PAPA YOU'RE CRAZY
Group Blog
 
All blogs
 

สีของหัวใจ ได้ฤกษ์ฉายแล้วๆๆๆๆๆๆ

ภาพยนตร์ สีของหัวใจ หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า Colors of Our Hearts
ซึ่งผลิตโดย มูลินิธิเพื่อนไร้พรมแดน อำนวยการสร้างโดย ธะบเลพอ กำกับโดย ศุภโมกข์ ศิลารักษ์
จะออกสู่สายตาสาธารณชนแห่งสยามประเทศ
ในวันเสาร์ที่ ๑๔ (เวลา ๑๘:๔๕ น.) และวันอาทิตย์ที่ ๑๕ (เวลา ๑๙:๐๐ น.) พฤศจิกายน ศกนี้
ในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๗ ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ใจกลางกรุง

ใครสนใจจะร่วมพูดคุยพบปะสนทนากับผู้สร้าง ก็โปรดได้เร่งรุดไปในวันเสาร์ที่ ๑๔

รายละเอียดอ่านได้ตามลิงค์ที่ได้แนบมาด้วยกันนี้
//www.worldfilmbkk.com/films/3/Colors-of-our-Hearts.html

โปรดสอบทานความตามรายละเอียดได้ที่มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดนได้ที่ ๐๕๓ ๘๐๕๒๙๘
หรือเว็บไซต์ //www.friends-without-borders.org




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2552 11:06:03 น.
Counter : 239 Pageviews.  

ปิดเทอมใหญ่ นาคหรือใคร ที่ไร้แผ่นดินอยู่

วันหยุดที่ผ่านมาได้ไปไหนกันบ้างเอ่ย เราได้แค่หลบร้อนอยู่กับแอร์เย็นๆ ของห้างสรรพสินค้า ซื้อของสดตุนไว้วันสงกรานต์ แบกอาหารให้หมา และตามดูหนังที่พลาดไปสองอาทิตย์ ต้องตระเวณดูสองที่ เพราะเมเจอร์เจ้าประจำนั้นได้ถอด No country for old men ออกจากโปรแกรมเสียแล้ว นี่ขนาดออสการ์หนังยอดเยี่ยมนะเนี่ย ตอนนี้ไม่ใช่แค่ไม่มีแผ่นดินให้อยู่หรอก เขาไม่สนใจเรื่องคนแก่กันอีกต่อไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องของคนแก่ที่ยอดเยี่ยมสักแค่ไหน เราเลยต้องไปอาศัยโรงประจำห้างท้องถิ่นอันแสนขรึมขลังแทน

อีกสองเรื่องนั้นเป็นหนังไทยร่วม และตามสมัย นาค กับ ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น เรื่องหลังนี้ทำเอาหัวใจเราว้าวุ่นไปด้วยขณะดู ว่า กูจะลุกออกตอนนี้ ดีเปล่าวะ เฮ้อ แต่ยังไงก็ทนดูต่อจนจบ เผื่อว่ามันจะดีขึ้น แต่ก็ไม่ เฮ้อ

No Country for old Men เริ่มต้นด้วยฉากจับกุมหนุ่มผมบ๊อบท่าทางน่ากลัวคนนึง แต่เหตุการณ์ก็มาจบลงที่ไอ้หนุ่มนั่นรัดคอผู้ช่วยนายอำเภอทั้ง ๆ ที่ใส่กุญแจมืออยู่จนผู้ช่วยนายอำเภอตาย (เราคิดว่าฉากเริ่มนี้เป็นเหตุการณ์ช่วงท้ายๆของหนัง) นักฆ่าผมบ๊อบแกะกุญแจมือโชกเลือดออก ล้างมือ ก่อนจะลากท่อไอเสียพ่วงด้วยถังอัดลมเดินจากไป

นาค เริ่มด้วยการเล่าความเป็นมาของโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณ ซึ่งถูกแบ่งด้วยกลางวันและกลางคืน ต่อเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผีที่อาศัยอยู่ในเมืองเกิดความละโมบ อยากยึดครองโลกใบนี้ เรื่องทั้งหมดจึงเกิดขึ้น

ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น เปิดฉากที่วันสุดท้ายของการสอบปลายภาค ให้เห็นการแข่งขันของเด็กหนุ่มหล่อสองคน (พุกับไม้) เริ่มแหม่ง ๆ ตั้งแต่ช็อตยืนเกทับกันหน้าโต๊ะครูนั่นแล้ว แต่พอทั้งสองวิ่งออกมาจากห้องสอบ พร้อมตะโกนว่า ปิดเทอมแล้วโว้ย ก็น่าสนุกดีอยู่หรอก แต่การณ์กลับเป็นเช่นนั้นไม่

No Country for old Men เปิดตัวละครหลักอีกตัว คือ มอส คาวบอยผู้ยิงกวางพลาด แต่มันกลับพาเขาไปพบการฆาตกรรมหมู่ของพ่อค้ายาเสพติด (กระทั่งหมายังไม่รอด) มีสองคนยังไม่ตายแต่อาการร่อแร่ คนหนึ่งหอบเงินหนีไป มอสเปิดท้ายกระบะรถ เห็นห่อกัญชาเพียบ แต่เขาเดินตามรอยของคนที่ถือเงินไป โดยหารู้ไม่ว่า เงินมหาศาลก้อนนี้ จะนำพาความทุกข์อย่างใหญ่หลวงมาให้

ผีเมืองบุกถิ่นของนาคในชนบท เพราะต้องการตัวเด็กชายที ผู้จะเป็นกุญแจไขให้ทางเชื่อมทั้งสองโลกเปิดออก ในวันเสาร์ 5 ภารกิจของนาคกับเพื่อนคือ พาตัว ที กลับมาสู่โลกของมนุษย์ เพื่อหยุดยั้งความชั่วร้ายที่จะทำให้โลกล่มสลาย แต่เราไม่ยักรู้แฮะว่า เด็กคนนี้พิเศษยังไงถึงมีความจำเป็นต่อแผนการณ์ขนาดนั้น แล้วแก้ม ตัวพี่สาว เข้าไปอยู่ในโลกของผีได้อย่างไร (ทั้งๆที่คนอื่น ๆ มองไม่เห็น) แล้วในเมื่อ ผีเมืองนั้น บุกเข้าไปในหมู่บ้านได้ จับตัวเด็กได้ ทำไมต้องหาทางเชื่อมระหว่างโลกผี กับโลกมนุษย์อีกล่ะจ้ะ

แต่ภารกิจใหญ่ของพุกับไม้ หลังจากกินแห้วมาจากสาวรุ่นพี่ ก็คือการแข่งกันจีบ นานา เพื่อนสมัยประถมที่ไปเรียนที่อื่น นานาโตขึ้นเป็นสาวน้อยน่ารัก แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องอู้จากันอย่างกับละครช่องเจ็ด เมื่อก่อนเราเข้าใจว่า หนังกับละครทีวี มีข้อแตกต่างกันตรงที่ หนังไม่ต้องเล่นให้เว่อร์ พูดให้แปร๋น เพราะจอก็ใหญ่ ลำโพงก็ดัง แถมคุณไม่ต้องกับใครเหมือนทีวี แต่กับเรื่องนี้อาจทำให้ความเชื่อเราเปลี่ยนไป ทั้งเสียงกรี๊ดๆๆๆ (แสบแก้วหู) โปรดักชั่นที่ไม่สมจริงเอามาก ๆ (ถ้าดูจอเล็กอาจไม่เห็น) แต่ฉากในหนังไต้หวันที่พระเอกร้องเพลง แล้งมีนางเอกไปยืนดูนี่ ข้างหลังโบ๋เชียว ตัวประกอบมีไม่พอหรือไร แถมฉากเล่นน้ำวันสงกรานต์ยิ่งไปกันใหญ่ ตัวประกอบข้างหลัง ยืนอยู่กับที่หันสาดน้ำไปทางโน้นทีทางนี้ที นึกว่าไม่มีคนเห็นรึ

นักฆ่าผมบ๊อบได้รับคำสั่งให้ตามล่าเงินก้อนนั้น แต่มันก็ฆ่าไปดะ คนที่จ้างมัน ทุกคนที่บังเอิญมาอยู่ในเส้นทาง ด้วยอาวุธที่เหมือนท่อไอเสียรถต่อกับถังอัดลม อานุภาพเหมือนปืนเลยครับ น่ากลัวมาก หนังตัดสลับการหนีและการไล่ล่าได้สนุกมาก แถมยังแทรกด้วยการตามสืบของนายอำเภอรุ่นดึกที่แสดงโดย ทอมมี ลี โจนส์ นายอำเภอคนนี้ดูเฉื่อยเนือยดีจริง ๆ ครับ

นาค กับสหายผีบุกเข้าไปในองค์กรใหญ่ของผีเมือง ก่อนที่แต่ละตัวจะต้องใช้ความสามารถเข้าต่อกรกับ ลูกสมุนของผีเมือง อันนี้เราก็สงสัยอีกนิดหน่อย ทำไมผีบางตัวเหาะได้ บางตัวเหาะไม่ได้ พวกตัวโกงที่บินกันว่อนเลย พวกนาค มีบินได้ก็แค่ ผีกระหัง และสุดท้ายเผ่าพันธุ์ผีบ้านก็ยกพวกมาช่วยนาค มีทั้ง ยายสาย ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ปอบ และอีกเพียบ แต่เราก็สงสัยอีกว่า ตัวผีบางตัวที่เหมือนจะ ตาย (ผีใช้คำนี้ได้ไหม) ไปอีกครั้ง ดันกลับมาช่วยได้ แม้จะมีปีกเทวดาติดมาด้วย แล้วผีตัวที่สละชีพเพื่อช่วยตัวอื่นนี่ดันกลับมาไม่ได้ แล้วนาคที่เหมือนจะตายไปหลายครั้ง ร่วงไปหลายทีก็ดันไม่ตาย เอ่อ แล้วผีนี่เขาต้องเป็นยังไงถึงจะตายอีกทีได้ล่ะ

ปิดเทอมใหญ่มาได้สักพัก พุกับไม้ก็ยังไปไม่ถึงไหน เพราะมัวแต่ยิงมุกคำผวนไปมา แล้วก็ทำตากระลิ้มกระเหลี่ย ซึ่งบางทีดูเหมือนเกย์มากกว่าพวกเจ้าชู้ สามคนนี้ (พุ ไม้ นานา) ที่น่าจะดูน่ารัก กลับกลายเป็นน่ารำคาญเสียนี่ เอ่อ แล้วเราไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยว่า คนที่เป็นครูโรงเรียนมัธยม จะมาเปิดร้านกาแฟน่ารัก ๆ อาร์ต ๆ แบบที่จะขายให้พวกวัยรุ่น แถมเรายังไม่เห็นตัวละครพ่อ หรือ ลูกจ้างคนอื่น ๆ ที่จะเป็นคนดูแลร้านเวลาที่ครูไปสอน หรือ นานา (คนไทยที่ไหนจะตั้งชื่อลูกอย่างนี้วะ) ไปเรียน แถมยังแต่งบ้านแบบที่ดูเหมือนพวกศิลปินแนว ๆ มากกว่าที่จะดูเป็นบ้านของตัวละครครู (ที่อาจแยกกันอยู่กับสามี) จริงๆ

มอส ไม่ได้หนีหัวซุกหัวซุนอย่างเดียว ด้วยความที่ดูเป็นคนฉลาด เอาจริง สู้คน เขาหยิบปืนขึ้นสู้ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเอาชนะมือปืน (อัดลม) หน้าตาย ไร้หัวใจ ชอบเอาชีวิตคนมาเล่นกับการโยนหัวก้อยได้ พี่แกฆ่าเรียบ ทั้งมือปืนอีกคนที่โดนจ้างให้มาตามเงิน บุกไปถึงตึกสำนักงานใหญ่เพื่อฆ่าคนจ้าง และทุกคนที่จะขวางทาง

สุดท้าย ราชาผีก็ตายเพราะความเสียสละของแดงที่พุ่งตัวชนเข้าที่หัว ซึ่งจริงๆแล้ว ผีตนไหนก็น่าจะทำได้ เพราะถ้าแค่พุ่งเข้าชน แต่แดงอาจจะมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าตนอื่นหรือยังไงไม่รู้ ตอนไคลแม็กซ์นั้นเพลงดูไม่ค่อยจะเข้ากันนะ มันทำให้เราสะดุด ทำไมต้องมีด้วย หรือเป็นพี่บอยทำ เลยต้องขายเพลง แถมเพลงนั้นน่าจะเป็นคำพูดที่แม่พูดกับลูก แต่กลับเป็นฉากที่ลูกลาแม่ เลยยังไง ๆ อยู่

ที่จริงปิดเทอมใหญ่ยังมีเรื่องของ โจ้ เด็กมหาลัยที่ดันไปรักเพื่อน เรื่องของโอเล็ก เด็กม.ปลายที่หลงใหลคลั่งไคล้นักร้องไต้หวัน (คนเดียวกับที่ร้องเพลงในหนังแล้วคนดูโบ๋นั่นแหละ) จนถึงกับต้องไปเรียนภาษาจีน (เอ แล้วภาษาจีนแบบไต้หวันนี่ เหมือนกับจีนกลาง หรือกวางตุ้งไหม เราไม่ใช่คนเขียนบทเลยไม่ค่อยรู้ข้อมูล) โอเล็กเรียนภาษาจีนจนสามารถเขียนจดหมายได้ แต่เธอก็ดันส่งจดหมายไปต่างประเทศโดยการหย่อนตู้ไปรษณีย์สีแดงๆข้างทางนั่นแหละ เฮ้อ มันไม่ถึงหรอกนะจ๊า ส่งจ.ม.ไปต่างประเทศนี่เขาต้องไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์เท่านั้นเน้อ เห็นคนเขียนบทมีตั้งหลายคน ไม่ช่วยกันหาข้อมูลหน่อยเหรอ หรือมัวแต่ไปสุมหัวกันหลวนคำเพ่น (เล่นคำผวน - ไม่ฮา) และเรื่องของเด็กมหาวิทยาลัยใกล้จบ จะไปหาแฟนที่ต่างจังหวัด ดันเจอสาวญี่ปุ่นเซ็กซี่แบบในฝัน เลยคิดจะนอกใจแฟน

ทั้งสามเรื่องนี้มีอะไรใกล้เคียงกันหรือ เราถึงจับมาพูดรวมกัน ดูเผิน ๆ อาจจะไม่มีหรอก เพราะหนึ่งก็เป็น หนังฝรั่ง ฉากหลังเป็นทะเลทราย อีกเรื่องเป็นหนังผีอนิเมชั่น ส่วนอีกเรื่องเป็นเรื่องรัก ๆ แบบวัยรุ่น แต่ที่จริงมันมีนะ
การแสดงไง เราได้เข้าใจว่า การแสดง คือหัวใจของหนัง (ถ้าเราเปรียบบทคือกระดูกนะ) No Country นักแสดงเจ๋งมาก ๆ ไม่มีใครเป็นดารา ทุกคนแม้แต่ตัวประกอบชายชราขายของทำให้หนังดูจริงมาก ๆ ไม่มีฉากแอ็คชั่นตูมตาม ขับรถไล่ล่า มีแต่การแสดงที่ดูนิ่ง เนียน และ ใช่ ส่วนการแสดงของนาค ก็คือ เสียงพากษ์ และคาแร็กเตอร์ของตัวละคร ซึ่งขอยอมรับว่า ออกแบบดูดี น่ารัก เด็กๆหลายคนคงกลัวผีน้อยลง รวมไปถึงฉากที่ทำได้สวยงาม กลมกลืน แต่ก็มีส่วนที่ติ คือการเคลื่อนไหวของตัวอนิเมชั่นในหลายฉากที่ยังดูไม่สมจริง เช่น การแกว่งแขน การเดิน การวิ่ง ของแก้ม หรือบางครั้งควรจะวิง่ กลับเดิน บางครั้งอยู่เฉย ๆ มากเกินไป (เหมือนกับว่าถ้าไม่ใช่การเคลื่อนไหวหลักในช็อต ก็ไม่รู้จะให้เขาทำอะไรดี เป็นต้น)
ส่วนปิดเทอมใหญ่นั้น การแสดงเกือบทุกฉากแย่มาก คนเดียวที่ดูเป็นมนุษย์ คือตัวละคร โจ้ น่าแปลกที่ทีมนี้เคยทำได้ดีสมัยแฟนฉัน หรือผู้กำกับคนนี้เคยมีผลงานที่น่าพอใจน่าเชื่อถือ อย่าง เด็กหอ (นี่เป็นเหตุผลให้เราอยากดูเรื่องนี้) หรือเด็กหอไม่ค่อยทำเงิน เขาเลยต้องถูกใบสั่งให้ทำหนังแบบโปสเตอร์เคลื่อนที่ได้ออกมา แล้วมุกที่คิดว่าจะตลกอันประเดประดังออกมานั้น ในรอบที่เราไปดูคนเกือบเต็มโรง เสียงหัวเราะน้อยมาก ขอบอก ขนาดเพื่อนเราที่ไปดูหนังแบบจะไปกรี๊ดดารา ยังไม่ค่อยจะขำเลย ขอโทษ เราคิดว่าบทหนังนั้นน่าจะมีอะไรมากกว่าการระบายมุก ไม่ใช่เหรอ เราว่าเรื่องมันใช้ได้นะ แต่คงต้องเขียนบทและกำกับให้ประณีตกว่านี้กระมัง (เอ้อ แล้วที่ให้จาตุรนมาเล่นเป็นคนจีนนั้น ม่ายหวายน่อ แถมยังโอเวอร์แอ๊คติ้งอีกต่างหาก)

นาคกำกับศิลป์ดี แม้ไอ้อืดจะเหมือน Ghost Buster ไปหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องยอมรับได้ ปิดเทอมใหญ่กำกับศิลป์แย่อีกแล้ว ไม่ค่อยคิดถึงตัวละคร จะเอาอย่างที่ผู้กำกับชอบ เก๋ เท่ห์ แนว อย่างเดียว ไม่ไหว

การตัดต่อเป็นอีกอย่างที่น่าพูดถึง No Country ก็เจ๋งเช่นเคย ไม่ได้โชว์ แต่เก๋า มีตัวละครหลายตัวเหมือนปิดเทอมใหญ่ แต่เจ๋งกว่ากันเยอะ ทั้งนาค และปิดเทอมใหญ่ มีปัญหาเรื่องการตัดต่อ บางช่วงทิ้งตัวละครนานเกินไป เหตุการณ์เดินไปนานแล้ว แต่ตัวละครยังถูกทิ้งไว้ที่เดิม

เพลงประกอบ No Country ทั้งเรื่องเกือบจะไม่มีเพลง มีโผล่มาก็แค่ ฉากที่ตัวเอกไปนอนหลับอยู่ในแม็กซิโก แล้วมีวงดนตรีมายืนร้องเพลงพื้นเมืองแบบซื่อ ๆ ส่วนอีกสองเรื่องหลังนั้นเพลงเพียบ แถมปิดเทอมใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงอินดี้ ที่คงจะเป็นแนวที่ผู้กำกับ หรือเพื่อน ๆ กลุ่มแฟนฉันชอบ (เมื่อไหร่จะเลิกเสียที กับการให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ มาโผล่แวบฉากโน้นทีฉากนี้ที เพื่อจะได้ดูกันเอง ฮากันเองหรือเปล่า) ฉากงานวันเกิดที่ต้องมีบิ๊กแอสมาเล่นนั้น ยังไง รวยถึงขนาดจ้างบิ๊กแอสมาเล่นได้เหรอ หรือไปจัดปาร์ตี้วันที่มีบิ๊กแอสมาเล่นพอดี ถ้างั้นคนก็น่าจะเยอะกว่านี้นา หรือแค่อยากจะให้มีวงร็อคแนวๆ มาก็แค่นั้น แล้วพวกบิ๊กแอสนี่ในหนังโลว์เกรดมากเลยนะพวกทั่น หรือในหนังคือบิ๊กแอสนี่เป็นวงเล่นตามร้านเฉยๆ ไม่ใช่วงบิ๊กแอสอันโด่งดัง แล้วเด็กมัธยมต้นต่างจังหวัดอย่างพุก็ต้องชอบเพลงแนว ๆ ของโมเดิร์นด็อก ที่จริง พวกเขาอาจจะชอบ เรโทรเสป็ค หรือ แคลช หรือ บอดี้แสลม แต่ผู้กำกับหรือคนใส่เพลงไม่ชอบ แล้วที่จริงเนื้อหาเพลง ตาสว่าง ก็ไม่ได้เข้ากับภาวะตัวละครตอนนั้นเลย ส่วนเรื่องเพลงในฉากสุดท้ายของนาคก็พูดไปแล้วเนาะ

สรุปแล้ว ถึงไม่มีแผ่นดินจะให้อยู่ แต่ต้องดู No Country For Old Men นาค ดูได้ ดูกับเด็ก ๆ ทั้งโรงสนุกดี ตัวละครโอเค ปิดเทอมใหญ่ฯ ถ้าคุณไม่ใช่คนที่จะไปกรี๊ดดาราไปดูหนังเหมือนไปดูโปสเตอร์ ก็รอให้เปิดเทอม แล้วค่อยหาเรื่องอื่นดูดีกว่า เรื่องนี้มีข้อดีอยู่บ้างก็คือ มันทำให้ เก๋า เก๋า กับ เพื่อนสนิท ที่เราเคยรู้สึกว่า แย้ แย่ มีข้อเปรียบเทียบให้ดูดีขึ้นมาบ้าง
เฮ้อ คาดหวังได้ยากแล้วกับอนาคตหนังไทย ถ้ามันจะลดตัวลงไปเป็นแค่ละครหลังข่าว ค่ายหนังค่ายนี้เขาทำอะไรกันอยู่น้า บอกหน่อยเด้ะ




 

Create Date : 08 เมษายน 2551    
Last Update : 9 เมษายน 2551 15:50:39 น.
Counter : 183 Pageviews.  

คำถามถึง ‘มหาลัยเหมืองแร่’ ของจิระ มะลิกุล – มีอะไรให้ขุด?

เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปอ่านกระทู้ที่ว่าด้วยหนังเรื่องมหา’ลัยเหมืองแร่ในเว็บไซต์เฮาส์รามา ทั้งหมดที่อ่านนั้นเป็นเสียงชื่นชม แม้กระทั่งคนที่ยังไม่ได้ดูยังชื่นชอบ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจข้อนี้เป็นหนักหนา ถ้าไม่ได้ดูแล้วจะพูดว่าหนังดีได้อย่างไร
ข้าพเจ้ายังไม่ได้อ่านชุดเรื่องสั้นเหมืองแร่ของคุณอาจินต์ แต่ได้สดับฟังชื่อเสียงมาแสนนาน กระตุ้นต่อม จินตนาการไปถึงเด็กหนุ่มผู้ถูกโชคชะตาพลิกผัน จากละอ่อนผู้สดใสเจิดจรัสแช่มชื่นอยู่ในแดนสวรรค์อย่าง มหาวิทยาลัย (ยิ่งเป็นจุฬาฯด้วยแล้ว คงเป็นสวรรค์ชั้นเจ็ดเลยเทียว) หลุดกระเด็นไกลไปถึงถิ่นแดนห่างปืนเที่ยง อย่างพังงา ชื่ออันไร้การระบุในแผนที่
ความเปลี่ยวเหงาในถิ่นทุรกันดารอันห่างไกลซึ่งไม่มีใดใดคล้ายคลึงแม้แต่น้อยกับศิวิไลซ์ที่จากมา เพื่อนฝูงใบหน้าขาวนวลในวัยกระเตาะเริงร่าสำราญอยู่ในความทันสมัย ยิ้มหัวโดยหาได้ตระหนักถึงความทุกข์ร้อนใดใดของโลกไม่ มาสู่ชาวบ้านตัวดำผิวหยาบสากพูดจาสำเนียงแปลกหูฟังลำบากยากสื่อสาร จากนั่งเพลิดเพลินแซวครูเล่นในชั้นเรียนไปวันวันสลับกิจกรรมรับน้องแสนจิ้มลิ้ม สู่งานกรรมกรหนักอึดอันไม่เคยแตะต้อง ยังไม่นับอากาศแบบป่าทึบหน่วงหนักและเปียกชื้น - ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยกับการต้องปรับตัว
นั่นหมายถึงตำนานแห่งการต่อสู้อันยากลำบากของหนึ่งปัจเจกชนต่อความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ -หนึ่ง มีชีวิตรอดในพื้นที่ที่ตนแทบไม่รู้จัก สอง ได้รับความมั่นคงปลอดภัยสะดวกสบายในความเป็นอยู่ สาม ได้รับการยอมรับจากสังคมรอบข้าง
ต่อมาในบริบทกว้างขึ้น สังคมเหมืองแร่เปรียบเสมือนเมืองเล็กๆซึ่งกำลังงัดข้อกับธรรมชาติเพื่อให้ได้ มาในสิ่งที่ต้องการ และผลจากการต่อสู้นั้นน่าจะนำไปสู่การเรียนรู้ของอาจินต์ตลอดเวลาเกือบสี่ปีในเหมืองแร่ ซึ่งนั่นจะเป็นรูปธรรมได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ให้เห็นลักษณะของพัฒนาการแบบคนที่เติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะบางอย่างอันเมื่อแรกเริ่มยังไม่มีติดตัว (แบบสไปเดอร์แมน) การเติบโตของคนหนึ่งคนหาได้อยู่ที่ผิวคล้ำขึ้น มัดกล้ามโตขึ้น พูดภาษาท้องถิ่นได้ แต่ต้องอยู่ในแววตา ท่าทาง การกระทำของเขา หรือไม่ใช่
ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดพลาดตั้งแต่ได้เห็นใบปิดโฆษณา-ภาพอาจินต์ยืนยิ้มเผล่อยู่กับไข่ แต่โดย ความเชื่อใจในอะไรบางอย่างในตัวผู้กำกับสิบห้าค่ำเดือนสิบเอ็ด ข้าพเจ้าจึงอยากชมพัฒนาการของคนที่ได้ใช้ชีวิตมาอีกหลายปีหลังจากหนังเรื่องแรก หรืออาจเพราะได้เห็นโฆษณาในหนังสือพิมพ์ที่มีคนอ่านมากที่สุดในประเทศ ได้อ่านวาทะของคนมีชื่อเสียงมากหลายชื่นชมกันอึงอล
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องมหาลัยเหมืองแร่
หนังเปิดเรื่องอย่างฉับไว ไม่ทันไรอาจินต์ก็ไปยืนอยู่ในออฟฟิศเหมืองแร่พบนายฝรั่งเสียแล้ว ข้าพเจ้า อยากทราบถึงสาเหตุที่จุฬาฯให้คุณอาจินต์ออก สอบไม่ผ่านเพราะอะไร? ขัดแย้งกับระบบความคิดแบบโบราณ หรือเปล่า? เขาคือใคร? (ขอโทษที่อ่านจดหมายจากพ่อของอาจินต์ไม่ทัน เพราะมันปรากฏตัวเร็วมาก ข้าพเจ้าไม่คุ้นชินกับวัฒนธรรมสี่วินาทีแบบโฆษณาโทรทัศน์) รู้เพียงแค่ว่าเขาจน จนแล้วอย่างไร? หรือเรื่องความรัก เขาพบกับแฟนได้อย่างไร? รักกันแค่ไหน? ข้าพเจ้าไม่ทราบจึงเฉยๆที่เห็นเขาอกหัก
แล้วเขารู้สึกอย่างไรในสถานการณ์แบบนั้น? ต้องการพิสูจน์สิ่งใดหรือเปล่า? ต้องการเรียกบางสิ่งใน ตัวเองกลับคืนมาหรือไม่? เขารู้สึกว่าตนเองไร้เกียรติยศเมื่อถูกขับออกจากมหาวิทยาลัยไหม? เขาศรัทธาต่อสถาบันมากน้อยเพียงไร? อีกทั้งตัวข้าพเจ้าเองก็หาใช่ศิษย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงไม่อาจซึมรับความ รู้สึกที่ต้องถูก อัปเปหิจากสถานที่เยี่ยงนั้น
หรือเขาจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ต้องการเร่ร่อนไปในโลกกว้างเพื่อค้นหาตัวตน? หรือเป็นเพียงผู้ที่จำต้อง พเนจรบนถนนของโชคชะตา? หากได้รู้รายละเอียดส่วนนี้บ้าง ได้เห็นพื้นเพของอาจินต์ ได้รู้จักตัวเขามากกว่านี้ คงทำให้ข้าพเจ้ามีความเห็นใจต่อความทุกข์นานาที่เขาต้องเผชิญตามลำพังและเอาใจช่วย หากหนังไม่รีบร้อนเกินไปนัก ข้าพเจ้าอาจได้เห็นอีกด้านซึ่งถูกหลงลืมและคงได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของเขาอย่างเพลิดเพลิน เพราะนั่นเป็นคำถามเดียวกันที่ผู้คนทั้งโลกมีต่อตัวเอง
เมื่อไม่เห็นโลกใบหนึ่งของอาจินต์ ข้าพเจ้าจึงไม่กำซาบถึงความขัดแย้งที่เขาต้องมายืนอยู่ในโลกอีกใบ อันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ข้าพเจ้ามองไม่เห็นความอาลัยอาวรณ์ของเขาที่ต้องจากเมืองกรุงจึงไม่อาจหัวเราะร้องไห้ไปกับชะตากรรมแห่งเขา แต่หาได้มีหรอกชะตากรรมนั้น นอกจากถูกถังเหล็กบาดถึงเลือด หุงข้าวเหม็นน้ำมันก๊าด นอนในบ้านหลังเก่าๆที่คล้ายจะถูกผีหลอกได้ตลอดเวลา ก็ไม่มีอันใดที่จะเข้มข้นอีก กรรมกรขาขาดน่ะหรือ เป็นเพียงการเล่าให้ฟังว่ามีคนหนึ่งขาขาด ขาขาดแล้วอย่างไรกัน? มันผูกพันอย่างไรต่อเนื้อเรื่อง? หรือเขาไม่อาจไปรอแย่งรถถีบของพี่จอนได้อีกแล้ว จึงเศร้าใจมากเลย
สิ่งที่ข้าพเจ้ามองเห็นเป็นเพียงการเปิดหนังสือรุ่น ดูและขบขันไปกับอากัปกิริยาสนุกๆของผองเพื่อน เหตุการณ์ตื่นเต้นระทึกขวัญเล็กๆน้อยๆ ความประทับใจนิดหน่อยๆของมิตรภาพ แต่หาได้งดงามลึกซึ้งถึง วิญญาณเฉกเช่นคนที่ต้องกอดคอร่วมเป็นร่วมตายในสมรภูมิ การอ่านคำแซวในหนังสือรุ่นนั้นคงมีเพียงแต่อารมณ์ถวิลอดีตชั่วครู่ยาม หาได้นำไปสู่การเติบโตของตัวละครดังเช่นที่หนังแนวนี้พึงกระทำ หรือนี่เป็นแนว แอนตี้ไคลแม็กซ์ (ไม่ฮา)
หากข้าพเจ้าเป็นคุณอาจินต์คงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ถ้ามีคนชื่นชมประสบการณ์เข้มข้นอันแลกมาด้วยเลือดเนื้อและหยาดเหงื่อว่า น่ารักดี
เส้นทางหฤโหดสู่เหมืองกระโสมนั้นก็มีให้ดูเพียงเล็กน้อยไม่สมกับที่อยู่ถึงขอบโลก แค่การบรรยายอันจืดชืดของตัวเอกโดยใช้ภาษาวรรณกรรมของคุณอาจินต์ก็ไม่ช่วยให้เกิดมโนภาพขึ้นเท่าใดนัก ไม่อาจทำให้รับรส ระยะทางอันแสนไกลอันกันดารทุลักทุเลได้ แต่ถ้าหากมีภาพการเดินทางหลายต่อ ขึ้นรถ ลงเรือ การรอคอยรถเที่ยวเดียวต่อวัน หลับแล้วหลับอีกก็ยังไม่ถึง ข้าพเจ้าเป็นเด็กต่างจังหวัด ผ่านการเดินทางอันยาวนานมาหลายครา จดจำกลิ่นเยี่ยงนั้นได้ตราตรึง
ความตั้งใจจะถ่ายภาพให้สวยงามก็อาจจะเป็นความผิดพลาดประการหนึ่ง เพราะถ้าจะทำให้คนดูรู้สึก ถึงความวังเวง ความลี้ลับดำมืดของป่า ความไม่น่าไว้วางใจของต่างแดน มนต์ขลังอารมณ์ผีสาง หรือ อาถรรพ์ของสถานที่ ภาพในแบบเคร่งขรึมอาจต้องนำมาใช้แทนภาพแนวโฆษณาเชิงท่องเที่ยว
ข้าพเจ้านึกสงสัยว่าคุณจิระอาจไม่มีที่ปรึกษาภาษาท้องถิ่น เพราะเรื่องที่แล้วก็มีการปนเปของภาษาอีสานหลายพื้นที่ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ภาษาใต้นั้นมีหลายสำเนียง สงขลา พัทลุง ตรัง ภูเก็ต สุราษฎร์ หาเหมือนกันไม่ และเราได้ยินแทบทุกสำเนียงในเหมืองแร่ ทั้งที่จริงส่วนใหญ่แล้วน่าจะเป็นคนพื้นเมืองพังงามากกว่า จะบอกว่ามีคนจากทุกพื้นที่มาทำเหมืองหรือก็ไม่น่าจะเป็นดังนั้น คงต้องเพิ่มความประณีตในส่วนนี้ขึ้นบ้างกระมัง
ในส่วนของงานสร้าง ยอมรับว่าคุณเอก เอี่ยมชื่นทำได้ดี แต่เหตุไรหนอ ข้าพเจ้าจึงไม่บังเกิดความเชื่อถือในภาพที่ปรากฎตรงหน้า ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนชมหนังโฆษณาเมืองไทยไม่ไปไม่รู้ หรือโฆษณาแบบที่หนุ่มสาววัยสะคราญออกไปพิสมัยชื่นชมธรรมชาติ แล้วตอนจบยกเครื่องดื่มขึ้นมาฉลอง ส่วนหนึ่งอาจเป็นด้วยนักแสดงหน้าใหม่ที่เข้าไม่ถึงบทบาท เช่นฉากเมาที่ดูอย่างไรก็ไม่เมา ฤาการควบคุมบรรยากาศโดยรวมอยากให้ออกมาเป็นดั่งนั้นก็ไม่ทราบได้
ความประทับใจต่อบทบรรยายในเรื่องสั้นถึงฝนที่ตกตลอดเวลานั้นอยู่แห่งหนใด ใยจึงไม่เห็นส่งผลออกมาให้เห็นเป็นการขับเคลื่อนอารมณ์ หากจะมีแต่ก็เป็นเพียงฉากรองน้ำฝนอันไร้มวลสารโดยสิ้นเชิง ทุกคนในหนัง อาโก พี่จอน ไอ้ไข่ นายฝรั่ง เป็นเพียงที่มาของแก๊กเท่านั้น แล้วตัวละครละเอียดมีมาเพื่ออะไร หากไม่ใช่เพื่อเป็นสีสันประดับวงหางเครื่อง (ยังจำพี่สาวของเคนในสิบห้าค่ำได้บ่) ความรักที่คล้ายจะเกิดต่อหญิงต่างถิ่นนั้นมาจากความเปล่าเปลี่ยวหรืออย่างไร? และใยจึงหายไปเสียเฉยๆ? คลับคล้ายจะเสียสละความรักให้แก่เพื่อนอย่างนั้นหรือ?
อารมณ์ห่างบ้านไปทำงานในสถานที่อันไกลโพ้น คนทำหนังน่าจะเข้าใจอารมณ์ของคนไกลบ้านและคั้น ออกมาให้เป็นภาพ-หรือไม่ใช่? ไบโอสโคปเองก็เพิ่งจะมีคอลัมน์เรื่องการนำหนังสือมาทำเป็นหนังเมื่อไม่กี่ฉบับ มานี้ ข้าพเจ้ายังจำข้อความหนึ่งได้ที่กล่าวว่า ‘เราต้องรู้ว่าตัวหนังสือนั้นเจ๋งตรงไหน และเราจะนำความเจ๋งนั้นมาถ่ายทอดด้วยภาพและเสียงอย่างไร’
แทนที่จะให้ความสำคัญกับมิติตัวละคร ชีวิตของคนจริงๆ หนังกลับไปให้ความสำคัญที่แก๊กตลกหรือความพยายามจะซาบซึ้ง แต่เมื่อไร้ซึ่งน้ำหนักแล้ว คงเป็นเพียงขบขันหากไม่ได้ขบคิด
ทำอย่างไรจึงจะได้รู้จักพวกเขามากขึ้น ได้ผูกพันกับพวกเขา เพื่อที่จะได้หลั่งน้ำตายามเมื่อพวกเขาพลัดพราก ลุ้นระทึกยามที่พวกเขาต่อสู้ หัวเราะยามพวกเขาสนุกสนาน ร่วมอาลัยเศร้าส้อยไปกับพวกเขาเมื่อต้องสิ้นสุดบทสุดท้ายของเหมืองแร่ ทั้งตัวละครและคนดูได้เรียนรู้บางสิ่งไปด้วยกัน เรียนรู้ที่จะ “หรัก” กัน
หนังคล้ายจะบอกว่า การเรียนไม่จำเป็นจะต้องอยู่แต่ในรั้วมหาลัย แต่การลำดับเรื่องก็ยังยึดโยงเอาชั้นเรียนสี่ปีในมหาวิทยาลัยมารองรับ เหมือนเป็นหนังนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งสลัดกรอบไปไม่พ้น และทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ามองเห็นถึงความเบาหวิวเหลือทนของระบบการศึกษา ซึ่งนำมาสู่การดูถูกเหยียดหยามและกีดกันผู้อยู่ต่างสถาบัน
สิ่งที่ข้าพเจ้าชื่นชอบนั้นมีอยู่ แต่เมื่อมันไม่ได้ยืนอยู่บนโครงสร้างอันแน่นหนาแล้ว มันก็พร้อมแก่การพลัดตกหล่นหาย เป็นเพียงแก๊กหนึ่งที่เล่าได้เล่นๆ แต่ไม่จริงจังหนักอึ้งอย่างที่ชีวิตควรจะเป็น เช่น ฉากอาจินต์ถอดเสื้อผ้าโยนทิ้งน้ำเมื่อถูกดูหมิ่น ฉากนั้นน่าจะนำมาซึ่งความงดงามกว่านี้ บทพิสูจน์ของลูกผู้ชายที่ต้องยืนหยัดพิสูจน์ในศักดิ์ศรี คลับคล้ายคำโปรยหน้าหนังจะมีเช่นนี้หรือเปล่า (นึกไปถึงฉากจบของเดด โพเอท โซไซตี้ ถ้าได้ดั่งนั้นล่ะ จั๋งหนับเลยคุณเอ๋ย)
อีกคนที่ทอดทิ้งเขาไปเสียเฉยๆ คือชะตากรรมของคนดงซึ่งดูจะเป็นตัวแทนของความรู้สึกแบบท้องถิ่น กลับเฟดหายไปไม่กลับมา (ถ้าได้แบบแดนเซส วิธ วูฟ ล่ะก็เรี่ยมเชียว)
ข้าพเจ้าจำไม่ได้แม่นยำนักว่าใครเป็นผู้เอ่ยวาทะที่ว่า ‘เมื่อคุณคิดว่าตัวเองเจ๋งคุณก็ไม่เจ๋งอีกต่อไป’ ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น โดยส่วนตัวข้าพเจ้าให้คะแนนหนังเรื่องสิบห้าค่ำเดือนสิบเอ็ดมากกว่าเหมืองแร่ แต่ความเห็นของฝุ่นผงอย่างข้าพเจ้าจะมีความหมายอันใดเล่าต่อประเทศนี้ ที่ซึ่งมีแต่ผู้คนนิยมในเปลือก สนใจตัวบุคคลมากกว่าผลงาน สิ่งที่พูดไม่สำคัญเท่าใครเป็นผู้พูด คนผู้มีอำนาจบงการกลับเป็นคนที่ไม่ได้เข้าถึงคุณค่าใดใด เราเพียงแต่ปรบมือปลาบปลื้มยกยอกับเปลือก แล้วหาทางขายมันโดยโยนกระพี้และแก่นทิ้งเสียอย่างไม่ใยดี -เศร้ามาก (โฮ ไม่ฮา)
เมื่อจรดปากกาลงเขียนอันใดเยี่ยงนี้ ข้าพเจ้าได้ตระหนักไว้ก่อนแล้วว่า คงมีหลายคนไม่ชอบใจ หลายคนที่ว่าก็อาจจะเป็นหลายหมื่นคนอยู่กระมัง หากก็จำต้องเขียน ด้วยอยากนำเสนอความคิดหนึ่งที่แผกต่างไปจากการแห่ตามกันดูบ้าง แต่คาดว่าคงไม่มีผลกระทบถึงรายได้ของหนัง เพราะเข้าฉายอยู่นานสัปดาห์แล้ว ประเดี๋ยวจะโดนข้อหาว่าไม่ช่วยกันสนับสนุนเป็นบ่อนทำลายวงการภาพยนตร์ไทย ข้าพเจ้านั้นสนับสนุน แต่เรื่องดีหรือไม่ต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า เพราะข้าพเจ้าไม่นิยมการให้คุณค่าเกินจริง
สิ่งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าสนใจคือเรื่องกระแส บ้านเมืองเรานิยมสร้างกระแสอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่มักลืม มองไปว่ากระแสนั้นพัดมาจากแห่งหนใด จริงหรือลวง เราแห่ตามกันไปโดยความเข้าใจผิดผิดหรือไม่ เนื้อแท้ แห่งคุณค่านั้นยากแก่การเข้าถึงก็ถูกอยู่ แต่มันไม่เกินความพยายามนักดอกหากเราจริงใจ นึกสงสัยอยู่ครามครัน ว่าบุคคลผู้โดนหนังเรื่องนี้กินใจไปทั้งดวง หัวใจเขาคงอ่อนเหลวและเคี้ยวง่ายดายอย่างยิ่งกระมัง




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2550    
Last Update : 6 ธันวาคม 2550 10:17:48 น.
Counter : 363 Pageviews.  

โอปะปาติกะ อีกซะหน่อย

เพิ่งไปดูหนังเรื่อง โอปปาติก มาเมื่อกี้เอง เลยเข้ามาขอแก้ไขอะไรบางอย่างซะหน่อย คือผมเพิ่งคอมเมนท์บล็อกที่บอกว่าหนังห่วยและดูไม่รู้เรื่องไปว่า น่าจะลองเปิดใจให้กว้างอีกสักนิด แต่พอไปดูแล้วก้จึงบรรลุธรรมว่า เออ หนังมันห่วยจริงอย่างว่านี่หว่า แต่ไม่ใช่ว่าดูไม่รู้เรื่องนะ รู้เรื่อง แต่มันเป็นอาการแบบหนังไทยและหนังฝรั่งที่ไม่ค่อยดีมักจะเป็น คือ อยากจะใส่อะไรทำอะไรกับตัวละครก็ใส่ไปโดยไม่ต้องสนใจเหตุผลตรรกะใดใดทั้งนั้น
ผมเห็นด้วยกับบล็อกของคุณคิงเพนกวิน แล้วก็รู้สึกอยากดูหนังขึ้นมา ผมกลับมาอ่านอีกทีก็เห็นด้วยกับเรื่องที่ติ แต่เรื่องปรัชญานั้น ผมรู้สึกว่ามันถูกยัดใส่ปากตัวละครเกินไป และไม่เนียน แน่นอนเรื่องที่มาที่ไปของตัวละครซึ่งสำคัญมากก็ถูกหลงลืม
เรื่องนี้ซึ่งพยายามอธิบายว่าเป็นสัมปรายภพ คือ หนังต้องสร้างโลกใหม่ขึ้นมาอีกใบ แล้วกฎที่จะใช้กับโลกใหม่นี้มันก็ต้องทำให้เราเชื่อได้ด้วย ตกลงว่ามันไม่ใช่พิภพโลกมนุษย์ปัจจุบันใช่ไหม แล้วลูกน้องของธุวชิตนั่นเป็นคนหรือเปล่า แล้วถ้าไม่ใข่โลกมนุษย์ แล้วจะเอาคนเป็นกองทัพนั่นมาจากไหนกัน แล้วคนที่ไปศลฆ่านั้นคือมนุษย์เหรอ แล้วตกลงภพภูมินี้มนุษย์ เทพ หรือมารเขาใช้ชีวิตอยู่กันแบบไหน ต้องกินหรือเปล่า มีความรักได้ด้วยหรือ เออ แล้วฉากเลิฟซีนของรามีลกับผู้หญิง นั่นเขาเป็นมนุษย์หรือเปล่า แล้วฉากแข่งรถอีกล่ะ
ตอนต้นเรื่องนั้นชวนงงอย่างยิ่ง เพราะเราไม่รู้จักตัวละครเตชิตมาก่อน แล้วจู่ๆมันก็ยิงตัวตายเพราะความอยากรู้ซะอย่างนั้น ปูมาก่อนซะหน่อย หรืออีกทีก็เริ่มที่มันตายไปแล้วเลยก็ได้ คนจะฆ่าตัวตายเพราะความอยากรู้นี่ไม่ง่ายนะ
โอปปาติกนี่ตายได้อย่างไร คือเหมือนมันเป็นผีอยู่แล้วใช่ไหม การจะทำให้ผีตายนี่น่าจะต้องมีอะไรที่พิเศษกว่าฆ่าคนปกติ (ในหนังเหมือนแค่เป็นอสุรกายที่ตายยากหน่อย) แล้วปืนนี่ ในสัมปรายภพนี่ต้องใช้ด้วยหรือ ถ้าใช้แล้วเอามาจากไหน เสกขึ้นมาหรือเปล่า ไหนจะลูกปืนอีกล่ะ (ตรรกะพวกนี้จำเป็นมาก เช่น ในแฮรี่ พอตเตอร์ เขาก็ต้องสมมติโลกพ่อมดขึ้นมา แต่เขาก็มีกฎ และไม่ละเมิดกฎไปมา อย่าว่าแต่หนังไทยเลยครับ หนังฝรั่งแย่ๆหลายเรื่องก็เป็น เช่น ทรานฟอเมอร์ เป็นต้น ถ้าจะละเมิดกฎต้องทำอย่างแมทริกซ์ แต่นั่นก็ตามกฎนะ)
ที่คุณคิงเพ็นกวินบอกว่าความสามารถนั้นเหมือนแสตนด์ ตรงนี้เห็นด้วย แต่แสตนด์ในโจโจ้เขามีความสามารถชัดเจน และไม่ละเมิดกฎ นักเขียนเขาใช้ความสามารถของแสตนด์ในการเขียนบทให้สนุก แต่ความสามารถของโอปปาติกนั้นไม่ชัดเจน ไม่คงที่ เช่น ดูจากความสามารถของอรุสส์ตอนกลางคืนแล้ว ธุวชิตไม่น่าจะเป็นคู่มือด้วยได้เลย (เร็วกว่าตาคนจะมองทัน) แล้วรามิลน่ะ อสูรของมันมีฤทธิ์ขนาดไหนก็ไม่แน่นอน บทจะวูบวาบหายตัวก็หายได้ บทจะถูกจับก็นิ่งๆไปอย่างนั้น ยกตัวอย่างแสตนด์ในโจโจ้อีกที ก็มีแบบถ้าอยู่ห่างร่างต้น พลังจะลดลง ไปได้ไม่ไกล อะไรแบบนั้น
อีกอย่าง ทำไมต้องมุ่งจะจับแต่โอปปาติกสี่ตนนี้ด้วยความยากเย็นแสนเข็ญ ทั้งๆที่ศดกกินหัวใจของโอปปาติกตนใดก็ได้ไม่ใช่หรือ บางทีเห็นจะจับได้แล้วแต่ไม่ยอมยิง ใช่ จะเอาไปให้ศดกใช่ไหม แต่หลายครั้งก็ยิงกันอุตลุด เอ๊ ยังไง ถ้าจะต้องจับเป็นก็น่าจะทำให้เห็นอย่างนั้นไปเลย
แล้วพอเฉลยตอนจบเรื่องความสามารถของศดก ก็พาลให้สงสัยว่าเขาต้องใช้เตชิตทำไม ในเมื่อเขาก็รู้ความเคลื่อนไหวของโอปปาติกทุกตนอยู่แล้ว (ยกเว้นจิรัสส์) แล้วเราก็งงๆกับความสัมพันธ์ของปราณกับโอปปาติก เช่น มันจะรักกันอย่างไร เจอกันตอนไหน อยู่ๆก็นั่งคุยกันกอดกันซะงั้น มันก็เลยทำให้น้ำหนักตรงส่วนนี้อ่อนมากจนขาดความน่าเชื่อถือ (หรือดาราเขาเล่นแล้วไม่รู้สึกว่ารักกันก็ไม่รู้)
อีกอันที่หนังพลาดมากก็คือ แรงผลักของตัวละคร ทำไมเขาถึงต้องทำอย่างนี้ ทำไปแล้วจะมีผลอะไร นี่เราเห็นชัดๆอยู่คนเดียวคือ ศดก ว่าอยากมีชีวิตอยู่ต่อ แล้วไปศลจะฆ่าตามคำสั่งไปทำไม (ถ้าให้แบบโดนคำสาป ควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ตัวมันเองก็อยากหยุด เลยต้องต่อสู้ ไปแบบนั้นเลยจะดีกว่า) ทุกสิ่งมีชีวิตมีความมุ่งมาดปรารถนาด้วยกันทั้งนั้นแหละ เช่น ยุงต้องดูดเลือด หนอนต้องลอกคราบเป็นดักแด้ ทุกการต่อสู้ต้องมีแรงผลักทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ว่าคนเขียนบทอยากให้สู้ ก็ต้องสู้ เออ แล้วอีกอย่างก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีโอปปาติกหลายตน อย่างตัวรามิลก็ไม่ได้มีน้ำหนักอะไรต่อเรื่อง ตัวอรุสก็ไม่มาก ให้ดีรวบเหลือไม่กี่ตัวแล้วเน้นๆไปเลยจะมันกว่า
สงสัยข้อเดียวกับคุณคิงเพ็นกวินอีกว่า ทำไมธุวชิตจึงจงรักภักดีกับศดกมากขนาดนั้น แล้วทำไมคนธรรมดาจึงมองเห็น และสัมผัสกับสิ่งที่อยุ่ในอีกภพภูมิได้ แล้วการที่มนุษย์จะไปอยู่ภพภูมินั้น ทำได้อย่างไร
ดูหนังหลังๆนี่ผมไม่ได้เสียดายเงินหรอกครับ เงินแค่ร้อยเดียว แล้วเราก็เลือกเองเสียความรู้สึกมากกว่า แล้วก็เสียดายเงินหลายสิบล้านที่เขาละลายไปกับความเลินเล่อ และถือดีถือตัวบางอย่าง ผมเชื่อครับ ว่าเราจะทำได้ดีกว่านี้ ถ้าให้ความสำคัญกับบท และความน่าเชื่อถือของเรื่องราว (ยกตัวอย่างเรื่อง เฮลล์บอย หนังไม่ค่อยสนุกหรอกครับ แต่ตัวละครที่เป็นลูกซาตานก็ดูน่าเชื่อ จับต้องได้ และมีเป้าหมายชัดเจน)
อ้อ ขอส่งท้ายบอกคนเขียนบทหรือผู้กำกับสักอย่างนะครับ ที่เตชิตสูญเสียความสามารถในการพูดนั้น ไม่ได้อยู่ในผัสสะทั้งห้านะครับ ผัสสะทั้งห้ามี ตา(มองเห็น) หู(ได้ยิน) จมูก(กลิ่น) ลิ้น(รับรส) กาย(สัมผัส) ที่จริงต้องมี ใจ ด้วย แต่กับโอปปาติกคงไม่มี การพูดนั้นไม่ใช่ผัสสะครับ




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2550 0:17:55 น.
Counter : 373 Pageviews.  

ทำไมต้องทำหนังอาร์ต

ทำไมต้องถามคำถามนี้
เดือนก่อน ไปเข้าฟังสัมมนางานไทยแลนด์ สคริปท์ โปรเจ็คท์ที่มีสองผู้กำกับ คือคุณนนทรีย์กับคุณเป็นเอก และคุณก้อง ฤทธิ์ดี นักวิจารณ์หนัง อันเป็นต้นคิดโครงการซึ่งเราว่าน่าสนใจและอาจจะสร้างอะไรใหม่ๆกับวงการภาพยนตร์ได้ (มีพระเข้าฟังด้วยนะ แปลกดี ท่านคงคิดสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับศาสนากระมัง)
นั่งดูหนังสารคดีของคุณเป็นเอกและตัวอย่างหนังปืนใหญ่จอมสลัดของคุณนนทรีย์จบ ทั้งสี่คน (ผุ้หญิงอีกคนซึ่งเราไม่รู้จัก) ก็ชี้แจงที่มาที่ไปของโครงการ และกฏกติการมารยาทจบก็เปิดโอกาสให้คนมาเข้าฟังถาม
แล้วเราก็ได้ยินคำถามนี้ บวกด้วยถามว่าทำไมต้องทำให้คนดูไม่เข้าใจ และไม่ได้ยินแค่คำถามเดียว สามหรือสี่มั้ง แต่ต่างหัวข้อกันไปเล็กน้อย เช่นว่า วิดีโออาร์ตกับหนังอาร์ตต่างกันยังไง ดูหนังของคุณอภิชาติพงษ์รู้เรื่องไหม
เราไม่เข้าใจ่วาคำถามแบบนี้เขาจะถามไปทำไมเขาอยากรู้อะไร เราคงเข้าใจไปเองนะว่า คนที่ถามคำถามแบบนี้เขาคงดูหนังบางประเภทไม่สนุก เราไม่ใช้คำว่าไม่เข้าใจนะ เพราะรู้สึกว่าหนังแบบที่เขาเรียกกันว่าหนังอาร์ตน่ะไม่ได้เข้าใจยากอะไร เพียงแต่มันใช้ไวยากรณ์ต่างออกไป ใช้ภาษาอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่เองของการทำงานศิลปะทั่วโลกที่ย่อมต้องมีการสร้างรูปแบบเฉพาะตัวของคนทำงาน เช่น ถ้าคุณอ่านกลอนแล้วคุณบอกว่าไม่สนุกเหมือนอ่านนิยายเลย นั่นเพราะคุณไม่มีสัมผัสที่จะรับความละเอียดอ่อนของภาษาแบบบทกวีได้ ซึ่งบางทีความหมายมันไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่อง แต่อยู่ที่จังหวะและลีลาของถ้อยคำ คุณก็คงจะบอกว่ากลอนนั้น อาร์ต ไป ทำไมคุณไม่บอกล่ะว่าคุณไม่ชอบกลอน แต่คุณจะไปบังคับให้คนเขียนกลอนมาเขียนนิยายแทนได้ไง
เอาอีกอย่าง คุณฟังเพลงบรรเลง แล้วบอกว่าไม่รู้เรื่อง ต้องปีนบันไดฟัง อ้าว อย่างนี้ก็แย่สิ ใครได้ยินคุณพูดเข้าก็จะพลอยมีอคติกับเพลงบรรเลงไปด้วย อาจมีเพลงบรรเลงบางเพลงที่เหมาะกับคุณ หรืออาจจะไม่มี แต่คุณก็ไม่ควรจะไปตั้งแง่กับเขาแบบนั้น
ลองอีกอัน เช่นคุณอ่านอักษรเบรลไม่ได้ คุณจะบอกว่าอักษรเบรลอาร์ตไปไหม ก็เขาไม่ได้ทำอักษรเบรลมาให้คนใช้ตาดู ไม่แน่ ถ้าคุณไปเรียนการอ่านอักษรเบรล คุณอาจติดใจจนหันมาอ่านหนังสือแบบนี้แทน
ยังไม่หมด เหมือนคุณไปกินข้าวมันไก่ แล้วคุณถามว่าทำไมไม่มีเป็ดเลย อ้าว ก็คือมันคนละอย่างกัน คือถ้าคุณไม่ชอบไก่คุณก็ไม่ต้องไปกิน แต่จะไปหาว่าเขาไม่มีเป็ดให้คุณ มันไม่ใช่
ยังไม่หมดนะ เรายังไปเจอคนที่แบบเออ กูไม่ได้อยากทำหนังหรอก หรืออยากมากบ้างน้อยแต่ก็เห็นพวกทำหนังเท่ห์ดี แล้วกูก็พอจะมีเรื่องอะไรพวกนี้อยู่บ้าง แหมคนเราโตมามันก็ต้องเจอเรื่องอะไรมาบ้างสิ แต่เขียนเขินไม่เป็นหรอก แล้วงานนี้ก็เข้าฟรี ก็เลยมาแป๋นแหลนอยู่สักหน่อย พวกนี้ก็จะถามว่าเขียนต้องเขียนยังไง ถ้าเราเขียนแล้วได้รับเลือก แต่เราเขียนบทไม่ได้ล่ะ แหม แม่คุณ คุณอินโนเซ็นท์ขนาดนั้นแล้วจะอยากทำหนังทำไมล่ะจ๊ะ เขียนหนังสือก็ได้มั้ง ถ้าคุณคิดว่าเรื่องของคุณนั้นน่าสนใจจริงๆ ถ้าไม่มีใครพิมพ์คุณก็พิมพ์เองขายเอง หรือไม่ก็เอามาโชว์ในบล็อกแบบนี้ก็ได้ ถ้ามันดีจริงเดี๋ยวเขาก็เอาไปทำเองแหละ ทำงานบ้างดีไหม หรือเห็นว่านี่มันห้าหน้าเอง ท่าจะง่าย
เราจะต้องมีคนแบบนี้ในสังคมมากขึ้นอีกสักแค่ไหน คนที่จะไปเบียดบังที่ของคนอื่น คนที่ทำในสิ่งที่ตนไม่ถนัดเพราะคิดว่ามันเท่ห์ แต่หารู้ไม่ว่า (หรือบางทีก็รู้) ว่านั่นเป็นการทำลายโอกาสของคนที่เขาจริงจัง มีความสามารถ และทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขารัก เราเชื่อว่าต้องมีแหละ สิ่งที่เหมาะสมกับทุกคน แต่มันอาจเป็นตำแหน่งที่แสงไฟสาดไม่ถึง มีคูล ไม่เก๋ ไม่เท่ห์ หรือไม่รวย แต่คุณจะทำมันได้ดี และมีความสุข แล้วไม่ต้องเที่ยวเร่ไปถามใครเขาว่า นี่ต้องทำยังไง ถ้าคุณฝักใฝ่มากพอ คุณจะรู้ได้เองโดยไม่ต้องถาม
โทษทีถ้าไปทำร้ายจิตใจใครบางคน แต่เรามันจริงใจ




 

Create Date : 26 กันยายน 2550    
Last Update : 27 กันยายน 2550 9:19:34 น.
Counter : 282 Pageviews.  

1  2  

Mayim
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หมายิ้มอยู่เชียงใหม่ ชอบดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ดื่มและกิน เรามีสตูดิโอชื่อ หมายิ้มสตูดิโอซึง่มีสโลแกนว่า วิดีโอเพื่อสังคมใหม่ เราชอบทำงานสื่อสร้างสรรค์อย่างวิดีโอ หนัง สารคดี แล ดนตรีร่วมสมัย ชอบเห่าดังๆให้โลกฟังถึงเรื่องราวอันผิดรูปผิดรอย เพราะอยากให้คนทุกคนมีรอยยิ้มแบบเดียวกับหมา
Friends' blogs
[Add Mayim's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.