วันที่ 2 ไปดูปลาที่ NIFREL (Expocity) ต่อด้วยแวะ Shinsaibashi ต่อด้วย Dotonbori


เดิมทีวันนี้เราตั้งใจไปเกียวโต แต่ต้องเปลี่ยนแผนกระทันหัน ด้วยพยากรณ์อากาศจากหลายๆเว็บบอกตรงกันว่า วันนี้ฝนจะตกตั้งแต่สายๆไปจนถึงช่วงค่ำ แต่พรุ่งนี้ท้องฟ้าจะแจ่มใส ทำให้เราต้องปรับแผนสลับวันกันนิดหน่อย เรียกว่าเปลี่ยนแผนขบวนรถไฟใหม่เลย เพราะเรามีภาระตั๋ว Subway ฟรีอยู่ที่ใช้ได้วันนีี้วันเดียว ถ้าเราไม่ใช้เท่ากับเสียเงินเปล่า เมื่อคืนก่อนนอนเราเลยต้องนั่งทำการบ้านใหม่ว่า ถ้าเราจะนั่งแต่ subway เราต้องไปไหน ต่อรถอะไรบ้าง แล้วค่อยนอน ตอนเช้าตื่นสายได้ เพราะไม่ได้ออกนอกเมือง นอนดึกไม่เป็นไร 

พอ 6 โมงเช้าตื่นมา ท้องฟ้าสว่างอย่างกับ 7 โมงบ้านเราเลยค่ะ ก็รีบจัดแจงทำอะไรให้เรียบร้อย เตรียมตัวออกเดินทางให้ทันเวลารถไฟที่เราวางแผนไว้ รถไฟที่นี่ค่อนข้างตรงเวลาเป๊ะๆจริงๆค่ะ เวลารถไฟที่เค้าระบุมักเป็นเวลาที่รถเริ่มออกตัวไปแล้ว เท่ากับว่าเราต้องมายืนที่ชานชาลาล่วงหน้าซัก 5-10 นาที กำลังดีค่ะ จะไม่พลาดรถไฟเที่ยวนั้นๆ ที่พักเราอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟเท่าไหร่ เดินเรื่อยๆ 10-15 นาทีก็ถึงค่ะ 

การมีรถเข็นเด็กมาด้วย มีข้อจำกัดอย่างนึงว่า เวลาขึ้นลงสถานีรถไฟจะเสียเวลาค่อนข้างมาก เพราะบางทีจุดที่มีลิฟท์อ้อมไกลมากๆ หาไม่เจอก็มี ทำให้เรามักจะพลาดเวลารถไฟที่เรากำหนดไว้ในแผนตลอดๆ เพราะบางทีมันเป็นการต่อรถหลายต่อ ถ้าเป็นการเดินทางปกติไม่มีรถเข็น ขึ้นลงบันไดของเค้าก็น่าจะทันเวลาเค้าพอดีค่ะ พอไม่ทันก็ต้องยืนดูตารางรถใหม่ อินเตอร์เน็ทจึงสำคัญมากค่ะ เพราะทำให้เราสามารถหาเวลาเที่ยวรถถัดไปได้ทันที ว่าต้องขึ้นขบวนไหน 

วันนี้เราจะพาเด็กๆไปดูปลากันที่ Nifrel ค่ะ เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งใหม่ เจ้าของเดียวกับ Kaiyukan พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การค้าที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน ราวๆปลายปีที่แล้ว ที่มีชื่อว่าห้าง Expocity การเดินทางไปไม่ยากค่ะ เราสามารถนั่ง subway จากสถานี Tengachaya นั่งรถป้ายเดียว แล้วเปลี่ยนขบวนที่ สถานี  Dobutsuen-mae แล้วนั่งยาวไปจนถึงสถานี Senrichuo เลยค่ะ แล้วค่อยไปต่อ Monorail อีกที จริงๆจะบอกว่านั่งยาวก็ไม่ได้ เพราะจริงๆก็ไม่ค่อยได้นั่งค่ะ คนเต็มรถ ยืนกันซะมากกว่า อิอิ ที่นี่เด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา ต้องแข็งแรงนะคะ ไม่ค่อยมีใครลุกให้กันค่ะ ขนาดที่นั่ง priority หนุ่มๆสาวๆนั่งกันหน้าสลอน ส่วนคนแก่ๆยืนยาวๆไปค่ะ เหอๆๆๆๆ สิ่งนี้เป็นสิ่งนึงที่ทำให้เรามองคนญี่ปุ่นเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะเลย เมื่อเทียบกับคนบ้านเรา   

จากรูปรถโล่งๆนั่นแค่ป้ายเดียวนะคะ พอเปลี่ยนขบวนชีวิตเปลี่ยนค่ะ อิอิ
ถึงสถานีที่จะไป Expocity ละค่ะ แต่กว่าจะถึงก็ทุลักทุเลนิดหน่อย เพราะเราต้องซื้อตั๋ว Monorail ให้ลูกสาวค่ะ เนื่องด้วย pass ที่เราซื้อมา เราไม่ได้ตั้งใจจะใช้วันนี้ ทำให้ต้องจ่ายเป็นรายเที่ยวไป ตู้ที่หยอดก็ดันไม่มีภาษาอังกฤษอีก ยืนงงซักพัก มีผู้หญิงใจดีมาช่วยสอนให้ว่าต้องกดตรงไหน ถ้าซื้อให้เด็กต้องกดปุ่มไหน จ่ายเท่าไหร่ เลยฉลาดขึ้นมาหน่อย รอบหน้ากดซื้อเองสบายละค่ะ พอถึงสถานีที่ต้องลง เจอเด็กๆมาทัศนศึกษาเยอะมากๆค่ะ เดินตามเค้าไปได้เลยไม่ต้องกลัวหลง 

พูดก็พูด พยากรณ์อากาศสมัยนี้แม่นค่อนข้างมาก จากตอนเช้าที่ฟ้าแจ้งๆ พอใกล้ 10 โมง ฟ้าเริ่มครึ้มมาแต่ไกลเลยค่ะ คิดถูกมากที่เราเปลี่ยนแผน พอเดินมาถึงพิพิธภัณฑ์เค้ายังไม่เปิด เราเลยไปยืนต่อคิวซื้อตั๋วก่อน แล้วปล่อยให้เด็กๆไปเดินสำรวจกับป่าป๊าโดยรอบ ถ้าขืนยืนรอด้วยคงมีงอแงแน่ๆ 

พอซื้อตั๋วเสร็จปุ๊บ เด็กๆร่ำร้องเลยค่ะ อยากเล่นเครื่องเล่นข้างนอกก่อน แหงนดูท้องฟ้าแล้ว ถ้ารอเข้าไปดูปลาก่อน ออกมาอาจจะไม่ได้เล่น เลยพาเด็กๆไปเล่นกันก่อนเลย โดยมีข้อแม้ว่าให้เล่นแค่อย่างเดียวนะ เพราะราคาไม่ถูกเท่าไหร่ค่ะ ตอนแรกว่าจะให้นั่งกัน 2 คนพี่น้อง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมค่ะ บอกว่าส่วนสูงลูกชายไม่ได้ต้องมีผู้ใหญ่นั่งประกบด้วย ก็เลยให้คุณสามีขึ้นไปแทน เพราะตัวเองเป็นคนขี้เวียนหัว ไม่ชอบเล่นสวนสนุกเท่าไหร่




พอเล่นเสร็จแล้ว เด็กๆชอบกันมากค่ะ ผิดคาดมากๆเลยสำหรับลูกชาย ปกติเค้าเป็นคนขี้กลัว แต่กลับเล่นเครื่องเล่นได้หน้าชื่นตาบานมากๆ พอเล่นเสร็จแล้วก็พากันเข้าไปดูปลาค่ะ อย่างที่บอกมีเด็กมาทัศนศึกษาเยอะมากจริงๆ ไหนจะนักท่องเที่ยวทั่วไป คนเยอะมากค่ะ นี่ขนาดวันธรรมดานะเนี่ย ที่นี่เค้าจะจัดนิทรรศการ แบบโชว์ปลาผสมกับแสง สี  เสียงค่ะ เลยทำให้ดูแตกต่างออกไปจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่อื่นๆ 

มี interactive บางจุดด้วย ทำให้เด็กๆตื่นตาตื่นใจ แต่ภาพถ่ายที่ถ่ายออกมาไม่สวยเลยค่ะ เนื่องจากเราไม่ใช่มือโปร ด้วยแสงที่มืดๆแล้ว หารูปชัดๆแทบไม่มี  T_T


นอกจากสัตว์น้ำแล้ว ก็ยังมีสัตว์ชนิดอื่นด้วย อย่างเสือขาว จระเข้ (อยู่ในตู้กระจก) นก และสัตว์อื่นๆที่เลี้ยงแบบเปิดค่ะ การดีไซน์ห้อง โดยรวมจะค่อนข้างสวยทันสมัยดีค่ะ แม้กระทั้งห้องน้ำยังสวยน่านั่งมากมาย 



พอเดินออกมาก็ถึงเวลากินข้าวพอดีค่ะ เลยพากันไปกินข้าวที่ร้าน Gundam Cafe ตั้งใจเลือกร้านนี้เอาใจคุณสามีโดยเฉพาะค่ะ อิอิ รสชาติก็พอได้อยู่ค่ะ แต่ที่ถูกใจคุณสามีเพราะการจัดจาน และการใส่ใจแม้กระทั่ง ถ้าสั่งเซ็ทนี้แล้วจะต้องกินโดยใช้ช้อนส้อมสีอะไร ซึ่งคุณสามีสั่งชุดอะไรซักอย่างที่เราไม่รู้จัก มันเป็นชุดที่ต้องใช้ช้อนส้อมสีทองค่ะ เราไม่รู้จักเลยถามคุณสามี เค้าบอกว่าตัวนี้มันเป็นหุ่นสีทองหรือไงนี่ล่ะค่ะ คือถ้าเป็นคนดู Gundam เค้าจะรู้กัน แต่เผอิญเราไม่รู้จักเลยไม่อินเท่าไหร่ อิอิ ถ้าเป็นคนชอบ Gundam ก็คงจะปลื้มเป็นพิเศษ  ^_^


พอกินเสร็จแล้วก็เดินเล่นซักพัก ออกมาอีกทีฟ้ามืดมากค่ะ ดูท่าแล้วคงอยู่ต่อไม่ได้แล้ว เพราะตรงจุดนั้นกว่าจะเดินถึงสถานีรถไฟ มันเป็นลานโล่งๆ และเดินไกลพอสมควร ถ้าฝนตกหนักคงออกไปไม่ได้ง่ายๆแน่ เลยตัดสินใจเดินกลับไปที่สถานีรถไฟค่ะ เดินไปซักพัก ฝนก็เริ่มปรอยๆแล้วค่ะ ตรงสถานีรถไฟมีเซเว่นพอดี เด็กบ้านนี้เห็นเซเว่นเป็นไม่ได้ ต้องขอเข้าไปดูซักนิดซักหน่อยก็ยังดี เลยได้ขนม กับไอติมมากินกันเล่นๆนิดหน่อย ตรงด้านบนสถานี มันจะมีจุดให้นั่งพักกินขนมได้นิดๆหน่อยๆ เลยถือโอกาสแวะพัก แล้วนั่งกดหาเวลารถไฟกันใหม่ เพราะกลับเร็วกว่าที่คิด พอหาได้ก็เดินทางกันต่อค่ะ จุดหมายปลายทางต่อไปคือย่าน Shinsaibashi ค่ะ

พอออกจากสถานี Subway Shinsaibashi มีงงกันเล็กน้อยค่ะ เพราะเจอแต่ทางออกแบบทางคนเดินขึ้น ไม่มีทางรถเข็นขึ้น เดินงงไปงงมาหาทางออกอยู่นาน มาฉลาดว่าต้องไปขึ้นลิฟท์ตรงห้าง Daimaru ถึงจะออกได้ค่ะ พอเดินออกมาจากห้างทางขวามือก็เจอ ร้าน Sundrug พอดีเลย เลยหาซื้อของที่คนฝากซื้อมากันเลยจะได้หมดภาระไป


จะบอกว่าคุณสามีนั่งรอยืนรอเป็นชั่วโมงๆเลยค่ะ เพราะของมันเยอะมาก ละลานตา เราหาไม่ค่อยจะเจอ เสียเวลาหามากมาย ซื้อเสร็จแล้วเลยต้องรีบออก และเจียมตัวสงบปากสงบคำทันที ไม่งั้นโดนโกรธ โดนบ่นไม่เลิกแน่ๆ 555 จากนั้นก็เลยไม่มีปากเสียง คุณสามีอยากเดินไปไหน เดินไปเลยค่ะ ไม่ดูแผนท่งแผนที่แล้ว แต่บอกสามีไว้ว่าเราจะหาของกินกันตรง Dotonbori นะ ระหว่างเดินก็มีแว้บเดินหาของให้ป้าเรานิดหน่อย พอดีเค้าฝากหามา คุณสามีก็ยังดีนะไม่บ่น แค่ตาขวางแค่นั้นเอง อิอิ พอเดินๆไป ชักไกลขึ้นเรื่อยๆ จนสุดทางถนน shopping เอะใจทำไมมันไม่ถึง Dotonboti ซักที งงได้อีก ไม่รู้ตอนนี้อยู่ตรงส่วนไหนกันแล้ว เลยเดินย้อนกลับมาถามพนักงาน familymart แถวนั้น ปรากฏว่า ไม่มีใครฟังภาษาอังกฤษออกซักคน ขนาดเราเอาแผนที่ไปกาง แค่จะถามว่าเราอยู่ตรงไหนของแผนที่นี้แล้ว เราจะไป Dotonbori เค้าก็ไม่สามารถตอบได้แล้ว ตอบได้แค่ โอเคโอเค T_T 

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนค่ะคราวนี้ คุณแฟนเลยเปิด google map หาเลยค่ะ ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เราจะไป Dotonbori ยังไง สรุปว่า เราเดินผิดทางมาตั้งแต่ออกจากห้าง Daimaru ค่ะ T_T จริงๆต้องเลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงขึ้นไป แต่เราเลี้ยวทางขวาแล้วตรงยาว มันคงจะเจอหรอก Dotonbori หน่ะ เดินย้อนกลับมาขาแทบลากค่ะ หึหึ ระหว่างทางเลยกินแหลกค่ะ เจอของอะไรที่คุ้นชื่อซื้อโลด 

ลืมบอกว่าระหว่างนั้นฝนตกพรำๆตลอดนะคะ แต่ตรงถนน shopping มีหลังคาเป็นช่วงๆ เลยเดินได้สบายค่ะ เดินมาเรื่อยๆ ก็ถึง Dotonbori ค่ะ ระหว่างทางเจอร้าน PABLO ร้านชีสเค้กขึ้นชื่อ เลยขอซักนิดนึง แต่เราขอซื้อเป็นไซส์ mini 4 ชิ้น กินพอกรุบกริบ ไม่กล้าซื้อชิ้นแบบ Original ของเค้าเพราะใหญ่มาก และคิดถูกที่ซื้อแค่นั้น เพราะเด็กๆไม่มีใครกินเลยค่ะ คุณสามีช่วยแค่ชิ้นเดียว ที่เหลืออีแม่กินล้วนๆ T_T ขนาดเราเป็นคนชอบกินชีสเค้ก เรายังว่ามันเลี่ยนเลยค่ะ ดีที่ซื้อสตรอเบอรี่ไว้ เอามากินตัดกันก็อร่อยไปอีกแบบ ถ้าใครมาถามว่าควรซื้อไหม ตอนนี้เราคงขอตอบว่า ถ้าไม่ใช่คนชอบกินชีสเค้ก อย่าซื้อเลยค่ะ ขนาดเราชอบ ให้ซื้อกินอีกครั้ง เรายังไม่มั่นใจว่าจะซื้อรึเปล่าเลย 

วันนี้ไม่รู้เพราะฝนตกรึเปล่า เราเดินวนเวียนตรงป้านกูลิโกะหลายรอบมาก แต่เค้าไม่เปิดไฟซักทีค่ะ เลยขอถ่ายรอบเย็นรอบนึงก่อน กะว่าค่ำๆมืดๆไฟเปิดแล้วจะมาถ่ายอีกที จากนั้นก็แวะไปไหว้ศาลเจ้าแป๊บนึง และก็แวะซื้อขาปูย่าง อร่อยมากค่ะแนะนำๆ เด็กๆแทะกันเกลี้ยงเลย จากนั้นก็หามื้อค่ำกินค่ะ เด็กๆร้องอยากกินซูชิ เจอร้านซูชิที่มีรูปซูชิยักษ์หน้าร้านเลยจัดไปค่ะ 



ที่ร้านเค้ามีชาเขียวให้กินฟรีแบบชงเอง เลือกได้ 3 แบบ ชอบมากค่ะ กลิ่นเค้าหอมแบบไม่เคยกินมาก่อน เลย กินแค่พออิ่ม ก็เริ่มหาของกินกันต่อ อิอิ ถามว่าข้าวปั้นอร่อยไหม ก็พอได้อยู่นะคะ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าอร่อยเทพอะไร เพราะไม่ใช่ร้านดังที่เค้าฮิตกัน จากนั้นเราก็ไปยืนต่อแถวซื้อ ทาโกยากิกินปิดท้ายค่ะ คราวนี้อื่มจริงแล้วไม่ไหว เลยกลับดีกว่า วันพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าด้วย เรามีแผนจะไปเกียวโตกัน  แต่ก่อนกลับขอแวะไปที่ป้ายกูลิโกะอีกที แต่เค้าก็ไม่ได้เปิดไฟนะคะ เลยเดินไปขึ้นรถใต้ดินที่สถานี Namba ค่ะ 

ระหว่างนั้นฝนเริ่มลงหนักละค่ะ ต้องรีบกันหน่อยแล้ว แต่แล้วก็ต้องเจออุปสรรคอีกแล้ว คือหาลิฟท์ลงสถานีไม่เจอค่ะ เจอแต่ทางลงบังได  T_T คุณสามีเลยให้เรากับลูกยืนแอบในที่ร่ม ส่วนคุณสามีจะไปวิ่งหาค่ะ สุดท้ายก็เจอมันอยู่ในตัวตึกของโซนเล่นตู้เกมอีกทางนึงค่ะ ค่อยยังชั่วหน่อย จาก  Namba นั่งไป 2 สถานี เปลี่ยนขบวนรถที่ Dobutsuen-mae  นั่งต่อป้ายเดียวก็ถึงสถานี Tengachaya ค่ะ จริงๆมันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นคือ นั่งรถสาย Nankai จากสถานี Namba แล้วนั่งไป 2 สถานี ลงสถานี Tengachaya ได้เลย แต่เรามีบัตร Subway ฟรีอยู่ นั่นล่ะคือสาเหตุทำไมเราต้องนั่ง Subwayให้ลำบากชีวิต อิอิ พอออกจากสถานี ฝนตกหนักมากค่ะ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดด้วย พอฝนเริ่มซานิดนึงก็ต้องรีบเดินกลับที่พักเลย เปียกไปตามๆกัน ขาก็ปวดมาก นี่ยังแค่พึ่งจะเริ่มต้นเอง เลยต้องแช่ขากับน้ำอุ่นถนอมมันไว้หน่อย    



Create Date : 06 สิงหาคม 2559
Last Update : 11 สิงหาคม 2559 13:48:59 น.
Counter : 468 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Trippy
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สิงหาคม 2559

 
1
2
3
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31