วางแผนเตรียมตัวเที่ยว (OSAKA, KYOTO, KOBE)





เห็นรูปเปิดบล็อกมาก็น่าจะพอทราบได้ว่า จุดประสงค์ในการไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกของเราคือ Universal Studio อยากเข้าไปสัมผัส Hogwarts แบบใกล้ชิด เราเลยเลือกจะไปโอซาก้าเป็นเมืองแรกโดยไม่ลังเล แล้วเมื่อมีโปรเครื่องบินดีๆมา จะชักช้าอยู่ไย ^_^ 

ทริปนี้เป็นทริปที่วางแผนยาวนานพอสมควรค่ะ โปรดีๆมาตอนต้นเดือนตุลา 58 ได้ แต่กว่าจะได้บินโน่นค่ะ กลางเดือน พ.ค. ที่วางแผนไกล เพราะคุณสามีติดเรียนป.เอกอยู่ เลยรอให้เค้าปิดเทอมก่อน จะได้ไปกันแบบสบายใจหายห่วง ทริปนี้เราไปกันแค่ 6 วันค่ะ โดยโดนไฟลท์บังคับให้จอง 15-20 พ.ค. มีเวลาเที่ยวจริงคือ 4 วันครึ่ง ถ้านอกเหนือกว่านั้นโปรไม่มีค่ะ T_T ค่าตั๋วจริงๆไม่แพงเลย ไปกลับประมาณคนละ 4,9xx ได้ แต่บวกค่าอาหาร ค่าน้ำหนักกระเป๋าเดินทาง และค่าจองที่นั่ง เบ็ดเสร็จก็ 8,8XX ได้ค่ะ ที่ต้องจ่ายเพิ่มเพราะพาเด็ก 2 คนไปด้วย เลยอยากไปแบบสบายๆค่ะ (ลืมบอกว่าตั๋วโปรไม่มีตั๋วเด็กนะคะ จ่ายเต็มเท่าผู้ใหญ่ค่ะ) เมื่อกลับมาแล้ว ทำให้เรารู้ว่าเราจ่ายค่าโง่ไปหลายอย่างเลย 555 ทริปหน้า น่าจะประหยัดได้กว่านี้อีก (จะทะยอยบอกในภายหลังนะคะ ว่าเราเสียค่าโง่อะไรไป)

สายการบิน

หลายคนอาจสงสัยว่าเราไปสายการบินอะไรทำไมถูกจัง เราเลือกสายการบิน SCOOT ค่ะ สายการบินนี้ตอนนี้หลายคนคงยี้ ว่าจองไปทำไม แต่จะบอกว่าตอนเราจองมันยังไม่เกิดเรื่องค่ะ ตอนนั้นเราเทียบกับโปร Air Asia เมื่อเทียบแล้ว เราเลือกไปกับ SCOOT เพราะสิ่งสำคัญเลยคือ เวลาบินค่ะ ถ้าไม่นับเรื่องเหตุการณ์ Overbook เมืิ่อช่วงเทศกาลซากุระที่ผ่านมา ก็ต้องนับว่า  SCOOT เป็นสายการบินที่น่าบินด้วยพอสมควรค่ะ ถึงจะเป็น Low cost แต่บินตรง และเวลาบินค่อนข้างดีกว่า ถ้าเทียบกับ Air Asia บินถึง  OSAKA ตอนเกือบ 5 โมงเย็น มีเวลาเข้าเมืองสบายๆ แถมที่นั่งค่อนข้างกว้าง และนั่งสบาย เครื่องใหม่ บริการโดยรวมก็ดีค่ะ จะติดก็เรื่องอาหาร ถ้าเป็นไปได้ เลือกที่เป็นข้าวมันไก่ โอเคสุดแล้วค่ะ อย่างอื่นกินไม่ได้จริงๆ 

ที่พัก

หมดเรื่องเครื่องบินไปก็มาต่อด้วยเรื่องที่พัก โดยทริปนี้เราเลือกพักที่ OSAKA เป็นหลักค่ะ เนื่่องด้วย เราพาลูกๆ 7 ขวบ กับ 4 ขวบไปด้วย ผู้ใหญ่ 2 คน กระเป๋า 2 ใบ ขนาด 24" รถเข็นก้านร่มอีก 1 คัน และกระเป๋าหิ้วใส่ของจุกจิกอีก 1 ใบ ทำให้ไม่สามารถกระเตงไปกระเตงมาได้ เราเลยเลือกที่พักที่ไม่ไกลจากสนามบิน และแหล่งท่องเที่ยวมากนัก เลยมาลงตัวพักที่พักแถวสถานีรถไฟ Tengachaya ค่ะ ทริปนี้เราเลือกพัก airbob  เพราะเราอยากได้ที่พักที่มีสไตล์เหมือน service apartment และราคาไม่แพงจนเกินไปค่ะ (โชคดีมากที่เราไปพักก่อนจะมีกฏห้ามนักท่องเที่ยวพัก air bnb น้อยกว่า 7 วันค่ะ ไม่งั้นคงมีปัญหาแน่ๆ หากใครสนใจที่พักแนวนี้ คงต้องหารายละเอียดอัพเดทเพิ่มเติมนะคะ) เราพักที่นี่ 5 คืน 367 Euro คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 14,313 บาท 5 คืน เฉลี่ยคืนละ 2,863 บาท ถูกมากค่ะ ถ้าเทียบกับราคาที่พักแบบโรงแรมทั่วไป และทำเลก็โอเคพอสมควรค่ะ ใกล้ทั้งสถานีรถไฟ และ subway แถมมี supermarket ราคาไม่แพง ร้านอาหารใกล้ๆด้วย

วางแผนการเดินทาง

พอได้ที่พักก็เริ่มวางแผนว่าเราจะไปเที่ยวอะไรบ้าง แน่นอนว่าที่แรกของเราคือ Universal Studio ส่วนวันอื่นๆ ยังไม่มีอะไรในหัวเลยค่ะ ก็เริ่มอ่านรีวิวของคนอื่นเค้า เพื่อเอามาเป็นไอเดียว่า ใน 1 วัน เราควรไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ช่วงนั้นอ่านเยอะมากค่ะ ที่เที่ยวก็เยอะจริงๆ จนทำให้รู้สึกว่าเวลาเที่ยวของเรามันน้อยเกินไป ทำให้ต้องตัดทิ้งไปหลายรายการเลย อีกอย่างทริปนี้เป็นทริปกระเตงลูกเที่ยว เพราะฉะนั้นเราต้องเอาลูกเป็นหลักค่ะ ว่าเราจะพาเค้าไปไหนได้บ้างที่เค้าชอบ ไม่เบื่อ เค้าสนุก เราสนุก และต้องเป็นโปรแกรมหลวมๆ ไม่อัดแน่นจนเกินไป ใน 1 วันเราจะเลือกไป แค่วันละ 1-3 ที่ เลือกได้แล้วก็เอามาจัด โดย 1 วันจะไปในที่ใกล้ๆกัน ไม่ฉีกเส้นทางจนเกินไป เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับการเดินทาง 

พอจัดได้แล้วก็ลงรายละเอียดให้ลึกขึ้นว่า เราจะเดินทางไปแต่ละจุดยังไง เว็บหลักๆของเราที่เลือกใช้มีอยู่ 2 เว็บคือ   www.hyperdia.com/en/ กับ  application Google map 2 เว็บนี้ เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีเลยค่ะ ที่เราวางแผนการเดินทางได้หมดก็เพราะ 2 เว็บนี้ค่ะ

โดยเริ่มต้นเราจะใช้ Google map ก่อน หาว่าจากจุดเริ่มต้นที่เราอยู่ ถ้าเราจะไปที่นี่เราต้องไปอย่างไร เว็บเค้าจะบอกหมดเลยว่า จากจุดที่เราเริ่มต้น เราต้องขึ้นรถจากสถานีอะไร ลงสถานีไหน เดินไปทางไหนกี่นาที กี่เมตร จากนั้นเราก็จะเข้าไปที่เว็บ hyperdia กรอกรายละเอียดลงไปว่าจากสถานีที่เราจะขึ้น ไปยังสถานีที่เราจะลง ต้องไปยังไง เค้าก็จะบอกเราหมดเลยว่า ถ้าเราจะไปสถานีรถไฟนี้นี้ เราจะต้องต่อรถไฟขบวนไหนบ้าง ขึ้นที่ชานชาลาไหน เวลากี่โมง ค่าโดยสารเท่าไหร่ มันค่อนข้างสะดวกมากค่ะ  แนะนำให้เซฟเว็บ 2 เว็บนี้ไปด้วยได้ใช้แน่นอนค่ะ แม้เราจะวางแผนมาดีแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องมีเปลี่ยนแผนหาเวลากันใหม่ค่ะ 

แหล่งข้อมูลที่ดีอีกอย่างก็คือ รีวิวจากคนในพันทิปนี่แหล่ะค่ะ (คุณ Skybox) ทำให้เรารู้ทริคการเดินทางในบางเส้นทางที่การเลือกนั่งแท็กซี่ จะดีกว่าการโดยสารแบบอื่น โดยเฉพาะคนที่กระเตงลูกเที่ยวอย่างเรา อะไรที่เซฟการเดินระยะไกลได้ เรายอมค่ะ โดยเฉพาะในเกียวโต ถ้าเราไม่รู้ทริคอันนี้เราคงเลือกเดินทางโดยรถบัสตามคำแนะนำทั่วไป น่าจะลำบากชีวิตแน่ๆค่ะ

Pass ต่างๆ

และเมื่อวางแผนการเดินทางหมดแล้ว เราก็จะรู้คร่าวๆว่า ในแต่ละวันเราต้องเดินทางโดยรถไฟขบวนไหนบ้าง ขึ้นรถไฟธรรมดา หรือ Subway รวมถึงรู้ราคาคร่าวๆว่า เราเสียค่าเดินทางไปเท่าไหร่ในแต่ละวัน ทีนี้เราก็จะเอามาเทียบกับ Pass บัตรโดยสารที่ทางญี่ปุ่นจำหน่ายว่า คุ้มไหมถ้าเราจะซื้อ pass เหล่านั้น (ข้อมูล pass ต่างๆค่ะ http://www.pantip.com/topic/34995962 ) ถ้าคุ้มก็ซื้อ pass โลดค่ะ แต่ถ้าไปแบบน้อยที่แบบเรา การเลือกจ่ายรายเที่ยวคุ้มกว่าค่ะ เราเลยเลือกจ่ายแบบรายเที่ยว แต่ก็จะมีบางวันที่เราซื้อ pass ควบค่าเข้าสถานที่เที่ยว ซึ่งอันนั้นมันก็คุ้มอยู่ แต่วันอื่นๆ เราจ่ายรายเที่ยวล้วนๆค่ะ  

เมื่อเราเลือกจ่ายรายเที่ยว การมายืนต่อแถวซื้อตั๋วแต่ละจุดที่จะไปคงไม่สนุกแน่ๆ เราเลยเลือกซื้อบัตร ICOCA แล้วเติมเงินไว้เลยค่ะ ไปไหนก็แค่แตะบัตร ก็จะถูกหักเงินอัตโนมัติ หักตามอัตราค่าโดยสารจริง บัตรนี้ค่อนข้างสะดวกมากค่ะ นอกจากใช้จ่ายค่าโดยสารได้แล้ว ยังใช้ซื้อของในร้านสะดวกซื้อได้ด้วย และเติมเงินได้ง่ายตามร้าน familymart ค่ะ 

เมื่อเราเลือกใช้บัตร ICOCA สำหรับเรากับสามีแล้ว ก็จะเหลือปัญหาบัตรสำหรับลูกสาวเราค่ะ เพราะที่ญี่ปุ่น เด็ก 7 ขวบ จ่ายค่าโดยสารครึ่งราคาค่ะ บัตร ICOCA ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าเราใช้บัตรนี้ เราก็จะโดนตัดค่าโดยสารราคาเต็ม เราเลยลองเทียบดูว่า pass ราคาเด็ก เมื่อเทียบกับจ่ายรายเที่ยวผู้ใหญ่แบบราคาเต็ม แบบไหนคุ้มกว่า ก็สรุปได้ว่า pass ราคาเด็กคุ้มกว่าค่ะ เราเลยเลือกซื้อ pass เด็กให้ลูกใช้แทนค่ะ ในส่วนนี้เราจะลงในรายละเอียดอีกครั้งในการบันทึกแต่ละวันอีกทีนะคะ 

ตั๋วเข้า Universal Studio Japan

มาถึงเรื่องซื้อบัตรเข้า Universal ค่ะ เราก็ได้ทริคดีๆจากใน pantip อีกเช่นกันว่า หากต้องการซื้อตั๋วเข้าในราคาพิเศษ เราต้องสมัครเป็นสมาชิก club เค้าก่อนค่ะ และถ้าช่วงที่เราไป มีคนในทริปเกิดเดือนที่เราจะไป หรือถัดจากเดือนที่เราจะไป 1 เดือน เราก็จะได้สิทธิ์ส่วนลดคนละ 500 เยนค่ะ โดยเค้าจะจำกัดอยู่ที่ 6 คน โดยตัวเจ้าของวันเกิดต้องไปด้วยนะคะ วิธีสมัครตามนี้เลยค่ะ http://pantip.com/topic/31246619

โดยของเราโชคดีโดยบังเอิญ เพราะเรากับลูกชาย 4 ขวบเกิดเดือน เม.ย. เลยได้สิทธิ์วันเกิดนี้ค่ะ และ สิทธิ์ของลูกชายเราพิเศษขึ้นไปอีกคือ หากเด็กที่ไปมีอายุครบ 4 ขวบพอดี เค้าจะให้สิทธิ์เด็ก 4 ขวบเข้าฟรีพร้อมผู้ใหญ่ได้ส่วนลด 500 yen และคนอื่นๆก็จะได้สิทธิ์นั้นด้วยเช่นกัน แต่มีข้อแม้ว่าเราต้องไปซื้อตั๋วหน้างานเท่านั้น ไม่สามารถซื้อหน้าเว็บได้ แต่ถ้าสิทธิ์ส่วนลดวันเกิดทั่วไปซื้อหน้าเว็บได้ค่ะ ลองเทียบแล้ว ลูกคนเล็กเข้าฟรีย่อมคุ้มกว่า เราเลยเลือกใชัสิทธิ์ลูกชายแทนค่ะ ยอมไปยืนต่อคิวซื้อตั๋วหน้างาน แล้วซื้อ express pass เพิ่มในการไม่ต้องต่อคิวขึ้นเครื่องเล่นยอดฮิตนานแทน ซึ่งคุ้มมากๆค่ะกับการซื้อเพิ่ม ด้วยความที่มีเด็ก มันช่วยลดความงอแงของเด็กได้เยอะค่ะ   

หากใครไม่อยากซื้อ express pass จะลองใช้ทริคนี้ดูก็ได้ค่ะ http://pantip.com/topic/32807102 แต่สำหรับเราไม่ไหวค่ะ ยอมจ่ายตังค์แทนดีกว่า 555 หากใครตัดสินใจจะซื้อ express pass ไปก่อนแบบเรา แนะนำว่าซื้อด้วยตัวเองได้ง่ายๆค่ะ ไม่ต้องไปซื้อผ่านตัวแทน ลองทำตามนี้เลยค่ะ รับรองได้ชัวร์ เราซื้อมาแล้วค่ะ http://pantip.com/topic/33635046 

การเตรียมตัวเที่ยวของเราหลักๆก็ประมาณนี้ค่ะ วางแผนเที่ยวเองไม่ยากเลยจริงๆค่ะ เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับมันนิดนึง ต้องขอบคุณรีวิวต่างๆจากคนที่เคยไป ที่สละเวลาแชร์วิธีการเดินทาง ทริคดีๆหลายอย่างเอาไว้ ทำให้การเดินทางของเราค่อนข้างราบรื่นด้วยดีค่ะ 




Create Date : 04 สิงหาคม 2559
Last Update : 4 สิงหาคม 2559 16:01:28 น.
Counter : 305 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Trippy
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สิงหาคม 2559

 
1
2
3
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31