Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2550
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
12 สิงหาคม 2550
 
All Blogs
 
วันแม่ (กับลูก)

[อ่านบทความอื่น]


วันแม่แห่งชาติ(ไทย)นั้น ปัจจุบันตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี โดยในอดีต ประเทศไทยเคยเลือกจัดงานวันแม่ในวันอื่น ๆ มาก่อน เช่น 10 มีนาคม 15 เมษายน 4 ตุลาคม เป็นต้น หากแต่จัดได้ไม่ทุกปีเพราะขาดการสนับสนุน

เนื่องจากวันนี้เรียกว่า "วันแม่แห่งชาติ" เป็นวันของแม่ ดังนั้นนางเอกของงานในวันนี้ จะเป็นใครไม่ได้นอกจากคุณแม่ เราก็เลยเข้าใจได้ไม่ยากนักว่า ทำไมวันนี้ (หรือตลอดสัปดาห์นี้ เดือนนี้) ใคร ๆ ก็พูดถึงแต่แม่ และพระคุณของแม่ จึงเป็นโอกาสที่ลูก ๆ จะได้แสดงความรัก สำนึกบุญคุณต่อแม่ ที่ท่านได้อุปการะเลี้ยงดู อุ้มชู เรามา

มีวันแม่ก็ดีเหมือนกัน เพราะบางคนไม่กล้าแสดงออกว่ารักแม่ เคอะเขิน กลัวเพื่อนล้อว่าเป็นลูกแหง่ ยิ่งวัยรุ่นวัยโจ๋ ยิ่งแล้วใหญ่ การจัดงานแบบนี้ โดยการสนับสนุนจากรัฐบาล ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่อาย ๆ ได้เห็นว่าเพื่อน ๆ ก็ยังบอกรักแม่ (นะโว้ย)

บางประเทศจัดงานวันแม่ไม่ใช่เพื่อลูกสำนึกคุณหรือแม่สำนึกหน้าที่ตัวเอง แต่เป็นกุศโลบายในการดำเนินกิจกรรมทางสังคมของผู้หญิง ว่าผู้หญิงที่เป็นเพศแม่นั้นมีอำนาจ มีความสามารถที่จะทำอะไรดี ๆ ได้

เช่น การต่อต้านสงคราม ด้วยความเป็นผู้หญิงที่เป็นแม่ ไม่ต้องการเห็นเด็ก ๆ ไปตายในสงครามอันไร้สาระ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าหวนนึกไปถึงเมื่อตอนยังเด็ก เมื่อถึงวันแม่ทีไร ข้าพเจ้ากับเพื่อน ๆ ก็จะแสดงความสงสัยว่า แล้วทำไมรัฐบาลถึงไม่จัดให้มี "วันลูก" บ้างเล่า วันนั้น ลูก จะได้เป็นพระเอก นางเอก แม่ (แล้วก็พ่อ) จะมาตีลูกไม่ได้ด้วยนะ ต้องดูแลเราให้ดี ๆ ด้วยล่ะ

แน่ล่ะ ใครจะจัดงานวันลูกให้เด็กดื้อ ๆ อย่างนั้นกันล่ะ คิดถึงไปก็ขำ ๆ แต่ว่าความคิดแบบนี้ หรือ คล้าย ๆ แบบนี้ก็ไม่เคยหายไปจากสังคม เหมือนกับว่า มันได้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น มันอาจจะส่งผ่านทางโรงเรียนก็ได้ เพราะโรงเรียนจัดงานวันแม่ เด็ก ๆ ก็ยังถามอยู่ว่า แล้วทำไม่มีงานวันของลูกบ้าง

และผู้ใหญ่ที่เคยเป็นเด็กมาก่อน ก็อาจถามแบบแรง ๆ ตรง ๆ ไปเลยว่า ตกลงแล้ววันแม่นี่ มีไว้สำหรับให้ลูกแสดงความรักต่อแม่ หรือ กระตุ้นเตือนให้คนเป็นแม่ รู้จักหน้าที่ของตัวเองบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นข่าวหรือไม่เป็นข่าว แต่เราก็รับรู้กันว่า ยังมีผู้หญิงจำนวนมากที่ได้รับเกียรติให้เป็นแม่แล้ว กลับละเลยลูกน้อย ปล่อยให้เป็นภาระของคนอื่น

ความเป็นแม่นั้นเป็นสถานะหนึ่ง เกิดขึ้นได้ก็เพราะว่ามีลูก อันที่จริงแล้วความรักที่แม่มีต่อลูกนั้น เป็นสัญชาตญาณอยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นหน้าที่เลย แต่ครั้นเกิดเหตุการณ์ที่ผิดธรรมดาขึ้น จึงเกิดคำถามมากมาย และเรียกร้องให้ผู้หญิงบางคนทำหน้าที่ของแม่บ้าง

ความคิดเรื่องงานวันลูก กับ การเรียกร้องให้แม่รับผิดชอบในหน้าที่นั้น ไม่เหมือนกัน อย่างแรกเป็นตรรกะแบบเด็ก ๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่อย่างหลังเป็นผลสะท้อนว่า ณ วันนี้สังคมเสื่อมโทรมไปมากขนาดไหนมากกว่า

ในทุก ๆ ปี เราจะเห็นการจัดงานเพื่อระลึกพระคุณแม่ บูชาพลังความรักอันบริสุทธิ์ที่แม่มีต่อลูก รักอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้าวันข้างหน้า มีการค่อย ๆ เน้นย้ำว่า การเป็นแม่ต้องมีหน้าที่อะไรบ้างแล้วล่ะก็

มันน่าเศร้านะ ถ้าจะต้องอยู่ในสังคมแบบนั้นน่ะ


[อ่านบทความอื่น]


Create Date : 12 สิงหาคม 2550
Last Update : 12 สิงหาคม 2550 13:13:26 น. 10 comments
Counter : 531 Pageviews.

 
สุขสันต์วันแม่ค่ะ


โดย: หนีแม่มาอาร์ซีเอ วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:13:21:36 น.  

 
สวัสดีวันแม่ค่ะ

ขอให้คุณแม่ของจขบ.มีความสุขมาก ๆนะคะ


โดย: ดวงตะวัน (Doungtawan ) วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:13:33:27 น.  

 
เมื่อก่อนคนเป็นแม่ทำหน้าที่ทุกอย่างด้วยสัญชาตญานและจิตสำนึกของความเป็นแม่ที่ดีที่มีอยู่เต็มเปี่ยม...

ยุคสมัยอาจเปลี่ยนไป...แม่ยุคใหม่อาจมีพร้อม(ทางวัตถุ)เสียจนละเลยหน้าที่สำคัญบางอย่างไป หรือไม่หน้าที่บางอย่างนั้นก็หมดฟังก์ชั่นไปแล้วตามกาลเวลา...

โบร่ำโบราณไม่เคยมีวันแม่มาก่อน
แต่ลูกก็กตัญญูกับพ่อแม่และผู้ใหญ่เพราะถูกปลูกฝังมาอย่างดี


โดย: คุณนายไปรษณีย์ (mrs.postman ) วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:13:39:29 น.  

 
ปลูกจิตสำนึก


โดย: หน้าม้าแถวบ้าน วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:13:55:57 น.  

 
วันแม่ขอให้เจ้าของบล็อกมีความสุขมาก ๆ น่ะค่ะ


โดย: สาวต้นอ้อ (sao-aor ) วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:14:29:33 น.  

 

*** สวัสดีคะ แวะมาเยี่ยม วันนี้..หน่อยอิง...มาส่งความสุขวันแม่ ดอกมะลินี้แทนใจฝากมอบให้คุณแม่ด้วย ขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง ร่ำรวยเงินทอง ตลอดไปคะ ***



โดย: หน่อยอิง วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:21:45:59 น.  

 
สวัสดีค่ะ
อ้อเข้ามาทักทายค่ะ
ขอบคุณน่ะที่เข้าไปเยี่ยมอ้อที่บล็อกมน่ะค่ะ
อ้อขออณุญาตแอ็ดบล็อกน่ะค่ะ
ชอมมากเลยล่ะค่ะเนื้อหาข้อมูลต่าง ๆ น่ะค่ะ
รักษาสุขภาพด้วยน่ะค่ะ และ ขอให้มีความสุขกับทุก ๆ วันค่ะ


โดย: สาวต้นอ้อ (sao-aor ) วันที่: 13 สิงหาคม 2550 เวลา:23:19:49 น.  

 
อืมห์ พูดได้น่าคิด เยี่ยมมากครับ
ขอให้คุณแม่ รวมทั้ง จขบ.และครอบครัวมีความสุข
มากๆ นะครับ
นานๆ ว่างเข้ามา ยังไม่ลืมกันครับท่าน


โดย: <๙ยันต์เกราะเพชร๙> วันที่: 14 สิงหาคม 2550 เวลา:1:41:34 น.  

 
กลับบ้านหาแม่...เย่ๆ


โดย: รั้วไม้ IP: 202.28.62.245 วันที่: 17 สิงหาคม 2550 เวลา:20:31:51 น.  

 
บทสนทนาว่าด้วยวันแม่ เมื่อผู้หญิงไม่ได้เลือกแสดงความเป็นแม่ด้วยลีลาของตัวเอง



ประชาไทถอดบทสนทนาจากรายการบ้านเมืองไม่ใช่ของเรา โดยสองพิธีกรชาย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และชูวัส ฤกษ์ศิริสุข พูดคุยกับแขกรับเชิญหญิงนามว่า ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้คลุกคลีตีโมงอยู่กับประเด็นสตรีศึกษาด้วย



ความเป็นแม่นั้นแท้จริงเป็นเรื่องสัญชาติญาณตามธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งปลูกสร้างทางความคิดอีกอย่างหนึ่ง พิธีกรรมในนามของวันแม่ที่ทำหน้าที่ขับกล่อม (ประสาท) ว่าการได้เป็นแม่คือการบรรลุภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะที่ได้เกิดมามีเพศสภาพหญิงนั้น ได้ตัดทอนความหลากหลายของรูปแบบความเป็นแม่ หรือความเป็นลูก หรือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ไปอย่างไร





พิชญ์: ความเป็นแม่และวันแม่ ในประเทศไทย เกี่ยวข้องกับหลักรัฐศาสตร์หรือไม่ อย่างไร



ชลิดาภรณ์: เกี่ยวสิ ถ้าเราให้ผู้หญิงเลือกได้ ผู้หญิงจะอยากเป็นแม่ไหม ถ้าไม่มีอะไรมากล่อมประสาท ผู้หญิงจะเลือกเป็นแม่ไหม



ชูวัส: แต่ความเป็นแม่นี่มันคือเรื่องของความเป็นมนุษย์เลยนะ



ชลิดาภรณ์: ความเป็นแม่นั้นไม่ใช่แค่ตั้งท้อง ออกลูกมาแล้วจบ ภาระความเป็นแม่นั้น เริ่มตั้งแต่การตั้งท้อง แต่เราไม่ได้ปล่อยให้ผู้หญิงแต่ละคนเลือกลีลาการเป็นแม่



ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเราก็จะเห็นว่าแม่ที่ดีเป็นอย่างไร แม่ดีเด่นคือแม่ที่เลี้ยงลูกได้ดี คนที่เลี้ยงลูกได้ดีคือต้องไม่เห็นแก่ตัว ความต้องการของลูกมาก่อนความต้องการของตัวเองมาทีหลัง ยอดโหดเลยนะ ลองคิดดูว่ามีอุดมการณ์มีทางการเมืองชนิดไหนบังคับมนุษย์ขนาดนี้บ้าง ตัวตนของคุณหายไปให้ความสำคัญกับคนอื่นก่อน



ชูวัส: แต่ก็มีการอธิบายว่ายังไงแม่ก็รักลูก บางทีอาจจะทำร้ายลูกแต่ยังไงก็รัก



ชลิดาภรณ์: รักลูกก็รัก แต่ตัวตนคุณหายไป คุณคิดดูสิ ว่าคนเราในชีวิตนี้มีหรือที่จะเอาคนอื่นมาก่อนตลอดเวลา



พิชญ์: มันขัดกับความเป็นผู้หญิงไหม



ชลิดาภรณ์: ของแบบนี้มันนานๆ ทีได้ เรื่องการเอาความต้องการของคนอื่นมาก่อนน่ะ ไม่ต้องเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายหรอก ทุกคนทำได้หมดแหละ เรื่องการให้ความต้องการของคนอื่นมาก่อน แต่ไม่ใช่ตลอดเวลานาที



พิชญ์: แต่แม่ต้องเสียสละใหญ่หลวง



ชลิดาภรณ์: แล้วถามว่าผู้หญิงทำได้ไหม ไม่ใช่ว่าเกิดมาเป็นเพศหญิงมีอวัยวะเพศหญิง มีนมแล้วทำได้ คือบางคนทำได้บางคนทำไม่ได้ มันทุกข์มากเลยนะ ถึงต่อให้คุณเป็นแม่ที่ดีที่สุดคุณก็ทำไม่ได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นมันต้องมีอะไรที่กล่อมประสาทคุณอยู่น้อยๆ ตลอดอย่างวันแม่ก็เป็นการกล่อมประสาทเล็กๆ นะคะ ถ้าดูจากสาสน์ทั้งหลายมีแต่โฆษณา มีแต่เพลงที่ทำให้น้ำตาคลอ คือวันแม่นี่จริงๆ แล้วจำเป็นก็ต้องมีนะ เพราะถ้าไม่มีผู้หญิงก็จะห่อเหี่ยวมาก เพราะให้ผู้หญิงเลี้ยงลูกและเสียสละขนาดนี้ คือมันต้องมีสักวันหนึ่งว่า เออ ที่คุณเสียสละไปก็มีคนเห็นนะ



พิชญ์: วันแม่สำหรับประเทศไทยฟูมฟายมากไปหรือเปล่า ผมจำได้ว่าวันแม่ในอเมริกานั้นจะมีเพียงแค่การโฆษณาเล็กๆ น้อยๆ ว่าให้ซื้อสบู่ให้แม่ ซื้อเครื่องสำอางให้แม่ เล็กๆ น้อยๆ ไม่ขนาดนี้ อะไรทำนองนี้



ชลิดาภรณ์: ในเอมริกาเขาขายของ แต่ของไทยก็ขายของ แต่เนียนกว่า



ชูวัส: ในอเมริกา หน้าที่ของวันแม่คืออะไร



ชลิดาภรณ์: ทำให้คนคิดถึงแม่มากกว่า หรือไม่ก็โทรหาแม่



พิชญ์: อาจารย์กำลังจะบอกว่า ทั้งหมดนี้ทำให้แม่แบกภาระเกินจำเป็นเหรอ



ชลิดาภรณ์: แม่ที่ไหนก็เสียสละ คือถูกเรียกร้อง คือไม่ใช่แค่มีแรงใจ และจิตวิญญาณ ฉะนั้นมันก็ต้องมีวันแม่ ให้เห็นว่าที่คุณเสียสละไปก็มีคนเห็นนะ



พิชญ์: นี่คือหนึ่งในอุดมการณ์ใช่ไหม ว่า ผู้หญิงคนหนึ่งในชีวิตต้องเตรียมตัวเป็นแม่ และเมื่อคุณเป็นแม่ตัวตนของคุณก็หายไป ปัญหาคือว่ามันชัดเจนขาวดำ ขนาดนั้นหรือ สามารถมีแม่แบบอื่นๆ ได้ไหม



ชลิดาภรณ์: จริงๆ แล้ว ถ้าเราบอกว่าเราต้องการคนสักคนหนึ่งมาเลี้ยงเด็ก แล้วคนที่จะเลี้ยงเด็กได้ดีคือคนที่เป็น Biological motherhood ของเด็ก คือเป็นโดยชีวภาพ โดยธรรมชาติ ก็น่าจะปล่อยให้ผู้หญิงแต่ละคนสามารถจะเลือกได้ว่าเขาจะเลี้ยงเด็กอย่างไร แต่จริงๆ แล้วดูให้ดีๆ นะว่าคุณเลือกลีลาเองไม่ได้ แต่คุณต้องเป็นแบบนี้



พิชญ์: แต่นี่เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ เป็นประวัติความเป็นมาของแต่ละสังคมนะครับ อย่างสังคมไทยผมก็ไม่เชื่อว่าคนชนชั้นสูงสมัยก่อนจะมาฟูมฟายกะเรื่องความเป็นแม่ เพราะว่าเขามีแม่นม มีคนเลี้ยงเยอะแยะ แม่กับลูกคงไม่ได้ร้องเพลงอิ่มอุ่นด้วยกัน แต่ว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร



คือถ้าย้อนกลับไปดูแค่ในสยามในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก่อนที่ชนชั้นกลางจะไปรับเอาวิธีคิดแบบฝรั่งมาเลี้ยงลูก เราจะพบว่าคนสมัยก่อนไม่มีใครที่แม่เลี้ยงนะ คือจะมีหลายมือเลี้ยง มีผู้หญิงหลายมือในครัวเรือน



ชูวัส: แปลว่า เด็กคนหนึ่งที่อยู่ในครอบครัวใหญ่ที่ไม่ได้ถูกแม่เลี้ยงมา จะมีปัญหาใช่ไหม



ชลิดาภรณ์: จริงเหรอ ที่มันยุ่งยากกันอยู่นี้นะ คือเวลาที่เด็กเข้าโรงเรียนก็จะมีปัญหา เมื่อก่อนนี้เด็กจะมีคนเลี้ยงหลายคนใช่ไหม มีย่ายายเลี้ยง มีพี่ป้าน้าอาคอยเลี้ยง ช่วยกันเลี้ยงมาหลายคน ทีนี้ตอนนี้เด็กที่โตมาโดยย่ายาย ป้าน้าอาเลี้ยง กลับถูกเอาปูนป้ายว่าเป็นปัญหาน่ะ ฉะนั้นเด็กที่โตมาในครอบครัวใหญ่แม่ไม่ได้เลี้ยงแล้วเป็นทุกข์ มันทุกข์เองหรือว่าเพราะอะไรกันแน่



และบางทีคนเลี้ยงเด็กก็ไม่จำเป็นต้องผู้หญิงก็ได้ด้วยซ้ำ คือจกลงแล้วจะเอายังไง คือไอ้อุดมการณ์ความเป็นแม่นี้มันแย้งกันเองอยู่ในตัว คือคุณบอกว่าคนที่จะเป็นแม่ได้ดี คุณต้องรักเด็ก ต้องเสียสละ แต่มีแม่ตั้งเยอะแยะที่ไม่รักลูกตัวเองแต่ไม่กล้าพูด



ชูวัส: ทำไมรายการนี้ถึงสวนทางชาวบ้านเรื่อยเลยนะ คือหลังๆ เราก็มีบอกว่าเลี้ยงลูกให้ดีก็ต้องเป็นเพื่อนลูก



ชลิดาภรณ์: คือการเป็นเพื่อนลูกมันไม่ใช่ทุกคนเป็นได้ก็เหมือนกับการเป็นแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกให้ดี ให้อาหารที่ดี ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ คือคุณบังคับว่าคนที่จะเป็นแม่ได้ดีต้องเป็น Biological motherhood แล้วก็ยังบอกว่าต้องเลี้ยงแบบไหน อย่างไร คุณไม่ได้ปล่อยให้เขาเลือกเอง



พิชญ์: ทีนี้ถ้าปล่อยเลย สถานการณ์จะเป็นอย่างไร สังคมไทยบอกว่าไม่ต้องมีการรณรงค์เรื่องความเป็นแม่



ชลิดาภรณ์: รับรองว่ากลียุค คือคนนั้นคิดว่าถ้าเราปล่อยเสรีความเป็นแม่ มันจะต้องยุ่งอย่างแน่นอน ตกลงเราต้องการอะไรจากความเป็นแม่ คือเราต้องการให้มีการเลี้ยงดูให้โตและเป็นสมาชิกใหม่ของสังคมแล้วเราต้องการอะไร คือนอกจากเลี้ยงดูให้โตเป็นสมาชิกใหม่ของสังคมแล้วยังต้องรักต้องมีความอบอุ่นผูกพัน คือมันมีอะไรหลายอย่างมาผูกโยงอยู่กับสถาบันความเป็นแม่ คือตกลงแล้วเรากลัวอะไรกันแน่



ถ้าเราเปิดเสรีความเป็นแม่ขึ้นให้ใครเลี้ยงเด็กก็ได้โดยให้ความสมัครใจว่าอยากจะเลี้ยงเด็กมันคงจะไม่ถึงกับวุ่นวาย การเลี้ยงเด็กให้โตจะยังมีเพียงแต่อาจจะไม่ได้เป็นแบบที่เราคุ้นเคย



พิชญ์: ต่อเนื่องจากประเด็นนี้ ลักษณะพิเศษของสังคมไทยมันต่างจากสังคมอื่นอย่างไรในเรื่องความเป็นแม่



ชลิดาภรณ์: ลักษณะสังคมไทยคิดว่าตนเองพิเศษ เช่น รักนวลสงวนตัว ครอบครัวอบอุ่น แต่มันไม่ไทยซักอย่าง คุณเหมือนคนอื่น คุณไปเอาเขามาแล้วคิดว่าเป็นจุดแข็งของฉัน นี่คือลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของฉัน ความจริงมันไม่ใช่ คุณเอาของคนอื่นเขามาทั้งนั้น รวมทั้งความเป็นแม่แบบนี้ด้วย



ชูวัส: มันเป็นการจัดการทางสังคมแบบหนึ่งหรือไม่



พิชญ์: ทำให้มีหลักประกันว่าเมื่อแก่เฒ่ามีคนเลี้ยง มันเป็นผลตอบแทน มันเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ



ชลิดาภรณ์: นี่ก็เหมือนยากล่อมประสาทให้คนทำหน้าที่แม่ แต่คุณมีหลักประกันอะไรไหมว่าเลี้ยงลูกไปแล้ว ลูกจะกลับมาเลี้ยงดูแม่ มีเรื่องที่ได้ยินแบบอมตะนิรัดร์กาลมากคือแม่คนเดียวเลี้ยงดูลูกได้เป็นสิบ แต่ไม่มีใครกลับมาดูแลแม่ แสดงว่าไม่มีอะไรเป็นหลักประกันให้คุณเลยแม้แต่น้อย แล้วถ้าเรียกร้องอย่างนั้นว่าฉันเลี้ยงพวกแกมา แกต้องกลับมาดูแลฉัน นี่แสดงว่า go against สิ่งที่คุณพูดถึงสถาบันความเป็นแม่ตั้งแต่แรก สถาบันความเป็นแม่ แม่ที่ดีต้องไม่คิดถึงตัวเอง



พิชญ์: หรืออาจารย์ชลิดาภรณ์กลัวความเป็นแม่มากไป ผู้หญิงสมัยใหม่รู้สึกว่าอะไรที่เป็นกรอบทางสังคมอยู่ก่อนหน้าเป็นตัวสกัดกั้นเสรีภาพ และเสรีภาพขอสตรีคือคามเป็นอิสระไม่ต้องมีกรอบอะไรหรือไม่



ชลิดาภรณ์: ที่พูดๆกันไปแล้วคนมาด่าเราว่าเราพูดถึงความเป็นแม่และสถาบันความเป็นแม่ในทางที่ลบมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เราพยายามบอกคือใครพอใจจะทำอะไรก็ทำ ใครที่คิดว่าความเป็นแม่แบบเดิมที่สังคมไทยยึดถือตอนนี้ดีแล้วก็ทำไป แต่ประเด็นคือ วันแม่แห่งชาติเป็นวันที่ดีที่จะมาคิดใคร่ครวญว่าต้องการอะไร



ถ้าหน้าที่การเลี้ยงดูเด็กและการเจริญพันธุ์เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่จะทำให้สังคมการเมืองอยู่ได้จริงๆแล้วยืนยันว่าถ้าไม่มีการเจริญพันธุ์มันจะจบหมดไม่ว่าประชาธิปไตยหรืออะไร อันนี้เป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานมากของทุกสังคมการเมือง ถ้ามันสำคัญมากและเราต้องการคนที่สืบพันธุ์ มีคนเลี้ยงดูเด็กเพียงแค่นี้หรือไม่ หรือต้องการอะไรอื่นๆมากกว่านี้ คือเราไปบวกความรัก การเลี้ยงดู เข้าไปทำให้มันยุ่งยากมาก



แต่ถ้าต้องการแบบนี้ ใครที่ผูกพันกับเด็กก็เลี้ยงก็ได้ การเลี้ยงเด็กตามอุดมการณ์นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงที่เป็นแม่โดยลักษณะทางชีวภาพกับเด็ก



ชูวัส: ถ้าเปิดเสรีแบบนี้จริงสังคมไทยไม่มีปัญหาหรือ



ชลิดาภรณ์: ถ้ามีปัญหาคงมีไปนานแล้ว



ชูวัส: แล้วสำหรับวันพ่อมีลักษณะแตกต่างกันหรือไม่ พ่อจะรู้สึกว่าความเป็นผู้ชายกดดันเท่าวันแม่หรือไม่



ชลิดาภรณ์: อันนี้ก็สำคัญ การรณรงค์เรื่องวันพ่อวันแม่ทำให้เห็นความคาดหวังระหว่างบทบาทที่ต่างกันมากของหญิงชายในการเลี้ยงดูเด็ก วันพ่อไม่มีนะเพลงค่าน้ำนม หรับคนไทยจะทำให้เห็นว่าพ่อมีความสำคัญในชีวิตโคตรลำบากเลย เพราะส่วนใหญ่คนไทยโตมาโดยไม่เห็นพ่อ คือครอบครัวไทยไม่ได้มีหน้าตามาแบบพ่อแม่ลูก พอโตมาสักพักพ่อก็จะหายไป เลี้ยงมาด้วยครอบครัวขยายฝั่งแม่



พิชญ์: พ่อมีภาพต้องไปทำงานไง



ชลิดาภรณ์: แต่ไปแล้วไปลับ



พิชญ์: อันนี้ก็แล้วแต่บ้าน พ่อส่งผมไปโรงเรียนทุกวัน ประเด็นน่าสนใจ เป็นเรื่องซึ่งใหญ่โตกว่าที่เราคิดตั้งแต่แรก กำลังคิดโยงอีกนิด เวลาสังคมพูดเรื่องความเป็นพ่อ ความเป็นแม่ มันเกี่ยวกับเรื่องรัฐด้วย คือรัฐสมัยใหม่มันต้องแบกเรื่องสวัสดิการทางสังคม แต่มันไม่ทำเอง มันส่งผ่านในการสร้างความเป็นแม่ขึ้นมาแล้วบีบให้แม่มีลักษณะเฉพาะแบบนี้เพื่อที่จะลงมาดูแล เหมือนเป็นขั้นของมันพอสมควร



ชลิดาภรณ์: แต่มันก็อาจจะมีคนเถียงได้อีกว่า รัฐสมัยใหม่บีบให้คนทำแบบนี้หรือในที่สุดแล้วมันมีฟังก์ชั่นแบบนี้มาตลอดที่ทุกสังคมการเมืองต้องทำ เพียงแต่ว่ารัฐสมัยใหม่ต่างหากที่คิดเอาเองว่าคนต้องทำแบบนี้ มีภาพพลเมืองของตัวเองว่ามีหน้าที่เป็นพ่อใครบางคน แม่ใครบางคน ลูกใครบางคน แล้วสวัสดิการของรัฐจะให้หรือไม่ให้อะไรก็ดูจากที่ทางในครอบครัวแบบพ่อแม่ลูกว่าคุณอยู่ตรงไหน ถ้าบังเอิญถ้าไม่ได้อยู่ในครอบครัวแบบพ่อแม่ลูก คุณเสร็จ คุณหลุดไปจากระบบสวัสดิการของรัฐหรือไม่





พิชญ์: ระบบเบิกจ่ายอะไรก็ต้องบอกว่าคุณเบิกให้ภรรยา เบิกให้ลูก ระบบภาษีก็เป็นแบบนั้น กลับไปที่ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจว่ามีวันพ่อ วันแม่ แล้วมีวันลูกแห่งชาติไหม



ชลิดาภรณ์: วันล่งวันลูกอะไร ลูกในอุดมการณ์ครอบครัวแบบชนชั้นกลาง ลูกอยู่ที่สุดยอด ทุกคนต้องเสียสละทุกอย่างเพื่อลูกอยู่แล้ว



พิชญ์: ก็คือลูกเป็นความหวังในอนาคต ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อลูก



ชลิดาภรณ์: จริงๆ ปัจเจกถูกเรียกร้องว่า เมื่อคุณมีลูกแล้ว คุณจะมาคิดถึงความสุขของตัวเองไม่ได้อีกแล้ว ทุกคนต้องเสียสละเพื่อลูก คนที่มานั่งพูดว่า เฮ้ย ไม่แฮปปี้ว่ะ อยากจะหย่า มันไม่ง่าย ก็ต้องทนเพื่อลูก เพราะฉะนั้น ทุกวันก็เป็นวันของลูกอยู่แล้ว



พิชญ์: แล้วถ้าเราเอาเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเข้ามาจับล่ะ ความเป็นแม่ แม่ในแต่ละชนชั้นต่างกันไหม แม่ในครอบครัวจนๆ โดยวิธีคิดแบบนี้ มันโดนกระทบมากกว่าแม่ในโลกคนรวยไหม หรือจะบอกว่าไม่



ชลิดาภรณ์: มันกระทบแน่นอน เพราะอุดมการณ์ความเป็นแม่ขณะนี้เรียกร้องว่า การเลี้ยงดูลูกที่มีคุณภาพ คุณต้องเลี้ยงเอง หรือต้องทำนู่น ทำนี่ ทำนั่นเอง ถ้ามันมีผู้ช่วยเยอะๆ หรือว่าพอมีเวลาบ้างก็ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ผู้หญิงคนชั้นกลางหรือล่างไปกว่านั้นจะไม่สามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้เอง นึกถึงผู้หญิงคนชั้นกลางทั้งหลาย ถ้าลูกคุณไม่สบายทำยังไง คุณต้องลางานมาดูลูก บางคนถูกตัดเงินก็ไม่กล้าลา ต้องทำงานเพื่อเอาเงินมา ก็ต้องนั่งรู้สึกผิดอีก สรุปแล้วนี่มัน no-win situation



ชูวัส: สรุปง่ายๆ อย่างนี้ได้ไหมว่า การรณรงค์วันแม่เป็นเพราะเราไม่เชื่อมั่นในพลังของความเป็นแม่หรือเปล่า



ชลิดาภรณ์: เราน่ะไม่เชื่ออยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าธรรมชาติกับความเป็นแม่มันอาจจะเป็นคนละเรื่องกันเลยนะ อย่างที่บอกว่าถ้าปล่อยเสรี เผลอๆ จะไม่มีใครยอมเป็นแม่ทั้งสิ้น



พิชญ์: แสดงว่าไม่เชื่อวิธีคิดว่ามันเป็นสัญชาตญาณ



ชลิดาภรณ์: ถ้ามันเป็นสัญชาตญาณความเป็นแม่จริง คงไม่ต้องมาพยายามกล่อมประสาทเรา ไม่ต้องมีเพลง เพลงอะไรนะ อิ่มอุ่น ไม่ต้องเลย คนมันจะต้องอยากอย่างนั้นเอง ไม่ต้องมานั่งสอนในโรงเรียนว่าผู้หญิงคือเพศแม่ ปล่อยเสรีสิ ถ้าเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติจะแสดงออกมาเอง



พิชญ์: เออ แต่ก็ไม่เคยเห็นบอกว่าผู้ชายเป็นเพศพ่อนะ



ชลิดาภรณ์: เห็มไหม แล้วพอมีลูกไม่ได้ ตอนนี้ก็ยังมีคลินิกผู้มีบุตรยาก ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนจะเป็นแม่กัน



พิชญ์: สิ่งที่เราคุยกันอาจมีหลายเรื่องที่ฟังแล้วอาจยังไม่คุ้นหู แต่ที่น่าสนใจก็คือว่า สิ่งซึ่งเรารู้สึกว่าเป็นสัญชาตญาณ เป็นจุดสูงสุดของเพศเพศหนึ่ง บางทีเราก็ต้องตั้งคำถามด้วย เพื่ออะไร ผมพูดไปก็อาจจะโดนว่า แต่เพื่อให้คนรุ่นต่อไป มันดีกว่านี้ก็ได้ ถ้าเราเชื่อในความดีงามของลูก การมีแม่ที่หลากหลายก็อาจจะดี หรือการที่คุณไม่ต้องอ้างว่าเป็นแม่ แต่ว่าสังคมทั้งสังคมช่วยกันดูแลพลเมืองในรุ่นต่อไป มันมีวิถีทางหลายๆ แบบ



ชูวัส: อย่างน้อยมันก็ไม่กดทับคน มีพื้นที่ให้คนหลายๆ แบบ



พิชญ์: อาจารย์มีอะไรทิ้งท้ายไหม



ชลิดาภรณ์: ดิฉันเคยเขียนไว้ในที่อื่นว่า ถ้าสมมติว่าเด็กคืออนาคตของชาติ เด็กคืออนาคตของสังคม การเลี้ยงเด็กมันมีคุณค่ามาก เพราะมันหมายถึงอนาคตของเรา เราลองคิดใหม่ดีไหมแทนที่จะบอกว่าการเลี้ยงเด็กมันเป็นภาระของแม่ ถ้ามันสำคัญ ทำไมพวกเราไม่เห็นเด็กทุกคนในสังคมนี้เหมือนเป็นลูกเรา





โดย: น่าคิดนะ IP: 222.123.166.160 วันที่: 12 สิงหาคม 2551 เวลา:7:05:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Plin, :-p
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]









Instagram






บันทึก ท่องเที่ยว เวียดนาม


e-mail : rethinker@hotmail.com


Friends' blogs
[Add Plin, :-p's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.