ขอให้ความสุนทรีย์และความสุขสงบจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
Group Blog
 
All Blogs
 

ความเงียบ

ความเงียบ
สำนักพิมพ์ สวนเงินมีมา


สำหรับหนังสือเล่มนี้ชังเหมาะมากกับสภาพสังคมปัจุบัน ในสภาพที่หลายๆอย่างรอบๆตัวเราเหมื่อนจะทะลักจุกแตกและทุกอย่างดูเร่งเร้ารีบร้อนไปเสียหมด การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็เหมื่อนกับได้กระตุ้นเตือนตัวเอาหลายอย่าง กับการใช้ชีวิตทำมาหากินอยู่ทุกวันนี้ หนังสือเริ่มจาการวิพากษ์ สังคมรอบตัวว่าได้นำพาตัวเราออกห่างจากตัวเองออกไปทุกขณะ ตื่นขึ้นพร้อมกับความวุ้นวาย ถ้าไม่คิดถึงเรื่องที่ผ่านมาก็นึกวางแผนไปในอนาคตเสียจนไม่มีเวลาที่จะได้อยู่สงบๆเพื่อจะใช้ชีวิตแบบมีสติเพื่อที่จะได้สร้างสรรค์ในสิ่งที่ควรสร้างสรรค์ตามธรรมชาติของมนุษย์ หนังสือยังให้แง่คิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้มีสติ แม้กระทั่งในเวลาที่เราเดิน รดน้ำต้นไม้ ทำอาหาร ถ้าเราเงียบฟังเสียงรอบๆตัวหรือเพื่อให้เราจดจ่อกับสิ่งที่ตัวเองทำก็สามารถดึงตัวตนที่ไร้สติกลับมาอยู่กับปัจุบันได้อย่างมีสมาธิและมีความสุขได้มากขึ้น

คนปัจุบันพยายามวิ่งเข้าหาสิ่งต่างๆเพื่อเติมเต็มความรู้สึกจนบางครั้งหลงลืมหรือใช้ชีวิตออกนอกตัวเองจนยากที่จะกลับมา จำต้องวิ่งเข้าหาสิ่งบันเทิงแสงสี ( ใช้ว่าเลวร้ายนะครับแต่อะไรที่มากเกินล้วนไม่ดีทั้งนั้น ) จนลืมว่าการใช้ชีวิตให้เนิบช้าลงบ้างเท่านั้นก็สามารถช้วยให้เรามองเห็นคุณค่าของหลายสิ่งหลายอย่างของตัวเราเอง

จริงๆยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเอาออกมาถ่ายทอดได้ไม่หมดในตอนนี้ และแต่ละคนคงเกิดแง่มุมกับหนังสือแต่ละเล่มแตกต่างกันยังไงผ่านเห็นลองเปิดๆดูก่อนนะครับว่าเหมาะควรกับตัวเองยังไงบ้างนะครับ




 

Create Date : 09 เมษายน 2551    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2551 23:18:38 น.
Counter : 148 Pageviews.  

LET IT BE

ชีวิตของแต่ละคนในแต่ละวันล้วนเต็มไปด้วยภาระกิจต่างๆมากมายที่ต้องทำ หลายคนรวมถึงตัวผมก็ยังวุ้นอยู่กับการทำมาหากิน การมีเวลาได้อยู่คนเดียวสงบๆบางครั้งก็เป็นช่วงเวลาของการเดินทางกลับบ้านโดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน และคืนนี้ก็ถือเป็นช่วงเวลาเศร้าแปลกๆ ที่แปลกเพราะดันรู้สึกสุขแบบเศร้าๆ

ระหว่างเดินทางกลับบรรยากาศสงบอย่างหน้าประหลาดปนความรู้สึกแบบเหนื่อยอ่อนยังไงชอบกล ถนนโล่งแต่กลับอยากขับรถด้วยความเร็วแบบไม่รีบร้อน ในช่วงแรกเริ่มเกิดความคิดต่างๆมากมายโดยไม่รู้ตัว แต่ที่ไม่ทันสังเกตุกับตัวเองคือทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมาในหัวล้วนเป็นเรื่องราวที่ เศร้าๆทั้งนั้นเลย กว่าจะรู้ทันตัวเองก็คิดไปหลายเรื่องและก็เดินทางไปได้ระยะทางพอสมควร เมื่อคิดได้ดังนั้นก็พยายามเอาตัวเองออกมา พยายามหยุดคิด แต่เวลานั้นถ้าซื่อสัตย์กับตัวเองนิดนึงก็รู้สึกได้ว่า มันยังไม่ไปไหนสุดท้ายก็คิดตัดกระบวนการโดยใช้วิธี เปิดวิทยุฟังกดไปหลายช่องก็ยังไม่เจอที่ถูกใจ หยุดฟังบ้างเป็นบางเพลง แต่พอบทเพลงที่สนุกสนานจบก็จำต้องหาบทเพลงๆต่อๆไปมาฟัง กดไปเรื่อยๆจนไปเจอสถานี 105.5 เปิดเพลง classic จึงหยุดฟัง เพราะรู้สึกคุ้นหูว่าเป็นเพลงประกอบภาพยนต์สักเรื่องแต่นึกไม่ออก เป็นเพลงที่ทำให้เศร้าได้อย่างหน้าประหลาด จนลืมคิดต่อว่าเป็นเพลงของใคร ใจนึกมันช่างเข้าได้เข้าเข้มกลับอารมณ์ตัวเองเสียจริงๆในตอนนี้ เป็นเพลงที่บรรเลงด้วยไวโอลิน แต่แปลกที่ผมกลับรู้สึกชอบและอยากจะเศร้าไปกับมัน มันเป็นความเศร้าที่ไม่มีความกลัวและความหดหูแฝงอยู่เลย เพียงแค่ยอมรับว่าความเศร้ามันก็คือส่วนนึงของอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์อย่างเราๆนี่เอง

นึกถึงประโยคนึงในหนังสือ สนทนากับพระเจ้าที่ว่า " อะไรที่เธอต่อต้านมันจะคงอยู่อะไรที่เธอมองดูมันจะหายไป " ก็ชวนให้คิดว่าบางครั้งเราก็ต้องอ่อนโยนกับความรู้สึกด้านนี้ในฐานะที่มันก็คือเรื่องปกติและเราควรยอมรับมันเป็นบางเวลา แวบนึงมันกลับทำให้ตัวเองรู้สึกเห็นคุณค่าของความเบิกบานได้เพิ่มขึ้นไปอีก ความรู้สึกบางอย่างมันก็มาเพื่อให้เราเรียนรู้และเข้าใจ สุดท้ายเราจะเรียกมันว่าอะไรก็สุดแต่ใครจะนิยาม ความเศร้าที่ปิติสุข หรือความเศร้าที่ปราศจากความกลัว อารมณ์แบบอยากเศร้าว่ะอิอิ

อีกอย่างนึงที่อดคิดไม่ได้คือดนตรีถือเป็นภาษาและการสือสารกับความรู้สึกและก่อให้เกิดจินตนาการทำให้เราเห็นว่ามนุษย์ไม่ได้มีเพียงร้างกายแต่มีจิตวิญญาณด้วย นึกถึงตอนนึงในภาพยนต์เรื่อง SHAWSHANK ตอนที่ตัวเอกของเรื่องแอบเข้าไปเปิดเพลงให้เพื่อนนักโทษฟังทั้งๆที่รู้ว่า โดนเล่นแน่ๆ แต่ก็ยังทำเพื่อนให้เพื่อนนักโทษได้รู้สึกดีและรู้สึกว่าถึงแม้ว่าตัวจะถูกขังอยู่ในคุกแต่จิตวิญญาณเราไม่ได้ถูกกักขังตามไปด้วย ถ้าใครเคยชมคงพอจะนึกภาพออก เป็นเพลง classic ที่ร้องเป็นภาษาเยอรมัน(เดาเอาอิอิ) มีตัวละครอีกคนนึงพูดถึงเหตุการณ์นั้นว่า เพลงในวันนั้นทำให้เค้ารู้สึกดีและเป็นเพลงที่เพราะมากที่สุดในชีวิต ทั้งๆที่เค้าก็ไม่รู้เหมื่อนกันว่า เพลงนั้นเกี่ยวกับอะไรและเค้าก็ไม่อยากรู้ด้วย เพราะไม่รู้ความหมายของเพลงนั้นน่าจะดีกว่า

สุดท้ายมัวแต่รู้สึกดีในความเศร้านั้นจนลืมฟังผู้จัดรายการบอกในต้อนจบเพลงว่าเป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรื่องอะไร พร้อมๆไปกับ ความรู้สึกว่าเวลานี้จะเศร้าหรือไม่เศร้าก็ไม่สำคัญ LET IT BE




 

Create Date : 07 เมษายน 2551    
Last Update : 8 เมษายน 2551 0:07:53 น.
Counter : 263 Pageviews.  

สนทนากับพระเจ้า เล่ม1

หนังสือสนทนา : สัจธรรมนอกคัมภีร์

หนังสือสนทนา : สัจธรรมนอกคัมภีร์
เขียนโดย ทวี คุ้มเมือง
สนทนากับพระเจ้า : การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา เล่ม ๑

นีล โดนัลด์ วอลซ์ เขียน รวิวาร โฉมเฉลา แปล สำนักพิมพ์ โอ้ พระเจ้า พับลิชชิ่ง, กันยายน ๒๕๔๙
คำถามแรกเมื่อเห็นชื่อหนังสือเล่มนี้ก็คือ นี่เป็นเรื่องจริงหรือโกหกกันแน่ ? ใครหนอที่สามารถสื่อสารกับพระผู้สร้างได้ยืดยาวอย่างนี้ ? อาจจะมีผู้คนเคยบอกเล่าถึงประสบการณ์ทางจิตวิญญาณผ่านนิมิตนานัปการเมื่อยามวิกฤติของชีวิต แต่การมาปุจฉาวิสัชนาโต้ตอบปัญหากันแบบตัวต่อตัว จนสามารถบันทึกเป็นข้อเขียนออกมาเสียละเอียดลออ ย่อมต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังให้สืบค้นเป็นแน่แท้...
หลังจากที่เข้าออกงานในแวดวงสถานีวิทยุมานับครั้งไม่ถ้วน พอ ๆ กับการต้องแยกทางกับคนรักหลายหน และด้วยสุขภาพซึ่งเริ่มเสื่อมถอยลงเป็นระยะ นีล โดนัลด์ วอลช์ ยังคงพยายามดิ้นรนไปสู่เส้นทางชีวิตสายใหม่อยู่เสมอ กระทั่งเกิดเคราะห์ร้ายถูกรถชนคอเกือบหัก ทำให้ต้องใช้เวลารักษาตัวเนิ่นนานจนถึงคราวซวยอย่างสมบูรณ์แบบคือ ตกงาน ไร้บ้าน หมดเงิน ต้องกลายเป็นคนเก็บขยะข้างถนน อาศัยนอนตามสวนสาธารณะ โดยสิ่งสุดท้ายซึ่งเขากำลังจะสูญเสียไปอีกคือ เริ่มหมดหวังต่อความเป็นมนุษย์ของตัวเอง

ก่อนตัดสินใจฆ่าตัวตาย วอลช์ขอใช้โอกาสอันเหลืออยู่น้อยนิด จดหมายทิ้งทวนด่า "พระเจ้า" ให้หายแค้นในฐานะต้นเรื่องของความผิดพลาดทั้งปวง แต่ข้อเขียนเหล่านั้นกลับนำพาให้เขาพร้อมกับผู้คนอีกจำนวนหนึ่ง เริ่มรู้จักและเข้าใจ "พระเจ้า" ในความหมายที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง

ภาพพจน์ดั้งเดิมของพระเจ้าตลอดช่วงประวัติศาสตร์หลายพันปีมีลักษณะเป็นผู้ชายสูงวัยไว้หนวดเครายาวสลวย ก่อนปรากฏกายต้องมีทูตสวรรค์คอยเป่าแตรเบิกฤกษ์ แล้วด้วยฐานะผู้ดลบันดาลพิภพบาดาลจรดอวกาศไพศาล พระองค์จึงต้องคอยเฝ้าตัดสินลงโทษหรือให้รางวัลมวลมนุษย์ตลอดเวลา จนถึงวาระ "พิพากษาครั้งสุดท้าย" เพื่อชำระล้างแผ่นดินโลกให้บริสุทธิ์สะอาดดุจแรกสร้างอีกครั้งหนึ่ง

นั่นเป็นลักษณะซึ่งมนุษย์รับรู้ถึงภาวะดำรงอยู่ของพระเจ้าจนฝังใจ เสมือนบิดาผู้เข้มงวดกวดขันต่อบุตรดื้อด้าน ยิ่งเมื่อศาสนจักรเพิ่มเติมความยิ่งใหญ่อลังการราวจักพรรดิแห่งสรวงสวรรค์ ผนวกกับความซับซ้อนเพื่อ "เข้าถึง" ผ่านตรรกะเทววิทยาโดยเหล่าสังฆราชาทั้งหลาย การสนทนากับพระเจ้าจึงต้องอาศัยตัวกลางภายใต้อาภรณ์นักบวชเฉพาะนิกาย กระทั่งสี่ร้อยกว่าปีก่อนเกิดแตกแยกศรัทธาจนถึงวิถีปฏิบัติในยุโรป เมื่อมีผู้ไม่ยอมรับสถานะอำนาจของสันตะปาปาอีกต่อไป



นีล โดนัลด์ วอลช์ (เกิดในปี ๑๙๔๓)แก่นแกนของ สนทนากับพระเจ้า นอกจากการใช้รูปแบบถามตอบตามที่วอลช์บอกว่า เขาไม่ได้พูดกับพระเจ้าเหมือนคนคุยกันตามปกติ แต่กำลัง "สื่อสาร" ผ่าน "ความรู้สึก" โดยอาศัยถ้อยภาษาอันคับแคบส่งต่ออีกทอดหนึ่ง ซึ่งตรงนี้สำหรับผู้ที่ยังไม่เชื่อว่ามีใครเคยติดต่อกับพระเจ้าแบบเป็นเรื่องเป็นราว ย่อมติงให้เห็นถึงเส้นแบ่งก้ำกึ่งของตัวผู้เขียน ระหว่างสามัญสำนึกซึ่งกำลังเจ็บปวดต่อชีวิตกับภาวะจินตนาการเพ้อเจ้อ แต่พระเจ้าในบทสนทนาได้บอกไว้ชัดเจนถึงช่องทางสื่อสารหลักของพระองค์มาจาก "ประสบการณ์" ของปุถุชนทั่วไป เพียงแต่ใครจะสามารถเลือกจำแนกรายละเอียดชัดเจนมากน้อยแตกต่างกันไปเท่านั้นเอง

เมื่อคลุมความของการติดต่อที่เกิดขึ้นเอาไว้กว้างขวางอย่างนี้แล้ว ประเด็นของ สนทนาฯ ย่อมมิใช่ปัญหาเรื่องเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ? แต่กลับเป็นสิ่งที่ผู้อ่านต้องแกะเอาความเข้าใจต่อแก่นสารหลักของ การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา ก็คือ เราทุกคนล้วนสามารถรับรู้ภาวะดำรงอยู่ของพระเจ้าโดยเท่าเทียมกัน อันอาจเริ่มต้นอย่างง่ายจากการพยายามเข้าใจหนังสือเล่มนี้ไปทีละเล็กละน้อย

วอลช์มีคำถามสำคัญ ๑๓ ข้อให้พระเจ้าช่วยชี้แนะ ๕ ข้อแรกเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมท่ามกลางปัญหาสารพันในสังคมร่วมสมัย นับแต่เรื่องเอาตัวรอดจากวงจรล้มเหลว การหาปัจจัยให้พอยังชีพ ไปจนถึงภาวะทนทุกข์ต่อโรคภัยตลอดเวลา ส่วนอีก ๗ ข้อที่เหลือ ล้วนเกี่ยวเนื่องกับความสงสัยทั้งใกล้หรือไกลตัวมากมายอย่างเรื่องเพศสัมพันธ์กับความรัก พลังจิตกับซาตาน มนุษย์ต่างดาวกับพระเจ้า ฯลฯ โดยประเด็นทั้งหมดผูกโยงเจาะเข้าสู่ความเข้าใจสภาพภายในห้วงอารมณ์รู้สึกนึกคิด เพื่อเริ่มต้นขจัดอาการลังเลสงสัยต่อศักยภาพจริงแท้ ซึ่งพร้อมบังเกิดขึ้นได้สำหรับทุกคนผ่านความคิด ถ้อยคำ และการกระทำ ด้วยการ "ทำสิ่งที่สอดคล้องกับความคิดใหม่ที่เธอต้องการมี จากนั้นให้พูดถ้อยคำที่สอดคล้องกับความคิดใหม่ที่เธอต้องการมี" (น. ๒๔๕)

นอกจากนี้ พระเจ้ายังหักล้างหลักเทววิทยาที่กำบังมนุษย์ออกจากหนทางพบกับจิตวิญญาณของตน เริ่มตั้งแต่ความเชื่อที่ว่าผองชนล้วนมี บาปกำเนิด (Original Sin) เริ่มจากครั้งอดัมกับอีฟถูกขับไล่จากสวนสวรรค์อีเด็นเพราะลักลอบกินผลของต้นไม้แห่งชีวิต ในเมื่อมนุษย์ถูกกำหนดให้ "รู้สึกผิด" แต่แรกเสียแล้ว โมงยามที่เหลือบนโลกจึงหมดเปลืองไปกับการเฝ้าไถ่ถอนโทษทัณฑ์ซึ่งอาจไม่มีอยู่จริงนั้น แต่พระเจ้าบอกวอลช์ว่า แท้จริงมนุษย์ล้วนบริสุทธิ์ เต็มเปี่ยมด้วยพลังด้านดีงามจำนวนมหาศาล ขอเพียงแต่เลือกยอมรับตัวตนเดิมแท้อันสงบสันติ นี่อาจเหมือนง่ายกลับยากเข็ญยามลงมือขุดรากถอนโคนความเชื่อเดิม ที่ยึดกุมกายใจให้ผูกติดทำร้ายวิญญาณมาแสนนานอย่างหมดจดรวดเร็วตามต้องการ แต่ก็มิใช่สิ่งเป็นไปไม่ได้หากเลือกเริ่มต้นเสียแต่เดี๋ยวนี้

ส่วนพระตรีเอกานุภาพ (Trinity) หรือองค์สามอันศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วย พระบิดา พระบุตร (เยซู) และพระจิต ซึ่งถือเป็นสิ่งสูงสุดเหนืออื่นใด ก็ถูกพระเจ้าอธิบายกับวอลช์ว่า พระบิดาคือแหล่งกำเนิดปวงประสบการณ์ในทุกสรรพสิ่ง พระบุตรคือผลแห่งประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งหลาย พระจิตคือการล่วงรู้ถึงแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์เหล่านั้น ขั้นสุดท้ายแล้ว จิตวิญญาณของมนุษย์นั่นเองที่ต้องออกเสาะหาช่วงขณะอันสมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียวให้กับชีวิต

พระเจ้าองค์นี้ปราศจากบุคลิกเคร่งเครียดขรึมขลัง หากมีเรื่องเล่าสนุก ๆ มาแทรกผ่อนคลายระหว่างบทสนทนาเข้มข้นเป็นระยะ นี่อาจทำให้คนช่างสงสัยหยิบยกย้ำถึงข้อเท็จจริงของหนังสือขึ้นมาอีก แล้วทำไมพระเจ้าถึงจะมีอารมณ์ขันไม่ได้ล่ะ ก็ในเมื่อพระองค์เป็นผู้ประดิษฐ์มันขึ้นมาเอง !

สนทนากับพระเจ้า เป็นหนังสือไตรภาค โดยเล่มแรกตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี ๑๙๙๕ ประเด็นเรื่องหลักเกี่ยวกับความจริงพื้นฐานของปัจเจกบุคคล เล่มที่สองตามมาในปี ๑๙๙๗ ขยายเนื้อหาออกไปเป็นประเด็นว่าด้วยสภาพการณ์ระดับโลกด้านสังคมการเมือง เล่มที่สามเน้นอธิบายสัจธรรมสูงสุดระดับจักรวาล ตีพิมพ์เมื่อปี ๑๙๙๘ หลังจบชุดไตรภาคนี้แล้ว วอลช์ยังมีผลงานออกมาอีกยี่สิบกว่าเล่มในประเด็นว่าด้วยพระเจ้ากับชีวิตตลอดช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา

ต่อมาในปี ๒๐๐๑ วอลช์เริ่มก่อตั้งกลุ่ม Humanity's Team หรือขบวนการพลเมืองเพื่อจิตวิญญาณ มีภาคีสมาชิกหมื่นกว่าคนใน ๙๐ ประเทศทั่วโลก แล้วขยายสร้างองค์กร Group of 1000 ระดมอาสาสมัครออกส่งเสริมให้ผู้คนตามเมืองใหญ่หรือชุมชนต่าง ๆ ค้นพบ "ความจริงใหม่" เพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตตามเจตจำนงอิสระ เปิดโอกาสให้แต่ละบุคคลได้เข้าสู่วิถีสำนึกแบบมนุษยนิยมแนวใหม่อีกด้วย



ใบปิดภาพยนตร์ Conversations with God (๒๐๐๖)

นอกเหนือจากหนังสือแล้ว วอลช์ยังเคยเขียนบทและร่วมแสดงในภาพยนตร์ Indigo (๒๐๐๓) โดยรับบทเป็นคุณตาของหลานสาวผู้มีพลังพิเศษสามารถอ่านจิตใจคนอื่นได้ และเดือนตุลาคม ๒๐๐๖ Conversations With God ในรูปแบบภาพยนตร์ชีวประวัติของวอลช์ก็ออกมาให้ชมกัน ที่กล่าวมาทั้งหมดคือความเคลื่อนไหวอันสืบเนื่องมาจาก สนทนากับพระเจ้า ท่ามกลางสังคมตะวันตกยุคปัจจุบัน

แท้จริงแล้วองค์ความรู้ของวอลช์ไม่ได้ผุดขึ้นแบบปุบปับเมื่อเริ่มต้นสื่อสารกับพระเจ้า นอกเหนือจากศึกษาคัมภีร์ ไบเบิล แล้ว ด้วยวัย ๑๕ ปี เขายังหัดอ่านคัมภีร์อินเดียโบราณ อุปนิษัท, ฤคเวท กระทั่งงานปรัชญาฮินดูของศรีรามากฤษณะ ทำให้หนังสือของเขามีลักษณะผสมผสานปรัชญาตะวันออกกับตะวันตกอย่างหลากหลาย นับแต่เรื่องการจุติหลอมรวมกับพระเจ้าตาม ภควัทคีตา หรือความคิดว่ามนุษย์มิได้ดำรงอยู่เพื่อเรียนรู้อะไรใหม่แต่คือหวนทรงจำต่อสิ่งที่ตนเองรู้อยู่แล้วในปรัชญาของเพลโต ฉะนั้น ด้วยความเป็นหนังสือโด่งดังของขบวนการนิวเอจซึ่งปฏิเสธศาสนาตามรูปแบบสถาบันแล้ว สนทนากับพระเจ้า จะคลี่คลายขยายผลสืบเนื่องออกไปสู่ทิศทางใดนั้น คงเป็นเรื่องให้ต้องตามพิจารณาระยะยาวกันต่อไป

แต่เนื้อหาสาระจากหนังสือเล่มนี้คงไม่เหมาะสำหรับถูกบรรจุให้ "ประจำชาติ" อย่างแน่นอน





 

Create Date : 26 มีนาคม 2551    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2551 23:19:46 น.
Counter : 307 Pageviews.  

บันทึกชีวิต พจนา จันทรสันติ 3

ดูจากงานแปลระยะหลังจะสนใจเป็นพิเศษในเรื่องวัชรยาน (พุทธตันตระ) เต๋ากับเซนไม่สนใจแล้ว
มันเป็นทางผ่าน คิดว่าไม่ย้อนกลับแล้ว

วัชรยานเชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิดใช่ไหม
การกลับชาติมาเกิดนี่ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงหรือเปล่า แต่ที่สนใจ วัชรยาน เพราะมันพูดถึงพลังงานของมนุษย์ เราว่ามันจริง อย่างเวลาที่เราโกรธเราก็จะโกรธ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งมันสามารถเปลี่ยนเป็นเมตตา เป็นการให้ถ้าปฏิบัติอย่างถูกวิธี ความคับแคบก็เปลี่ยนเป็นใจกว้าง มันพูดถึงมนุษย์จริงๆ คือยอมรับในสิ่งที่มนุษย์เป็น ไม่ปฏิเสธสิ่งที่เป็น พุทธเถรวาทเป็นเรื่องของวินัย ในการฝึกเบื้องต้นเราก็ว่าดี แต่ในแง่ของ วัชรยาน มันเป็น

อิสรภาพที่สูงมาก เป็นการเข้าใจธรรมชาติที่ลึกยิ่งขึ้น แต่พื้นฐานของเถรวาทก็สำคัญ ถ้าฐานไม่แน่นเราจะไปต่อลำบาก อาจหลงผิดได้ง่าย อย่างสมาธิภาวนาเป็นการฝึกปฏิบัติที่สำคัญมาก คนที่ฝึกโดยไม่มีพื้นฐานที่ดีแล้วจะอันตรายมาก บางคนถึงขนาดอ้วกออกมาเลย แต่คนรุ่นใหม่จะคิดว่าวัชรยานเป็นเรื่องที่ฮือฮามาก เพราะมันเป็นสูตรสำเร็จ คิดว่าทำง่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่

ใน วัชรยาน ที่เราแปลเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ใช่การปฏิบัติ ยุคใหม่นี้มันเกิดกลุ่มคนแสวงหาด้วยตัวเอง และเป็นอาจารย์ของตัวเอง ซึ่งหนังสือพวกนี้จะเป็นประโยชน์กับเขา คือเป็นครูของตัวเอง โลกเป็นครูของเขา เขาจะเรียนรู้ได้เองจากโลก จากหนังสือ จากธรรมชาติ

เราทำงานแปลมาเรื่อยๆ งานพวกนี้จะเห็นว่ามันขายยาก เพราะมันกระแทกอารมณ์ข้างใน ต้องมีกาลเทศะ ทุกวันนี้คนมักพูดกันถึงเรื่อง How to คือจะเขียนอย่างไร แปลอย่างไร แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดนั่นแหละ เพราะไม่ได้พูดถึงหัวใจของการเรียนรู้ มันไม่ใช่วิถีแห่งจิตวิญญาณ มันสำเร็จรูปเกินไป

ในเมืองไทยคนเป็นนักคิดเยอะนะ ฮ่องกง อินโดฯ มาเลย์ สู้เราไม่ได้ ผิดกับนักการเมืองที่ฉ้อฉล แต่ก็ยังบอกว่าทำเพื่อประชาชน ทั้งที่เราก็รู้ว่าเขาไม่ดี แต่เขาก็ยังมีอิทธิพล ไม่มีความละอายแก่ใจ นี่เป็นเรื่องน่าประหลาดมากเลย จับได้เขาก็ลาออก แล้วก็เข้ามาสมัครใหม่ แต่เราอย่าไปใส่ใจตรงนั้น เราแค่มองเห็นค่าของตัวเราเองก็พอแล้ว สัจจะมันมีอยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนนั่นแหละ อีกด้านหนึ่งของมายาก็คือสัจจะ เรามองมายาดีๆ จะเห็นสัจจะ มองสัจจะดีๆ จะเห็นมายา มันมี สอง ด้าน เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็จะไม่มีอะไรเลย จะเป็นความว่าง เราจะไม่ยึดติดกระทั่งสัจจะ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๔ และ ๒๕๑๕ จนถึงทุกวันนี้คนสนใจเรื่องธรรมะกันเยอะ แต่ก่อนไม่ค่อยมีนะ คือมันยังมีความจริงที่ว่ามีคนสนใจ ธรรมะมันมีอยู่ในใจคน ทุกอย่างเหมือนมันถูกวางเอาไว้แล้ว แล้วเราก็เดินไปตามทางเล็กๆ ที่เขาวางเอาไว้

งานของพจนาดูจะมุ่งแบ่งปันไปที่คนหนุ่มสาวเป็นหลัก ทำไม ?

จริงๆ วัยไหนก็ได้ แต่ว่าวัยอื่นเขาคงไม่ค่อยได้อ่านเท่าไรหรอกวัยผู้ใหญ่บางทีเขาก็ไม่สนใจ พวกเขาก็ทำงานทำการหรือเครียดจากงานมา ก็ไม่อยากอ่านหนังสือหนักๆ อีก คนหนุ่มสาวหรือนักศึกษาจะมีเวลา แต่ทุกวันนี้นักศึกษาอ่านหนังสือน้อย เอาเป็นว่าเราทำตามความสนใจ ก็เราทำอะไรไม่เป็นนอกจากงานหนังสือ แปลหนังสือได้เราก็แปลไป ดีกว่าเบียดเบียนโลกอยู่เฉยๆ อันนี้คิดอย่างนี้นะ ก็คืองานแปลเป็นงานฆ่าเวลาตาย

เราไม่เคยคิดว่าความคิดของเราแก่ ทั้งที่อายุเราก็เยอะแล้ว รู้สึกว่ายังอยู่ในโลกของเด็กกิจกรรมด้วย ความรู้สึกมันเหมือนหยุดไว้ที่ ๒๐ ปีที่แล้ว ที่มีเพื่อนเป็นนักกิจกรรมเยอะ มีเด็กๆ มาเล่าเรื่องต่างๆ ของเขาให้เราฟัง เราก็เหมือนกับยังอยู่ในวัยเดียวกับเขา เข้าใจเขา เพราะเห็นพลังในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เรามีเพื่อนอย่างเขา เราเลยเข้าใจและรับรู้ แต่ในเรื่องของภาวะที่ค้นหาข้างในนั้นมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่รู้สึกแปลกแยก โอกาสที่เจอคนใหม่ๆ ก็ด้วย มีอิทธิพลกับความคิดของเรามาก

คนมีอายุก็ยังมีการแสวงหาเหมือนกันนะ
ใช่ จริงๆ มันแค่แบบชีวิตที่ต่าง โลกมันไม่ได้ต่าง วิถีชีวิตของคนรุ่นนี้กับรุ่นก่อนมันต่างเท่านั้นเอง บางครั้งเขารู้สึกมันแก่เกิน จริงๆไม่ใช่ คนแก่บางคนเยาว์วัยมากเลยนะ ศิลปินบางคนอ่อนเยาว์มาก และเด็กบางคนก็แก่หงำเหงือก เพราะใจมันปิดมันแน่นด้วยกล่องค่านิยม ไม่เปิดเลยไง ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่เลย ดังนั้นความเยาว์วัยจึงไม่ขึ้นกับวัยแล้ว ขึ้นกับการเรียนรู้ แล้วก็ไม่เกี่ยวกับอายุ

รู้สึกว่าตัวเองยังเยาว์วัยอยู่เสมอไหม
เป็นบางครั้ง บางครั้งก็แก่มาก บางครั้งเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรารู้สึกสดมาก ใจมันสด บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองแก่ มันก็แล้วแต่ เราว่าอยู่ที่ใจนะ คือเปิดไปสู่ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมที่จะเรียนรู้ ประเด็นสำคัญของมนุษย์ก็คือว่า ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คือมีการเรียนรู้ไม่หยุด ส่วนมากคนมีอายุเยอะมักจะหยุด การเรียนรู้มันหยุดเพราะว่ามันจะมีเซ็ตของความเชื่อที่ตายตัว แล้วมีความเชื่อหมวดหนึ่ง เป็นหมวดหมู่ของความเชื่อ แล้วจับทุกอย่างมาเข้ากล่องเดิมหมด ตีความว่าเป็นแบบเดิมหมด มันมีอันนี้เป็นรากฐานอยู่แล้ว คราวนี้การเรียนรู้มันใหม่ โลกมันใหม่ตลอด ถ้าเราไม่ยึดติดในกล่องของความเชื่อนี้ มันจะมีการเรียนรู้ใหม่ๆ จะมีนามธรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น เราว่าอันนี้สำคัญมาก และนี่คือความเยาว์วัย



ผู้ใหญ่มักจะบอกว่า ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นแบบนี้แหละ ขบถ ตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่แล้วไม่นานวันหนึ่งเราก็จะนิ่งเอง เหมือนกับเขาตอนนี้

ไม่ได้นะ เขาพูดอย่างนั้นเพราะเขาผ่านประสบการณ์มาแล้ว เห็นจุดจบเป็นยังไง แต่เอาจุดจบมาตัดสินก็ไม่ได้ เพราะแต่ละคนก็ต้องเรียนรู้ไปไง พวกเราแต่ละคน วัยหนุ่มสาวแรง มันก็ดีเป็นวัย ***เราไม่กล้าทำอย่างนั้น สมัยก่อนนุ่งขาก๊วยสีแดง เดี๋ยวนี้เราก็ไม่กล้า แต่ก่อนมันซ่า เดินตีนเปล่าไปตามถนน มันก็ท้าทายดี คนก็มอง แล้วก็ไว้ผมยาวด้วยตอนนั้น จริงๆ มันต้องการท้าทายสังคมต้องการยั่วให้คนโกรธ คนหนุ่มสาวจริงๆ ไม่มีอะไรมากหรอก ทะเลาะกับพ่อแม่เพราะความเชื่อต่างกัน ทั้งเรื่องความคิดความเชื่อทางศาสนาค่านิยม เราก็อยากจะยั่วให้พ่อแม่เราโกรธ และเราก็ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาโกรธ แต่ถึงจุดหนึ่งมันก็จะสร้างสรรค์ไม่ใช่เพื่อทำลาย พอมายุคนี้มันก็เกิดโพสต์โมเดิร์นนิสต์ ( post-modernist ) แบบไทยๆ ขึ้นใช่ไหม มันกลายเป็นลัทธิของการปฏิเสธและทำลายเป็นสมบัติของชนชั้นกลางที่มักง่าย และขาดความรับผิดชอบ อะไรก็ตามที่เป็นแบบแผนไม่ว่าเก่าใหม่ก็ตาม เป็นทุบทิ้งหมด แต่ไม่สร้าง รู้จักแต่การทำลายไม่มีสร้างสรรค์

เพราะคนรุ่นใหม่ไม่เข้าใจว่าคำว่า โพสต์โมเดิร์นนิสต์ คืออะไร เอาแต่คำมาใช้ นี้เราไม่ได้ว่าทุกคนนะ บางคนก็อาจจะลุ่มลึกนะในเมืองไทย แต่ส่วนมากเราว่ามันเข้าใจเป็นกรอบ อย่าบอกว่าตัวเองเป็นอะไรถ้าไม่ได้ศึกษา เพราะทุกความคิดทางปรัชญามีที่มาที่ไปและชัดเจนลุ่มลึกอยู่ในตัวเอง น่าจะได้มีการศึกษาให้ถ่องแท้ เราหมั่นไส้พวกชอบทุบทำลาย พจเห็นว่าเลวก็เลวไปเลย คือพอเราสูงวัยมากขึ้นก็เห็นหลายอย่าง มีสิ่งดีๆ ในสังคม ดีมากเลย สิ่งที่เราเคยด่าตอนนี้เรากลับเห็นค่า ถ้าไม่มีสิ่งนี้เราไม่มีวันเป็นอย่างทุกวันนี้ ความเป็นไทยบางอย่างงดงาม หลายอย่างเราก็ด่านะ แต่ว่าหลายอย่างมันเป็นรากที่ลึกมากที่อยู่ในตัวเราโดยเราไม่รู้ และพอเราโตขึ้นเราก็เห็นสิ่งเหล่านี้มีค่า แต่ก็มีหลายอย่างที่เก่า คอนเซอร์เวทีฟมาก ซึ่งต้องการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่การทำลาย ต้องสร้างสิ่งใหม่ และให้สิ่งใหม่ยิ่งกว่าทดแทนสิ่งเก่า แต่ไม่ใช่ไปทุบทิ้งเหมือนพวกเรดการ์ด ทุกวันนี้เราจึงมีพวกโพสต์โมเดิร์นนิสต์แบบเรดการ์ด มีพุทธแบบเรดการ์ด

สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นบุคลิกของตะวันตก
การทุบทำลายเป็นบุคลิกแบบตะวันตก แล้วสร้างใหม่ ไม่ได้เรื่องเลย เป็นแนวคิดแบบการปฏิวัติ พอไม่มีรากเดิมสิ่งใหม่ที่สร้างมามันก็เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด แต่ถ้ามีรากเดิมสิ่งที่สร้างใหม่มันจะชัดเจนกลมกลืน มันจะมีความละมุนละม่อม ซึ่งนี่เป็นบุคลิกแบบตะวันออก แล้วตะวันออกก็ดันไปรับความคิดจากตะวันตก มันก็เลยน่าเกลียดมาก อย่างจีน มันกลายเป็นตะวันตกไม่ได้เต็มตัว เป็นตะวันตกแบบจีนๆ พจปฏิเสธขุนนางปฏิเสธชนชั้นก็เลยกลายเป็นเจ๊กแบบหยาบๆ ทุกวันนี้ก็ค้าขาย ไม่มีวัฒนธรรม ขายอย่างเดียว ขายสิ่งที่ตัวเองเคยทำลาย ขายวัดขายวัง ขายวิว ขายของเก่าในอดีต

ไม่เหลือเค้าบุคลิกนักปราชญ์ที่ลุ่มลึกอีกแล้ว
ไม่มีบุคลิกแบบนั้นหรอกในจีนใหม่ หยาบกระด้างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าสังคมเก่าดีกว่า สิ่งไม่ดีก็มีมากมาย ที่จริงมันเป็นการเปลี่ยนแปลงหยาบๆ ยังไม่กลมกลืน สุดท้ายมันก็เกิดชนชั้นใหม่ เป็นสมาชิกพรรค ข้าราชการ กลายเป็นชนชั้นแบบใหม่เป็นอภิสิทธิ์ชน มันหนีไม่พ้นหรอก โชคดีที่เมืองไทยผ่านช่วงนั้นมาได้ ดีที่เราไม่ได้ปฏิวัติกลายเป็นสังคมนิยม ช่วงนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แม้ว่าประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ทางออกเช่นกัน

ในหนังสือของพจนา ประเด็นตะวันออกตะวันตกมีกล่าวถึงค่อนข้างบ่อย ไม่ได้ปฏิเสธตะวันตกใช่ไหม

คือตะวันออกถูกละเลย ถ้าสามารถทำให้สมดุลได้จะดีมาก มันเป็น ๒ ขั้วความคิด เราต้องรู้จักตัวเองให้ดี เพราะพลังที่เป็นขั้วตะวันตกนั้นแรง ซึ่งขั้วตะวันตกนั้นไม่ใช่ไม่ดี ทั้งวิธีคิด ปรัชญามันมีที่มาที่ไป มีรากทั้งนั้น เพียงแต่เราไปรับเอาเฉพาะตัวเทคโนโลยี ขาดรากทางปรัชญา ขาดลักษณะที่เป็นวิชาการของเขา เรารับมาแค่ดอกเตอร์ แต่ไม่ได้รับความเป็นดอกเตอร์มาด้วย ไม่ได้รับ intellectual หรือความใฝ่รู้มาด้วย คือการถกเถียงทางปัญญาและยอมรับ ลูกศิษย์เถียงชนะอาจารย์ก็ไม่โกรธ ทั้งให้เวลากับลูกศิษย์ นี่คือความเป็นครูที่อยู่ข้างในเป็นความใฝ่รู้อยู่เสมอ นี่คือความเป็นโปรเฟสเซอร์หรือบุคลิกแบบ intellectual ของตะวันตก ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก

ตะวันออกไม่ใคร่จะภูมิใจในความงดงามของตนเอง ต้องรอให้ตะวันตกมาบอกว่าตัวเองงดงามยังไง
ใช่ สิ่งนี้เป็นผลของ intellectual ไง เขามาเห็นค่าของศาสนา วัฒนธรรม เห็นค่าในศิลปะ มาแปลเซน แปลเต๋าซึ่งไม่ใช่งานตะวันตกเลย อย่างงานปรัชญาอินเดียแปลเป็นภาษาอังกฤษมาเป็นร้อยปีแล้ว จริงๆ นักเขียนที่สำคัญในแวดวงวรรณกรรมต่างเห็นคุณค่าตะวันออก ผ่านงานพวกนี้ พระเวท อุปนิษัท ผ่านเต๋า ร้อยปีที่แล้วก็จะมีนักวิชาการตะวันตกอย่าง เยอรมัน อังกฤษ ทำงานชิ้นหนึ่ง ๒๐-๓๐ ปี แปลแบบทุ่มเทชีวิตเลย คนพวกนี้น่าเคารพมากเป็นนักวิชาการจริงๆ และงานพวกนี้เป็นงานคลาสสิกอยู่มาถึงจนทุกวันนี้ เพราะเขาทำด้วยหัวใจ อย่างมีนักวิชาการอังกฤษคนหนึ่งแปลงานพระเวทแปลมาตั้งแต่ ๑๐๐ ปีก่อน เซอร์ M.Monier ทำพจนานุกรมสันสกฤต-อังกฤษ,อังกฤษ-สันสกฤตขึ้นมาเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาภารตวิทยายังมีR.A.Nicholson แปลมัษนาวีฉบับสมบูรณ์ของรูมี มีงานแปลวรรณคดีเปอร์เซีย ในสายจีนก็มีคนอย่าง Arthur Waley , Burton Watson ช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 จึงเป็นยุคที่ยิ่งใหญ่มากของนักวิชาการตะวันตกในการนำเสนอ ความคิดทางศาสนา-ปรัชญาของโลกตะวันออก เยอรมันรวบรวมงานตะวันออกพวกนี้-พระเวท อุปนิษัท ภควัทคีตา เต๋า ขงจื๊อ ซึ่งทำมาเป็นชุดเลย Max Muller เป็นบรรณาธิการ ช่วงศตวรรษที่19 ถึงต้นศรวรรษที่ 20 จึงเป็นยุคที่ยิ่งใหญมากของนักวิชาการตะวันตก ในการนำเสนอความคิดทางศาสนา-ปรัชญาของโลกตะวันออก ผลงานเหล่านั้นทุ่มเททำด้วยจิตวิญญาณ นับเป็นนักบุกเบิกทางความคิดของโลกตะวันตก ทุกวันนี้เรายังได้อาศัยศึกษาค้นคว้าจากงานเหล่านั้นอยู่ นับเป็นมรดกของคนขายชาติ แล้วพวกกวีนักคิดอย่างธอโรอ่านงานพวกนี้หมด กวีตะวันตกยุคโรแมนติกประมาณ ๑๘๐๐ ต้นๆ จนถึง ๑๙๐๐ ได้รับอิทธิพลตะวันออกทั้งสิ้น อย่างพวกอิมเพรสชั่นนิสต์ได้รับอิทธิผลจากญี่ปุ่น-จีนทั้งนั้น ญี่ปุ่นทำภาพพิมพ์แล้วส่งไปขายที่ยุโรป พอพวกอิมเพรสชั่นนิสต์เห็นก็ตกใจ แสงสี แดด ความสดใสและเทคนิคของศิลปินตะวันออก ซึ่งนี่เป็นผลสะเทือนถึงกัน

พวกศิลปินในยุโรปชอบนั่งกันตามร้านกาแฟ อย่าง แถวมหาวิทยาลัยโบซาร์ต คนนั้นบ้างคนนี่บ้าง วันๆ มานั่งที่ร้านกาแฟ เพราะไม่มีตังค์ กินแล้วก็ติดเขาไว้บ้าง แปะไว้บ้าง เพราะจนมาก บางทีเขียนรูปได้ก็เอาไปขอแลกข้าวแลกขนมปังเพราะหิว นักคิดนักปรัชญาอะไรก็อยู่ตรงนั้น สุดท้ายมันก็เกิดขบวนการอิมเพรสชั่นนิสต์ขึ้นมา ไม่ใช่แค่ภาพเขียนนะ ปรัชญาด้วย วรรณกรรมด้วย มีอยู่ร้านหนึ่งในฝรั่งเศสเป็นร้านดั้งเดิม ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ตอนนี้เขียนชื่อศิลปิน นักคิด ไว้ตามโต๊ะ สมัยพวกมาเน่ต์, โมเน่ต์, แวนก๊อก เคยมานั่งอยู่ ร้านกาแฟมันเป็นแหล่งปัญญาชน มาถกเถียงมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เสร็จแล้วก็กลับไปสร้างสรรค์ผลงานของตน

เป็นลักษณะตะวันตกที่แหกคอกในสมัยนั้น
มันก็มีเหมือนกันเพราะเป็นความอิ่มตัวของศิลปะสมัยนั้น และก็เห็นความเน่าเฟะเลยอยากหลบหนีออกมา ก็เลยมาคิดทั้งเรื่องศีลธรรม เรื่องของปรัชญา เรื่องของวิธีคิด เรื่องของวรรณกรรมด้วย มันเน่าเฟะน่าเบื่อหน่าย ไม่สร้างสรรค์ ส่วนมากพวกนี้ก็จะเป็นคนหนุ่มเหมือนพวกเราที่มานั่งคุยกันนี่แหละ สิ่งสำคัญอันดับแรกมักเกิดจากคนไม่กี่คน ห้าคนสิบคน ต่อมาก็พลิกทั้งโลก เช่นการปฏิวัติฝรั่งเศสก็เริ่มจากนักคิดไม่กี่คน


พจนาไม่ใช่นักมังสวิรัติ สุราวิรัติ?
เคย เคยเป็นนะ พวกอหิงสาเขาจะเป็นมังสวิรัติคนละหลายปี ก็เป็นอยู่พักหนึ่ง แล้วไปกินปลาดิบ เพราะไปญี่ปุ่น รู้สึกอร่อยมาก กลับมาก็เลยเลิก (หัวเราะ) พอเลิกก็รู้สึกดี เพราะการมีวิธีกินอย่างเดียวมันแคบๆ นะ แล้วมันทำให้รู้สึกว่าตนเองวิเศษกว่าคนอื่น นักมังสวิรัติหลายคนรู้สึกแบบนี้ ไปตัดสินคนอื่นถ้าไม่กินผักกินหญ้า ว่าเป็นคนแบบนั้นแบบนี้ ไม่เข้าท่า หลายเรื่องมันก็อยู่ที่ใจ

เหล้าก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่เรากินไม่ได้ กินแล้วเป็นผื่น ถ้ากินได้เราจะกินนะ เพราะเราชอบเหล้ามาก ถ้าเราไม่แพ้คงจะกินน่าดูเลย แต่ยังคงชอบซื้อให้เพื่อน เพราะเราชอบเหล้า บุหรี่ พวกของเสพติดในระดับปานกลาง อย่างเวลาเราไปไปดูเหล้า โอ๊ย สวย สวยนะขวดเหล้า จริงๆ มันเป็นคัลเจอร์นะพวกเหล้า คัลเจอร์มากๆ เลย ซึ่งถ้าใช้ดีๆ จะกล่อมใจให้มีความละเมียดละไม อย่างที่กวีจีนสมัยก่อนใช้ กินเหล้าแล้วเขียนบทกวี ไม่ใช่กินเหล้าแล้วตีกัน มันเป็นมิตินะ เหมือนกับย้อมจิตใจให้เกิดมิติให้เกิดภวังค์ ทุกวันนี้กินกันอย่างถ่อยสถุล ความหมายมันเลยแย่ จริงๆ มันมีคัลเจอร์ อย่างไวน์กว่าจะหมักได้ สั่งสมประสบการณ์กันมาเป็นพันๆ ปี คือ..มันละเอียดอ่อนกว่าจะมาเป็นทุกวันนี้ ถ้าใช้ความละเอียดอ่อนมันดีนะ คือใจเคลิ้ม- - แต่ทุกอย่างต้องพอสมควรถ้ามากเกินไปก็ไม่ดี

กลุ่มอหิงสาตอนนี้ก็ยังคบหากันอยู่
ยังดีนะ เป็นเพื่อนกันอยู่ ทุกคนก็มีภาระหน้าที่ของตนเอง นานๆ เจอกันที เจอกันก็ยังดี ไม่มีอะไรหรอกเพื่อนพวกนี้เป็นคนน่ารักทุกคน แล้วเขาก็ทำอะไรเพื่อสังคมเยอะนะ พูดง่ายๆ ก็คือยังไม่รู้สึกผิดหวังเพื่อนสักคน ยังไปในแนวนี้ บ้าๆ บอๆ บ้าง แต่ก็ยังไปในแนวนี้ ยังเป็นเพื่อนที่เราเคารพได้

ได้ตามอ่านงานหนังสือของคนอื่นบ้างหรือเปล่า

ช่วงหลัง ๑๐ กว่าปีมานี่ เราไม่ค่อยได้อ่านงานใคร เพราะเราไปสนใจเรื่องที่ค้นหา ก็อ่านเฉพาะงานที่สนใจ อย่างงานวัชรยานเป็นงานภาษาอังกฤษ มันก็แคบลง มันก็เรียวแคบลงตามความสนใจ เราไม่สนุกกับการอ่านงานวรรณกรรมแล้วนะ คืออะไรมันก็เฉยๆ สนใจในสิ่งที่สนใจ แล้วก็ค้นหาสิ่งนั้น

มองวิถีชีวิตหนุ่มสาวยังไง
ไม่ได้สัมผัสหนุ่มสาวยุคใหม่ที่ไม่ใช่เด็กกิจกรรม ไม่ค่อยรู้จัก เราไม่ค่อยได้สัมผัส รู้จักแต่เพียงภายนอก คนรุ่นใหม่จริงๆ เราไม่ค่อยรู้จัก อย่าให้วิจารณ์เลย เดี๋ยวเขามากระทืบเอา (หัวเราะ)

วิถีชีวิตพจนาชัดเจนเลยว่า ไม่ทำงานประจำ จะเขียนหนังสือ แปลหนังสือ อย่างเดียว

ก็ใช่ แต่เราอย่าปฏิเสธงานประจำนะ เพราะถ้าเรามีงานประจำมันก็ดี แล้วยิ่งถ้าเป็นงานที่เรารักด้วยก็ยิ่งดี

แล้วงานประจำจะไม่ลดทอนการแสวงหาหรือ ?

ไม่ เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้แสดงถึงอะไร หลายคนที่ดูเหมือนทำอะไรดีๆ แต่เอาเข้าจริงก็ไปไม่ไหว บางคนทำธุรกิจด้วยซ้ำ แต่เขาสามารถลงมาช่วยสังคมได้เยอะมาก ฉะนั้นเอาใจเป็นหลัก เราจะทำอะไรก็ทำได้ ถ้าถึงจุดหนึ่งเราอาจไม่ต้องทำอะไรก็ได้ อยากทำอะไรก็ทำ คือทำให้เป็นสัมมาอาชีวะ ไม่ต้องไปคิดว่าเป็นงานในสายอาชีพหรือเปล่า เอาเวลาที่เหลือมาทำในสิ่งที่เราต้องการดีกว่า รูปแบบมันไม่ได้ช่วยอะไรหรอก แต่ที่สำคัญเราต้องชัดเจนในสิ่งที่ทำด้วย ค่อยๆ เรียนรู้ไป ดีบ้าง เลวบ้าง ถ้าเรามัวแต่ไปแสวงหามาก มันอาจเป็นสิ่งที่กลับมาทำลายเราก็ได้ แทนที่จะทำให้เราเติบโต ถ้าใจมันยังไปไม่ถึง ก็อย่าไปฝืนมัน เราต้องฟังเสียงหัวใจตัวเองให้ดี

ถึงจุดหนึ่งมันจะรู้เอง มันไม่หลอกเรา เสียงที่หลอกคือเสียงของความคิด เสียงที่นำเราไปสู่ความจริง

ไม่ใช่ความคิด แต่เป็นเสียงของสัญชาตญาณ ถึงจุดหนึ่งมันจะแยกออกเอง คนแต่ละคนจริตมันต่างกัน เราต้องหาสิ่งที่เข้ากับจริตของเรา เราเชี่ยวชาญอะไร พอรับได้ก็ไปหมด ท่านพุทธทาสท่านรู้จริตคน ท่านเป็นผู้บุกเบิกมหายาน สมัยก่อนท่านโดนด่าเยอะว่าเป็นพวกนอกรีต ถ้ามันดีวันหนึ่งคนก็จะยอมรับได้ การเรียนรู้สำคัญมาก เราแสวงหาถึงจุดหนึ่งจะรู้เอง และเมื่อถึงจุดนั้น เราก็จะแหวกมันออกมาให้เกิดลมหายใจใหม่ๆ เพื่อรับใช้กับยุคสมัยใหม่

มีหนังสือเล่มไหนที่อยากแปล แต่ยังไม่ได้ทำบ้าง?
มีชิ้นหนึ่งอยากทำมาก One Hundred Thousan d Songs of Milarepa เป็นบทกวีที่น่าสนใจมาก งานแปลมันดีอย่างหนึ่ง อยู่ที่ไหนก็สามารถทำได้ แก่ก็ทำได้ไม่มีเกษียณ จนกว่าจะไม่ไหว นั่งทำไปเรื่อยๆ เป็นการเกื้อ***ลคนอื่นได้ด้วย




 

Create Date : 26 มีนาคม 2551    
Last Update : 26 มีนาคม 2551 23:15:30 น.
Counter : 247 Pageviews.  

บันทึกชีวิต พจนา จันทรสันติ 2

มีงานวรรณกรรมบันทึกเล่มไหนที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ
ไม่ได้ชื่นชอบเป็นพิเศษ มันก็แค่งาน หลังๆ อะไรมันก็แค่งาน เป็นเพียงเครื่องมือให้เราผ่าน แต่มันก็มีค่านะ มันหล่อเลี้ยงชีวิตเรามาทั้งร่างกายและจิตใจ ก็ได้เงินมาจากมันมาเลี้ยงชีพบ้าง เป็นผลพลอยได้ คือมันก็มีค่า เราไม่ได้พูดว่ามันไร้ค่า ถ้าเราใช้เสร็จก็ให้มันได้พักบ้าง ก็เหมือนใช้ถ้วยเสร็จก็ล้าง ไม่ใช่ถือถ้วยอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่คุณเป็นนักเขียนเป็นกวีตลอดเวลา ไม่ใช่! ใช้ถ้วยเสร็จก็ล้างเก็บ เกิดเป็นคน ชาติหน้าเกิดเป็นหมาอะไรก็ได้ เป็นคนเป็นไปก่อน ค้นหาก็ค้นหาไป ประเด็นมันอยู่ที่การมีทุกข์น้อยมากกว่า ที่เราพยายามเข้าใจสิ่งพวกนี้เป็นเครื่องมือนะ อย่างงานเขียน เป็นเครื่องมือไปสู่อะไรบางอย่าง สัมพันธ์กับดินกับน้ำกับธาตุมูล ถ้าจิตใจเราเพียว เราจะได้เรียนรู้ เปิดใจกว้างๆ อาจจะไม่เคยมีใครพูดถึงสิ่งนี้เลย ชาวนาก็ทำนาไปไม่รู้อะไรมากกว่านั้น เกิดมาก็ทำเป็นเลย แล้ววันหนึ่งมันจะมีคนแบบนี้ไหมที่รู้อะไรลึกกว่านั้น แล้วสื่อสารได้ด้วย มันก็ดีเป็นมิติใหม่ เห็นไหมว่าวรรณกรรมอาจจะไม่สำคัญเลย อาจจะเป็นชาวนาหรือคนสวน ถ้าเรียนรู้จากต้นไม้ ก็จะเห็นมิติทางนามธรรม ผ่านต้นไม้ใบหญ้า ผ่านดิน ผ่านฤดูกาลต่างๆ ไม่ได้สักแต่เป็นชาวนา ชาวนาอาชีพ เป็นพุทธาชีพ เกิดมาก็เป็น ก็เลยไม่รู้เรื่องอื่น เป็นพุทธาชีพถือสงถือศีลไปวัด แต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

งานบันทึกใหม่ๆ ก็ยังมีอยู่
มี ยังไม่พิมพ์เป็นต้นฉบับ เป็นลายมือบ้างอะไรอย่างเนี้ย หลังๆ เราก็ไม่ขี้เกียจหรอก หลังๆ มันก็อิ่มตัว ส่วนใหญ่ทำงานแปล งานบรรณาธิการ งานแปลมันเป็นงานที่ฆ่าเวลาในชีวิต เหมือนกับว่าคนทำงานเมื่อมันแก่ตัวลง ไฟมันน้อย ไฟมันริบหรี่ นี่มันเป็นเรื่องของวัย เป็นเรื่องของพลัง อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าเมื่อมีชีวิตมาถึงจุดหนึ่งเรามองอะไรก็ธรรมดาละ มันไม่ตื่นเต้น มันเฉยๆ มันไม่เร้า ไม่อยากจะพูดถึงและแสดงออกอีกแล้ว เราไม่ต้องการการยอมรับ ไม่ต้องการเป็นที่รู้จักอะไร เหมือนกับว่ามันอิ่มตัว จริงๆแม้งเราไม่พูดถึงสิ่งนั้นมันก็มีอยู่- -ในแง่หลักธรรมนะ มีอยู่อย่างสวยงามและยิ่งใหญ่ด้วย และบางคราวเราพยายามไปพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าสัจจะ เราก็พูดได้น้อยมาก ต่ำต้อยมาก ถึงจะดูงดงามแค่ไหนในแง่ศิลปะของวรรณกรรม หรือกระทั่งบทกวีมันก็ยังต่ำต้อยมากๆ เมื่อเทียบกับความจริง เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจถึงจุดนี้แล้ว เราก็ไม่ต้องมีอะไรพูดถึงเท่าไร

ถึงจุดที่จะ- - ปล่อยวาง

เป็นภาวะของพระ จริงๆ มันก็ไม่มีอะไรมาก ที่เราพูดไปมันก็ฟูมฟาย แต่กว่าจะผ่านมาถึงวัยนี้ได้เราก็ต้องอาศัยการงาน และงานทั้งหมดก็ช่วยให้เราประจักษ์ว่า จริงๆ มันก็ไม่มีอะไรหรอก สิ่งที่เราพูดไปมันก็ไม่สำเร็จหรอก มันก็มีความล้มเหลวอยู่ในนั้น ที่เราพยายามพูดถึงความจริง มันก็มีความล้มเหลวอยู่ตลอดเวลา เมื่อเข้าใจสิ่งนี้ได้เราก็ไม่ทุกข์ ถึงแม้ว่าเราเขียนมันไม่ได้แล้ว ปัญหาของนักเขียนหลายคนก็คือว่าพลังมันหมดก็ฆ่าตัวตาย อย่างเฮมมิงเวย์เป็นตัวอย่าง อาจเพราะทนตัวเองไม่ได้ เพราะตนเองเคยมีพลังสร้างสรรค์มากและวันหนึ่งเขียนไม่ออกก็ฆ่าตัวตาย แต่ในแง่ของทางพุทธนี้ไม่ใช่ คือเราจะไปอีกจุดหนึ่ง จุดในความเข้าใจที่ว่ามันไม่ต้องเขียนก็ได้ ทำอย่างอื่นก็ได้ เราต้องขอบคุณงานเขียน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าใจตัวเราเองระดับหนึ่งแม้ยังไม่ใช่ที่สุด เข้าใจโลกระดับหนึ่ง จุดนี้เป็นพื้นฐานที่ดีที่เราจะทำอะไรต่อ ละวางมากขึ้น ละวางชีวิต ละวางอะไรต่ออะไร

เหมือนกับ “ กระทำโดยไม่กระทำ”

ละวางชีวิตทางโลกมากขึ้น แต่ทีนี้ในแง่ของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลก เราเอาจากโลกทุกวัน เราก็เป็นหนี้โลกอยู่เยอะ งานแปลก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะว่าเราใช้หนี้ให้โลก พูดง่ายๆ งานแปลมันเป็นงานที่นิ่ง แต่ส่วนมากที่เราแปลมันก็เป็นหนังสือธรรมะ หมายถึงว่าเราแก่แล้ว มาทำงานนิ่งๆ เพื่อให้คนได้อ่านอย่างนิ่งๆ ไม่ใช่งานที่หวือหวาอย่างสมัยก่อน เหมือนบทกวีแต่ก่อน ทำบ้างแต่มันจะเป็นงานที่นิ่ง นิ่งกว่าสมัยวัยหนุ่ม เรารู้สึกว่าจริงกว่า

เราใช้งานเขียนเสมือนเป็นเครื่องมือในการแสวงหาตนเอง
อันนี้น่าสนใจ เพราะสมัยก่อนมันอยู่ในความคิดเยอะ พวกเรานี่คิดเยอะ คิดนู้นคิดนี่ คิดถึงเรื่องสังคม คิดถึงเรื่องตนเอง ทำให้จิตฟุ้งซ่านไปเยอะเหมือนกัน เพราะมันอยู่กับความคิดเยอะ แต่พอถึงวัยนี้เราต้องการอยู่ในภาวะ ภาวะก็คือความนิ่ง ความนิ่งก็คือการภาวนา ไม่ใช่ความคิด ที่นี้งานเขียนมันยังอยู่ในปริมณฑลของความคิดอยู่ แต่ถึงจุดหนึ่งเราต้องการอยู่ในภาวนา ภาวนาที่เรียกว่า meditation ซึ่งงานเขียนไม่สนับสนุนจุดนี้ ถ้าเราเขียนก็ต้องเขียนงานที่เป็นภาวะ ไม่ใช่งานความคิด

หลายอย่างเป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ เราถึงบอกไงว่าหลังๆ มา เรามาเน้นเรื่องภาวะ เรื่อง being สำคัญกว่า doing เราทำอะไรกันมาเยอะ ที่เราทำก็เพื่อให้เข้าถึงสภาวะบางอย่าง และพอมาถึงจุดหนึ่งจะเห็นว่าที่เราทำมามันมีความหมายมากกว่าในช่วงที่เรายังอยู่ในวัยหนุ่ม เพราะภาวะเป็นของจริง จิตเราตัดสินให้เป็นของจริง อย่างน้อยก็จริงในระดับหนึ่ง doing ก็คือการยอมรับ ความต้องการการยอมรับ การทำให้เกิดเป็นชิ้นงาน เมื่อถึงจุดหนึ่ง ภาวะก็คือการภาวนา เมื่อคนเราแก่ตัวลงภาวะมันยืนยันความเป็นตัวเองมากกว่า เหมือนกับเราสื่อสารกับโลกในความเป็นจริงมากกว่าการกระทำ ฉะนั้นถ้าทำแล้วไม่มีภาวะ หรือไม่เกิดภาวะก็อย่าทำ

ยกตัวอย่างบทกวี คืองานภาวะที่สำแดงออกมาโดยอัตโนมัติเลยหรือเปล่า

งานกวีเป็นงานเขียนที่ดี เป็นการเขียนโดยภาวะที่มันปรากฏออกมา ไม่ใช่งานความคิด งานกวีเป็นงานเขียนที่เห็นถึงภาวะชัด แต่ก็ล้มเหลวถึงสิ่งที่จะแสดงออกเหมือนกัน ภาวะนี้เป็นความพยายามที่จะแสดงออกเท่านั้น เหมือนความรู้สึกที่อยากแบ่งให้คนอื่นรู้ด้วย เห็นแล้วก็อยากแบ่ง จริงๆ งานพวกนี้มันเหมือนแสงสว่างที่แวบเข้ามา อย่างในความมืดที่มีแสงเข้ามานิดๆ เราเห็นก็อยากพูดในสิ่งที่เราเห็น เมื่อทำไปๆ มันจะเป็นเรื่องของนามธรรม ที่เป็นภาคต่อ เมื่อเราอยู่กับภาวะตรงนี้มากขึ้น มันจะเป็นการตัดต่อที่เริ่มสมบูรณ์ นี่หมายถึงภาวะที่เป็นเรื่องของนามธรรมนะ มันเหมือนกับการประคับประคองใจของเราให้ต่อติดกับนามธรรม เป็นภาวะที่ไร้ตัวตนชั่วขณะหนึ่ง

มีบ้างไหมที่เกิดภาวะขึ้นโดยที่เราไม่รู้สึกตัว

มีเหมือนกัน อย่างบทกวีนี่มีพลังมาก เราสามารถรับรู้ได้ แต่เราต้องมีจิตใจที่ละเอียดถึงจะรับได้ คนทั่วไปจะไม่เห็น อย่างคนสมัยโบราณ อาจารย์ที่ทรงธรรมจะจำเป็นมาก เพราะจะกระตุ้นให้ศิษย์เห็นถึงความเป็นปรัชญา บางทีไม่ต้องพูดก็สามารถเห็นได้ คือจิตในที่นี้มันมีพลังมาก

อะไรคือ “ ภาวนา” ในทัศนะของพจนา

ก็คือจิตที่มีความนิ่ง ภาวนาในความหมายของการสร้างสรรค์นั้นจิตจะใช้วิธีการอะไรก็แล้วแต่

ผลของการภาวนาคือจิตเกิดภวังค์ ภวังค์ชนิดหนึ่งที่เป็นภวังค์สมาธิ ในภวังค์นั้นไม่ใช่ passive มันเป็น active ทรงพลังและว่องไวมาก จิตปกติเราใช้แค่ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์ แต่ในภวังค์ของการภาวนานั้น จิตมีพลังมาก อาจถึงห้าสิบหกสิบเปอร์เซนต์ขยายพลังออกไป จิตมีอำนาจในการรับรู้ที่ไวมาก ในภาวะนั้นมันเป็น active และถึงจะเป็น passive ก็เป็น passive ที่ active คือมีศักยภาพของการสร้างสรรค์ ภาวะนี้น่ะทำงานได้

พลังที่ว่านี้ ศิลปินบางคนควบคุมไม่ได้ก็- -
บ้าไปเลย ในเมืองไทยเราเห็นบางคนที่มีพลังแรงกล้ามาก พี่จ่าง (แซ่ตั้ง) แกเป็นคนที่แรงมาก เวลาแกทำงานเนี่ย เขียนบทกวีทีเดียวต่อเนื่อง ๕๐ บท

ธรรมชาติช่วยในการภาวนามากไหม
ช่วยได้ จะใช้เรื่องลมหายใจช่วยก็ได้ แต่เรายังทำน้อย ส่วนมากเราไปนั่งกินกาแฟ สูบบุหรี่ก็ช่วยภาวนาได้เยอะ พอจิตนิ่งปุ๊บมันก็ช่วยได้ งานภาวะนี่เป็นงานที่จิตนิ่งนะ อย่างงาน เมืองดาว เป็นงานที่นิ่งมากและเป็นงานที่เราชอบ เพราะว่าได้ไปใช้ชีวิตที่บ้านของเพื่อน เป็นไร่อยู่ริมแม่น้ำทางเชียงดาว ที่นั่นสวยมาก เราไปอยู่คนเดียวบางครั้ง ๑๕ วัน ดื่มกาแฟ สูบบุหรี่ ทำกับข้าวกิน ชีวิตมีความสุขมาก และเวลาที่จิตนิ่งๆ เวลาเห็นธรรมชาติเราจะเห็นลึกกว่าปกติ คือเห็นภวังค์ เห็นภาวะ เห็นพลังของมัน เห็นธรรมชาติ ไม่ได้เห็นแค่เปลือก อันนี้ก็อาจจะเรียกว่าการภาวนาอีกแบบหนึ่ง

มีคนบอกว่าดนตรีคลาสสิกเป็นดนตรีบริสุทธิ์ เยียวยาจิตใจได้
เราต้องดูด้วยว่าใครแต่ง โดยแนวทางมันละเมียดมาก แต่บางเพลงเราไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนแต่ง แต่เรารู้สึกได้ถึงการจินตนาการไปในจักรวาลจริงๆ คนทำงานหนังสือ เพลง ดนตรี เป็นคนที่อยู่ในภาวะเดียวกัน คือภาวะของการเข้าถึงตัวตน เขาเรียกว่าภาวะของการสร้างสรรค์ ช่วงนั้นมันจะมีอัตตาน้อย ตัวตนมันหายไป แต่กว่าจะเข้าถึงจุดนั้นก็คงต้องผ่านอะไรมาพอสมควร

ภาวนามีจุดหมายปลายทางหรือไม่ว่า จะต้องบรรลุให้ถึงจุดไหน
ภาวนาไม่มีจุดหมายปลายทาง ภาวนาอยู่ในตัวของมันเอง ในแง่ของหลักธรรมนะ

อะไรคือความหลุดพ้นในทัศนะของพจนา
ความหลุดพ้นไม่มีทัศนะหรอก ไม่มี ถ้าถึงก็คือถึง เราไม่สามารถคิดถึงการหลุดพ้นได้หลุดก็หลุดไปเลย อย่าไปคิดถึงมัน ถ้าคิดแล้วมันก็จะเป็นงานความคิด เรื่องหลักธรรมคนมักไปคิดถึงมัน จริงๆ ไม่ใช่เรื่องความคิด มันเป็นเรื่องภาวะ ทีนี้ถ้าคนที่หลุดพ้น มันก็หลุดพ้น มันมีหลุดหรือไม่หลุดเท่านั้นแหละ ไม่มีการคิดถึง เราไม่ได้พูดแบบเล่นลิ้นนะ เราพูดจากความรู้สึก

เคยมีความใฝ่ฝันที่จะบรรลุธรรมไหม
คนทุกคนมันก็ใฝ่ฝัน แต่ว่ายิ่งฝันมันก็ยิ่งไม่ถึงหรอก อย่าไปฝันเลย เราได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ก็หวังว่าไม่ต้องไปเกิดในนรกอีก เป็นสัตว์นรกย้อนกลับไปกลับมา ใช้เวลามากเลย

พจนาเคยให้สัมภาษณ์ทำนองว่า อย่าทำให้เป็นเรื่องลึกลับหรือยิ่งใหญ่เกินไป
ใช่ๆ ไปไม่ถึงก็ไม่ถึง มนุษย์มีแค่นี้ ไม่รู้จะต้องเกิดอีกกี่ชาติ ถ้าพยายามมันก็แค่นี้เอง ไม่งั้นก็จะกลายเป็นความหลง เหมือนชาววัดนุ่งขาวห่มขาว อย่างนี้น่าเบื่อมาก และเที่ยวไปตัดสินคนอื่น ตัดสินความดีความชั่วคนอื่น คิดว่าตนเองสุดเลิศประเสริฐศรี ไปเข้าสมาธิมาแล้วก็คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ระวังนะเรื่องความหลง มันจะหลงตัวเองไง จริงๆเราเองก็ไม่ใช่ชาวพุทธเท่าไร เราเป็นคริสต์ด้วยซ้ำ โตมาในวัฒนธรรมแบบคริสต์ บ้านเราเป็นคริสต์หลายชั่วคน ที่สนใจพุทธเพราะได้มาศึกษา แล้วก็สนใจ

มาสนใจพุทธศาสนาตอนโตแล้ว

ที่จริงคริสต์ศาสนา เป็นรากฐานทางจิตวิญญาณของเรา ยุคก่อนๆ ตอนที่เรายังเด็กเราก็ไม่เคยสนใจพุทธ คือพอโตขึ้นเรารู้ว่าธรรมะไม่ได้มีอยู่แต่ในวัด จริงๆ แล้วคนที่ห่างไกลธรรมะมากที่สุดก็คือพระ เพราะอยู่ใกล้มากเกินไป คนเรามักไม่ใส่ใจอะไรที่มันใกล้ตัว ฉะนั้นเราไม่ต้องพูดถึงเรื่องธรรมะก็ได้ เราพูดถึงอะไรที่เป็นหลักธรรมของชีวิต อย่างในงานแปล คัมภีร์แห่งความเร้นลับของพิเชษฐ์ วนวิทย์ จะมีประโยชน์มาก เพราะพูดถึงเรื่องราวของความเป็นจริง เป็นชีวิตประจำวันที่ใกล้ตัว จับต้องได้ หรือแม้กระทั่งวัฒนธรรมนักรบ สงคราม ความเป็นนักรบสมัยโบราณมันยิ่งใหญ่มาก สมัยโบราณจึงไม่ค่อยมีพวกอันธพาล เพราะมีนักรบ ทีนี้บ้านเมืองเราที่เกิดสงครามก็เพราะมันไม่มีสิ่งพวกนี้มารองรับ คนบางคนแนวโน้มมันรุนแรง แต่เราจะปรับยังไงให้อ่อนช้อยขึ้น นักเลงสมัยก่อนเราจะเห็นได้ว่าเขามีสัจจะ แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ เราปฏิเสธไม่ได้ คนในโลกนี้มันหลากหลาย

ช่วงที่ในป่าเริ่มมีปัญหา พวกเรา (กลุ่มอหิงสา) เริ่มตั้งตัวได้ พวกเราด่าคนในป่าเยอะ ซึ่งอาจเพราะเห็นว่ามันไม่ใช่ เพราะเราไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของเขา แต่จะไปบอกว่าสิ่งที่พวกเขาทุ่มเทชีวิตลงไปนั้นผิด มันไม่ได้หรอก เราก็เลยลองเข้าไปเยี่ยมในป่าดู ไปแบกปืนอาก้ากับเขา กลับมามันทำให้เราเข้าใจว่าความคิดของพวกเขานั้นบริสุทธิ์ เขาสู้ด้วยวิถีของเขา แต่พอมาตอนหลังความคิดก็เปลี่ยนไป ก็หลายคนในป่านั่นแหละ เวลาที่เราขึ้นไป รู้ถูกล้อมปราบ ๓ เดือนลงไม่ได้ก็ต้องอยู่บนนั้น มีคนตายเยอะ คนพวกนี้เขามีค่านะ หลายคนเป็นคนธรรมดาแต่ใจของเขายิ่งใหญ่ เขาสอนเราได้ และก็สามารถสอนอะไรที่ดีๆ ด้วย ทุกวันนี้เราก็เลยเปลี่ยนความคิด ความเชื่อมาทางธรรมะ

ความรู้สึกแสวงหามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

กระแสสังคมมีส่วนมาก มันเป็นทั้งโลกไม่เฉพาะแค่ประเทศไทย ยุค ’ ๖๐ ซึ่งเป็นยุคของวงดนตรีอันเดอร์กราวนด์ อย่างดนตรีแจ๊สก็เกิดจากการเบื่อลมหายใจเก่าๆ ก็เป็นแจ๊สขึ้นมา อันเดอร์กราวนด์ก็เหมือนเป็นการแสดงออกที่ก้าวร้าว อีกประเด็นหนึ่งคืออันเดอร์กราวด์ ไม่ใช่การแสวงหา แต่เป็นเพียงรูปแบบของการปฏิเสธและท้าทายระบบคุณค่าแบบเก่าในสังคม ยุค ’ ๖๐ มีการทำค่ายอาสาพัฒนา มันเห็นความทุกข์ยาก เห็นว่าชาวบ้านลำบาก ชาวค่ายฯ ยุคนั้นลำบาก แต่สังคมในทุกวันนี้คนมีความพึงพอใจ มีเสรีภาพ (จริงหรือ? ) เศรษฐกิจก็ดีขึ้น สมัยก่อนมันเป็นเผด็จการ (หรืออาจเป็นเผด็จการแบบแฝงเร้นในยุคนี้) เสรีภาพทางความคิดมันมีน้อย คนก็เลยต้องดิ้นรนแสวงหา ปัจจุบันนี้คนเราไม่ชัดเจนอะไรสักอย่างเพราะการโกหกมดเท็จยิ่งแนบเนียนขึ้น แต่ยุคนี้อะไรที่ชัดมันก็มี แต่ก็เป็นกลุ่มน้อย นั่นเกิดจากเหตุปัจจัยที่ไม่เอื้อ




 

Create Date : 26 มีนาคม 2551    
Last Update : 26 มีนาคม 2551 23:14:08 น.
Counter : 277 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

LampOfGod
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add LampOfGod's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.