• ° o . O ขอต้อนรับสู่โลกขำๆ ของคนชอบฝันเฟื่อง O . o ° •
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
22 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
หัวใจรสกาแฟ 17



หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเพื่อเพื่อน ณ ร้านไออุ่น นลินีก็รีบกลับมาขึ้นรถของเป็นหนึ่งที่จอดรออยู่ด้านหน้าพยายามทำเวลากลัวเขาหาว่าชักช้า เพราะเธอเองก็ทำเสียเวลาไปมากจริงๆ ไหนจะหยุดคุยกับรามฤทธิ์ไหนจะแวะร้านไออุ่น

“อยู่ห่างๆนายรามไว้เป็นดีนะนี นายเนี่ยไว้ใจไม่ค่อยได้” พอได้อยู่ด้วยกันสองคนในรถเป็นหนึ่งเริ่มเอ่ยเตือนในเรื่องที่ก่อนหน้าพูดไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้ารามฤทธิ์

“ทำไมล่ะหนึ่ง นีว่าเขาดูตลก เอ๊ย..แปลกๆดีนะ” นลินีรีบโต้ตอบเสียงใส โล่งอกที่เขาไม่ได้บ่นเรื่องที่เธอโอ้เอ้

“เจ้าชู้สุดๆจีบผู้หญิงไม่เลือกหน้า หลอกฟันฟรีไปอีกไม่รู้เท่าไหร่ ถือว่าที่บ้านมีหน้ามีตาไง สาวๆเลยพากันรุมมะตุ้มทั้งพวกไฮโซโลโซ อย่างกับแมลงวันตอมขี้”

“เหรอ…อืม เป็นคนเจ้าชู้จีบผู้หญิงไม่เลือกหน้า จับปลายหลายมือ อาศัยว่ารูปหล่อพ่อรวยใช่ม๊ะ” หญิงสาวพูดเสียงจริงจังเหมือนจะซาบซึ้งคำบรรยายของแฟนหนุ่มซะจนน่าสงสัย เพราะมีรอยยิ้มบางๆที่มุมปากตาก็วาววับอย่างประหลาด แต่คนกำลังขับรถที่เอาแต่มองทางหาได้รู้ถึงความผิดสังเกตนี้ไม่

“ใช่เลยนี แล้วไอ้คนแบบเนี๊ยะมันน่าสมาคมด้วยนักเหรอ โดยเฉพาะผู้หญิงนะอยู่ห่างๆมันไว้เป็นดี ใครได้เป็นแฟนช้ำใจตาย”

“แล้วพวกผู้หญิงที่เขายอมคบกับรามฤทธิ์ เขาเห็นความดีอะไรกันล่ะ นายรามต้องมีอะไรดีมั่งล่ะน่าคงไม่ใช่แค่ที่บ้านมีฐานะ ไม่งั้นสาวคงไม่ติดตรึมหรอก”

“โอ้ย..ไอ้เนี่ยมันปากดีปากหวานหว่านไปหมดแหละ แทคแคร์ดีเลิศทำตัวประหนึ่งสุภาพบุรุษถอดมาจากนวนิยาย ก็ดูอย่างวันนี้ซิ แม่อัมราอะไรนั่นคงกำลังถูกมันคั่ว แหม!มีดอกม้งดอกไม้มาให้ถึงหอ ไม่นานหร๊อกถ้ามันได้เขานะมันก็จะเขี่ยทิ้ง แล้วผู้หญิงจะพูดอะไรได้ไอ้ที่เสียไปแล้วก็ต้องผ่านไป”

“ฟังๆดูนายรามเนี่ยเป็นผู้ชายที่ร้ายกาจมากเลยเนอะ มักมาก เห็นแก่ตัว เจ้าชู้ …เฮ้อ! ดีนะเนี่ยที่หนึ่งไม่เป็นอย่างนั้น ไม่งั้นนีช้ำใจตาย“

“หนึ่งน่ะดีแสนดี ไม่เคยล่วงเกินนี เสมอต้นเสมอปลาย รักเดียวใจเดียว นีเลือกคบแฟนไม่ผิดเล้ย” คนยอพูดไปยิ้มไปส่วนคนถูกยอชักรู้สึกร้อนวูบวาบเหมือนลมจากทะเลทรายพัดมาเยือนทั้งๆที่แอร์ในรถเย็นเฉียบ

เพราะคนถูกยอเริ่มระลึกถึงวีรกรรมที่เคยทำไว้ ก็เรื่องเมขลานั่นแหละ เป็นหนึ่งแน่ใจว่านลินีคงรู้เรื่องแล้วว่าอะไรเป็นอะไร แต่แปลกนลินีกลับไม่เคยคาดคั้นถามเอากับเขา ไม่เกรี้ยวกราดใส่หรือต่อว่าต่อขานเหมือนที่ผู้หญิงคนอื่นๆมักจะเป็นกัน ไม่ได้โวยวายกรี๊ดกร๊าดหรืองอนตุบป่องไม่พูดไม่จา ให้ฝ่ายชายต้องสำนึกผิดแล้วสำนึกผิดอีกง้อแล้วง้ออีก การกระทำของเธอแสดงถึงการให้เกียรติและไว้วางใจ และนี่แหละที่ทำให้เขาเกรงใจจนไม่กล้าทำอะไรนอกลู่อีกแล้ว

“นีทำไมมองผมแบบนั้นล่ะ โธ่! ผมกับเมไม่ได้มีอะไรกันแล้วจริงๆนะ ต่อไปผมจะเป็นคนดีของนีคนเดียว”

แล้วเป็นหนึ่งก็เป็นฝ่ายอดรนทนไม่ไหวต้องขุดคุ้ยความผิดของตัวเองขึ้นมา รู้ว่ามันเป็นการประจานตัวเอง แต่ไหนๆก็ไหนๆ แล้วอีกอย่างเขาอยากให้นลินีเชื่อมั่นเหมือนที่เขาตั้งสัตย์กับตัวเองไว้เช่นกัน

“นียังไม่ได้ว่าอะไรหนึ่งเลยนา….” นลินียังคงอมยิ้มในคำพูดทอดเสียงยาว ก็เธอยังไม่ได้ว่าอะไรเขาสักหน่อยไม่ได้ว่าสักคำเดียว มีแต่ชมเอ๊าชมเอา

“เฮ้อ…ร้อนจังเลย ขอเร่งแอร์หน่อยนะ” แล้วเป็นหนึ่งก็ต้องยอมจำนนเบี่ยงประเด็นไปเรื่องแอร์ อย่างที่ไม่รู้จะทำอะไรดีกว่านั้น

“วันนี้หนึ่งอยากไปไหนนีจะตามใจนะ จะไปดูหนัง โยนโบว์ ได้ทั้งนั้นเลย”

แล้วหัวข้อสนทนาก็วกกลับมาเรื่องสถานที่หากเป็นแต่ก่อนทั้งสองคนมักจะใช้เวลาโต้แย้งกันเป็นนานสองนานกว่าจะตกลงได้ แต่วันนี้นลินียกให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายชายเพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะเมื่อวานเย็นเป็นหนึ่งยอมไปในที่ที่นลินีชอบคือร้านหนังสือ และเป็นครั้งแรกที่เขาอยู่กับเธอในนั้นเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงโดยไม่บ่นสักคำ เพราะตั้งแต่คบกันมานลินีอยู่ร้านหนังสือเพียงครึ่งชั่วโมงก็จะถูกคนไปด้วยบ่นอุบคะยั้นคะยอให้ออกจากร้าน

‘จะเอาเล่มไหนก็หยิบๆไปซิ เห็นเลือกตั้งนาน ไอ้เล่มนั้นน่ะเห็นนีอ่านแล้วก็วาง หันไปดูเล่มอื่นเสร็จก็มาคว้ามันอ่านใหม่ แล้วก็บอกว่าไม่เอาล่ะ ยืนมาครึ่งชั่วโมงไม่เห็นได้สักเล่ม’

เรื่องของเรื่องก็คือว่าพฤติกรรมการเข้าร้านหนังสือของเป็นหนึ่งกับนลินีต่างกับลิบลับ พ่อตัวดีจะเข้าก็ต่อเมื่อมีรายชื่อหนังสือที่ต้องการตรงดิ่งไปซื้อเล่มนั้นแล้วก็ออกจากร้านเป็นอันเสร็จพิธีใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ

ส่วนนลินีจะเข้าร้านหนังสือเพราะอยากเข้าไม่จำเป็นว่าจะต้องมีชื่อหนังสือเล่มไหนเป็นพิเศษ หรือบางทีออกมาข้างนอกไม่มีโปรแกรมว่าจะไปร้านหนังสือแต่ถ้าผ่านเป็นอดแวะไม่ได้ ขนาดไม่ได้ตั้งใจเธอก็จะหายไปเป็นครึ่งชั่วโมงอย่างต่ำ

หญิงสาวชอบเลือกและพิจารณาหนังสือที่คิดว่าอยากได้ก่อนตัดสินใจซื้อจริงๆ บางเล่มเปิดอ่านแล้วก็พบว่ามันไม่น่าอ่านเหมือนคำเชิญชวน บางเล่มก็ดีอยู่หรอกแต่ราคาแพงเหลือเกินเลยอาศัยแอบอ่านโดยไม่ซื้อกลับ บางเล่มไม่รู้จักมาก่อนแต่ลองเปิดอ่านดูพบว่าน่าสนใจไม่น้อย และนี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้เธอสามารถอยู่ร้านหนังสือได้เป็นวันๆ

“งั้นเดี๋ยวเราไปจองตั๋วหนังกันก่อนเนอะมีหนังเข้าใหม่พอดี แล้วระหว่างรอรอบหนังก็ไปกินข้าว พอดูหนังเสร็จก็ออกมาโยนโบว์ตกลงไหมจ๊ะนี” วางโปรแกรมเสร็จก็หันไปรับคำอนุมัติ เป็นหนึ่งโล่งอกเมื่อเห็นแฟนสาวพยักหน้ายิ้มพราย ปกตินลินีไม่เป็นแบบนี้ทุกทีที่ชวนไปดูหนังถ้าเป็นเรื่องที่เธอไม่อยากดูก็จะอิดออด

‘เปลี่ยนเรื่องไม่ได้เหรอหนึ่ง นีว่ามันมีแต่ยิงกันทั้งเรื่องหนวกหู เอาเรื่องนี้ดีกว่าคนเขียนบทเป็นนักเขียนดังนะ ถ้าจะมีอะไรให้คิดเยอะ’

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะยอมเปลี่ยนเรื่อง เป็นหนึ่งก็หาข้ออ้างที่นลินีเถียงไม่ออกเหมือนกัน

‘โอ๊ย…นี ไม่เอาหรอกคนนี้เขาเขียนอะไรไม่รู้ ผมมันโง่อ่านของเขาไม่รู้เรื่อง หนักหัวเปล่าๆ มาดูหนังนะนีมันก็ต้องพักผ่อนคลายเครียด เอามันส์ๆเอฟแฟ็คเยอะๆให้คุ้มกับเงินค่าตั๋ว ถ้าอยากดูเรื่องนี้นักเอาไว้เช่าดีวีดีก็ได้’

และทุกครั้งนลินีจะเงียบไม่คัดค้านอีกต่อไป แต่เขารู้ทันว่าเธอจำใจทำตาม เป็นหนึ่งเลยต้องเอาใจด้วยประโยคว่า

‘ก็ได้ ก็ได้..งั้นพอดูเรื่องที่ผมบอกเสร็จ เราก็ดูเรื่องที่นีอยากดูต่อเลยนะ’ แต่ผลปรากฏคือหลังจากดูหนังที่เขาเลือกจบไม่เคยมีการดูหนังควบเรื่องที่สองในวันเดียว

‘ไม่ดูแล้วล่ะหนึ่ง เสียดายเงินดูหนังทีวันละสองเรื่องไม่ไหวหรอก เรายังหาเงินกันเองไม่ได้เลยนะ’ หรืออีกเหตุผลก็ ‘นีง่วงแล้วอยากกลับไปนอน มีรายงานอีกกองพะเนิน’ สีหน้าของนลินีบอกชัดว่าง่วงจริงๆ ยังไม่รวมที่เป็นหนึ่งเห็นหญิงสาวสามารถนั่งหลับได้ในระหว่างที่เหตุการณ์ในหนังกำลังบู๊สนั่นลั่นโรง เล่นเอาคนนั่งข้างๆหมดอารมณ์

เป็นหนึ่งดีใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของแฟนสาว ความพยายามของเขาที่จะลดช่องว่างคงใกล้สำเร็จเต็มที นึกไปถึงเมื่อวานที่อดทนยืนขาแข็งในร้านหนังสือกับนลินีตั้งเกือบสามชั่วโมงยังอดชมตัวเองไม่ได้ ‘เรานี่เก่งป็นบ้าที่ไม่พูดอะไรออกไป ความอดทนเป็นเลิศจริงๆ’

เพราะความจริงก็คือความรู้สึกหงุดหงิดกับการดูหนังสือนานของแฟนสาวไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ชายหนุ่มพยายามข่มเอาไว้ หลายครั้งที่เขาคิดว่าระหว่างที่นลินีเข้าร้านหนังสือเขาก็จะแวบไปทำกิจกรรมที่ถนัด อาจจะเล่นเกมส์ หรือดูหนัง แต่ถ้าทำอย่างนั้นมันจะเหมือนมาด้วยกันได้ไงล่ะ เป็นแฟนกันออกเดทกันก็ต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้นานไม่ใช่หรือ

แต่เอาเถอะเมื่อวานเราเป็นฝ่ายอดทนวันนี้เราก็ได้ทำอย่างที่ชอบ ฝ่ายที่ต้องเสียสละอดทนกลับเป็นนลินี ซึ่งหน้าตาสดใสยิ้มร่าแบบนี้แสดงว่าไม่มีปัญหา







“นึกไงน่ะนีให้ผมพามาที่นี่”

เมื่อมาถึงสวนสาธารณะกลางเมือง ซึ่งนลินีเป็นฝ่ายเสนอความคิดหลังจากจบโปรแกรมอันยาวเยียดที่เป็นหนึ่งวางมาตลอดจนถึงเวลาเย็นย่ำ อยู่ๆหญิงสาวไม่รู้นึกยังไงบอกว่าอยากมาเดินเล่นสวนก่อนกลับหอ

“อยากมาดูตะวันตกดินกับหนึ่งน่ะซิ เราไม่ได้เดินชมนกชมไม้ด้วยกันมานานแล้วนะ”

นลินีชอบต้นไม้ดอกไม้ชอบกระทั่งต้นหญ้ารายดิน ชอบผีเสื้อที่บินอวดปีกสวยโฉบไปมา ชอบฟังเสียงนกร้อง มันทำให้นึกถึงบ้านที่แพร่ บ้านเรือนไทยแบบล้านนาที่หน้าจั่วมีกาแลไม้ฉะลุลายวิจิตรบรรจง รายล้อมไปด้วยพรรณไม้น้อยใหญ่ ทั้งที่เป็นสมุนไพรหรือไม้ประดับ ดอกไม้ไทยสีสวยกลิ่นหอม และที่คิดถึงอีกอย่างก็คือ...เหตุการณ์ที่ทำให้เธอกับเขาก่อเกิดความสัมพันธ์ทางใจขึ้น

มันเป็นเรื่องราวการออกค่ายอาสาฯช่วงปิดเทอมใหญ่ก่อนจะขึ้นปีสาม โครงการสร้างโรงเรียนให้เด็กชาวเขาแถวจังหวัดเชียงราย นลินีกับเพื่อนร่วมคณะที่สนิทบางส่วนเห็นป้ายโฆษณาที่โรงอาหารเลยไปสมัครเข้าร่วมเพราะนึกสนุก แต่กลายเป็นว่าเมื่ออกค่ายจริงๆมีแต่เด็กจากรัฐศาสตร์เป็นส่วนมากและเป็นหนึ่งก็อยู่ในนั้น

แรกเลยทั้งนลินีและเป็นหนึ่งไม่ได้อยู่ในสายตาของกันและกัน ต่างคนต่างก็มีเพื่อนของตัวเองทำงานของตัวเอง แม้จะมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกเวลาตั้งแคมป์ไฟแต่นลินีกับเขาไม่เคยได้เข้าคู่กันเลยสักครั้ง นลินีไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นหนึ่งเป็นคนดังระดับต้นๆของมหาวิทยาลัยด้วยความที่เป็นลูกชายเจ้าของโรงแรมห้าดาวชื่อดังในกรุงเทพฯ เพราะสภาพเขาตอนออกค่ายก็เหมือนกับเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆคือหน้ามันเลื่อมเหงื่อโชกนุ่งกางเกงยีนส์ซีดๆมอมๆกับเสื้อยืดย้วยๆมอซอ

ส่วนเขาก็รู้จักนลินีแค่เป็นสาวเหนือที่มีอยู่ไม่กี่คนในกลุ่มออกค่าย แต่กลับเป็นกำลังสำคัญเวลาเพื่อนๆชาวบางกอกฟังภาษาคำเมืองไม่ทันหรือไม่ออก ก็ได้อาศัยชาวเหนือในกลุ่มช่วยเป็นล่ามเฉพาะกิจให้ จะว่าไประหว่างนลินีกับเป็นหนึ่งจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลยถ้าไม่เพราะ ความชอบปลีกวิเวกไปชมธรรมชาติพร้อมเสพวรรณกรรมที่นลินีโปรดปราน บังเอิญว่ามันเป็นสถานที่เดียวและช่วงเวลาเดียวกับที่คุณชายไฮโซในมาดกรรมกรหลบเพื่อนๆมาแอบงีบรับลมโชยยามเย็นพอดี

และเมื่อมีวันแรกวันที่สองที่สามก็ตามมา จากที่ไม่เคยมีกันและกันอยู่ในสายตาก็กลายเป็นว่าไม่ว่าจะมองไปทางนั้นก็จะเห็นอีกคนอยู่ตรงนั้น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าระหว่างคนนั้นเดินผ่านมาพอดีในระยะที่มองไปเห็น หรือว่าสายตามันคอยแต่จะส่ายไปหาเขาตลอดเวลา แต่ที่แน่ๆนลินีไม่ได้เป็นคนเดียวหรอกอีกฝ่ายก็เป็นด้วย รู้ได้ง่ายๆเพราะตลอดวันเธอกับเขามักสบตากันโดยบังเอิญหรือไม่บังเอิญอยู่บ่อยๆ

“นั่นน่ะซิ เราไม่ได้ดูตะวันตกดินด้วยกันนานแล้วเนอะนี นึกถึงตอนออกค่ายที่ภูผกา นีจำได้ไหม ที่เราชอบแอบเพื่อนๆไปที่หน้าผาท้ายหมู่บ้านบ่อยๆ”

เสียงทุ้มๆของคนนั่งข้างๆดังขึ้นเรียกสติของนลินีให้ออกมาจากภาพหวานวันวาน แล้วก็ระลึกได้ว่าเธอกำลังอยู่ในสวนสาธารณะที่พยายามจำลองธรรมชาติมาไว้กลางเมือง และคนข้างๆก็คือเขาคนนั้นที่ในความหลังนลินีมองว่าเป็นคนที่พร้อมจะลุยในทุกสภาวะไม่ว่างานหนักเบา เป็นหนึ่งที่ภูผกาเหมือนชายหนุ่มในยุค ‘เพื่อมวลชน’ ซึ่งตรงตามผู้ชายในอุดมคติของนลินีพอดี

“วันแรกที่ผมเห็นนีนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่หน้าผา ยังจำได้ว่านีมองตะวันจะตกดิน แต่ในมือกลับถือ ‘ขอบฟ้าขลิบทอง’ แล้วในวันต่อๆมาก็มี ‘จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย’ ‘ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง’ สงสัยภาพวิวของจริงมันคงสอดคล้องกับภาพวิวที่บรรยายในบทกวีมั้ง หน้าตานีอินมากๆ อ้อหลังจากนั้นยังมี ‘ฉันจึงมาหาความหมาย’ ผมเลยคิดเอาว่าที่นีไปปลีกวิเวกเนี่ย เพราะอยากหาความหมายจากท้องฟ้าและตะวันพร้อมๆกับคอยส่งเจ้าขุนทองออกท่องราตรี”

ไม่ใช่แค่เพียงบรรยายให้ฟังอย่างเดียว แต่คนบรรยายยังเห็นภาพที่จำได้ติดตามาถึงวันนี้ก็คือ ภาพนั้นงดงามอย่างที่สะกดใจผู้เห็นจนตะลึงงัน ตราบจนทุกวันนี้มันก็ยังไม่เคยเลือนหายไปจากใจเลย

เป็นหนึ่งจำได้ดีว่าวันนั้นเหน็ดเหนื่อยและออกจะหงุดหงิดเสียงกับเจี๊ยวจ๊าวจึงแอบเพื่อนๆมางีบหลับเงียบๆที่หน้าผาท้ายหมู่บ้าน ชายหนุ่มเลือกเอนร่างหลังก้อนหินขนาดใหญ่ไม่ชิดหน้าผามากนัก แต่หากมีบุคคลเดินมาจากหมู่บ้านก็จะมองไม่เห็นเพราะก้อนหินยักษ์นั่นเป็นกำบังอย่างดี

หลังจากงีบได้สักครึ่งชั่วโมงเสียงนกร้องก็ปลุกให้เป็นหนึ่งลืมตาขึ้นคงเพราะปกติเขาไม่ชินกับการนอนช่วงเย็นเท่าไหร่จึงตื่นง่าย และยิ่งกว่านั้นชายหนุ่มยังยินเสียงจามทำให้ต้องส่ายตามองหาต้นเสียง พบว่าเจ้าของเสียงจามเป็นหญิงสาวร่างโปร่งกำลังนั่งชันเข่าพิงต้นไม้ใหญ่หันหน้าไปทางหน้าผา เธอคนนั้นคงไม่รู้เลยว่าถัดออกมาหน่อยหลังก้อนหินใหญ่จะมีคนแอบดูอยู่เพราะกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในมือ

แวบแรกที่เห็นก็พอจะคุ้นๆว่าเป็นเพื่อนต่างคณะที่มาออกค่ายซึ่งเขาไม่เคยคุยด้วย หรือคุยด้วยก็น้อยเต็มที แต่ดูอีกทีเธอผู้นั้นก็หน้าคล้ายคนท้องถิ่นนี้ ผิวขาวเหลืองนวลเนียนดวงหน้าเรียวยาว ดวงตารียาวไม่เล็กและไม่กลมโตแต่ก็รับกับจมูกเล็กปลายแหลมและริมฝีปากบาง ชวนให้นึกถึงสาวงามเมืองเหนือผู้น่าสงสารจนอยากทะนุถนอมเช่น สาวเครือฟ้า หรือไม่ก็พระเพื่อนพระแพง สองศรีพี่น้องที่ถูกมนตราแห่งความรักครอบงำจนยอมทำทุกทางเพื่อคนที่รัก แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม เข้าใจพระลอแล้วล่ะว่าทำไมจึงต้องเอาชีวิตมาทิ้ง หรือถ้าเขาจะเป็นร้อยตรีพร้อมคงไม่โง่ทิ้งสาวเครือฟ้าไปหานางในบางกอกแน่ๆ

บางทีอาจเพราะเป็นหนึ่งเพิ่งลืมตาขึ้นเลยยังงัวเงียเห็นอะไรเลือนรางราวกับมีสายหมอกปกคลุม ประกอบกับดวงอาทิตย์กลมโตสีแสดทอรัศมีทองแผ่กระจายกลืนเข้ากับสีม่วงอมชมพูของผืนฟ้า หมู่เมฆก้อนเล็กที่กระจายตัวอยู่ก็สะท้อนสีทองไล่มาเป็นริ้วระบัดระบาย เบื้องล่างหน้าผาเห็นเป็นสายหมอกสีขาวบางๆขวางกั้นก่อนจะเป็นสีเขียวทะมึนของหมู่แมกไม้ที่ต่ำลงไป

ธรรมชาติรอบตัวแม้จะหลากสีแต่ก็กลมกลืน เลยส่งความโดดเด่นให้หญิงสาวกึ่งนั่งกึ่งนอนที่เป็นหนึ่งแอบมองนั้นดูสวยงามจับจิตใจจริงๆ ไม่ใช่สวยแบบผุดผาดเหมือนเพื่อนสาวมากหน้าหลายตากับแสงสียามค่ำคืนที่เป็นหนึ่งรู้จัก แต่เป็นความงามละมุนละไม สงบเยือกเย็น อย่างกับภาพวาดนางในวรรณคดี

แล้วอยู่ๆนางในวรรณคดีคนนั้นก็วางหนังสือลงกระทันหัน ก่อนที่เป็นหนึ่งจะทันตั้งตัวหลบแวบไปหลังก้อนหิน เธอคนนั้นก็มองมาทางเขาซะแล้วเป็นอันต้องยุติสภาพถ้ำมอง ซึ่งเมื่อได้พูดคุยกันภายหลังเธอก็บอกว่าเป็นสันชาติญาณ อยู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองเลยมองหาดูแล้วก็มีจริงๆซะด้วย

ลมยามเย็นโชยมาแผ่วเบาพาเอากลิ่นดอกไม้อบอวลไปทั่วบริเวณจนเคลิ้มไปว่ากำลังนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่หน้าผาภูผกากับนลินีเหมือนที่ทำมาตลอดนับตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เสพภาพวิจิตรผลงานของจิตรกรชื่อธรรมชาติ เสพกลิ่นหอมจากทุกอณูอากาศฝีมือของธรรมชาติอีกเช่นกัน และเสพความรื่นเริงใจกับการพูดคุยตามลำพังสองคน

แต่แล้วมือเรียวเล็กที่ตบต้นขาของเขาเบาๆ ก็ปลุกให้เป็นหนึ่งกลับเข้าสู่โลกเห็นความจริงอีกครั้ง เอ๊ะ! ทำไมยังได้กลิ่นดอกไม้อยู่ล่ะ แต่นี่ไม่ใช่ภูผกา แล้วกลิ่นนั้นมันจะมากจากไหน อ๋อ...กลิ่นดอกลั่นทมต้นข้างๆนี่เอง

“ดูซิ! เอาชื่อหนังสือเขามาเรียงซะเสียหมด นั่นน่ะนักเขียนแนวหน้าของเมืองไทยทั้งนั้นเลยนะ”

แล้วนลินีก็หัวเราะคิกกับคำเหย้าแหย่ของคนช่างสังเกตแม้รายละเอียดเล็กๆน้อยอย่างชื่อหนังสือก็ยังอุตส่าห์จำเอามาแถมร้อยเรียงล้ออย่างน่าหมันไส้ ขนาดนลินีเองยังลืมไปเลยว่าเมื่อเกือบสองปีที่แล้วที่ภูผกาเธออ่านหนังสืออะไรบ้าง หญิงสาวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้สีขาวตัวยาวเอียงศรีษะให้มาอิงกับไหล่ของคนนั่งข้างๆ ปล่อยให้เขาเอาฝ่ามืออุ่นลูบเรือนผมที่เธอปล่อยเคลียบ่า

“นีชอบที่ภูผกามากนะ ไม่แน่เรียนจบอาจไปสมัครเป็นครูอาสาขึ้นไปสอนที่นั่นจริงๆก็ได้ ไหนๆก็สร้างโรงเรียนมากับมือแล้วนี่”

“ได้ไงนี เรียนจบนีต้องมาช่วยผมทำงานที่โรงแรมต่างหาก นีก็รู้ว่าภาษาผมห่วยขนาดไหน ยังไงจองตัวนีมาเป็นล่ามส่วนตัวล่ะกันนะ ”

ถึงตอนนี้เมื่อคบหากันมาเป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว ภาพของคนที่พร้อมลุยในทุกสภาวะ และความเป็นกันเองไม่เอาเปรียบเพื่อนฝูงของเป็นหนึ่งยังไม่ได้หายไปไหน หากเขาไม่ได้หลุดออกมาจากยุค ‘เพื่อมวลชน’ อย่างที่นลินีเคยคิดไปเอง เมื่อได้เข้ามาในเมือง เป็นหนึ่งก็เหมือนกับบรรดาลูกเศรษฐีที่พ่วงเฟอร์นิเจอร์และเพ็ดดีกรีพร้อมนามสกุลแบรนเนมติดตัวตลอดเวลา แม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจก็เถอะแต่สังคมและครอบครัวที่เขาเติบโตมาเป็นแบบนี้ไม่แปลกหรอกที่นอกจากความเรียบง่ายสบายๆแล้วบางครั้งเขาก็ยังสลัดความหวือหวาแบบลูกคนรวยไม่พ้นอยู่ดี

“เรียบจบนีอยากกลับไปทำงานแถวบ้าน นีไม่ชอบกรุงเทพฯ คนเยอะรถเยอะเสียงดัง วุ่นวาย”

นลินีเริ่มพยายามหาเรื่องวกเข้าประเด็นที่เธอตั้งใจมานานแล้วว่าต้องพูด เพื่อตัวเธอและเป็นหนึ่ง เพื่ออนาคตที่ดีของทั้งสองฝ่าย เพื่อมิตรภาพที่ดีที่นลินีอยากรักษาไว้ชั่วชีวิต

“แล้วหนึ่งน่ะ คงมีสาวๆสวยๆที่เขาคล่องๆเก่งๆ เรียงหน้ามาช่วยงานกันเพียบ ถึงเวลานั้นหนึ่งคงให้นีทำงานเป็นเด็กล้างจานในโรงแรมแน่เลย”

“โอ้ย! ไม่มีทาง ใครจะทำกับแฟนตัวเองอย่างนั้นเล่า มีแต่จะให้นีอยู่ใกล้ๆ แบบเห็นหน้ากันทั้งวันเลยล่ะ”

“อี๊...เลี่ยน....แค่นี้ยังไม่เบื่อหน้ากันอีกหรือไงนะ” นลินีทำหน้าย่นตามคำอุทานแล้วก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มละไม ที่กระตุ้นหัวใจของชายหนุ่มข้างๆให้เอิบอิ่ม

“ไม่เบื่อ.....ไม่เคยเบื่อสักนิด นีล่ะเบื่อหน้าผมบ้างไหม”

“ไม่เบื่อหรอก แต่......”

คำแสดงเงื่อนไขของหญิงสาวทอดเสียงแปร่งๆ ทำให้เป็นหนึ่งก้มลงมองหน้าที่อิงไหล่เขาอยู่ แล้วก็ยิ่งฉงน เพราะเวลานี้รอยยิ้มสดใสจางหายไปแล้ว หัวคิ้วขมวดหากันนิดๆ ใบหน้านั้นเรียบเฉยเหมือนพยายามสะกดอารมณ์เป็นหนึ่งรู้ดีว่าทุกครั้งที่แฟนสาวมีปฏิกิริยาเช่นนี้ คงต้องมีเรื่องหนักใจและจริงจังมาก พลอยทำให้ชายหนุ่มหยุดร่าเริงไปชั่วขณะ







“แต่ อะไรเหรอนี”

เงียบ!.....ไม่มีเสียงตอบกลับ

“แต่อะไร หือ?”

คราวนี้คนถามเสียงแข็งขึ้น ด้วยว่าไม่ค่อยมีคนขัดใจถ้าเขาถามอะไรก็มักจะได้รับคำตอบทันที แม้ว่าบรรดาคนเพียงสามสี่คนที่เขายอมให้ขัดใจจะมีเธอคนข้างๆรวมอยู่ด้วย แต่ปกตินลินีก็ไม่ใช่คนพูดจาอ้ำอึ้งอย่างนี้นะซิ

“แต่...หนึ่งแน่ใจเหรอว่ามีความสุข เวลาคบกับนี”
“ทำไมนีถามอะไรแบบนั้น ก็รู้ๆกันอยู่ ไม่น่าถาม” เสียงของชายหนุ่มห้วนแม้จะไม่ถึงกับตวาดกลับก็เถอะ

“บางทีเราทั้งคู่อาจรู้หรือเข้าใจอะไรผิดๆ ก็ได้” นลินียังคงพูดต่อด้วยเสียงนิ่งเช่นเดียวกับสีหน้าเฉยไม่ถึงกับเฉยชาแต่ก็นิ่งเสียจนน่ากลัว เหมือนน้ำนิ่งที่ไม่มีใครรู้ความลึกเพราะยากจะหยั่งถึง

“มีอะไรจะพูดกับผมก็พูดมาเถอะนี อย่าทำอึกอักอยู่เลย” เป็นหนึ่งเสียงอ่อนลงเมื่อนึกว่านี่มันคงถึงเวลาที่เขาจะถูกลงทัณฑ์กับสิ่งที่ทำซะล่ะมั้ง เอาเถอะไม่ว่านลินีจะต่อว่าอย่างไรแรงขนาดไหนเขายินดีรับผิด ก็รู้ตัวอยู่หรอกว่าผิดจริงๆ

“หนึ่งฟังนีดีๆนะ ฟังอย่างคนที่มีเหตุผลไม่ใช่ฟังด้วยอารมณ์ อย่าเพิ่งโกรธหรือโมโห ถ้ามีอะไรก็พูดกันดีๆหลังจากนีพูดจบแล้ว”

“ผมก็พอจะรู้ผิดชอบชั่วดีเหมือนกันนะ ก็พอจะรู้ตัวอยู่หรอกว่าบางครั้งทำอะไรไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง นีมีอะไรจะ เอ่อ…..ว่า ก็ว่ามาเถอะ”

นลินีระบายลมหายใจยาวช้าๆทว่าหนักแน่น “นีอยากให้เราทั้งคู่ถอยหลังไปคนละก้าว อยากให้เรากลับไปคบกันแบบเพื่อน…..เพื่อ........”

“อะไรนะ ! นี่นีกำลังชวนผมเลิกหรือ”

เป็นหนึ่งไม่รอให้นลินีพูดจบประโยค พอเขาจับใจความได้ก็โพล่งขัดขึ้นด้วยความตกใจและแปลกใจอย่างที่สุด ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงมาตอนเย็นที่ไม่มีเค้าฝนนี่แหละ ด้วยความลืมตัวเป็นหนึ่งใช้สองมือจับต้นแขนของคนที่นั่งอิงเขาดันให้ห่างออกมาเพื่อที่จะมองหน้าเธอให้ชัดๆ

“ล้อเล่นแบบนี้ไม่ดีนะนี ทีหลังอย่าพูดอีก ผมไม่ชอบ” เป็นหนึ่งคิดว่าบางทีนลินีอาจพูดเล่นก็ได้ แต่ก็เป็นการพูดเล่นที่ไม่สวยเอาเสียเลย ชักไม่สนุกซะแล้วซิ แม้จะรู้ว่ามีชนักติดหลังแต่ก็ขอต่อว่าหน่อยเถอะ

“ใจเย็นๆซิหนึ่งฟังนีพูดให้จบก่อน แล้วหนึ่งเห็นว่านีเป็นคนล้อเล่นกับเรื่องแบบนี้หรือไง บอกแล้วว่าให้ฟังด้วยเหตุผลไม่ใช่อารมณ์ นี่อะไร! ยังไม่ทันจะอธิบายหนึ่งก็เสียงเขียวแล้ว ”

คำตัดพ้อของนลินีชัดถ้อยทุกคำไม่รัวเร็วแต่แน่นหนัก เหมือนสายตาที่บอกว่าเธอไม่ได้ล้อเล่นสักนิด อาการสงบที่แฝงพลังเร้นลับทำเอาคนที่กำลังฉุนนิ่งอึ้ง และเมื่อนลินีเห็นเขาสงบมือที่บีบต้นแขนเธอแน่นเมื่อครู่คลายน้ำหนักลงแม้จะยังไม่ปล่อยแต่ก็ไม่สร้างความเจ็บปวด หญิงสาวจึงเริ่มพูดต่อ

“นีคิดว่า เรากลับไปเป็นเพื่อนกันดีกว่า เราจะได้ไม่ต้องทนกับการพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นที่พอใจของอีกฝ่าย หนึ่งอย่าปฏิเสธนะว่าหลายครั้งเวลาอยู่กับนีหนึ่งอึดอัด ไม่มีความสุขเท่าไหร่หรอกใช่ไหม นีคงต้องบอกหนึ่งตรงๆเหมือนกันว่า หลายครั้งที่นีไปไหนๆกับหนึ่ง นีก็....”

นลินีหยุดพักมองคนตรงหน้าเห็นแววตางงงันและปวดร้าวจนทำเอาใจของเธอเจ็บแปลบไปด้วย แต่เขาก็ไม่ได้โวยขึ้นมากลางคันอีก แสดงจุดประสงค์ว่าต้องการให้เธอพูดให้จบ จบแล้วก็คงเป็นทีของเขาบ้างล่ะ หญิงสาวกลืนน้ำลายก่อนจะต่อประโยคที่ค้างไว้

”หลายครั้งที่ไปกับหนึ่ง นีก็......ก็ฝืนใจตัวเองเหมือนกัน เพราะอยากเอาใจหนึ่ง อยากทำให้หนึ่งมีความสุข อย่างคนเป็นแฟนที่ดีเขาควรจะทำให้กัน แต่นีก็เป็นนีทำได้ดีแค่นี้แหละ นีคิดว่าถ้าเรากลับไปเป็นเพื่อนกัน หนึ่งจะได้มีโอกาสหาคนที่เขาเข้ากับหนึ่งเหมาะสมกับหนึ่งได้มากกว่านี “

”แต่นีก็จะยังเป็นเพื่อนของหนึ่งนะ เราจะยังเป็นเพื่อนกันอย่างที่มีปัญหาก็ปรึกษาหารือช่วยเหลือกันได้ หรือเบื่อๆเซ็งๆก็ชวนกันไปไหนมาไหนได้ เพียงแต่ว่าเราไม่ต้องเอาตัวมาผูกมัดกันด้วยคำว่าแฟน ถ้ามีอะไรไม่พอใจอีกฝ่ายก็บอกกันตรงๆ ไม่ใช่พยายามฝืนใจเพื่อเอาใจกันเพราะกลัวว่าแฟนจะไม่พอใจหรือบอกเลิก”

“ความเป็นเพื่อนจะทำให้เราไม่คาดหวังอะไรกับอีกฝ่ายมากเกินไป เราจะ ‘ให้’ ก็ต่อเมื่ออยากให้ และเลือก ‘รับ’ ในสิ่งที่เราอยากรับโดยที่ไม่มีปัญหาว่าจะผิดหวังเสียใจเท่าไหร่ถ้าเพื่อนไม่ให้ในสิ่งที่เราต้องการ ในคำว่าเพื่อนจะทำให้เราคบกันได้ยืดยาวแม้จะผิดใจกันนับร้อยๆครั้งถ้าไม่ถึงกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ หรือถึงแม้จะไม่ได้ติดต่อไม่ได้เจอหน้าแรมปีแต่ถ้ากลับมาเจออีกครั้งเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้“

“กับเพื่อนจะทำให้เรากล้าแสดงความเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด นีไม่ได้จะเลิกคบกับหนึ่งแล้วก็ไม่อยากให้หนึ่งเลิกคบกับนีด้วย แต่อยากให้เราเปลี่ยนสถานะกันใหม่เท่านั้นเอง แล้วถ้าสมมุติวันใดวันหนึ่งเราก็อาจเปลี่ยนจากสถานะเพื่อนมาเป็น...เอ่อ....เป็นแฟนกันใหม่ก็ได้ เราทั้งคู่อายุยังน้อย ยังอยู่ในวัยที่เต็มไปด้วยอิสรเสรี ยังไม่จำเป็นที่จะต้องทำตัวให้มีพันธะ ทั้งหนึ่งและนีไม่ควรรีบปิดโอกาสตัวเอง“

หลังจากพรั่งพรูคำพูดชุดใหญ่ที่ใคร่ครวญมาเป็นอย่างดีแล้วนลินีก็เงียบเสียงเพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย มือของเขาละจากต้นแขนเธอ ถูกนำไปประสานกันไว้ที่ตักของเจ้าของมือ บีบแน่นจนเห็นเส้นเลือดสีเขียวนูนออกมาเด่นชัด แววตาแข็งทอดตรงนิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง

“ถึงคราวหนึ่งแล้วมีอะไรจะพูดไหม” หญิงสาววางมือของเธอบนมือของเป็นหนึ่งอย่างอ่อนโยน หวังช่วยคลายความตึงเครียดในตัวเขาลงได้บ้าง

“ผมมันเลวมากใช่ไหมนี ชั่วช้าสามานจนนีอภัยให้ไม่ได้”

เพราะกัดฟันพูดเสียงของเป็นหนึ่งที่ปล่อยออกมาจึงค่อนข้างแข็งแต่ก็พร่าสะเทือน ทำเอาจิตใจคนฟังหวั่นไหวไปด้วย จนเกือบจะใจอ่อนถอนคำพูดยืดยาวที่ลั่นออกไป แต่ไม่ได้หรอกถ้ายังคบกันแบบเดิมมันก็จะเป็นแบบที่แล้วๆมาอาจจะยิ่งแย่ลงด้วยซ้ำและเมื่อถึงเวลานั้น มิตรภาพก็คงไม่เหลือพอที่จะเป็นเพื่อนกันได้อีก

“หนึ่งจ๋า นีไม่เคยเห็นหนึ่งเลวหรือชั่วอะไรเลยนะ อย่า....”

“เพราะเรื่องเมขลาใช่ไหมนี ผมยอมรับว่าผมผิดแต่น้องเขาก็รู้แต่แรกแล้วว่าผมมีนี ผมยอมรับอีกก็ได้ว่าอาจจะเคยแอบไปเที่ยวแบบดูหนังกินข้าวกับผู้หญิงคนอื่นๆ แต่มันก็แค่ชั่วคราวไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งแล้วผมก็ไม่เคยปิดบังใครว่าผมมีนี ทุกคนเขารู้กันทั้งนั้น แล้วตอนนี้ผมก็เลิกหมดแล้ว ผมไม่มีใครแล้วจริงๆนะ ต่อไปก็จะไม่มี จะมีนีคนเดียว”

“หนึ่งไปกันใหญ่แล้ว....โธ่.....”

“ผมไม่เคยสาธยายความเลวของตัวเองให้ใครฟังมาก่อน แต่ที่ผมยอมสับตัวเองเป็นชิ้นๆอย่างนี้ก็เพราะผู้หญิงตรงหน้าผมเป็นนี เข้าใจไหมว่าเพราะเป็นนี นลินีคนนี้คนเดียว”

เป็นหนึ่งไม่ได้พูดเปล่าแต่เขารวบเอาสองมือของนลินีที่วางทับหลังมือของเขามาบีบอย่างแน่นเหนียว ราวกับจะย้ำว่านลินีคนที่เขาพูดถึงก็คือนลินีคนนี้ คนที่มีเลือดเนื้อและนั่งอยู่ตรงหน้าเขานี่แหละ สายตาก็ไม่ได้เหม่อมองอย่างไร้จุดหมายอีกต่อไปเพราะเขาจับจ้องที่หญิงสาวอย่างที่ไม่คลาดสักวินาที ไม่ใช่การจับผิดแต่ชายหนุ่มกลัวเหลือเกินในเวลานี้ว่า แม้เพียงชั่วพริบตาเขาก็อาจจะสูญเสียเธอไป

นลินีไม่ได้เอ่ยวาจาตอบโต้เพราะเธอต้องการให้เป็นหนึ่งพูดในสิ่งที่อยากพูดมาให้หมดสงสารที่เห็นเขาเครียดขึ้นถนัดตา คนเครียดมากๆถ้าไม่ระบายเลยก็ไม่ดี แต่ตอนนี้เขาก็ดีขึ้นกว่าครั้งแรกที่ได้รับรู้ในสิ่งที่เธอพยายามสร้างความเข้าใจ ไม่ได้กัดฟันจนกรามนูนน่ากลัวเหมือนตอนแรก ฝ่ามือใหญ่ที่บีบมือเธอไว้ก็ไม่ได้รุนแรงหากเป็นไปในทางวิงวอนมากกว่า

“โกรธผมโมโหผม ทำไมนีไม่ด่าว่าผมล่ะ นีจะตบผมสักร้อยฉาดก็ได้ นีจะให้ผมทำอะไรเป็นการไถ่โทษก็บอกซิ “

เป็นหนึ่งมองหญิงสาวด้วยแววตาเซื่องซึมเหมือนคนบาดเจ็บสาหัสที่อุทรณ์ขอความเห็นใจต่อผู้ที่สามารถเยียวยาชีวิต หรืออีกนัยหนึ่งคือวิงวอนต่อผู้พรากชีวิตมิให้กระทำการ แม้จะรู้อยู่ว่าบาดแผลนั้นเป็นผลงานของตัวเองที่ทำตัวเอง

”แต่อย่าทำแบบนี้ อย่าบอกเลิก จะให้ผมเลิกรักนีง่ายๆผมทำไม่ได้”

เงียบกันไปเป็นครู่

เป็นหนึ่งเงียบเพราะเขาไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว ทั้งความผิดก็สารภาพไปหมดไส้หมดพุง นลินีคงเห็นความน่าเกลียดน่าขยะแขยงของสันหลังที่เหวะหวะ และคำลุแก่โทษก็ได้กล่าวไปแล้วเช่นกัน เขายอมรับผิดเพราะผิดจริง แต่ก็อยากจะได้รับการลดโทษหรืออภัยบ้าง ขนาดศาลยุติธรรมยังลดโทษให้กับนักโทษที่ยอมสารภาพผิดเลย ชายหนุ่มนั่งนิ่งเพราะหวังในใจเงียบๆว่านลินีจะยอมละโทษให้กับนักโทษที่ไม่ว่าจะเลวแค่ไหนก็ยังรัก...รักจริงๆอย่างที่ไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนแบบนี้มาก่อน

นลินีเงียบเพราะพยายามสะกดกลืนความรู้สึกในหัวใจที่โอนอ่อนตามเขา เพราะความจริงเธอไม่เคยเกลียดเขาเลยสักนิด แม้จะมีช่วงเวลาที่ต้องเจ็บเพราะเขาก็ตาม หญิงสาวรู้ว่าเขาพูดจริงเรื่องที่ว่าเขารักเธอ แต่นลินีอยากให้เป็นหนึ่งเข้าใจเหลือเกินว่า แค่รัก มันไม่พอ

“หนึ่งจ๋า...นีไม่เคยโกรธหรือเกลียดหนึ่งเลยนะ ที่นีชวนหนึ่งเลิก..เอ่อ...เลิกเป็นแฟนแต่ไปเป็นเพื่อนเนี่ย มันไม่เกี่ยวกับใครๆทั้งนั้น ไม่เกี่ยวแม้แต่เมขลาและผู้หญิงอีกเป็นโขยงของหนึ่ง มันเป็นเรื่องของเราสองคน”

“ที่ว่าไม่โกรธผมเรื่องเมขลาเนี่ย นีพูดจริงๆหรือ”

นลินียิ้มนิดๆก่อนจะพยักหน้า “จริงจ๊ะ...ถ้านีโกรธหนึ่งเรื่องเมขลา นีฉะหนึ่งไปตั้งแต่รู้เรื่องวันแรกแล้วล่ะ ไม่ปล่อยให้ลอยนวลมาถึงวันนี้หรอก ที่นีไม่โกรธเพราะรู้ตัวว่านีก็มีส่วนผิดเหมือนกัน”

“นีไม่ได้ผิดอะไรเลย ผมต่างหากที่ผิดเต็มประตู”

“ผิดซิ....เพราะนีบกพร่องไงหนึ่ง นีทำหน้าที่ของนีไม่ดีพอ ทำให้หนึ่งถึงต้องไปมีคนโน้นคนนี้ หนึ่งรู้ไหมยิ่งหนึ่งพูดถึงความผิดเรื่องที่ไปแอบมีผู้หญิงคนอื่นมากท่าไหร่ หนึ่งยิ่งทำให้นีเห็นความบกพร่องของตัวเองมากเท่านั้น อย่างเวลาหนึ่งอยากไปไหนหรือทำอะไรที่นีไม่ชอบนีก็จะบอกปัดไม่ไปด้วย อย่างไปออกงานเลี้ยงหรูๆ ดูคอนเสิร์ต หรือดูหนัง ไม่แปลกหรอกถ้าหนึ่งจะหาคนอื่นไปเป็นเพื่อนแทนนี”

“ไม่นะนี ผมไม่เคยคิดจะเอาใครมาแทนนี” สายตาของเป็นหนึ่งยังคงบอกถึงความงุนงง หญิงสาวจึงรีบอธิบายต่อ

“นีกำลังจะบอกหนึ่งว่า แค่รักกันมันไม่พอ เราสองคนมีอะไรหลายๆอย่างที่เข้ากันไม่ได้ อย่างเมื่อวานนี้ที่ร้านหนังสือหนึ่งคงทนรำคาญนีน่าดูเลยใช่ไหม ยังไม่รวมกับความน่ารำคาญอีกนับร้อยที่นีทำให้หนึ่งต้องอดทนตลอดเวลาเกือบสองปีที่คบกันมา แล้วก็......นีคงต้องขอพูดตรงๆนะว่า หลายครั้งเหมือนกันที่นี....เอ่อ....นี”

“ที่นีต้องทนกับผมใช่ไหม? ผมยอมรับนะนีว่าพฤติกรรมและนิสัยบางอย่างของเราไม่เหมือนกัน แต่เราก็สามารถปรับให้เข้ากันได้นี่ เขาก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้นแหละ เวลาคบกันก็ต้องค่อยๆปรับตัวและเรียนรู้กันไป” เป็นหนึ่งแย้ง

“แล้วมันจะดีกว่าไหมหนึ่ง ถ้าเราได้คบกับคนที่เราพอใจโดยไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองจนไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเอง เราอายุยังน้อยกันทั้งคู่ ไม่ควรรีบจำกัดตัวเอง ที่นีชวนหนึ่งให้ถอยความสัมพันธ์ของเราสองคนก็เพราะว่า อยากรักษาความรู้สึกดีๆที่เคยมีให้กันไว้ เอาความผิดพลาดครั้งนี้เป็นบทเรียนในวันข้างหน้า ดีกว่าที่จะเดินต่อแล้วไปจบกันในวันที่ความอดทนของทั้งคู่สิ้นสุด พอถึงวันนั้นเรื่องราวดีๆความรู้สึกดีๆมันก็คงถูกทำลายไม่มีอะไรเหลือ ทุกครั้งที่เรากลับมาคิดถึงกันก็จะมีแต่ความเจ็บปวด แม้แต่จะเป็นเพื่อนก็ยังไม่ได้เลย”

“ผมคิดว่าพอจะเข้าใจที่นีพูด แต่นีคิดว่าง่ายนักเหรอที่คนเคยเป็นแฟนกันจะต้องเปลี่ยนความรู้สึกเป็นแค่เพื่อน สำหรับผู้หญิงผมไม่รู้นะ แต่สำหรับผู้ชายแบบผมมันยากมากๆ ถ้าทำอย่างนั้นให้จบแบบขาดกันไม่ต้องมองหน้ากันไปเลยดีกว่า”

นลินีสะอึก “น่าเสียดายนะถ้าต้องจบกันแบบนั้น.........มันไม่สวยเลย”

อีกครั้งที่ต่างฝ่ายต่างเงียบ







ตะวันลับฟ้าไปแล้วพาเอาสีสันของบรรดาต้นไม้ใบหญ้าหายไปด้วย ผู้คนที่มาวิ่งออกกำลังกายเริ่มบางตา หากหนุ่มสาวทั้งคู่ยังคงนั่งที่ม้านั่งไม้สีขาวใกล้ต้นลั่นทมตัวเดิม

“มืดแล้ว นีอยากกลับหอ หนึ่งสะดวกจะไปส่งนีไหม ถ้าไม่สะดวกนีกลับเองก็ได้”

ไม่มีเสียงจากคนนั่งข้างๆตอบกลับมา

“หนึ่งจ๋านีคงอยู่ต่อไม่ได้ถ้ามืดกว่านี้จะอันตรายเวลากลับ หนึ่งเองก็ควรจะกลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้ว”

เป็นหนึ่งยังคงนั่งนิ่ง ในที่สุดนลินีจึงตัดสินใจไม่ใช่ด้วยอารมณ์แต่เป็นเพราะนลินีถือว่าทุกคนควรจะทำตามความพอใจของตัวเอง ถ้าเขาอยากนั่งต่อก็คงต้องปล่อย ส่วนเธออยากกลับก็กลับ ไม่ได้มีความโมโหหรือน้อยใจอะไรทั้งสิ้นหากเขาจะไม่ไปส่ง บางทีเป็นหนึ่งอาจจะเลือก ‘ตอนจบ’ ในแบบที่เขาคิดว่าดีกว่าแบบของนลินี นั่นมันก็สิทธิ์ของเขาอีกเช่นกัน

“งั้นนีกลับก่อนนะหนึ่ง” พูดจบนลินีก็ลุกยืนขึ้นทำท่าจะเดินออกไป หากฝ่ายที่นั่งนิ่งเป็นหุ่นคว้าข้อมือเอาไว้ก่อน

“ไปด้วยกัน เดี๋ยวผมแวะส่ง”

เป็นหนึ่งจูงมือนลินีมาถึงรถแล้วเขาก็ขับรถพาเธอมุ่งหน้ากลับหอ ระหว่างทางกลับไม่มีการพูดคุย นลินีเองก็จนปัญญาไม่รู้จะหยิบยกอะไรมาคุยกับเขา ดูเหมือนเป็นหนึ่งอาจจะช็อคหรือโกรธหรือ......อะไรสักอย่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดีหน่อยว่าเขาขับรถด้วยความเร็วปกติ แสดงให้เห็นว่ายังรู้จักควบคุมอารมณ์อยู่เหมือนกัน

รถหยุดเมื่อถึงหน้าหอ นลินีเปิดประตูก้าวออกจากรถเช่นเดียวกับที่เป็นหนึ่งก้าวลงมาจากประตูฝั่งคนขับ

“ขอบใจมากนะหนึ่ง...แล้วยังไงนีจะโทรหานะ....เอ่อ...เรายังคุยกันได้อยู่ใช่ไหม?”

และแล้วนลินีก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวกับความเงียบที่เธอไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นหนึ่งเลือกตอนจบอย่างไร หญิงสาวอธิษฐานว่าเขาคงเข้าใจแนวคิดของเธอบ้าง เขาคงยินดีที่จะรักษามิตรภาพที่งดงามไว้เหมือนที่เธออยากให้เป็น

“ไม่ต้อง”

เสียงที่ตอบกลับมาค่อนข้างห้วนและกระด้าง เหมือนท่าทางของคนพูดเลยทีเดียว นลินีหน้าเสียนี่เธอกับเป็นหนึ่งจะไม่สามารถมองหน้ากันได้อีกแล้วหรือ

“ไม่ต้องโทรหาผม...ผมไม่อยากได้ยินเสียงนี ไม่อยากเห็นหน้านี”

ทั้งๆที่ทำใจไว้แล้วแต่นลินีก็อดไม่ได้ที่จะใจหาย เท่านั้นยังไม่พอยังรู้สึกร้อนๆที่ขอบตาแล้วก็ทำท่าว่าจะมีน้ำใสๆหยาดหยดลงมาจริง แต่ไม่มีทางหรอกที่คนอย่างนลินีจะร้องไห้ให้ใครเขาเห็นความอ่อนแอง่ายๆ หญิงสาวรีบหันหลังให้เขาแล้วเชิดหน้าขึ้นเพื่อให้หยดน้ำที่คลออยู่ไหลกลับไปที่เดิม

“ผมยังทำใจกับสถานภาพใหม่ของตัวเองไม่ได้” เป็นหนึ่งพูดกับแผ่นหลังบอบบางนั่น “ขอเวลาผมสักนิดนะนี ขอให้ผมปรับตัวปรับใจ ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ผมจะมาหานีเอง มาอย่างเพื่อนที่ดีต่อกัน อย่างที่นีต้องการ”

น้ำเสียงที่นุ่มลงทำให้นลินีหันมาหาเขาอีกครั้ง แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความปิติยินดี ตรงข้ามกับแววตาที่แห้งผาดของอีกฝ่าย

“นีดีใจที่หนึ่งเข้าใจนี ดีใจที่มีหนึ่งเข้ามาในชีวิต และอยากบอกว่าไม่เสียใจเลยนะ ที่รักครั้งแรกของนีเป็นหนึ่ง”

“ผมก็เหมือนกัน ผมต้องยอมนีแบบนี้เพราะไม่อยากสูญเสียนีไปโดยไม่เหลือแม้แต่ความเป็นเพื่อน แต่ไม่มีทางที่นีจะเปลี่ยนความคิดเลยใช่ไหม”

นลินียิ้มนิดๆแต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจแทนคำตอบ

“หัวใจนีเนี่ย ภูเขาน้ำแข็งดีๆนี่เองนะ ไม่รู้ว่าลูกเดียวกับที่ล่มเจ้าเรือยักษ์ไททานิครึเปล่า สวย แข็งแกร่ง เยือกเย็น และลึกลับ”

ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีใจเหมือนภูเขาน้ำแข็งหน้านิ่วลงเล็กน้อยเพราะรู้ว่าถูกเหน็บแหนม แต่ด้วยปกติเธอเป็นคนไม่ชอบต่อปากต่อคำอยู่แล้วจึงนิ่งเสีย

“จำไว้ด้วยนะนีที่นีบอกว่า วันใดวันหนึ่งเราอาจเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนมาเป็นแฟนกันใหม่ก็ได้ ถ้าต่อไปเราทั้งคู่ยังไม่มีใครที่ถูกใจ ผมจะทวงสิทธิ์นั้นกับนีในสักวัน เวลานั้นเราคงเป็นผู้ใหญ่มีความรับผิดชอบกันมากกว่านี้ และผมจะไม่ยอมหยุดแค่แฟนหรอกนะ” พูดจบเป็นหนึ่งก็กลับขึ้นรถและออกรถในทันที

อีกครั้งที่นลินีได้แต่ยิ้มแทนคำตอบรับกับคำพูดทิ้งท้ายของเขา จะเอาอะไรแน่นอนกับอนาคต ความรักเองก็เถอะมันมีเส้นทางของมัน นลินีเคยอ่านคำอธิบายเรื่องเนื้อคู่จากหนังสือบางเล่ม เขาบอกว่า คนเราบางทีเกิดมาก็อาจมีคู่ได้หลายครั้ง ในชาติหนึ่งอาจเจอทั้งคู่แท้ คู่กรรม หรือ คู่ซ้อม

คู่แท้คือคู่รักที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน คอยช่วยเหลือเจือจุน ดูแลกัน รักกัน จนแก่เฒ่า คู่กรรมคือคู่รักที่เกิดมาเพื่อใช้กรรมที่เคยทำกันไว้ในชาติก่อน เช่นพวกคู่รักบางคู่ที่มีเรื่องตบตีกันไม่เว้นแต่ละวันแต่ก็ต้องทนอยู่กันไปอย่างนั้นด้วยเหตุผลนานาประการ หรือบางคู่ที่รักกันแทบตายแต่ก็ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้

คู่ซ้อมคือคู่รักที่ทำให้เราได้เรียนรู้ความรักก่อนที่จะได้เจอเนื้อคู่จริงๆ อย่างที่นลินีเห็นบ่อยๆ ก็พวกเพื่อนบางคนที่พอมาเรียนมหาวิทยาลัยไกลบ้านก็แอบจับคู่มีครอบครัวเล็กๆของตัวเอง พอเรียนจบต่างก็แยกย้ายกันไปทางใครทางมัน หรืออย่างน่ารักๆ ก็คงเป็นรักแบบ ‘แฟนฉัน’ ใสซื่อบริสุทธิ์เป็นความทรงจำแสนหวาน

.............................................................

“กลับมาแล้วเหรอนี ไปเที่ยวกับหนึ่งสนุกไหม ไหนว่าจะรีบกลับ ลืมอั้มแล้วล่ะซิ”

เสียงใสของรูมเมตร้องทักทันทีที่นลินีผลักประตูเข้าห้อง แล้วหญิงสาวก็นึกขึ้นได้ ‘ตายล่ะว่าจะซื้อซาลาเปามาฝากยัยอั้มลืมเลย’ แต่นลินีก็ไม่ได้ตอบคำถามของเพื่อนสาวเพราะบังเอิญสายตาไปพบสิ่งที่น่าสนใจกว่า

“อั้มไปเอาลิลลี่ช่อนี้มาจากไหน”
“มีคนเขาเอามาให้” อัมพิกาตอบไม่ใคร่ใส่ใจเพราะกำลังก้มหน้าก้มตาปั่นรายงาน

“แล้วแก้วกาแฟร้านไออุ่นล่ะ” นลินีไม่ได้ซักว่า ใคร ที่เอาลิลลี่มาให้อัมพิกา เพราะรู้อยู่แก่ใจ หญิงสาวยิงคำถามเกี่ยวกับแก้วกระดาษไขที่ไม่มีอะไรอยู่ข้างในแล้ว แต่ก็ยังวางอยู่บนโต๊ะของคนกำลังทำการบ้าน

“ฮื้อ....ก็...ก็...นีสั่งให้อั้มไม่ใช่เหรอ เอ่อ....เค้า..ก็เลยเอามาส่ง” คราวนี้อัมพิกาตอบแบบไม่เต็มเสียงนัก

“โอ๊ะ...โอ๋ เพื่อนเราเสน่ห์แรงเหมือนกันแฮะ......แล้ว .....เป็นไง....รถไฟชนกันรึเปล่าเนี่ย?”

“นีน่ะ....พูดอะไรก็ไม่รู้ อย่ามองอั้มแบบนั้นซิ”

แล้วนลินีก็หัวเราะคิกกับแก้มแดงๆพร้อมคิ้วผูกโบว์ของเพื่อน ไม่มีสภาพของนกปีกหักแบบเมื่อคืนวานแล้วก็หายห่วง สงสัยจะได้ยาดี ยาอะไรหนอ ลิลลี่หรือว่ากาแฟ แต่เอาเถอะอัมพิกาหน้าตาสดใสแบบนี้ก็พลอยเอาคนที่เพิ่งมีเรื่องเศร้าหมองรู้สึกดีขึ้นนิด แต่ก็ยังไม่ดีมากพอที่จะถ่ายทอดเรื่องราวโดยไม่สะทกสะท้านได้

“ไหนบอกเราซิ...อั้มไปรู้จักกับรามฤทธิ์ตั้งแต่เมื่อไหร่......แล้ว อัมราเป็นใคร”

นลินีไม่เลือกที่จะเล่าเรื่องตัวเองแต่เลือกจะถามไถ่เรื่องราวปริศนาของอีกฝ่ายแทน ไม่ใช่อยากรู้อยากเห็นแต่เพราะนึกถึงคำเตือนของ....เฮ้อ...อดีตแฟน ที่เกี่ยวกับนายรามฤทธิ์ต่างหาก







สวัสดีค่ะ ลูกค้าร้านไออุ่น และผู้ที่ผ่านมาทักทาย ก่อนอื่นข้าน้อยต้องขอขอบคุณทุกๆคำอวยพรที่ส่งมาให้ทั้งที่ทิ้งไว้ใน comment และหลังไมค์นะคะ วันนี้แม้จะยุ่งๆเพราะงานเข้า แต่ก็มีเรื่องราวดีๆ อาทิ มีคนเลี้ยงสุกี้มื้อเที่ยง ต่อด้วยขนมหวานของฟรีอีกเหมือนกัน อิอิ (ดีตรงที่ฟรีนี่แหละ) แล้วพอมีเวลาแอบเปิดบล็อก ก็เจอของขวัญกองโต ทั้งดอกไม้ ขนมนมเนย เหมาะกับกินแกล้มกาแฟฝีมือนายรุตต์ดีแท้

เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณเลยถือโอกาส up เรื่องซะเลย เป็นเรื่องราวของนายหนึ่งกับหนูนี ที่หลายๆคนลุ้นอยู่ว่านายหนึ่งจะ 'โดน' อะไรบ้าง

สำหรับตอนหน้า ไว้มาดูกันว่านายรุตต์จะงัดลูกเล่นอะไรมาง้อหนูอั้มน้า...


ป.ล. ทุกๆคำอวยพร ย่อมสะท้อนสิ่งดีๆกลับไปยังผู้ให้ค่ะ







Create Date : 22 กรกฎาคม 2552
Last Update : 22 กรกฎาคม 2552 22:47:38 น. 8 comments
Counter : 199 Pageviews.

 
โอ้ย ไม่ โหดร้ายได้อีก
นีใจแข็งมากเลย
แต่ก็ดีนะ ที่ยังคิดได้แบบนี้
แรกรักน้ำต้มผักก็ยังว่าหวานเน๊อะ
แต่แอบสงสารเป็นหนึ่งอ่ะ (ตอนแรกเคือง) ใจอ่อนอ่ะนะ

หวังว่าจะกลับมาคบกันอย่างเข้าใจกันได้นะคะ สาธุ


โดย: ต้นอ้อสีม่วง วันที่: 22 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:18:42 น.  

 
เศร้าจัง ...
แอบสงสารนายหนึ่งเหมือนกันนะ...

แต่ก็ซึ้งใจ ในความจริงใจ
ซึ้งใจในรัก ในความปรารถนาดี
ที่นลินีมีต่อหนึ่ง ...

อย่างนี้สิถึงเรียกว่า รัก ของจริง

...


ตอนต่อไป ขอกุ๊กกิ๊กๆ แหว๋วๆ
ของนายรุตต์หน่อยนะค๊า..

จะรีบมาจองโต๊ะตั้งแต่ร้านเปิดเลยค่ะ


โดย: เมย์ IP: 78.69.65.82 วันที่: 22 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:24:36 น.  

 
เข้ามาเศร้าแทนนายหนึ่งด้วยคน
รออ่านตอนต่อไปค่ะ


โดย: lemonlimebitter IP: 131.181.103.226, 131.181.251.66 วันที่: 23 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:43:22 น.  

 
:)


โดย: Natee IP: 173.88.223.191 วันที่: 23 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:21:26 น.  

 
หวังว่านีและหนึ่งคงกลับมารักกันเหมือนเดิมนะ

ชอบคำพูดของนีมากๆ


โดย: pantee IP: 124.122.160.225 วันที่: 23 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:10:27 น.  

 
นีกับหนึ่ง น่าจะกลับมาดีกันได้นะ


โดย: ฟ้าเคียงเดือน IP: 58.9.97.127 วันที่: 23 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:48:07 น.  

 
คุ้นๆว่าเคยอ่านเรื่องนี้เมื่อนานๆมาแล้ว (ถ้าจำไม่ผิดนะคะเพราะว่าหลายปีมาก) ดีใจจังได้อ่านต่อ

สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังด้วยนะคะ มีความสุขมากๆนะคะ


โดย: อุณากรรณค่ะ IP: 119.31.8.57 วันที่: 25 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:14:12 น.  

 
นีจ๋า

ใจแข็งจังเลย เด็ดขาดดีจัง

เฮ้อ
รอนายรุตต์กะนู๋อั้มดีกว่า


โดย: pimmy IP: 125.27.240.5 วันที่: 25 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:11:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พินทุอิ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สระอะไรเอ่ย...ยิ้มได้? ก็ สระ "อิ" ไงจ๊ะ นี่แหละค่ะที่มาของชื่อ "พินทุอิ" สระที่มีหน้าตาเหมือนรอยยิ้ม (จริงๆนะ)
มาร่วมแบ่งปันรอยยิ้มและความสุขกันนะคะ

หมายเหตุ
งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาต หากต้องการนำงานเขียนชิ้นใดไปเผยแพร่ กรุณาติดต่อขออนุญาตจากผู้เขียนโดยตรง
Friends' blogs
[Add พินทุอิ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.