...On that starry, starry night.
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2551
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
6 มิถุนายน 2551
 
All Blogs
 

Life In Mono : The Present of The Past



"....You think you know yourself?...."


*************


ผมเป็นคนมีสองครอบครัว หนึ่งคือครอบครัวที่แท้จริง (คลอดแต่ไม่ได้เลี้ยง) สองคือครอบครัวที่เลี้ยงผมมาในวัยเด็ก (เลี้ยงแต่ไม่ได้คลอด) เรื่องของเรื่องก็คือ ช่วงที่ผมเกิด ครอบครัวผมกำลังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว ป๊ากับแม่ก็วุ่นมาก เลยไม่มีเวลามาดูแลผม ก็เลยไปจ้างครอบครัวอื่นให้เอาผมไปเลี้ยงแทน ....ตั้งแต่อายุได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน

จริงๆ ครอบครัวที่รับเลี้ยงผมก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองจนต้องมาหารายได้ด้วยการรับจ้างเลี้ยงเด็ก แถมลูกๆ ของบ้านนั้นก็ยังมีการศึกษาและมีหน้าที่การงานดีๆ กันทั้งนั้น แต่ที่รับเลี้ยงคงเป็นเพราะผู้เป็นแม่ของครอบครัวนี้อยู่บ้านว่างๆ ไม่มีอะไรต้องทำมากมาย (เดาเอา) ก็เลยตอบตกลงไป สุดท้ายผมก็ต้องออกจากครอบครัวตัวเองไปตั้งแต่อายุยังไม่ครบเดือน ไปใช้ชีวิตกับครอบครัวใหม่อย่างถาวร ไม่ได้ไปแบบไปเช้าเย็นกลับด้วย แต่ต้องไปกินอยู่หลับนอนเลย

จะว่าไปที่บ้านใหม่ คนที่เลี้ยงผมก็ไม่ได้มีแต่ผู้เป็นแม่คนเดียว แต่เป็นทุกๆ คนในครอบครัวนั้นเลย ผมได้รับความรัก การเอาใจใส่ และการสั่งสอนจากสมาชิกในบ้านนั้นเต็มที่ ของเล่นเสื้อผ้าดีๆ ก็ซื้อให้ไม่ขาด เงินกินขนมก็มีให้ตลอด รายได้ที่ได้จากการรับจ้างเลี้ยงผมยังน้อยกว่าข้าวของต่างๆ ที่ซื้อให้ผมเสียอีก ครอบครัวนี้ไม่ได้เลี้ยงผมในฐานะผู้รับจ้างแม้แต่น้อย แถมยังให้ทุกอย่างกับผมเท่าที่จะให้ได้โดยไม่คำนึงถึงกำไรขาดทุน

หายนะบังเกิดตอนที่ผมต้องเข้าเรียนชั้นอนุบาล เพราะจะต้องถูกส่งตัวกลับไปอยู่กับครอบครัวเดิม กลับไปอยู่กับคนที่ผมไม่รู้จักหรือผูกพันด้วยเลย ทั้งป๊า แม่ และอาเฮียทุกคน ผลก็คือพอกลับไปผมก็ไม่คุยกับใครเลยและร้องไห้ทุกวัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไม้แปลกป่า ไปโรงเรียนก็ไปนั่งร้องไห้ อยู่ในห้องเรียนก็เอาแต่สะอึกสะอื้น ไม่เป็นอันได้เรียนอะไรกับเขา (น่าแปลกที่ผมยังจำภาพพวกนั้นได้จนถึงเดี๋ยวนี้) จนสุดท้ายต้องออกจากโรงเรียนไปเพราะไม่ยอมหยุดร้องไห้เสียที ...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

อีกด้านหนึ่ง พอผมไม่ยอมคุยกับอาเฮียตัวเองมากเข้า พวกอาเฮียก็เริ่มโมโหและไม่คุยกับผมบ้างเป็นการตอบโต้ มาถึงตรงนี้ที่บ้านเริ่มคุยกันแล้วว่าไม่น่าส่งผมไปให้คนอื่นเลี้ยงเลย คิดผิดมหันต์ เพราะกลับมาอีกทีผมก็กลายเป็นเด็กมีปัญหาเสียแล้ว

การต้องอยู่กับครอบครัวหนึ่งตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสามขวบ แล้วจู่ๆ ก็ถูกสลับไปอยู่กับอีกครอบครัวที่ไม่เคยผูกพันด้วยแม้แต่นิดเดียว ไม่ต้องบอกก็คงรู้ได้ไม่ยากว่าผมซึ่งตอนนั้นเป็นแค่เด็กเล็กๆ ที่ไม่ประสีประสาจะรู้สึกยังไง ผมคิดว่าตัวเองคงได้เข้าใจความรู้สึกที่ว่า "การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์" เป็นครั้งแรกก็ตอนนั้นเอง

ตอนกลับไปอยู่กับครอบครัวที่แท้จริง เวลามีเรื่องเศร้า เสียใจ หรืออัดอั้นตันใจอะไร ผมก็จะไม่แสดงออก แต่จะเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว เพราะรู้สึกว่าเราอยู่ตัวคนเดียว เราไม่มีใคร ไม่มีพวก และจะคิดตลอดว่าเดี๋ยวเมื่อไหร่ได้ไปเจอครอบครัวเดิมที่เลี้ยงเรามา ก็ค่อยไประบายความเสียใจให้พวกเขาฟังเอาตอนนั้นแล้วกัน ส่วนตอนนี้ก็เก็บไว้ก่อน เพราะตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่จะมีใครมาเห็นใจ เข้าใจ ปลอบใจ ไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาห่วงหาอาทรเรา ไม่ใช่ที่ที่จะปลอดภัยพอจะแสดงอารมณ์อ่อนไหวออกมา ทุกอย่างต้องเก็บไว้ในใจคนเดียว

ผมไม่เคยเฉลียวใจมาก่อนจนวันนี้เองว่า แม้เงื่อนไขหลายอย่างจะเปลี่ยนไปจากอดีตแล้ว แต่ห้วงอารมณ์จากช่วงเวลานั้นส่งผลต่อชีวิตผมมาจนถึงเดี๋ยวนี้ในหลายด้านโดยไม่รู้ตัว

หนึ่งในนั้นก็คือ ที่ผ่านมาผมมักถูกคนรอบข้างตั้งข้อสังเกตว่า เวลาที่ผมมีความทุกข์ มีปัญหา หรือมีเรื่องไม่สบายใจอะไรก็มักไม่ยอมบอกใคร ไม่ยอมพูดให้ใครฟัง ไม่ยอมแสดงออก ไม่ยอมปรึกษาใคร ไม่ยอมระบายออกมา แต่จะชอบเก็บไว้คนเดียว แล้วก็คิดหาทางออกคนเดียว ซึ่งที่ผ่านมาวิธีแก้ปัญหาแบบคิดเองทำเองอยู่คนเดียวนี้ ก็ทำให้ชีวิตผมต้องฉิบหายวายวอดและเข้ารกเข้าพงมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ทั้งยังสร้างปัญหาอื่นตามมาอีกเป็นพรวนโดยไม่จำเป็น แต่ผมก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม

ผมเองก็เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ ทำไมมีอะไรไม่ค่อยจะยอมพูดให้ใครฟัง ไม่ยอมขอคำแนะนำจากคนอื่น หรืออย่างน้อยก็ระบายให้คนอื่นฟังก็ได้ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนอะไร ใครๆ เขาก็ทำกันเป็นเรื่องปกติ สุดท้ายแล้วตัวเองก็ชอบไปแก้ปัญหาเองแบบบ้าๆ โง่ๆ แบบคิดเองเออเองอยู่ตลอด ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน รู้สึกแต่ว่าการเอาปัญหาหรือความไม่สบายใจส่วนตัวไปพูดให้คนอื่นฟังนั้นมันเป็นอะไรที่ทำได้ยาก ไม่ถนัด ไม่สะดวกใจ ทำไม่เป็น ทำไม่ถูก รู้สึกว่ามันไม่ดี ไม่ใช่ตัวเรายังไงก็ไม่รู้ รู้สึกไม่ปลอดภัยด้วย สุดท้ายก็สรุปว่ามันคงเป็นธรรมชาติของตัวเราล่ะมั้ง เราเป็นของเราแบบนี้เอง ไม่มีเหตุผลอะไรมากกว่านั้น

ตอนนี้ผมรู้แล้ว ผมสัมผัสถึงที่มาของมันได้แล้ว

(แน่นอนล่ะว่า กับหลายเรื่องตรงนี้เราก็มีธรรมชาติของเราอยู่ เราเป็นของเราอย่างนั้นโดยธรรมชาติจริงๆ ...เป็น innate nature ที่ไม่เกี่ยวกับเงื่อนไขภายนอกอะไร เราเลือกที่จะเป็นอย่างนั้นเองและก็สุขกายสบายใจดี แม้คนอื่นจะว่ายังไงก็ตาม แต่กับหลายเรื่องเราก็เพียงแสดงออกไปตามกลไกตอบสนองแบบปฏิกิริยาเท่านั้น เป็นแค่ reactive mind / compulsive-addictive behavior ที่เราไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้นเลย)

นี่เป็นแค่แง่มุมเล็กๆ แง่มุมเดียวของชีวิตผม ไม่รู้เหมือนกันว่ายังมีประสบการณ์จากอดีตอีกกี่ชิ้นที่ตัวเองทำตกหล่นไว้ โดยที่มันยังคงกำหนดให้ผมต้องมีรูปแบบพฤติกรรมที่ "ไม่เข้าท่า" หรือ "ทำลายตัวเอง" ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งที่ตัวเองก็ไม่อยากให้ออกมาในรูปนั้นแม้แต่น้อย เหมือนชีวิตมีแค่ท่วงทำนองเดียวหรือเฉดสีเดียว

ประสบการณ์มนุษย์นั้นช่างสลับซับซ้อน จิตใจคนก็ซับซ้อนไม่ต่างกัน เราไม่ได้รู้จักตัวเองหรือเข้าใจแรงจูงใจของตัวเองมากเท่าที่เราคิดหรอก แต่มาถึงตรงนี้แล้วผมก็รู้ดีว่า เราจะเอา "อดีต" มาเป็นข้ออ้างให้กับพฤติกรรมที่ไม่สร้างสรรค์ในปัจจุบันก็คงจะไม่ได้ เอามาสร้างความชอบธรรมให้กับพฤติกรรมที่ทำร้ายทั้งชีวิตตัวเองและคนอื่น

ถึงอย่างไรชีวิตก็ต้องก้าวต่อไป ไม่ใช่จะหยุดอยู่ตรงนี้ สุดท้ายผมก็ต้องตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตตัวเองต่อไปดี

เอ๊ะ นี่ผมเอาเรื่องตัวเองมาพูดมากไปหรือเปล่าเนี่ย ชักรู้สึกไม่ปลอดภัยเสียแล้วสิ หุหุ




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2551
2 comments
Last Update : 6 มิถุนายน 2551 7:56:10 น.
Counter : 138 Pageviews.

 

ไม่มากไปหรอกครับ ดีซะอีกผมอ่านเรื่องของคุรผมก็กลับได้อะไรกับตัวผมเอง แถมยังได้กลับไปคิดทบทวนอะไรกับตัวเองได้อีก

 

โดย: LampOfGod 6 มิถุนายน 2551 23:15:02 น.  

 

ไม่รู้ทำไมเพลงๆ นี้ผุดขึ้นมาในหัว...

โลกคือละครแบ่งเป็นตอน ๆ ตัวละครคือคนทุกคน
บทในละครอาจจะยอกย้อนยุ่งยาก
ฉากแห่งความงดงาม ฉากแห่งความเสียใจ
ต่างมีไว้ให้เราฝึกฝน

เกิดมาเป็นคนยากดีมีจน ความเป็นคนเรามีเท่าไร
อยู่ในละครอาจจะซับซ้อนหรือง่าย
แต่จะเป็นเช่นไรจะเป็นตอนของใคร
ฉากสุดท้ายนั้นคือความจริง

ไม่เว้นทั้งเลวและดี จะมั่งมีหรือยากจน
สิ่งเดียวที่เราทุกคนแน่ใจ
คือฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร
เป็นฉากที่สอนให้คน ค้นพบตัวเอง

 

โดย: เสี้ยวแห่งสัจจะ IP: 125.25.161.157 7 มิถุนายน 2551 21:17:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


havana
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add havana's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.