ขอให้ความสุนทรีย์และความสุขสงบจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
Group Blog
 
All Blogs
 

ร้านเจ้ยูปิด

ร้านเจ้ยูปิดลงแล้ว

นึกแล้วก็ใจหายครับ และรู้สึกเศร้านิดๆ สำหรับร้านเจ้ยูถือว่าเป็นที่รู้จัดกันดีของนักฟังเพลง รวมไปถึงนักดนตรี ภาพของคนขายที่เป็นผู้หญิง นั่งอยู่มีเทปและแผ่น cd วางเรียงรายอยู่รอบตัวทั่วทั้งร้าน ที่มองผ่านๆ อาจจะตาลายเอาได้ ด้วยการจัดการและลีลาการขายที่ไม่เหมือนใคร ใครอยากได้อะไรให้บอกเจ้ เดี๋ยวจัดให้ หรือจะดูรายชื่อ cd เป็นเล่มที่วางอยู่หน้าร้าน ทั้งมือหนึ่งและมือสองที่ลูกค้าขาประจำนำมาฟากขายก็เช่นเลือกตามสบายใจหรือถ้ายังไม่ถูกใจอยากจะฟังอะไรที่มากกว่านี้จะสั่งนำเข้าเจ้ก็บริการสั่งมาให้ พอของมาถึงเจ้จะโทรบอก ส่วนแนวเพลงก็มีตั้งแต่ jazz – metal ก็ขอให้ถามมา หรือจะขอดู ขอลองฟังก็บอกมา เลือกกันไปดูกันไปในบรรยากาศ ที่เจ้จะเปิดเพลงประชาสัมพันธ์ อัลบั้มแปลกๆ ใหม่ๆ โดยเฉพาะแนว metal ลีลาการพูดคุยเพิ่มเสียง เบาเสียสลับไปมา ถึงในบางครั้งเจ้ยูจะดูขึงขังบ้าง แต่นี่คือลีลาที่ทำให้ร้านเจ้ยูอยู่มายาวนาน ผมก็ไม่แน่ใจว่ากี่ปี แต่สำหรับผมก็รู้จักมาได้ 15 ปี เจ้ยูมีลีลาการขายที่เป็นแบบตัวต่อตัว เจ้ยูจะจำลูกค้าที่เป็นขาประจำได้เหมือนคนรู้จัก “พี่ชายคุณไม่เห็นมาเลยหายไปนานแล้วนะ” แค่เห็นหน้าคล้ายกันก็ทำให้เจ้นึกถึงลูกค้าอีกคนนึงได้ หรือบางทีลูกค้าบางคนที่สนิทสนมเดินมาเจอก็ยกมือไหว้เหมือนญาติผู้ใหญ่ก็มี “ เจ้หวัดดีครับ “

ร้านแห่งนี้ยังเป็นที่เพิ่งพิงของนักดนตรีรุ่นใหม่ที่ต้องการจะเผยแพรผลงานของตัวเอง สมัยก่อนถ้าคุณเกิดเบื่องานเพลงตลาด อยากหาอะไรแปลกหูฟังก็ที่นี่เลย และถ้าพูดถึงเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยอย่างทุกวันนี้แล้ว ร้าน cd ลิขสิทธิ์ยิ่งอยู่ยากมากขึ้น ยุคนึงเคยมีคนบอกว่า tower record คือสวรรค์ของนักฟังเพลงซึ่งก็จริง แต่สุดท้ายก็สู้พิษเศรษฐกิจไม่ไหว ก็ต้องยอมรับว่า งานเพลงลิขสิทธ์นั้นมีราคาที่แพงจริงๆ cd แผ่นนึง 300 บาทขึ้นเด็กนักเรียนคนนึงที่ไม่ได้เป็นลูกคนมีสตางค์ที่ชอบฟังเพลงมากๆ จะซื้อได้ที่ไหน..? หรือ ถ้าเป็นแผ่นนำเข้า ราคาอาจจะขึ้นไปถึง 1000 บาทเลยทีเดียว ต้องยอมรับว่าแพงจริงๆ พื้นที่ตรงนี้หดลงไปเยอะเมื่อต้องเจอกับยุคสมัยของ mp3 และการโหลดเพลงฟังทางโลก online อีกร้านนึงที่เค้าว่ากันว่า เริ่มต้นจากทำหนุกๆ แต่สุดท้ายก็ดูจริงจังอยู่เหมือนกัน คือ music one นี่ก็เป็นอีกร้านนึงที่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่ายังเหลืออยู่กี่สาขา น่าจะเหลือที่ เมเจอร์ เอกมัย ยังอยู่หรือเปล่าไม่แน่ใจ ในยุคสมัยของโทรศัพท์มือถือที่สามารถเก็บเพลงไปฟังที่ไหนๆ ได้เป็นร้อยๆ เพลง เครื่อง ipot ที่เหมือนกับพกชั้นวาง cd ติดตัวไปได้ทุกที่ ยิ่งทำให้ร้านขาย cd อยู่ยากขึ้นไปใหญ่ครั้งนึงเจ้ยังเคยบอกว่า “เดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยจะซื้อ cd ไปสะสมหรือเห็นว่ามันมีคุณค่าอะไรเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” แต่ก็จริง ถ้าเป็นคนฟังเพลงเยอะก็ต้องมีต้นทุนเยอะไปด้วย หมดตูด อิอิ

สำหรับผมจำได้ว่าเป็นลูกค้าตั้งแต่สมัยยังเรียนมัธยมปลาย สมัยนั้นยังเป็นเทป สตางค์ก็ไม่ค่อยมี บางทีขอเจ้ดู ห้า หก ม้วน สุดท้ายเอาม้วนเดียว ใครเค้าว่าอะไรดีก็ต้องไปหาฟังกับเค้ามัง แถวบ้านก็ไม่มีขาย ก็ต้องไปโน้นเจ้ยู พอมาถึงช่วงที่พอจะทำงานหาสตางค์ได้ก็ไปบ่อยขึ้นนิด บางช่วงก็หายไป บางช่วงก็ไปบ่อย ช่วงสุดท้ายที่ไปรู้สึกจะเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาไปรับ cd ที่เคยเอาไปฟากขายเอาไว้นานแล้วกลับ แผ่นที่ขายไม่ออกจริงๆ สามสี่แผ่นจากที่เอาไปฟากรวมเกือบห้าสิบแผ่นได้ คือพอช่วงวัยผ่านไป เราลองกลับมาดูเพลงที่เคยฟังสมัยก่อนบางวงเอากลับมาฟังอีกครั้ง เราฟังไม่ไหวแล้ว ก็มีนี่แหละร้านเจ้ยูที่เอาไปฟากขายได้ไม่มีกำหนด จำได้ว่าครั้งนึงเจ้เคยคุยให้ฟังว่ามีคนเคยจะมาขอเซ้งร้านต่อให้ราคาสูง แต่เจ้รู้สึกว่าทำเองแบบนี้ดีกว่าถือว่าเพลินๆ พอถามว่า ”แล้วเจ้ขายดีมั้ย เจ้เก่งนะยังอยู่มาถึงทุกวันนี้ได้ ” เจ้ตอบว่า” ก็ไม่ค่อยดีหรอกอาศัยขาประจำแล้วก็พกข้าวกล่องมากินทุกวันไง ” เจ้พูดติดตลก “แต่เจ้ยังดูเหมื่อนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลยนะครับ ” เจ้เค้าก็ตอบว่า “ ขอบคุณค่ะ จะบอกว่าเจ้นั่งฟัง metal เหมือนคนบ้าอยู่เหมือนเดิมใช่มั้ยละ ” คิคิ “ ไม่ใช้ครับเจ้”ผมรีบพูด !

ตอนแรกที่ผมรู้ข่าวว่าร้านจะปิดก็ใจหายแวบ แต่มารู้เพิ่มเติมว่าสาเหตุนึงมาจากเจ้สุขภาพไม่ค่อยดี อยากไปพักรักษาตัวด้วยวิธีธรรมชาติ เลยเกิดเศร้าขึ้นมานิดๆ ยังไงก็ขอให้เจ้หายไวๆ แล้วกันนะครับ มีคนอยากช่วยเจ้นำรายการ cd มาลงเอาไว้ให้ ลองเข้าไปดูตามลิงค์ข้างล่างนะครับhttp://www.guitarthai.com/webboard/question.asp?QID=200334




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2552    
Last Update : 9 สิงหาคม 2552 23:17:38 น.
Counter : 266 Pageviews.  

ความลับ5ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย

ธรรมชาติสร้างสรรค์ชีวิตให้มีวงจรที่น่าอัศจรรย์ และน่าค้นหา ให้มีความสุข ให้มีความทุกข์ ให้ในแต่ละวันมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาใหม่ และมีผู้ที่จำต้องจากไป รวมถึงอีกหลายสิ่งที่อยู่กันคนละขั้ว แต่ต่างมอบความหมายให้แก่กันและกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้ การเดินทางของเราก็เริ่มต้นขึ้น เรื่องราวของชีวิตที่ไม่ต่างอะไรกับละครโรงใหญ่ ที่มีเราเป็นผู้กำกับ เป็นผู้ขีดเขียนบท ก็เริ่มต้นขึ้นและสักวันมันก็จบลง สำหรับชีวิตก็คือ ความตาย สิ่งที่จะดำเนินเคียงข้างเราอยู่ตลอดเวลาไม่ต่างอะไรกับเพื่อนร่วมทาง

เมื่อเราพูดถึงความตาย ความหมายสำหรับแต่ละช่วงวัยก็ดูจะแตกต่างกัน ช่วงชีวิตนึงเราอาจจะรู้สึกกับมันราวกับว่าเป็นสิ่งที่ไกลตัว และดูเหมือนชีวิตนี้ยังอีกยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด สำหรับบางคนเพียงแค่นึกถึงก็ดูไม่น่าอภิรมย์เอาซะเลย คิดแต่เพียงว่านี้คือเรื่องราวของคนวัยชราโดยแท้ แต่ถ้าคุณพอที่จะตระหนักขึ้นมาได้บ้างว่าชีวิตเป็นสิ่งเปราะบาง และชีวิตก็อาจจะไม่ได้ยืนยาวอย่างที่คิดเอาไว้ เรื่องราวเหล่านี้ก็ดูจะใกล้ตัวเราขึ้นมาอีกมากทีเดียว หรือในบางช่วงขณะที่เรามักหลงลืมไปกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว หรือหมกมุ่นวางแผนอยู่กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงมากเกินไป ช่วงขณะนั้นอาจจะทำให้คุณรู้สึกถึงเวลาที่ขาดหายไปของปัจจุบันเพราะมัวแต่จะมุ่งไปให้ถึงจุดมุ่งหมายโดยไม่ได้สนใจอะไรกับชีวิตเลย และถ้าคุณพอที่จะตระหนักขึ้นมาได้บ้าง คุณอาจจะรู้สึกถึงช่วงเวลาที่มันผ่านไปอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย และชีวิตนี้ก็แสนสั้นนัก… นี้ถือเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเราทุกคนเป็นอย่างมาก

ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราอาจเคยมีประสบการณ์ ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือของคนรอบข้างเกี่ยวกับความตาย หลายๆ ครั้งเราอาจเคยไปร่วมไวอาลัยให้กับบุคคลที่จากไป ประสบการณ์เหล่านี้ ดูจะไม่ใช้สิ่งที่ไร้ความหมายเท่าใดนัก เพราะหลายครั้ง ภายในของเราก็ถูกปลุกขึ้นมาให้ตระหนักรู้เกี่ยวกับชีวิตขึ้นมาว่า “ ถ้าพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตฉัน… มีอะไรบ้างที่สำคัญจริงสำหรับชีวิตฉัน “ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นั้น ความสงสัยเกี่ยวกับความรู้สึกของชีวิตในวาระสุดท้ายที่จะอยากรู้ว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง เราจะรู้สึกกลัวหรือสุขสงบ เราจะนึกเสียดายอะไรในชีวิตพร้อมกับอยากจะกลับไปแก้ไขให้ดีขึ้นหรือเปล่า…? หรือเราอาจจะต้องการเวลาอีกเพียงสักหนึ่งวัน เพราะมีอะไรบางอย่างที่ฉันน่าจะทำให้ดีกว่านี้ คำถามต่างๆที่ผ่านเข้ามาอาจจะทำให้ภาพชีวิตที่ผ่านมา และกำลังจะดำเนินต่อไปดูแตกต่างขึ้นมาบ้างก็เป็นได้ ถึงมันจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือเราไม่อยากจะรับรู้มันมากแค่ไหนก็ตาม แต่นี้คือช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีคุณค่าที่เราจะได้ทบทวนกับฉากชีวิตของเราเองว่า ฉันได้ทำอะไรไปบ้าง และฉันควรทำอะไรกับชีวิตที่เหลืออยู่…?

หนังสือ ความลับห้าข้อที่ต้องค้นให้พบก่อนตาย คือเรื่องราวของการแบ่งปันประสบการณ์ อันทรงคุณค่า ของการใช้ชีวิตที่ดีงาม ในขณะที่อ่านอาจมีบางช่วงอารมณ์อาจขัดแย้งและยากจะรับฟัง แต่สิ่งที่จะสามารถบอกคุณได้อย่างชัดเจนที่สุดคือภายใจของตัวคุณเอง ไม่น่าแปลถ้าในขณะที่คุณกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วมักจะได้ยินเสียงจากตัวของคุณเองว่า “ ฉันกำลังทำผิดพลาดอะไรบางอย่าง “ “ นี่แหละใช้เลย ฉันควรจะให้ความสำคัญกับมันมากกว่านี้ “ “ ดีนะที่ตอนนั้นฉันได้เลือกทำแบบนั้น “ “ ถ้าพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของฉัน ฉันจะไม่เสียใจอะไรแล้ว “

หนังสือเล่มเล็กๆ ที่ขึ้นต้นด้วยความตายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักเล่มนี้ น่าจะสามารถนำวิถีชีวิตที่ดีงามและมีคุณค่ากลับมาสู่ท่านทั้งหลายได้ พร้อมกับสร้างสรรค์ชีวิตของพวกเราที่เหลืออยู่ให้ได้ค้นพบความลับทั้งห้าข้อในตัวของเราเองได้เช่นเดียวกัน




 

Create Date : 29 มีนาคม 2552    
Last Update : 29 มีนาคม 2552 22:52:00 น.
Counter : 287 Pageviews.  

ความสุขที่คุณดื่มได้

กิจกรรมหลายๆ อย่างที่เราทำในชีวิตประจำวัน ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อที่จะก่อให้เกิดความสุขกับชีวิต หลายครั้งมาคิดตรวจสอบดูกิจกรรมบางอย่างที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับความสุข ไม่ว่าจะเป็นการกิน การสูบบุหรี่ ที่ทำแล้วมีความสุข พอมากๆ เข้ากลายเป็นเสพติดไป เช่นบุหรี่ บางคนจะเลิกบุหรี่แต่ทุกครั้งที่ได้สูบก็จะรู้สึกมีความสุข บางคนถึงกับอุทานออกมาว่าโอ้ยยย สบาย บางคนหงุดหงิดกับน้ำหนักตัว แต่มีความสุขกับการกิน บางคนยิ่งเครียด ยิ่งกิน หรือบางคนซื้อของไม่หยุด ซื้อในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่ได้ต้องการ แต่ขอให้ได้ใช้เงินก็มี

อะไรที่เราขาดไม่ได้ สิ่งนั้นคือการเสพติด และอะไรที่มากเกินไปล้วนไม่ดีทั้งนั้น แต่หลายๆครั้งเราก็ดำเนินชีวิตไปแบบ ไม่ได้จะมาสนใจพิจารณา หรือตัวรู้ของเราไม่ได้ทำงาน ไอ้ที่เราเรียกว่าความสุขมันเลย มาพร้อมกับความทุกข์ในภายหลังอยู่เรื่อยไปสินะ ความรู้ตัวคิด หรือ สติ หยุดคิดพิจารณา ก็พอที่จะช่วยได้ ผมว่าดีกว่าการ ลด ละ เลิก แบบไม่ลืมหู ลืมตา ขาดความเข้าใจกับกระบวนการทำงานของตัวเราเอง ว่าเราเริ่มเอาสิ่งที่เราเสพไปเชื่อมโยงกับความสุขโดยไม่รู้ตัวเข้าแล้วนะ แต่สำหรับตรงนี้ปัญหาจะไปอยู่ที่ เราสามารถทำได้ต่อเนื่องแค่ไหนในการที่จะเตือนสติตัวเองก่อนที่เราจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ กับอาหารมื้อต่อไป บุหรี่มวนต่อไป สุราขวดต่อไป

ครั้งนึงผมเคยหันกลับมาคิดกับพฤติกรรหลายๆ อย่างของตัวเอง ว่ามนุษย์เราทำทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อแสวงหาความสุข หรือแท้จริงแล้วมีอะไรที่ซ้อนอยู่ฉากหลังของการเสพสิ่งต่างๆ ที่บางครั้งดูจะล้นเกินไปจนน่าตกใจ นั้นคือเราต้องการชีวิตที่มีความหมาย ชีวิตเราบางครั้งก็ไร้ความหมายเกินกว่าจะนิ่งเฉย กลายเป็นว่าการเสพติดเล็กๆกับอะไรก็แล้วแต่ไม่แน่ว่ามันอาจจะมาจากการเรียกร้องชีวิตที่มีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นไปได้

สำหรับบางคน การได้พบคุณค่าและความหมายอะไรบางอย่างกับชีวิต กลับไม่ต้องใช้ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากพฤติกรรที่ทำร้ายตัวเองได้ง่ายๆ เลย อย่างที่เคยเจอบ่อยๆ คือคนติดบุหรี่ที่พยายามเลิกก็ไม่ได้สักที แต่พอมีลูกเพิ่มเข้ามาในชีวิต ก็เลิกได้ง่ายๆ เลย ไม่แน่เค้าคงได้ค้นพบคุณค่าและความหมายอะไรบางอย่างสำหรับเค้าก็เป็นได้




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2552 16:25:10 น.
Counter : 325 Pageviews.  

Carry On

พาราลิมปิคผ่านไปนานแล้ว แต่ความประทับใจยังคงอยู่ ไม่รู้เป็นอะไรอยู่ดีๆก็นึกถึงขึ้นมา ผมจำได้ในวันพิธีเปิด ได้มีโอกาสชมอยู่พอดีเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนจะไปทำงาน เป็นตอนที่มีคนนั่งรถเข็นวีลแชร์ไต่เชือกขึ้นไปจุดคบเพลิง ความคิดดีมากเลยเป็นภาพที่น่าประทับใจมากๆ จากพื้นสู่ด้านบนสูงมากๆ คนตลบมือกันทั้งสนาม จะด้วยใช้เทคนิคหรืออะไรก็แล้วแต่มันไม่ใช้ประเด็น แต่ ภาพๆ นั้นทำให้เห็นถึงการแสดงออกถึงการก้าวข้ามข้อจำกัดทางร่างกาย มันเป็นเรื่องของจิตใจ แท้ๆ เลย หรือมีความหมายว่า ถึงร่างกายเราจะมีข้อจำกัด แต่จิตใจเราไร้ซึ่งข้อจำกัดใดๆ นะครับ

ในช่วงที่มีการแข่งขัน ถึงจะได้ดูบ้างไม่ได้ดูบ้าง แต่ทุกครั้งที่ได้ดูไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทไหน ผมจะรู้สึกอะไรๆ ไปได้เยอะเลย มีคนเคยบอกว่าถ้าอยากรู้ว่าประเทศไหนพัฒนาแล้วให้ดูว่าสังคมของประเทศนั้น ปฏิบัติกับเพื่อนร่วมสังคมที่มีข้อจำกัดทางร่างกายอย่างไร ถนนหนทาง รถไฟ รถโดยสาร รถไฟฟ้า ปั้มน้ำมัน สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เราออกแบบสังคมให้กว้างพอเพื่อตอบสนอง หรือเคารพในการใช้ชีวิตของเพื่อนร่วมสังคมเดียวกันที่หลากหลายได้มากน้อยแค่ไหน

เวลาผมได้ดูภาพการแข่งขันกีฬา ผมรู้สึกว่าพวกเค้าช่างเป็นคนปกติมากๆ ดูๆ แล้วก็ทำให้ผมกลับมานึกย้อนถึงตัวเอง ในบางครั้งก็ยังทำอะไรไม่เต็มที บางครั้งก็ไม่พยายามเท่าทีควร บางครั้งไม่กระทั่งลองดูอย่างน้อยก็ได้พยายามแล้ว และบางครั้งก็ยอมแพ้เอาง่ายๆ ซะงัน ผมรู้สึกว่า คำว่า พิการ น่าจะเอามาใช้กับผมมากกว่าพวกเค้าซะอีก ผมคิดว่าคนที่ไม่พยายามทำอะไรให้เต็มที่ ก็ถือเป็นความพิการอย่างหนึ่ง ในขนาดที่พวกเค้าพยายามทำอะไรให้ได้มากกว่าข้อจำกัดทางร่างกาย แต่พวกเรากลับนั่งคิด และมีปัญหากับข้อจำกัดทางจิตใจ

มานึกดูอีกหน่อยน่าจะจัดให้พร้อมกันไปเลยไม่ต้องแยก เพราะสำหรับผมแล้ว พวกเค้าถือว่าเป็นคนปกติที่สุด!!! ขอยกย่องครับ




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2551    
Last Update : 5 ธันวาคม 2551 22:30:08 น.
Counter : 165 Pageviews.  

เราแต่ละคนมีสงครามของตนเอง

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ก็เกิดความรู้สึกอยากที่จะบอกต่อ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ "สุดทางทุกข์" แต่บังเอิญได้เจอบทความแนะนำที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจและเข้ากับสถานการณ์ของบ้านเมืองเราในขณะนี้จึงนำเอามาฝากครับ

คอลัมน์เหะหะพาที โดย “ซูม” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2551
ชื่อตอน “สุดทางทุกข์”

ผมมีความจำเป็นบางประการที่จะต้องส่งต้นฉบับวันนี้ล่วงหน้า จึงไม่สามารถจะรอได้ว่าเหตุการณ์ “ตุลาอาถรรพณ์” ครั้งที่ 3 จะไปจบลงอย่างไร และต้องขออนุญาตเขียนเรื่องแห้งๆ ทิ้งไว้สักเรื่องนะครับ
ท่านผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์ คงจะจำได้ว่าเมื่อฉบับวันเสาร์ที่ผ่านมา...ผมได้เขียนสั้นๆ แนะนำหนังสือเล่มหนึ่งไว้ว่า
“หนังสือเรื่อง “สุดทางทุกข์” (At Hell's gate) โดย คล้อด อันชิน ธอมัส จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โอ้มายก้อด เป็นหนังสือที่ดีมาก”
ตั้งใจจะเขียนแนะนำเพียงเท่านี้จริงๆ เพราะปกติเวลาเขียนถึงหนังสือหนังหาก็มักจะเขียนสั้นๆ เนื่องจากหน้ากระดาษมีจำกัด แต่หนังสือที่สำนักพิมพ์ต่างๆ ส่งมาให้แนะนำในแต่ละสัปดาห์มีมากเหลือเกิน
พอดีได้จังหวะจะต้องส่งต้นฉบับก่อนกำหนด ก็เลยตัดสินใจหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้ง
เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าเนื้อหาสาระและบทเรียนสำคัญที่หนังสือเล่มนี้ชี้แนะไว้... น่าจะเข้ากับเหตุการณ์บ้านเมืองของเราในปัจจุบันอย่างดียิ่ง
สามารถนำข้อเสนอแนะมาใช้ปฏิบัติเพื่อที่จะฝ่าฟันสถานการณ์ที่ร้อนรุ่ม ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองไปได้โดยไม่บอบช้ำมากนัก
หรืออาจจะผ่านไปได้ด้วยดีเลยก็ได้ หากเราสามารถ “ปฏิบัติ” ตามข้อเสนอแนะที่สำคัญที่สุดของหนังสือด้วยความแน่วแน่และมั่นคง
เนื้อเรื่องโดยย่อมีอยู่ว่า คุณ คล้อด อันชิน ธอมัส ชาวอเมริกัน สมัครเป็นทหารเมื่ออายุ 17 ปี เพื่อเข้าสู้รบในสงครามเวียดนาม และรอดตายกลับไปพร้อมกับภาพหฤโหดต่างๆ ที่ติดตามหลอกหลอน นับแต่วันแรกที่เขาคืนสู่สหรัฐฯ บ้านเกิด
เขาต้องหาทางออกด้วยสุรา ยาเสพติด เซ็กซ์ และ ฯลฯ ซึ่งกลายเป็นว่ายิ่งทุกข์มากขึ้นไปอีก
ชีวิตของเขาทำท่าจะหายนะเหมือนทหารผ่านศึกเวียดนามชาวอเมริกันคนอื่นๆ ที่กลับมาบ้าน แล้วประสบความผิดหวังจนต้องฆ่าตัวตายไปกว่า 1 แสนคน

ทั้งๆ ที่ทหารสหรัฐฯเสียชีวิตจริงๆ ในสมรภูมิเพียง 5 หมื่นกว่าคนเท่านั้น...
แสดงว่าสงครามชีวิตของทหารเหล่านี้เมื่อกลับบ้านโหดร้ายเสียยิ่งกว่า
คล้อดยังโชคดีที่วันหนึ่งเขามีโอกาสได้พบกับพระภิกษุเวียดนาม ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยถือเป็นศัตรู...ท่าน ติช นัท ฮันท์ แห่งหมู่บ้าน พลัม ที่มหานครปารีส
เขามีโอกาสได้เล่าเรียนธรรมะกับท่านฮันท์ และเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับชาวชุมชนพลัม จนค้นพบสัจธรรมว่า “ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องหนี”
ในทางที่ถูกต้อง เราจะต้องทำความรู้จักกับมัน ทำความเข้าใจมัน เพื่อที่จะอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข
เขาเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า “การพานพบพระพุทธศาสนาได้ชักนำฉันสู่การใช้ชีวิตอย่างมีสติ...การมีสติช่วยให้ฉันตื่นรู้ และถอยจากวงจรแห่งการทำลายและความทุกข์”
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา และสามารถอยู่กับความทุกข์มาได้จนทุกวันนี้
คล้อดเขียนเล่าเรื่องอย่างง่ายๆ และผู้แปล (รศ.ดร.อมร แสงมณี และอัฐพงศ์ เพลินพฤกษา) ก็แปลด้วยภาษาง่ายๆ ทำให้อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน แม้ในช่วงที่เกี่ยวกับธรรมะ
วิถีปฏิบัติของท่านติช นัท ฮันท์ เน้นไปที่การฝึกสมาธิและการเจริญ สติโดยจะมีการตีระฆังทุกๆ 15 นาที เพื่อให้ระลึกสติด้วยการพิจารณาลมหายใจเข้าออกของตัวเอง
ในภาคผนวก คล้อดนำวิธีการฝึกสมาธิขั้นต้น ทั้งวิธีนั่ง เดิน ระหว่างทำงาน และระหว่างรับประทานอาหารมาฝากด้วย
ผมอ่านดูแล้วก็คล้ายๆกับวิธีเจริญสติที่สอนกันอยู่ทั่วไปในบ้านเราโดยเฉพาะการกำหนดลมหายใจเพื่อฝึกสมาธิ
สรุป “สติ” ซึ่งเป็นหนึ่งในคำสอนว่าด้วยมรรค 8 อันเป็นหนทางดับทุกข์ของพระพุทธองค์ คือข้อเสนอแนะที่สำคัญยิ่งของหนังสือเล่มนี้
สติ ทำให้เรารู้ตัว ทำให้เรายับยั้งชั่งใจ ทำให้เราใคร่ครวญ ทำให้เราลืมความคิดในทางชั่วร้าย หันมาคิดดีคิดชอบ
หากทุกๆ ท่านที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในขณะนี้ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายพันธมิตรหมั่นตีระฆังสติให้แก่ตัวเอง ผมเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะจบลงด้วยดีอย่างแน่นอน





 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2551 23:16:52 น.
Counter : 177 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

LampOfGod
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add LampOfGod's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.