...On that starry, starry night.
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2551
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
7 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 

บทเรียนชีวิตล้ำค่าจาก "นักฆ่า"



...ถ้าคนที่เคยฆ่าคนมานับไม่ถ้วนเข้ามาบอกคุณว่า เขาอยากจะแบ่งปันบทเรียนชีวิตกับคุณ คุณจะให้โอกาสเขาพูดมั้ย แล้วคุณคิดว่าเขาจะพูดอะไร...

แล้วถ้าเขาบอกว่า เราสามารถเปลี่ยนความทุกข์สาหัส ให้เป็นความสุขลึกล้ำและมีชีวิตที่มีความหมายได้ คุณจะเชื่อเขาหรือเปล่า นั่นคือความน่าสนใจของหนังสือ “สุดทางทุกข์” ที่แปลจากต้นฉบับเรื่อง At Hell’s Gate: A Soldier’s Journey from War to Peace ของ ภิกษุ คล้อด อันชิน ธอมัส (Claude Anshin Thomas) ซึ่งส่วนตัวผมเห็นว่า เป็นหนึ่งในหนังสือแนวอัตชีวประวัติที่น่าทึ่งและมีคุณค่ามากที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่เคยอ่านมาเลยทีเดียว เนื้อหาลึกซึ้งจริงจัง แต่ขณะเดียวกันก็เรียบง่ายและอ่านง่าย สะเทือนใจ ละเมียดละไม ทั้งยังแฝงการวิพากษ์วิถีสังคมและวัฒนธรรมไว้อย่างแยบคาย

“สุดทางทุกข์” เล่าผ่านประสบการณ์เลวร้ายบัดซบของตัวผู้เขียน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราสามารถเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขได้จริงๆ ไม่ว่าเราจะอยู่ในจุดที่ตกต่ำแค่ไหน เราสามารถพลิกชีวิตจากจากดำเป็นขาว จากเรื่องร้ายๆ สู่สิ่งดีๆ ได้เสมอ ถ้าเพียงแต่เราจะกล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง เผชิญกับความทุกข์หรือบาดแผลในใจที่เรามี และมุ่งมั่นว่าจะใช้ชีวิตให้ต่างไปจากเดิมให้ได้ เมื่อนั้นเองเราจะได้ตระหนักว่า ความทุกข์คือประตูที่จะนำเราสู่ความสุขในท้ายที่สุด ถ้าเราเพียงแต่ใช้ความทุกข์ให้เป็น

ผู้เขียนเป็นใครถึงกล้าพูดจาทำนองนี้

ที่มาที่ไปของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ถือว่าน่าสนใจมากๆ เขา (คล้อด อันชิน ธอมัส) เป็นอดีตนายทหารอเมริกันผู้ห้าวหาญซึ่งเข้ารบในสงครามเวียดนาม และได้ฆ่า “ศัตรู” ไปหลายร้อยศพในการสู้รบ หลังปลดประจำการได้เดินทางกลับบ้านเกิดพร้อมเหรียญกล้าหาญร่วม 30 เหรียญ รวมถึงเหรียญตราเกียรติยศชั้นสูง Purple Heart

แต่โชคร้ายที่หลังจากนั้นเขาไม่สามารถกลับมามีชีวิตแบบปกติได้อีกเลย เพราะถูกความทรงจำจากห้วงสงครามตามหลอนจนสติแตก มีอาการตื่นตระหนกและหวาดระแวงตลอดเวลา บางครั้งถึงขั้นไม่กล้าเดินออกจากบ้านตัวเอง ต้องประสบภาวะดิ้นรนทางจิตใจอย่างรุนแรง (ภาษาทางจิตเวชอาจเรียกว่าเป็นอาการ post-traumatic stress) ชีวิตครอบครัวหลังจากนั้นต้องพังไม่เป็นท่า แล้วตัวเองก็ไม่สามารถสร้างสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใครได้ ต้องเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ และหันไปใช้เหล้าและเฮโรอีนเป็นเครื่องประทังความอยู่รอดทางใจ เพื่อหลีกหนีการดิ้นรนในจิตใจที่ไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร สุดท้ายต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนไร้บ้าน และฉิวเฉียดต่อการฆ่าตัวตายหลายครั้ง

จุดเปลี่ยนมาถึงหลังเวลาผ่านไป 20 ปี เมื่อเขาได้พบกับพระภิกษุชาวเวียดนามผู้ถือว่าเป็นศัตรูนั่นคือ ท่านติช นัท ฮันห์ “ศัตรู” ชาวเวียดนามท่านนี้ไม่ได้เข้ามาทำร้ายเขา แต่กลับเชื้อเชิญให้เขาหยุดหนีความทุกข์และเริ่มเยียวยาจิตใจตัวเอง

นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาได้เริ่มเผชิญหน้ากับบาดแผลจากห้วงสงคราม และเริ่มเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำ ด้วยคำสัญญาที่ให้กับตัวเองว่าจะต้องมีชีวิตที่ต่างจากเดิมให้ได้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเขานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบง่ายดายชั่วข้ามคืน แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้งยังต้องอาศัยพลังใจ ความมุ่งมั่น และกำลังใจมหาศาล แต่สุดท้ายเขาก็สามารถเยียวยาตัวเองได้ จนเกิดความสงบสุขในใจ และเกิดศรัทธาในวิถีปฏิบัติแบบพุทธขึ้นมา จึงบวชเป็นภิกษุนับแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้ก็คือ เราไม่มีวันหนี “ทุกข์” ได้จริง ยิ่งหนียิ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมัน เขาย้ำว่าความทุกข์ที่ไม่ได้ถูกนำขึ้นสู่การรับรู้จะเป็นตัวกำหนดครอบงำพฤติกรรมของเราอย่างลึกซึ้งในหลายรูปแบบ และเมื่อเราไม่เท่าทันความทุกข์ที่อยู่ในจิตใจตัวเองแล้ว เราจะมีแนวโน้มที่จะก่อทุกข์ต่อไปไม่สิ้นสุด ส่งผลทำลายทั้งชีวิตตัวเองและผู้อื่น

แม้จะบวชเป็นพระ แต่เขาไม่ได้ใช้ชีวิตในวัดวาอารามเหมือนพระสงฆ์ทั่วไป เพราะจะใช้เวลาเกือบ 300 วันในแต่ละปีเดินทางไปยังสถานที่ที่มีความรุนแรงและสงครามทั่วโลก เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับรากเหง้าของความทุกข์และความรุนแรงกับผู้กำลังสู้รบและผู้ประสบเคราะห์กรรม ทั้งยังแผ่เมตตา มอบธรรมบรรยาย และสานเสวนากับกลุ่มทางสังคมต่างๆ ถึงพลังแห่งสติ สันติวิธี การเยียวยาจิตใจตัวเอง รวมถึงสอนสมาธิ หลายครั้งครั้งก็ออกเดินทางข้ามโลกและข้ามประเทศด้วยการเดินเท้าจาริกธรรมนับหมื่นไมล์เพื่อเผชิญหน้ากับชีวิตและตัวเอง รวมถึงพูดคุยกับผู้คนที่พบเจอไปตลอดเส้นทาง

อีกด้านหนึ่งก็ก่อตั้งมูลนิธิ (Zaltho Foundation) ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมและศูนย์อบรมสมาธิภาวนาตามแนวทางพุทธแบบเซ็น ดำเนินโครงการสร้างเสริมสันติภาพและเยียวยาจิตใจแก่ปัจเจกผู้ทนทุกข์ และดำเนินกิจกรรมเพื่อหยุดยั้งการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แค่เล่าประวัติส่วนตัวของผู้เขียนเฉยๆ แต่ยังมีมุมมองชีวิต (และสังคม) ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์แฝงอยู่ตลอดทั้งเล่ม ถ้าใครบังเอิญอ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็อยากบอกว่า ไปหาหนังสือมาอ่านเถอะนะ แล้วคุณจะขอบคุณตัวเองที่ได้อ่าน




 

Create Date : 07 ตุลาคม 2551
1 comments
Last Update : 7 ตุลาคม 2551 0:42:43 น.
Counter : 1007 Pageviews.

 

ขอบคุณครับ

 

โดย: มือปืน IP: 124.121.82.143 21 กุมภาพันธ์ 2552 13:09:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


havana
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add havana's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.