วันที่ 3 เที่ยว Kyoto แวะช็อปห้าง Yodobashi ต่อด้วย นั่งชิงช้า Hep five


วันนี้เรามีแผนจะเที่ยวนอกเมืองกัน ทำให้ต้องตื่นเช้ากว่าปกติค่ะ คือออกจากที่พัก 6 โมงเช้าเลย ด้วยความที่ออกเช้ามาก รถเข็นจึงจำเป็นอย่างมากสำหรับคนกระเตงลูกเที่ยวอย่างเรา เพราะเวลาเค้านอนเรายังเที่ยวต่อได้ค่ะ ไม่อย่างนั้นคงเที่ยวกันลำบาก ตอนแรกสามีเราจะไม่เอาไปค่ะ ด้วยความที่เห็นลูกโตแล้ว แต่พออยู่ที่นั่นแล้ว รถเข็นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทริปของเรามาก เราเลยได้ทีข่มกลับเลยว่า นี่ถ้าไม่เอารถเข็นมา งานเข้าแน่ๆ 

อันนี้รูปแผนเที่ยวที่เราทำไว้อย่างละเอียดก่อนไปค่ะ แต่พอถึงเวลาจริงเปลี่ยนกันแทบจะทุกวันเลยค่ะ เพราะเราต้องสลับแผนกันตามสภาพอากาศ และเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่ถึงแม้จะต้องแก้กันบ่อยๆ แต่ทำแผนเอาไว้ก็ดีกว่าไม่ทำนะคะ อย่างน้อยก็รู้ว่า เราจะไปไหน ยังไง เรื่องเวลารถไฟ หากันเฉพาะหน้าพอไหวค่ะ  


จากรูปแผนเดิมจะเห็นว่า เราจะนั่ง JR ไปเกียวโต แต่เราเปลี่ยนใจวินาทีสุดท้าย ว่าจะเดินทางโดยใช้รถไฟเอกชนสาย Keihan แทน  เพราะประหยัดเงินกว่าเยอะ และเราเน้นใช้ขบวนนี้ใน Kyoto อยู่แล้ว เลยซื้อ pass Kyoto-Osaka Sightseeing แบบ 1 day pass เลยค่ะ ผู้ใหญ่ 700 เยน เด็ก 350 เยน และประหยัดเวลาได้อีกนิดตรงที่แผนเดิมเราต้องเข้าสถานีเกียวโตก่อน ถึงจะต่อรถไป ศาลเจ้า Fushimi Inari แต่ แผนใหม่ เราสามารถนั่งรถวิ่งตรงจาก Osaka ไป ศาลเจ้า Fushimi Inari ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านสถานีเกียวโต เพียงแต่จะเดินมาศาลเจ้าไกลกว่านั่ง JR นิดเดียว 


โปรดสังเกต หน้าเด็กๆยังไม่พร้อมอย่างแรงค่ะ เพราะเด็กๆง่วงมาก และอากาศตอนเช้าค่อนข้างเย็นมากค่ะ เนื่องจากเมื่อวานฝนตกแทบทั้งวันทั้งคืน ทำให้อากาศลดลงไปเยอะ ส่วนแม่กับป๊าดี๊ด๊ามากค่ะ อิอิ เอาจริิงๆ ที่รีบมาที่ ศาลเจ้า Fushimi Inari เช้า ก็เพื่อกาลนี้ค่ะ อยากได้รูปฟีลแบบไม่ค่อยติดคน เท่าไหร่ และที่นี่ไม่มีเวลาเปิดปิด อยากมาเช้าแค่ไหนก็ได้ แม่เลยขอเช้าหน่อยเถอะ 



ด้วยความที่เด็กๆไม่อินกับศาลเจ้าเท่าไหร่ ทำให้เราเดินขึ้นไปไม่ลึกค่ะ อยู่แค่ต้นๆ ถ่ายรูปเสร็จ ออกมาเขียนป้ายขอพร แล้วก็ตัดสินใจเดินกลับไปที่สถานีรถไฟ Fus้imi Inari สาย Keihan เดิมค่ะ ดูจากแผนที่เหมือนจะเดินไกล แต่เอาจริงๆไม่ไกลเลยค่ะ ด้วยอากาศที่เย็นสบาย เดินแป๊บเดียวถึงค่ะ

จากนั้นเราก็รอต่อรถไฟ เพื่อไปวัดน้ำใส Kiyomizu dera ค่ะ โดยแผนเราจะลงที่สถานี Kiyomizu-Gojo เพื่อเรียกแท็กซี่ไปถึงจุดที่ใกล้ที่สุด เท่าที่รถจะวิ่งขึ้นไปได้ค่ะ (สามารถหาแผนที่นั่งแท็กซี่ได้จากกระทู้คุณ Skybox นะคะ) ค่ารถแท็กซี่ไม่แพงเท่าไหร่ เทียบกับการลดเวลาในการเดินทาง และลดความยากลำบากในการเดินของเด็กๆค่ะ เพราะเราต้องเดินขึ้นเขากัน ที่สำคัญรถไม่ติดด้วยค่ะ นั่งแป๊บเดียวถึง 

พอลงจากแท็กซี่ก็ต้องเดินขึ้นบันไดกันไปอีกหน่อยค่ะ จุดนี้ต้องเดินอย่างเดียว ไม่มีทางรถเข็นค่ะ เด็กๆก็ต้องเดินขึ้นกัน 


ที่วัดน้ำใส คนค่อนข้างเยอะทีเดียวค่ะ ที่นี่เสียค่าบัตรเยี่ยมชมวัดนะคะ ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 200 เยน จะได้บัตรรูปทรงคล้ายที่คั่นหนังสือมาเป็นที่ระลึกค่ะ ตอนเข้าไปด้านในจะมีจุดวัดประลองกำลังกันอยู่ค่ะ โดยให้คนยกแท่งเหล็กที่เค้าวางไว้ค่ะ เราลองแล้ว ยกแทบไม่ขึ้นค่ะ หนักมาก แต่บางอันสามีเรายกได้ บางอันก็ไม่ไหวค่ะ หนักเว่อร์มาก น้องภูมิเห็นแล้วอยากยกบ้าง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ายกได้ไหม อิอิ หลังจากเยี่ยมชมวัด ไหว้พระขอพรเสร็จ ก็ลงมาดื่มน้ำ 3 สายที่ไหลลงมาจากหลังคา หรือเอามาล้างหน้าล้างตากันค่ะ แต่เราไม่กล้าดื่ม เลยได้แต่เอามาปะพรมหน้าผมเรากับเด็กๆ 

ทางลงจากวัดทีนี้เป็นทางลาดแล้วค่ะ เข็นรถลงเขาสบายๆ เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอถนนช็อปปิ้ง 2 ข้างทางที่เต็มไปด้วยร้านค้า บางคนถ้ามาแบบรถเมล์ ก็จะขึ้นมาทางถนนเส้นนี้เพื่อเข้าวัดค่ะ ขากลับเลยได้แวะชิมขนม ซื้อของกินกันก่อนกลับ 




และก็ขอแวะซื้อกระดาษซับมันเลื่องชื่อ Yojiya หน่อย ^_^ ของเค้าน่าซื้อหลายอย่างนะคะ แต่ราคาก็แพงเอาเรื่องพอตัว เลยได้แต่ซับมันมาค่ะ เมื่อเดินลงมาจนถึงถนน ก้มลงไปมองเด็กๆ หลับกันไปเรียบร้อยทั้ง 2 คนค่ะ  เลยคุยกับสามีเอาไงดี แผนเดิมคือจะขึ้นรถแท็กซี่ต่อรถไฟ ไปสถานี Gion เพื่อกินข้าวเที่ยงต่อ แล้วค่อยนั่งรถกลับเข้า OSAKA ซึ่งจากตรงนี้ไป Gion แค่สถานีเดียว เด็กยังไม่ตื่นมากินข้าวแน่ๆ เดี๋ยวจะงอแงกันเปล่าๆ เลยตัดสินใจเรียกแท็กซี่แล้วนั่งรถไฟกลับเข้า OSAKA เลยค่ะ เด็กจะได้นอนกันยาวๆ 




 อาหารกลางวันมื้อนี้เลยได้ฝากท้องกับร้านอาหารที่คุ้นเคยในสถานีรถไฟ Kyobashi เป็นร้านที่กินบ่อยมากที่ไทย ชื่อร้าน Yoshinoya เป็นร้านที่เด็กๆชอบค่ะ เด็กๆชอบกินปลาแซลมอลราดซอสเทริยากิ ส่วนเราก็ชอบข้าวหน้าเนื้อไข่ออนเซน ทีนี่ปลาแซลมอนไม่มีซอสราด เด็กๆบ่นกันนิดหน่อยค่ะว่าไม่เหมือนที่เคยกิน ส่วนข้าวหน้าเนื้อของเราก็คิดว่าเหมือนๆกันนะคะ ต่างกันที่หอมใหญ่เค้าชิ้นเป้งมาก 

จุดหมายปลายทางต่อไปคือ เราจะไปเดินดูของที่ห้าง Yodobashi ค่ะ โดยลงรถที่สถานีรถไฟ OSAKA สถานีนี้ค่อนข้างใหญ่มากค่ะ กว่าจะเดินหาทางออกที่จะไปห้าง Yodobashi เจอ ก็วนหาซะหลายรอบเลย อีกทั้งยังต้องหาจุดที่ลงลิฟท์ด้วย ลำบากขึ้นไปอีก พอเดินถึงห้าง ละลานตามากค่ะ กับเคสโทรศัพท์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงเกมส์ การ์ตูน ตู้หยอดไข่ (ตู้หยอดไข่นี่โดนไปหลายค่ะ เด็กเห็นที่ไหนก็จะขอหยอดตลอด) ส่วนราคาไม่แน่ใจว่าถูกไหมนะคะ แต่ถ้าจะหาเคสโทรศัพท์สวยๆ หาได้ที่นี่ค่ะ เราก็ได้จากที่นี่เหมือนกัน เพียงแต่เราจะเลือกอันที่ made in Japan  เพราะไม่อยากช้ำใจเวลากลับไทยแล้วเจอ แบบ made in China ถูกกว่าที่เสือป่า 555



พอช็อปกันเสร็จ ก็ตัดสินใจเดินไปตึก Hep five ค่ะ จริงๆที่ตัดสินใจไปที่นี่ ไม่ใช่แค่เพราะจะนั่งชิงช้าอย่างเดียว แต่ไปเพราะจะไปซื้อเป้ Anello ที่เค้าฮิตกันด้วยค่ะ จากที่หาข้อมูลมา บางคนบอกว่าที่ญี่ปุ่นก็มีของปลอม อย่ากระนั้นเลย เราเลยเมล์ไปถามบริษัทที่ขาย Anello โดยตรงว่ามีตัวแทนจำหน่ายที่รับของจากเค้าจริงๆ มีที่ไหนบ้าง เค้าก็แจ้งมาว่า ถ้าแถว UMEDA  มีอยู่ 3 ร้าน ในตึก Hep five ค่ะ เราก็เลยตรงดิ่งไปที่นั่นทั้ง 3 ร้านเลยค่ะ เดินวนๆเวียนๆซักครู่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ซื้อค่ะ กลับไปซบอก Kipling เหมือนเดิมดีกว่า อันนี้แล้วแต่ความชอบของแต่ล่ะคนนะคะ คนเราชอบไม่เหมือนกันเนอะๆ ไม่งั้นเค้าจะฮิตเป้ Anello กันทำไม จากนั้นเด็กๆก็เรียกร้องอยากนั่งชิงช้าค่ะ เลยจัดไป อย่างที่เคยบอกว่าถ้าซื้อ Kansai Thru pass เค้าจะมีตั๋วส่วนลดเอามาเป็นส่วนลดนั่งชิงช้าได้นะคะ เราก็เลยเอาคูปองที่ได้จากการซื้อให้ลูกใช้มาใช้ค่ะ ได้อยู่ค่ะ

 พอนั่งเสร็จก็เดินหาข้าวกินกันค่ะ แถวนี้ไม่รู้กินอะไรดี เลยเดินหาไปเรื่อยๆ เด็กๆอยากกินอะไรก็บอกจะได้พาเข้า เจอร้านอาหาร Gudetama (ไข่ขี้เกียจ) ด้วยค่ะ เด็กๆชอบมากอีกเช่นกัน เสียดายที่ร้านปิด เลยได้แต่ถ่ายรูปด้านหน้าเท่านั้น สุดท้ายลูกชวนกินร้านข้าวไข่ข้นแทนค่ะ จานใหญ่มาก กินไม่หมดเลยค่ะ





พอกินเสร็จ ก็เดินดูของตามย่านนั้นซักพักก็ตัดสินใจกลับค่ะ เพราะพรุ่งนี้ต้องออกนอกเมืองอีกแล้ว ต้องออกเช้าเหมือนเดิม ระหว่างเดินในสถานี UMEDA เจอร้านเค้กร้านนึงทำได้น่ารักมากๆค่ะ จนน้องเพลงอดไม่ไหวขอซื้อชีสเค้กรูปแมวมา ชอบแพคเกจเค้ามาก ทำอย่างดีทั้งกล่องและถุง เรียกว่ากินหมดแล้วยังไม่กล้าทิ้งถุง ต้องเก็บเอาไว้ใช้ต่อเลยค่ะ อิอิ


ขากลับต้องต่อรถใต้ดินที่สถานี Dobutsuen-Mae เหมือนเดิม พึ่งสังเกตเห็นว่าสถานีนี้เค้ามีรูปสัตว์ตกแต่งตรงผนัง ทราบในภายหลังว่าสถานีนี้เป็นทางออกที่จะไป สวนสัตว์ Tennoji ค่ะ พอนั่งรถใต้ดินถึงสถานี Tengachaya เราขอตัวไปซื้อสตรอเบอรี่ที่ซุปเปอร์เพิ่ม และก็ให้ สามีไปเดินตามหาตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋าที่สถานีหน่อย เพราะวันสุดท้ายเราต้องเช็กเอาท์ก่อน แล้วไปเที่ยวครึ่งวัน เลยต้องหาที่ฝากกระเป๋าก่อน จากนั้นค่อยกลับมาเอากระเป๋าตรงไปสนามบินต่อค่ะ 



โชคดีมากๆที่ให้สามีไปหาก่อน เพราะได้รู้ปัญหาทันทีว่า ทั้งสถานีมีตู้เท่านี้ และตู้เล็กมากค่ะ ขนาดกระเป๋า 24" ของเราเข้าไม่ได้ทั้ง 2 ใบค่ะ ทำไงล่ะทีนี้  เลยต้องเปลี่ยนแผนหาที่ฝากกันใหม่ แล้วจะบอกอีกทีค่ะว่าสุดท้ายแล้ว เราเอากระเป๋าไปฝากที่ไหน  






Create Date : 11 สิงหาคม 2559
Last Update : 11 สิงหาคม 2559 17:01:36 น.
Counter : 601 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Trippy
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สิงหาคม 2559

 
1
2
3
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31