั้นตรงนี้โครงการน่าทำ ไปหานักเขียนเก่งๆ ที่เขียนนิยายชีวิตให้เขาเข้ามาเขียนนิยายชีวิตของผู้คน ผู้คนที่มีความทุกข์ ที่ไม่สบายแล้วได้ต่อสู้มา แล้วก็ได้มีเรื่องเพื่อนให้เพื่อน มิตรภาพบำบัดยังไง ตรงนี้มันมโหฬารมากและจะไปสัมผัสจิตใจผู้คน


(ภาพจาก Fantastic Fiction)


เรื่องเกี่ยวกับเอดส์ มีฝรั่งคนหนึ่งเขียนไว้ คนนั้นเขียนเก่งมากเป็นนักเขียนฝรั่งเศส ชื่อ โดมินิค ลาเปีย เขียนหนังสือชื่อ “Beyond love” เขียนเล่าเรื่องคนเป็นเอดส์เริ่มอย่างไร? ใครช่วยใคร? อย่างไร? คนอ่านซึ้งใจมาก ทำไมมนุษย์มีจิตใจแก่กันถึงเพียงนั้น?

ตอนนี้อยากเห็นนักเขียนไทยมาเขียนในโครงการ ลองติดต่อคนที่เขียนเก่งๆ อาจจะหลายคน ให้เขามาดู มาสัมผัส ถ้าเขาสามารถเขียนตรงนั้นออกมาได้ หนังสือนั้นจะไปสู่การเรียนของนักเรียนทุกโรงเรียน นักเรียนทุกโรงเรียนควรจะมาเรียนจาก Life story ของคนไทย ซึ่งคุยกับกระทรวงศึกษาธิการ อันนี้เป็นจุดที่จะไปเปลี่ยนการศึกษาอีกด้วย การศึกษาจากชีวิตของผู้คนจริงๆ เด็กจะได้เรียนอะไรดีๆ และเรียนง่าย และจะได้มี “หัวใจความเป็นมนุษย์” การเรียนทุกวันนี้สูญเสียหัวใจความเป็นมนุษย์ไปหมด ใจทมิฬหินชาติหมด เพราะไม่ได้สัมผัสเรื่องความดีของเพื่อนมนุษย์ที่มีจริงๆ เอาแต่ท่องคะแนนวิชาการ แล้วเกิดการโกงคะแนน และอื่นๆอีกมากมาย หนังสือนี้เขียนให้ดี เป็นหนังสือ Popular ไปสู่โรงเรียน ไปสู่การอ่านของผู้คนในสังคมทั้งหมด

ยิ่งกว่านั้น ไปสู่การทำภาพยนตร์ ตอนนี้ดูอะไรกัน? แดจังกึม คนดูกันใหญ่รู้กันหมด ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำหนังชีวิตดีๆ ให้คนดูกันทั้งประเทศ ฉายโรงใหญ่ก็ได้ เพราะเราตกเป็นเหยื่อฮอลลีวู้ดมานานตั้งค่อนศตวรรษ ฮอลลีวู้ดเอาเรื่องเซ็กส์กับเรื่องความรุนแรงขายไปทั้งโลก นอกจากเอาเซ็กส์กับความรุนแรงนี้มาแล้ว เรายังเสียเงินให้เขาด้วยมากมาย ตอนหนังไททานิคมาฉาย แล้วได้เงินคนไทยไป 400 ล้าน พระพยอมบอกว่าเรือมันล่มลำเดียวมันเอาเงินเราไป 400 ล้าน ของเราก็ล่มตั้งหลายลำ ทำไมมาเอาเงินเราไปตั้ง 400ล้าน นี่เขาขายเซ็กส์กับความรุนแรงไปทั่วโลก

แต่ว่าเมื่อเร็วๆนี้น่าจะให้กำลังใจหนังที่ไม่ได้ขายเซ็กส์ไม่ได้ขายความรุนแรง ฉายที่โรงใหญ่ ไม่ได้ขาดทุนและให้สาระ เรื่องหนึ่งคือสตรีเหล็ก ได้ไปขายต่างประเทศด้วย อีกเรื่องคือแฟนฉัน ก็ไม่ได้ขายเซ็กส์ อีกเรื่องหนึ่งคือ โหมโรง เรื่องนี้ไม่ได้ขายเซ็กส์ แต่ว่าฉายที่โรงได้ อย่างนี้แปลว่าอะไร แปลว่าทำหนังดีๆ เป็นหนังชีวิต เราขายอะไร ขายหัวใจที่งดงาม แล้วมีหนังเรื่อง Beautiful Mind ของจอห์นแนช นักเศรษฐศาสตร์ เรามีหัวใจที่งดงามมากมาย เราเอา Beautiful Mind เอาหัวใจที่งดงามมาทำหนัง ให้ฉายที่โรงได้ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในจิตใจผู้คน มันมีคุณค่า

เรามีขุมทรัพย์ใหญ่ เราต้องใช้ขุมทรัพย์นี้ให้เป็นประโยชน์ คือการนำไปสู่การปรับความคิดในสังคมเพื่อสร้างสรรค์สังคมใหม่ ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ เราใช้ความเจ็บป่วยของเรา ใช้การที่เพื่อนให้เพื่อน ใช้มิตรภาพบำบัด ไปสู่การสร้างสรรค์สังคมใหม่ ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ เราทุกคนช่วยกันไปสู่การสร้างสรรค์สังคมใหม่ ดังนั้นทุกคนก็จะมีความรู้สึกว่า ฉันป่วยก็ไม่เป็นไร ความป่วยของฉันได้ไปช่วยเปลี่ยนแปลงโลกให้มันงดงามขึ้น ฉันลำบากเท่าไหร่ฉันทนได้ เพราะสิ่งที่ฉันป่วยได้ไปช่วยเปลี่ยนแปลงมนุษย์ต่อไปโลกมนุษย์จะดีขึ้น สร้างสรรค์สังคมใหม่ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์


(ภาพจาก Microsoft Office Online)


ผมจึงเรียนตั้งแต่ต้นว่า การกระทำหลายอย่าง จะไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลก โลกจะต้องเปลี่ยนแปลง โลกอยู่อย่างนี้ไม่ได้ โลกจะขับเคลื่อนด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นไปไม่ได้ โลกจะเป็นไปได้ต่อเมื่อขับเคลื่อนด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ตรงนี้เองผมจึงอยากมาให้กำลังใจว่าสิ่งที่ทำสำคัญเหลือเกิน แล้วเราขยายต่อไปสู่การสร้างสรรค์สังคมใหม่ จากนี้ต่อไปก็ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อาสาสมัครก็มากขึ้น ก็ทำเรื่องสื่อ เขียนนิยายชีวิต ทำหนังเอง ส่วนที่โรงพยาบาลก็ไปผลักดันให้เกิดนโยบาย ที่จะไปสนับสนุนให้มีศูนย์ ซึ่งอาจจะเรียกว่า “ศูนย์ส่งเสริมมิตรภาพบำบัด” รวมทั้งทำนโยบายด้วย นโยบายใครๆคงเห็นด้วย แม้แต่เสนอ ครม.ไป ผมเชื่อว่าขณะนี้ ครม.มีความทุกข์ยิ่งเข้าใจง่ายขึ้น รัฐบาลควรจะมีนโยบายสนับสนุนให้ทุกโรงพยาบาลมีศูนย์ส่งเสริมมิตรภาพบำบัดเกิดขึ้น รัฐบาลประกาศไปเลย ตรงนี้ก็ทำทั้งเชิงนโยบายทั้งเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งเชิง Technical และทั้งเชิง Support ขาดเงิน ขาดทอง อาจจะช่วยเงินทองบ้าง แต่เงินทองก็ไม่สำคัญ ไม่ต้องใช้มาก

ผมจึงรู้สึกดีใจมากที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น ความทุกข์ ความเจ็บป่วยมันมีประโยชน์ มันไม่ได้มีแต่โทษ และยิ่งถ้ามีจินตนาการ ต้องมีจินตนาการว่าความเจ็บป่วยของเราไม่เป็นไร มันไปช่วยให้โลกเปลี่ยน ต่อไปโลกจะต้องเปลี่ยนจากนี้เป็นโลกแบบใหม่ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ ความเจ็บป่วยของเราจะเป็นเรื่องเล็กมาก อาจจะยินดีเสียอีกที่การเจ็บป่วยของเราทำให้โลกเปลี่ยน

ขออนุโมทนาและขออวยพรทุกคน และขอให้มีความสุข ถึงจะมีโรคเราก็มีสุขภาพดีได้และมีเพื่อนให้เพื่อน มีมิตรภาพบำบัด ยิ่งช่วยกันยิ่งดีขึ้น ช่วยให้โลกนั้นเปลี่ยนเป็นโลกที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ และมีความสุขความเจริญโดยทั่วกัน







["ตัดแปะ" เรื่องอื่น]


Create Date : 28 พฤษภาคม 2551
Last Update : 29 พฤษภาคม 2551 19:55:50 น. 27 comments
Counter : 1443 Pageviews.

 
“หมอพอลเชื่อว่าการที่เขาบำบัดคนจนด้วยมิตรภาพ จะนำไปสู่การเยียวยาโลก (Heal the world)”
สำหรับประเทศไทยแล้ว บุคลากรที่อยู่ในฐานะแพทย์ พยาบาล โดยเฉพาะแพทย์ไม่แน่ใจว่ามีการยึดหลักเรื่องมิตรภาพบำบัดในการปฏิบัติงานมากน้อยแค่ไหน เพราะได้ยินบ่อยมากเรื่องการปฏิบัติต่อคนไข้ที่มีความแตกต่างกันระหว่างโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน เพราะค่าตอบแทนเป็นปัจจัยตัวแปรที่สำคัญ อีกทั้งความคุ้นชินในเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ทำให้บุคลากรในสาขาดังกล่าว ลืมเลือนเรื่องการเยียวยาจิตใจนอกเหนือจากการเยียวยาร่างกาย

ในฐานะผู้ชื่นชอบการอ่านนิยาย เห็นด้วยกับโครงการการเขียนนิยายชีวิตที่คุณหมอประเวศเสนอ จำได้ว่า เคยอ่าน นิยายเรื่อง ฮานาเล ของคุณกีรติ ชนา ซึ่งใช้ฉากในการบรรยายเรื่อง ในมลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา และเขียนเหตุการณ์เกี่ยวกับสึนามิ ซึ่งได้สอดแทรกลักษณะของการเกิด วิธีหลบหนีจากภัยดังกล่าว จนกระทั่ง วันที่ประเทศไทยประสบเหตุการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าว ได้รู้ข่าวจากน้องคนนึงที่อยู่พังงา โทรศัพท์มาบอก แล้วเค้าพยายามจะเล่าแต่ด้วยความไม่คุ้นชิน ก็เลยนึกชื่อเรียกไม่ออก เราฟังรายละเอียดแล้ว ก็พูดกับเค้าว่า "ไม่น่าเชื่อหรอกว่าจะเกิดสึนามิในประเทศไทย" น้องเค้าก็ตอบกลับมาว่า "เออ...ใช่พี่ คลื่นสึนามิ แสดงว่า พี่ดูข่าวทีวีอยู่น่ะสิ" เราบอกว่า "เปล่า เพิ่งตื่นมารับโทรศัพท์เนี่ยแหล่ะ" นี่เป็นตัวอย่างสำคัญที่เราจะบอกกับใครๆ ที่ชอบว่า อ่านนิยายน่ะเรื่องไร้สาระ ^ ^


โดย: Maple IP: 202.129.59.2 วันที่: 12 มิถุนายน 2551 เวลา:14:39:30 น.  

 
"....สำหรับประเทศไทยแล้ว บุคลากรที่อยู่ในฐานะแพทย์ พยาบาล โดยเฉพาะแพทย์ไม่แน่ใจว่ามีการยึดหลักเรื่องมิตรภาพบำบัดในการปฏิบัติงานมากน้อยแค่ไหน เพราะได้ยินบ่อยมากเรื่องการปฏิบัติต่อคนไข้ที่มีความแตกต่างกันระหว่างโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน เพราะค่าตอบแทนเป็นปัจจัยตัวแปรที่สำคัญ อีกทั้งความคุ้นชินในเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ทำให้บุคลากรในสาขาดังกล่าว ลืมเลือนเรื่องการเยียวยาจิตใจนอกเหนือจากการเยียวยาร่างกาย..."

ที่มะยมยกส่วนนี้มา ก็เพราะเห็นว่าเป็นประเด็นที Critical มาก คุณ Maple ดึงหัวใจของเรื่องมาทีเดียวค่ะ

มะยมมองว่าปัญหาที่เราเห็นนี้ มันมีความซับซ้อนในหลายมิติมาก เป็นปัญหาเชิงระบบที่ไม่ใช่ใครคนใดคนนึงทำให้เกิดขึ้นมาได้...

...แต่เป็นปัญหาที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด มีส่วนในการทำให้เกิดขึ้นมาค่ะ...

เช่น หมอรพ.รัฐเหน็ดเหนื่อยมากกับการดูแลคนไข้ที่เกินกำลัง เกิดความเครียดและผิดพลาดสูง การพูดจา การรักษาไม่ดี....แล้วหมอผิดเหรอ ก็ไม่ใช่...

ถามว่าแล้วคนไข้มาจากไหนมากมายล่ะ...ถ้าตอบง่ายๆก็เพราะมีการประกันสุขภาพ ทำให้คนไข้เข้าถึง รพ.ได้มากขึ้น ก็ไม่ต้องจ่ายเงินไง มาได้ทุกเมื่อเลย...อ้าว....แล้วนโยบายนี้ก็ผิดสิ?

นโยบายนี้เค้ามีหลักการว่า คนจนคนรวยทุกคนมีสิทธิและตวามเสมอภาคในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน คนจนจะต้องไม่ตาย...เพราะแค่เหตุผลว่าไม่มีเงินรักษาและการรักษาพยาบาลก็ต้องเป็น"สิทธิ"ของคนไทยทุกคน ไม่ใช่การสงเคราะห์..อืม...นโยบายก็ดีนี่นา

แล้วใครผิดล่ะ? มหาวิทยาลัยผิดเหรอ ที่ผลิตแพทย์ขี้หงุดหงิดออกมา...สอนจริยธรรมน้อยไปรึเปล่า? ก็ไม่ใช่อีก เพราะใครมาเจองานหนักสุดโหดแบบหมอ ก็คงรู้ว่าบางทีจริยธรรมก็วิ่งหนีกระเจิงเหมือนกัน....

หรือว่าคนไข้ผิด...ที่ไม่รู้จักดูแลตัวเองไม่ให้ป่วย ไม่ยอมออกกำลังกาย ทั้งสูบบุหรี่ กินเหล้า ขับรถซิ่ง....หางานมาให้หมอทั้งนั้น...ก็ไม่เชิงอีก เพราะสังคม สิ่งแวดล้อมมันเป็นยังงี้ และระบบการสอนเรื่องดูแลส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียนก็มีน้อยและไม่เกิด Practice ในชีวิตจริง

เห็นมั๊ยคะ ว่าปัญหามันเกี่ยวข้องกันไปหมด.....แค่วิเคราะห์ปัญหาก็เริ่มเมาแล้ว ถ้าคุณ Maple ยังสนใจเข้ามาคุยต่อได้ค่ะ...มีอีกเยอะ

มะยมก็เห็นด้วยเรื่องการเขียนนิยายชีวิตคนค่ะ จำได้ว่าเมื่อเป็นเด็ก นิยายชีวิตบุคคลที่ประทับใจของมะยมมากก็คือเรื่องของมหาตมะ คานธี และเรื่องประธานาธิบดีซูการ์โน...แต่พอโตขึ้นกลับเป็นเรื่องของแม่ชีเทเรซาและก็องค์ดาไลลามะ...


โดย: มะยม IP: 222.123.160.183 วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:6:13:04 น.  

 
ชอบอ่านการ์ตูนมากกว่า

ไม่รู้มีใครเคยอ่านเรื่องของ ดร. โนกูจิ ฮิเดโยะ หรือเปล่า

เป็นเรื่องจริงของ หมอญี่ปุ่น ช่วงก่อนปี 1900 สมัยที่ ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศยากจน การแพทย์ยังไม่เจริญ

เรื่องนี้รันทดมาก อ่านไป ก็จะร้องไห้ไป

นอกจากนี้ ยังอาจจะให้ความรู้สึกว่า คนเอเชีย ก็ทำได้ด้วย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ในสมัยนั้นจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้

มีทำเป็นหนังสือด้วย แต่การ์ตูนสื่ออารมณ์ได้ดีมาก

อืม.. อธิบายไม่ถูก คือ ตอนที่ไม่รันทด มันก็ดูอบอุ่นด้วย

น่าจะสัมผัส มิตรภาพบำบัด ได้จากการ์ตูนชุดนี้ล่ะ (การ์ตูนใช้ชื่อว่า Dr. Noguchi)

สรุปคือ จะบอกว่า ชอบอ่านการ์ตูนมากกว่า แล้วก็จะบอกว่า การ์ตูนที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยที่ สื่อออกมาได้ อบอุ่นเนี่ย การ์ตูน (ของญี่ปุ่น) ก็สื่อได้ดีนะ


โดย: Plin, :-p วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:6:45:56 น.  

 
ต้องยอมรับว่า ญี่ปุ่นสามารถใช้การ์ตูนเป็นสื่อในการเผยแพร่...ที่ประสบความสำเร็จมาก

ที่มะยมชอบและคิดว่าทุกคนชอบก็คือ อิ๊กคิว ซัง ซึ่งเป็นการเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพุทธศาสนามหายาน (เข้าใจว่าเป็นนิการเซน) มะยมยังคิดและติดอยู่ในใจมาตลอดว่าเราเองน่าจะมีสื่อดีดีอย่างนี้ให้เด็กๆดูบ้าง...

ส่วนการ์ตูนเรื่อง Dr.Noguchi จำได้ว่าเคยอ่านเมื่อตอนเป็นนักเรียน แต่เรื่องมันเศร้าเกินไปและก็มีเยอะเล่มเกินไป เลยอ่านไม่จบค่ะ คือมะยมทนเรื่องบีบคั้นขนาดนั้นไม่ไหว...

หนังที่เศร้ามากๆก็ไม่ดูเพราะหลังดูหนัง จิตใจจะหดหู่มาก...หลายวัน...กว่าจะเป็นปกติ อาจเป็นเพราะจิตใจมะยมอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้มากกว่าปกติก็ได้...


โดย: มะยม IP: 117.47.115.46 วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:20:11:06 น.  

 
อ่านตอนนักเรียน ?

ผมอ่านตอนอยู่ ปี 4 แล้วมั้ง อืม.. คุณมะยม อายุน้อยกว่าผมเหรอเนี่ย ?


โดย: Plin, :-p วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:20:24:15 น.  

 
อาจจะเป็นนักเรียนการเรือน นาฏศิลป์ เพาะช่าง ฯลฯ ...ก็ได้นี่คะ เข้าไปเรียนเมื่ออายุเท่าไหร่ก็เรียกว่าเป็นนักเรียน....ไม่เห็นแปลกเลยค่ะ

ทุกวันนี้ก็ยังเข้าไปเป็นนักเรียนที่หอศิลป์....เลยค่ะ วันเสาร์เรียนวาดภาพสีน้ำ วันอาทิตย์เรียน Paint ผ้าบาติก...

คุณพอลสนใจเรียนมั๊ยคะ ผ่อนคลายดีค่ะ


โดย: มะยม IP: 117.47.115.46 วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:21:09:10 น.  

 
ไม่ล่ะครับ


โดย: Plin, :-p วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:21:18:20 น.  

 
ตกลงเรามาเล่มเกมส์ทายอายุกันดีกว่า แต่จอยว่า Plin นั่นแหละแก่ที่สุดเลย แต่แอบแบ๊วชอบอ่านการตูนใช่มั๊ยล่ะครับ


โดย: จอย IP: 58.8.138.137 วันที่: 21 มิถุนายน 2551 เวลา:8:49:14 น.  

 
อืม...ที่คุณมะยมยกแต่ละประเด็นขึ้นมาพูดถึง เราก็เห็นด้วยนะ ถ้าอย่างนั้น อนาคตของการจะทำมิตรภาพบำบัดให้เกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นระบบในสังคมไทย โดยที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างล้วนเห็นความสำคัญของเรื่องดังกล่าว คงต้องใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกนานแค่ไหนกันถึงจะเป็นไปได้ ด้วยความซับซ้อนในหลายมิติมากอย่างที่คุณมะยมพูดถึง และหากเป็นปัญหาเชิงระบบที่ไม่ใช่ใครคนใดคนนึงทำให้เกิดขึ้นมาได้...แล้วควรจะเริ่มจากจุดไหนก่อนกันดีล่ะ

ตอนนี้ คงจะมีได้แต่ คุณหมอแป๊ะ แห่งอมก๋อย และคุณหมอท่านอื่นๆอีกหลายท่านในประเทศนี้ที่เริ่มต้นด้วยตนเอง เกิดจิตอาสาลงมือทำโดยไม่สนใจระบบ เมื่อมีสื่อไปค้นพบก็ได้แต่ถ่ายทอดเรื่องราว ได้รับความชื่นชมจากผู้ที่รับรู้ แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดกระบวนการในเชิงระบบได้ซักแค่ไหนนะ


โดย: Maple IP: 202.129.59.2 วันที่: 23 มิถุนายน 2551 เวลา:14:46:44 น.  

 
คุณมะยมขยันจัง อย่างนี้เค้าเรียกว่าเจ้าแม่กิจกรรมตัวจริงเสียงจริง ต้องเก่งทางศิลปะแน่ๆ เลย ทั้งวาดภาพสีน้ำ ทั้งเพ้นท์ผ้าบาติก คุณมะยมเคยไปเรียนวาดภาพสีน้ำ กับเป้ สีน้ำ มั๊ยคะ โรงเรียนเค้าน่าเรียนจัง ^ ^

คุณ Plin = แก่ที่สุดเลย แต่แอบแบ๊ว...เหรอคะคุณจอย...อิอิ... ^ ^


โดย: Maple IP: 202.129.59.2 วันที่: 23 มิถุนายน 2551 เวลา:14:57:28 น.  

 
ผมเคยทำงานที่ อมก๋อย อยู่ 1 เดือนด้วยนะ ^^
ประมาณปี 2544


โดย: Plin, :-p IP: 202.28.183.9 วันที่: 23 มิถุนายน 2551 เวลา:15:47:19 น.  

 
แล้วคุณ Plin เคยเจอหมอแป๊ะมั๊ย
ต้องขึ้นเขา ไปตรวจชาวบ้านที่เป็นชาวเขาด้วยมั๊ยคะ
อืม... ปี 2544 เหรอ นานแล้วเนาะ ^ ^


โดย: Maple IP: 202.129.59.2 วันที่: 23 มิถุนายน 2551 เวลา:16:57:04 น.  

 
ไม่รู้จักครับ


โดย: Plin, :-p IP: 58.8.91.178 วันที่: 23 มิถุนายน 2551 เวลา:18:42:22 น.  

 
ที่จริงมิตรภาพบำบัด....ก็เริ่มเกิดแล้วนะคะคุณMaple

เริ่มแรกที่พบ.....เกิดจากคนไข้มะเร็งกลุ่มเล็กๆ...นานแล้วค่ะ เมื่อเราไปเจอและเรียนรู้ว่า นี่คือ การบำบัดอีกทางนึงที่คนไข้ต้องการมากๆ นอกจากการรักษาทางการแพทย์ เป็นความงดงาม....ท่ามกลางความทุกข์ยาก

มิตรภาพและการช่วยเหลือคนอื่น เป็นอุปนิสัยของคนไทยอยู่แล้ว เชื่อว่าถ้าเราเปิดเวที เปิดโอกาสและเปิดพื้นที่ให้....มิตรภาพจะเบ่งบานได้แน่นอนค่ะ แม้ว่าช่วงแรกอาจจะเหนื่อยหน่อย

จริงๆแล้วมีคุณหมอ คุณพยาบาลและเจ้าหน้าที่อนามัยจำนวนมากๆๆๆ ที่อุทิศตนเพื่อคนไข้ค่ะ เพียงแต่ไม่มีใครรู้เท่านั้นเอง ตอนนี้ทราบว่ามีคุณหมอประเสริฐและคุณหมอโกมาตย์กำลังรวบรวมคนทำดีเหล่านี้ เปิดเผยให้สังคมได้รู้ค่ะ

......เรื่องศิลปะ เป็นสิ่งที่ใช้ในการผ่อนคลายน่ะค่ะ ไม่ได้มีฝีมืออะไรหรอก สำหรับโรงเรียนของคุณเป้ สีน้ำ เคยไปค่ะ แต่ไม่ได้เรียนด้วยเพราะเวลาไม่ตรงกัน แต่ชอบโรงเรียนเค้ามากนะ อยู่ริมแม่น้ำและก็ชอบที่คุณเป้ เป็นอาจารย์ที่ทำกับข้าวให้ลูกศิษย์ทานด้วย

เห็นบอกว่า การทำอาหารเป็นศิลปะอย่างนึงที่เค้าชอบ อืมม..แบบนี้สาวๆกรี๊ดสลบเลยนะเนี่ย


โดย: มะยม IP: 117.47.113.84 วันที่: 23 มิถุนายน 2551 เวลา:21:42:35 น.  

 
พูดถึงเรื่องอาหาร

พูดไม่อายเลย อยากจะบอกว่า อาชีพในฝันก็คือ

เป็นนักชิมอาหาร

ได้รับเชิญให้ไปกินทุกร้าน แล้วก็ยกมือขึ้น มองกล้องทีวีแล้วบอกว่า อร่อย เยี่ยมยอด จริง ๆ ครับ

สรุปคือ ไม่ทำอาหารเองหรอก


โดย: Plin, :-p (เจ้าของ blog) IP: 58.8.93.184 วันที่: 29 มิถุนายน 2551 เวลา:18:46:53 น.  

 
อืม อาชีพนี้น่าจะมีความสุขนะคะ แต่กว่าจะได้รับการยอมรับคงอ้วนแย่เลยเนอะ พอดีมะยมไม่ค่อยชอบกิน ก็เลยยกให้คุณ Plin ไปเลยค่ะ

ช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ไปเยี่ยมพื้นที่ต่างจังหวัด พบเห็นความงดงามของกิจกรรมมิตรภาพบำบัดเต็มไปหมด ที่จริงสังคมไทยเรามีเรื่องดีดีตั้งเยอะแยะ เพียงแต่ไม่มีสื่อนำเสนอเท่านั้นเอง

สื่อชอบเสนอแต่เรื่องร้ายๆ เลยทำให้คนมองโลกในแง่ร้าย สังคมเกิดความหดหู่ ซึมเศร้าเพราะเห็นและได้ยินแต่เรื่องความขัดแย้ง ความรุนแรง....เหมือนว่าเรากำลังถูกยัดเยียดให้ฟังให้เห็นแต่เรื่องแบบนี้นะคะ

ขากลับแวะไปเยี่ยมศูนย์สงเคราะห์เด็กพิการ เพราะเคยสัญญาว่าจะซื้อหนังชุด เรื่อง One Litre of tears ไปฝากเพราะครั้งก่อนเคยเล่าหนังเรื่องนี้ให้พวกเค้าฟัง....ทุกคนชอบมากและอยากดูหนังด้วย ไม่ทราบว่าเคยดูเรื่องนี้กันมั๊ยคะ เป็นหนังซีรีย์เมื่อประมาณปีที่แล้ว ดูเหมือนว่ามีอาจารย์บางท่านใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในการดูแลคนพิการและผู้ป่วยเรื้อรังด้วย

ประโยคที่ประทับใจที่สุดก็คือ “ถ้าคนไข้ไม่ยอมแพ้ แล้วหมอจะยอมแพ้ได้ยังไง” คือเป็นการให้กำลังใจทั้งหมอทั้งคนไข้ แต่ดูทีไรร้องไห้น้ำตาเป็นปี๊บๆทุกที...คิดว่าเศร้ากว่าเรื่องหมอโนกูจิซะอีก

แล้วหนังเรื่องนี้นะ เพลงประกอบเพราะมากๆๆๆๆ ค่ะ อยากให้คุณ Plin ลองฟังดู (หรืออาจจะเคยฟังแล้ว) เป็นเพลงบรรเลงเกือบทั้งหมด แต่มีเพลงร้องอยู่เพลงนึง คล้ายๆชื่อว่า Only human ไพเราะและมีความหมายมากๆ ถ้าใครยังไม่เคยฟัง อยากให้ลองฟังดูจริงๆ ค่ะ


โดย: มะยม IP: 117.47.185.142 วันที่: 30 มิถุนายน 2551 เวลา:19:51:31 น.  

 
ไม่เคยดูครับผม


โดย: Plin, :-p (เจ้าของ blog) IP: 58.8.86.183 วันที่: 30 มิถุนายน 2551 เวลา:20:22:38 น.  

 
เข้าใจว่าคุณ Plin คงยุ่งมากจนไม่มีเวลาเข้ามา Upblog อาจจะมีแต่ข้าพเจ้ารึเปล่า ที่เข้ามาบ่อยๆหรืออาจจะมีท่านอื่นบ้าง ก็มิอาจจะรู้ได้นะ

เมื่อวานไปรื้อ Dvd เรื่อง One litre of tears มาดูอีกครั้ง...คืออยากได้กำลังใจน่ะ ช่วงนี้ค่อนข้างท้อกับงานมาก ถึงแม้ว่าจะทำใจแล้วว่าเป็นงานที่ยากมาก แต่บางเวลาก็รู้สึกท้อ...แต่ยืนยันว่าไม่ได้ถอยนะ

ได้ซึมซับกำลังใจจากหนังเรื่องนี้แล้ว ทำให้มีกำลังขึ้นมากตามที่คาด แล้วยังได้เรียนรู้อีกว่า เรายังพยายามไม่ได้ครึ่งนึงของอายะ (นางเอกที่เป็นโรค spinocerebella Degeneration) ที่จริงแล้วมีตัวอย่างของการต่อสู้เพื่อการมีชีวิตอยู่ใกล้ๆตัวอีกมาก แต่เรามองข้ามไป เช่น...

คนไข้บางคนมะเร็งลุกลามไปอวัยวะสำคัญเริ่มจากเต้านม ไปปอด ไปสมองและล่าสุดไปที่ตับแต่เธอก็ยังมีกำลังใจดี ยังอาสาที่จะไปพูดคุยให้กำลังใจกับคนไข้อื่นและครอบครัว เธอไปทุกที่ที่มีคนต้องการกำลังใจ....ที่จริงแล้วไม่ว่าหมอหรือคนไข้ต่างก็ต้องการกำลังใจซึ่งกันและกัน เพราะว่าทั้งสองฝ่ายต่างต่อสู้ในสิ่งเดียวกันนั่นเอง

หรือแม้กระทั่งเด็กๆที่พิการแต่กำเนิดในสถานสงเคราะห์ ที่พวกเค้าค่อยๆเรียนรู้อย่างเจ็บปวดว่า ตัวเองแตกต่างจากคนอื่นๆ และต้องการกำลังใจในการปรับตัวให้ใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างยากลำบากยิ่งนัก แต่พวกเค้าก็มีความหวังเสมอ....

"...เป็นหมอก็เหมือนกัน ยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ จะเปลี่ยนชะตากรรมของคนเราไม่ได้ง่ายๆ..." นี่เป็นคำพูดของพ่อพระเอก ที่ประทับใจเรามาก เพราะที่จริงแล้ว คนเรามีชะตากรรมของตัวเองอยู่แล้ว การเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งป่วยมากป่วยน้อยต่างก็เป็นกรรมตามวาระของตัวเอง หากแต่คนมีความละโมบที่อยากจะได้แต่สิ่งดีดีให้แก่ตนเอง จนลืมไปว่าคนอื่นจะเป็นทุกข์กับความต้องการของตัวเค้าเองมากแค่ไหน?

มิตรภาพ...จะไม่งอกงามและไม่เติบโตบนผืนดินที่เห็นแก่ตัวและแห้งแล้งน้ำใจ เฉกเช่นสังคมปัจจุบันที่เรียกร้องเอาแต่ได้และต้องได้...ไม่สนใจว่าใครจะสูญเสียอะไรไป

มีถ้อยคำของอายะที่ทำให้ตัวเองมีกำลังใจขึ้นทุกครั้งเมื่อได้อ่าน เธอบอกว่า...

"...ถ้าก้าวผ่านความลำบากไปอย่างแสนทรมาน
ที่ฝั่งตรงข้ามนั้น จะมีความสุขสีรุ้งรออยู่
อย่ารีบร้อน อย่าละโมบ อย่ายอมแพ้
ทุกคนต่างค่อยเดินไปทีละก้าว
ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กแค่ไหนก็ตาม
ฉันคิดว่าอยากทำมัน
เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่น..."

ถ้อยคำนี้แหละที่เป็นเชื้อคอยจุดไฟในตัวของเรามาตลอด เผื่อว่าใครมาอ่านพบและจะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองได้ ก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ







โดย: มะยม IP: 222.123.163.23 วันที่: 3 สิงหาคม 2551 เวลา:11:43:28 น.  

 
ในหนังเรื่องนี้มีเพลงเพราะๆหลายเพลง แต่มีเพลงนึงที่มี Lyric และแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ไพเราะและมีความหมายมาก จนอยากให้คนอื่นได้ซึมซับความหมายของเพลงไปด้วย..........Only Human - K.....

On the opposite coast of sadness
is something called a smile

On the opposite coast of sadness
is something called a smile

But before we can go there,
is there something we’re waiting for?

In order to chase our dreams, we can’t have a reason to run away
We’ve got to go, to that far away summer’s day

If we find it tomorrow, we can’t sigh
Because like a boat that opposes the stream
we have to walk straight on

In a place worn down by sadness
something called a miracle, is waiting
Yet we are still searching
for the sunflower that grows at the end of spring

The warrior who awaits the morning light
before he can clasp it with red nails, his tears glitter and fall

Even if we’ve grown used to loneliness
only relying on the light of the moon
We have to fly away with featherless wing
just go foward, just a little further

As the rainclouds break
the wet streets sparkling
Although it brings only darkness
A powerful, powerful light
helps push us to walk on






โดย: มะยม IP: 222.123.163.23 วันที่: 3 สิงหาคม 2551 เวลา:11:54:16 น.  

 


โดย: Plin, :-p วันที่: 4 สิงหาคม 2551 เวลา:2:07:45 น.  

 
นอนดึกจัง จะตื่นไปทำงานไม่ไหวนะคะ


โดย: มะยม IP: 222.123.160.114 วันที่: 4 สิงหาคม 2551 เวลา:4:59:18 น.  

 
ได้ดูทีวีรายการนึง เค้านำเสนอเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มคุณหมอในโรงพยาบาลแถวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เอ...จำชื่อโรงพยาบาลไม่ได้ค่ะ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์จะรวมตัวกันไปมิตรภาพบำบัดกับกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งที่วัดแห่งหนึ่งค่ะ แต่เดิมโครงการนี้ ท่านเจ้าอาวาสวัดนี้เป็นผู้ริเริ่ม แล้วคุณหมอท่านนึงก็มาพบเข้าโดยบังเอิญ แล้วหลังจากนั้นก็เกิดเป็นกิจกรรมนี้ขึ้นมา ท่านเจ้าอาวาสเคยคุยกับคุณหมอกลุ่มนี้ว่าไม่ต้องมาทุกเสาร์-อาทิตย์ก็ได้ เพราะจันทร์-ศุกร์ คุณหมอก็ทำงานหนักอยู่แล้ว มาอย่างนี้เรียกได้ว่าแทบไม่มีเวลาพักผ่อนเป็นของตัวเองเลย แต่คุณหมอกลับบอกว่าการที่พวกท่านมาอย่างนี้ไม่ได้มาเป็นผู้ให้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้รับในคราวเดียวกันด้วย เพราะคุณหมอจะรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้มาทำกิจกรรมนี้ที่วัด และสามารถกลับไปทำงานได้อย่างมีพลัง ปิ๊งเลย...มิตรภาพบำบัดแบบ ทู เวย์...

จากนั้นก็ได้ดูรายการของกลุ่ม Wishing Well ที่คอยทำความฝันของเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งให้เป็นความจริง

การบำบัดผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายโดยใช้ธรรมะของแม่ชี ศันสนีย์ เสถียรสุต

อืม...ว่าไปแล้วก็จริงอย่างที่คุณมะยมว่าแหล่ะเนอะ การทำงานในรูปแบบนี้มีอยู่มากมายจริง จริง ^ ^


โดย: Maple IP: 202.129.59.2 วันที่: 4 สิงหาคม 2551 เวลา:16:22:59 น.  

 
คุณ Maple ดีใจจังที่เข้ามาคุยด้วย มะยมนึกว่าจะไม่มีใครเข้ามาแล้วซะอีกค่ะ

พอดีมะยมเหน็ดเหนื่อยและออกจะท้อกับการทวนกระแสน่ะค่ะ ตอนนี้มีแต่เรื่องฟ้องร้องกันมากมาย ทั้งหมอทั้งคนไข้ ต่างก็สร้างเครื่องมือต่างๆมาฟาดฟันกัน โดยเฉพาะเครื่องมือที่เรียกว่ากฎหมาย.....สุดท้ายแล้ว จะมีแต่ความสูญเสียทั้งสองฝ่ายแหละ...

ไม่รู้ความเมตตาหายไปไหนหมดนะ? มีแต่คนโหดร้ายขึ้นทุกวัน คนยิ่งฉลาดก็ยิ่งโหดร้ายมากขึ้นนะ

คุณ Maple รู้สึกมั๊ยว่า แม้การรักษาความเจ็บป่วยทางกายมีความสำคัญมาก แต่เรามักจะลืมไปว่า หลังการรักษาความเจ็บป่วยทางกายแล้วเนี่ย คนไข้จะใช้ชีวิตอย่างไรในสังคม หลายคนต่อสู้กับโรคและโลกอย่างเดียวดาย บางคนก็ยอมแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย

ถ้าหากเราสร้างกลไกบางอย่าง ที่จะสามารถเป็นเพื่อนที่เข้าใจ เป็นคู่คิดและที่ปรึกษา เพื่อให้คนๆนึงมีกำลังใจที่จะสู้และยืนอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีศักดิ์ศรี...มันน่าจะดีนะ

กิจกรรมแบบที่คุณ Maple เล่าให้ฟังนั้น....พวกเราก็จะไปเยี่ยม ไปพูดคุยกับคนที่ทำงาน ไปส่งเสริมให้เค้าได้ทำอย่างต่อเนื่อง และก็ไปเล่าให้คนอื่นที่มีใจเดียวกันแบบนี้ฟัง....ทีนี้ก็จะเกิดกิจกรรมดีดีอย่างนี้เพิ่มๆๆ ทุกพื้นที่ ด้วยความเชื่อมั่นว่า คนเราทุกคนมีจิตใจที่ดี ขอแต่ให้มี"โอกาส"ได้ทำสิ่งดีดีเท่านั้น.....

อืม แล้วคุณ Maple รู้ได้ไงว่ามะยมแอบมา Post อยู่ที่นี่คะ พอดีวันอาทิตย์กลับจากออกพื้นที่ก็เลยรื้อหนังญี่ปุ่นมาดู นางเอกเป็นโรค Spinocerebellar Degeneration ค่ะ คุณ Mapke เคยดูมั๊ยคะ มะยมดูแล้วทำให้มีกำลังใจ...ก็เลยถ่ายทอดไว้ตรงนี้ซะหน่อย ยังคิดว่าคนสร้างหนังของเราเองน่าจะสร้างหนังดีดีแบบนี้บ้างนะคะ เห็นสร้างกันแต่ละครอะไรก็ไม่รู้เนาะ...เฮ้อ



ปล. มะยมชอบมาเปิดเพลงใน Blog นี้ฟังบ่อยๆ ทั้งตอนตื่นเช้าและก็ก่อนนอน เพลงที่นี่เค้าแปลกๆดี ที่อื่นไม่ค่อยเห็นมีให้ฟังเท่าไหร่นะคะ




โดย: มะยม IP: 117.47.52.157 วันที่: 4 สิงหาคม 2551 เวลา:21:31:34 น.  

 
บังเอิญตั้งใจจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังตั้งนานแล้วค่ะ พอผ่านระยะยุ่งๆมาได้ ก็มุ่งมาที่ทู้นี้ก่อนเพื่อนเลย ก็เลยมาเจ๊อะกะคุณมะยมพอดี ที่จริงเราก็คล้ายๆคุณมะยมแหล่ะค่ะ ส่วนใหญ่จะเปิดฟังเพลงก่อน แต่สงสัยช่วงนี้ คุณดีเจ Plin จะยุ่ง เลยไม่เห็นมาอัพเพลงใหม่ๆให้ฟังเลย เอ...ว่าแต่ว่า...ทำไมคุณมะยมต้องแอบมาโพสต์ด้วยล่ะคะ ^ ^

เรารู้สึกนะว่าเดี๋ยวนี้ คนเราเป็นโรคใจสั่งกายกันมากขึ้น ทั้งเครียด ซึมเศร้า ก็เลยพยายามช่วยๆกันไม่เพิ่มประชากรผู้ป่วยด้วยการดูแลคนที่บ้านด้วยความรักและความห่วงใยเป็นพิเศษ หุหุ
หนังเรื่องที่คุณมะยมพูดถึง เราเคยเห็นเค้าฉายตัวอย่างทางช่องทีวีไทยหรือไงเนี่ยล่ะ ป่านนี้คงฉายจบไปแล้วล่ะ จริงๆแล้วเราอยากดูเหมือนกันนะ แต่คิดดูอีกทีไม่เอาดีกว่า เพราะเป็นพวกต่อมน้ำตาตื้น ดูหนังพวกนี้ทีไร ร้องไห้จนปวดหัวไปหลายวัน เออ...ว่าแต่ว่า อาการท้อและความเหน็ดเหนื่อยของคุณมะยมเป็นไงมั่ง ยังไงก็ส่งกำลังใจมาให้นะคะ สู้สู้ค่ะ ^O ^


โดย: Maple IP: 202.129.59.2 วันที่: 5 สิงหาคม 2551 เวลา:10:28:00 น.  

 
ที่ว่าแอบมา Post ก็เพราะว่าเจ้าของ Blog เค้า(น่าจะ)ไม่อยู่ไงคะ ก็เลยว่าแอบเข้ามา แต่ว่าตอนนี้มีคุณ Maple มาเป็นเพื่อนอีกคนแล้ว ค่อยหายว้าเหว่หน่อย คงไม่ต้องแอบแล้วหละ

เรื่องท้อแท้นั้น ก็มีเป็นพักๆแหละค่ะ พอรู้สึกท้อ...ก็พักใจหาอะไรมาปลอบประโลมตัวเอง....จนเข้มแข็งดีแล้ว ก็สู้ต่ออยู่แล้วค่ะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ

ดีแล้วค่ะที่คุณ Maple คอยดูแลคนที่บ้านอย่างดี เพราะปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น มองลงไปลึกๆแล้ว เกิดจากการขาดความรักและผูกพันใกล้ชิดในครอบครัวแหละค่ะ คนเราอย่างน้อยถ้าเจอสิ่งที่ร้ายๆจากนอกบ้านแล้ว แต่ถ้ารู้ว่ามีคนที่รักเรารออยู่ที่บ้าน...มันทำให้อบอุ่นใจและรู้ว่ายังมีที่ที่ปลอดภัยสำหรับเราอยู่บนโลกนี้...ลดปัญหาอะไรๆไปได้เยอะนะคะ


อืม มะยมก็มารู้จักเพลงแปลกๆที่ Blog คุณ Plin แหละค่ะ ปกติเวลาไปต่างประเทศก็มักจะซื้อ CD เพลงมาฟัง... ฟังได้มั่งไม่ได้มั่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ แต่มะยมว่านะ เรื่องดนตรีไม่ได้สื่อด้วยภาษาอย่างเดียวหรอก มันสื่อด้วยความรู้สึก ด้วยจิตวิญญาณของเพลงนะ บางทีเราฟังไม่รู้เรื่องเลย แต่รับรู้ถึงอารมณ์ของเพลงได้...

ถ้าใครที่เป็นคนที่อยู่ไกลบ้าน....แค่ได้ยินเสียงเครื่องดนตรีบางอย่าง สามารถทำให้น้ำตาไหลพรากได้อย่างง่ายดายเลย เหมือนมะยมได้ยินเสียงสะล้อ....เคยนั่งร้องไห้คิดถึงแม่แบบไม่อายใครเลย...(แต่เวลาเล่าเรื่องนี้อายนะคะ)

คุณ Maple คงจะเคยรู้เรื่องของ Music Therapy นะคะ มะยมเคยคิดที่จะเรียนสาขานี้ แต่โชคชะตาทำให้ต้องไปทำงานอยู่ชายแดนนานนน...จนต่อไม่ติด ยังเสียดายจนบัดนี้ค่ะ เฮ้อ..







โดย: มะยม IP: 117.47.49.116 วันที่: 5 สิงหาคม 2551 เวลา:20:26:39 น.  

 
เราสนใจเรื่อง Music Therapy เหมือนกันนะคุณมะยม แต่ไม่เคยศึกษาจริงจัง พอฟังเพลงอะไรแล้วสบายใจ ก็คิดไปว่ากำลังใช้ดนตรีบำบัดอยู่ ประมาณว่าสนใจจะเอามาบำบัดตัวเองมากกว่า ฮา ฮา


โดย: Maple IP: 202.129.59.2 วันที่: 7 สิงหาคม 2551 เวลา:10:20:10 น.  

 
Hi there, I enjoy reading through your article. I wanted to write a little comment to support you.
ugg official site eu //www.srhsud.fr/wp-content/uploads/fr-ugg/ENXyFIDWNt/


โดย: ugg official site eu IP: 157.7.205.214 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2557 เวลา:6:41:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Plin, :-p
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]









Instagram






บันทึก ท่องเที่ยว เวียดนาม


e-mail : rethinker@hotmail.com


Friends' blogs
[Add Plin, :-p's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.