• ° o . O ขอต้อนรับสู่โลกขำๆ ของคนชอบฝันเฟื่อง O . o ° •
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
15 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
หัวใจรสกาแฟ 14



ด้วยว่าถูกเพื่อนสนิทร่วมคณะทอดทิ้ง คนหนึ่งพอเลิกเรียนก็มีแฟนพารถคันโก้มาเทียบถึงหน้าคณะ อีกคนก็ดี๊ด๊าเพราะเพิ่งนัดเดทกับกรี๊ดรายใหม่สำเร็จ หลังจากออดอ้อนขอขนมของฝากจากรูมเมตอัมพิกาก็ตรงมาที่ห้องสมุดกะว่าจะตุนหนังสือเตรียมทำรายงานตอนเสาร์-อาทิตย์จะได้ไม่ต้องมาอีก คนถูกเพื่อนทิ้งเดินวนหาหนังสือจนได้ครบตามที่ต้องการ แต่ด้วยความที่ชอบเหลือดีกว่าขาดอัมพิกาจึงหอบหนังสือกองโตเต็มอัตรายืมมาที่เคาน์เตอร์

แม้ตัวจะไม่ได้ล่ำสันแต่หญิงสาวก็ทนแบกตั้งหนังสือยืนต่อคิวยาวเฟื้อย พอบรรณารักษ์ส่องบาร์โค๊ดหมดทุกเล่มปุ๊บ อัมพิกาก็รวบรวมพลังที่เหลือกะว่าจะรีบจ้ำอ้าวกลับหอให้ไวที่สุดก่อนมือจะล้าหากปรากฏมีอุปสรรคเสียก่อน ระหว่างกำลังหันหลังเดินออกจากเคาน์เตอร์สองตาจ้องเขม็งไปให้กำลังใจมือที่หอบหนังสือ อยู่ๆเจ้าเล่มบนสุดก็ถูกมือดีคว้าไปต่อหน้าต่อตา เป็นคนซึ่งกำลังยืนต่อคิวทำรายการยืมคนสุดท้ายของแถวพอดี

“เอ๊ะ….” หญิงสาวอุทานอย่างลืมตัวนึกในใจ ‘ใครนะช่างเสียมารยาทจริง’ แต่พอแหงนหน้าขึ้นมองก็หมดข้อสงสัยคนแบบนี้มีคนเดียวในโลกเท่านั้นแหละ
“เอาคืนมาเลย…” เพราะฉุนๆน้ำเสียงที่ออกไปเลยตวาดแว๊ด ลืมไปว่ากำลังอยู่ในที่สาธารณะ

“จุ๊ๆ เงียบหน่อยซิอั้ม ไปนั่งรอตรงโน้นไป๊ เดี๋ยวผมยืมหนังสือเสร็จจะเอาไปคืนให้” คนมือไวหาได้รู้ถึงความผิดตัวเองกลับทำท่าดุให้เงียบอย่างกับอีกฝ่ายเป็นเด็กเสียนี่ พลางชี้มือชี้ไม้ให้หญิงสาวไปนั่งรอตรงเก้าอี้นวมสำหรับอ่านหนังสือพิมพ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเคาน์เตอร์ยืม - คืน

“คนจะรีบกลับ” อัมพิกายังไม่ยอมผละไปไหน ‘เรื่องอะไรต้องทำตาม คิดว่าตัวเองใหญ่หนักเหรอเที่ยวมาสั่งเขา ดูซิหน้าด้านมาคว้าหนังสือเขาไปดื้อๆ นิสัยเสียของนายนี่ท่าจะแก้ไม่หาย’ แต่หญิงสาวก็ไม่กล้าโวยวายเสียงดังเพราะเกรงใจสถานที่ ถ้าเป็นที่อื่นนะ ‘ฉันไม่ยอมให้นายสั่งเอา สั่งเอา แบบนี้หรอก’ ใช่! ถ้าเป็นที่อื่นหญิงสาวคงแผลงฤทธิ์สะดวก ถ้าไม่ร้องกรี๊ดๆ ก็คงหาอะไรประทุษร้ายคนกวนประสาทให้เข็ดหลาบ

“เดี๋ยวกลับด้วยกันจะได้ช่วยหอบ ตัวแค่เนี๊ยะนึกไงยืมหนังสือทีสิบเล่ม” พลเมืองดีตอบหน้าตายแต่ยังไม่วายทำคิ้วขมวดก็ขนาดเขายืมหนังสือเล่มบางๆสองเล่มยังขี้เกียจถือจะตาย เห็นคนทำเก่งเดินโซเซจะถึงหอรึเปล่าก็ไม่รู้ พอเอื้อมมือไปช่วยกลับทำตาเขียวใส่ซะนี่

อัมพิกายอมจำนนเมื่อคิดว่า ‘เถียงกับคนบ้ายังไงก็พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก’ พอดีแถวขยับไปข้างหน้าซ้ำยังมีผู้มาใหม่ต่อท้ายอีก ตอนนี้กองหนังสือในมือมีน้ำหนักน้อยลงไปเยอะทีเดียวเพราะเจ้าเล่มที่ถูกคว้าไปน่ะขนาดน้องๆ สมุดหน้าเหลือง ‘ดีเหมือนกันสมน้ำหน้าอยากช่วยหอบหนังสือนักใช่ไหม เดี๋ยวจะให้ขนหมดตั้งนี่เลย’ ท้ายสุดหญิงสาวหอบส่วนที่เหลือไปนั่งสงบสติอารมณ์ที่เก้าอี้นวม

ระหว่างรออัมพิกาหยิบเอาหนังสือพิมพ์มากางอ่านแม้ตามองหากใจกลับคิดไปถึงเรื่องที่ไม่มีในหนังสือพิมพ์ ‘รู้สึกว่าสักอาทิตย์ได้แล้วนะ ที่ไม่ได้เจอหน้าอีตานี่’ นับตั้งแต่วันที่บุกเดี่ยวไปสืบราชการลับที่รัฐศาสตร์แล้วก็ได้รู้เห็นความชั่วร้ายเห็นแก่ตัวของพ่อยอดชายนายเป็นหนึ่ง ซ้ำยังได้เผชิญหน้ากับผู้ชายที่ท่าทางโรคจิตพิก๊ล ท้ายสุดเลยพาลโมโหมีปากเสียงกับผู้ชายบ้าๆคนที่สาม

‘ว่าเรายุ่งเรื่องคนอื่น ว่าเราไม่มีเหตุผล ว่าเราพูดไม่รู้เรื่อง’ หญิงสาวนึกทบทวนสิ่งที่คิดเอาเองว่าถูกตำหนิ แล้วก็กระหยิ่มยิ้มหย่อง

เพราะตั้งแต่วันที่เธอต่อโทรศัพท์ให้พิริยาพรเพื่อขอเบอร์เป็นหนึ่งหากปรากฎว่าคนปลายสายไม่ยอมรับซ้ำยังปิดเครื่องหนี เลยพลอยทำให้สัมพันธภาพที่แหว่งๆตั้งแต่เมื่อเที่ยงวันนั้นถึงกับขาดสะบั้นลง แต่พอตกดึกก็มีสายเรียกเข้า หน้าจอขึ้นชื่อ ‘อีตาบ้า’ แต่นึกเหรอว่าคนอย่างอัมพิกาจะยอมง่ายๆ หญิงสาวเลยกดตัดสายซะเลย และก็ต้องตัดสายอีกหลายๆครั้ง ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ละความพยายามเปลี่ยนกลวิธีเป็นส่งข้อความมาแทน

(ยังโกรธผมอยู่อีกเหรอ มันเรื่องคนอื่นแท้ๆเลยนะอั้ม อย่าโกรธเลยนะ ไม่มีเวลาไปง้อ คริสตมาสงานที่ร้านยุ่งมาก // ผู้พิชิตแมลงสาป)

ข้อความแรกที่ส่งมาตอนเที่ยงคืนของวันนั้นทำเอาเจ้าลูกหมูถูกทุบน่วมด้วยผู้รับเอาเป็นที่ระบายอารมณ์ ความจริงอยากลุกขึ้นมาร้องกรี๊ดๆ กระทืบเท้าตึบๆ ติดที่เกรงใจรูมเมตผู้เพิ่งพ้นเรื่องราวยุ่งๆกำลังนอนหลับ ‘ก็ใครอยากให้ง้อไม่ทราบ ไม่เห็นอยากสักนี๊ด เอ๊ะแต่หมอนั่นก็ไม่ได้บอกว่าจะง้อเรานี่ เขาว่า ไม่มีเวลาง้อ’

ที่เจ็บแสบกว่านั้นคือข้อความทิ้งท้าย ‘ผู้พิชิตแมลงสาป’ เล่นเอาหน้าที่เพิ่งจะหายแดงไม่นานกลับมาร้อนวูบวาบอีกครั้ง และพอเช้าวันต่อมาอัมพิกาถึงขนาดไม่กล้าส่องกระจกมองหน้าตัวเองด้วยความอายสาหัส

จากนั้นเรื่อยมาจนถึงปีใหม่แม้จะไม่ได้เห็นหน้าแต่อัมพิกาก็ได้รับข้อความยามวิกาลเสมอ สงสัยจะส่งมาหลังเลิกงาน แต่ทุกข้อความก็ล้วนเรียก ‘เลือดเดือด’ ให้สูบฉีดขึ้นหน้าราวกับกำลังตากแดดเปรี้ยงกลางเดือนเมษา และจนกระทั่งวันนี้หญิงสาวไม่เคยตอบกลับเลย ‘ก็ว่าเราพูดไม่รู้เรื่องแล้วจะพูดกันทำไม’ อัมพิกายิ้มระรื่นอีกครั้งกับชัยชนะของตัวเอง พร้อมกับความคิดหนึ่งเกิดขึ้นในสมองโดยที่คนคิดไม่รู้ตัว

‘ถ้านายนั่นมีแฟน เฮ้อ…น่าสงสารผู้หญิงคนนั้นจัง กวนประสาทเป็นที่หนึ่ง ไม่ยอมง้อคน บ้างานเอามากๆ จะรู้จักทำอะไรโรแมนติคกับเค้าเป็นไหมเนี่ย ดีแต่ชงกาแฟล่ะมั้ง’

นึกถึงกาแฟก็เปรี้ยวปาก ‘เราไม่ได้ไปหม่ำกาแฟร้านไออุ่นนานแล้วเหมือนกันนา’ ด้วยอากาศค่อนข้างร้อนหญิงสาวนึกไปถึง ม็อคค่าเย็นที่ชุ่มรสหอมหวานมันปนขมของช็อคโกแล็ตกับกาแฟ ‘อืมม์…. เดี๋ยวเอาหนังสือไปเก็บห้อง แล้วเดินไปซื้อกาแฟร้านไออุ่นกินดีกว่า’

“อัม อัมครับ โอ้โห ดีใจจริงๆที่ได้เจอกันอีก” เสียงเรียกที่ไม่แน่ใจว่าเรียกตัวเองหรือเปล่า แต่กระนั้นก็ทำให้อัมพิกาสะดุ้งเพราะคนเรียกยืนอยู่ตรงหน้า ถ้าไม่เรียกเธอแล้วจะเป็นใครที่ไหนล่ะก็นั่งอยู่คนเดียว

“ผมรามฤทธิ์ไงครับ ลืมกันแล้วเหรอ เราเจอกันตอนที่อัมไปคณะผมไง สบายดีไหมครับ? ข้ามปีเลยนะที่เราไม่ได้เจอกัน” ผู้แนะนำตัวเองกล่าวด้วยใบหน้าแสดงความดีใจอย่างที่สุด ความจริงหลังจากวันแรกที่เขาเจอเธอคนนี้ก็เที่ยวไปถามหาแถวคณะบัญชีตามที่เธอเคยบอกไว้ หากปรากฏว่าไม่มีผู้หญิงชื่อ ‘อัมรา’ อยู่ปีสี่เลย มีก็เป็นเด็กปีสอง หนำซ้ำพอเขาไปดักดูหน้าก็ห่างไกลจากตากลมบ๊องแบ๊วกับแก้มป่องๆของอัมราคนนี้ลิบลับ

“เอ่อ… สบายดี” คนถูกทักตอบคำทักรักษามารยาท ทั้งที่ความจริงตกใจแทบตาย ก็ไม่นึกว่าจะได้เจอ นาย ‘ลามโรคจิต’ อีกน่ะซิ ซวยรับปีใหม่แล้วไหมล่ะอั้มเอ๊ย

“ผมล่ะตามหาอัมแทบตาย ไปที่บัญชีเขาบอกว่าปีสี่ไม่มีคนชื่ออัมรา เล่นเอาผมคิดว่า สงสัยอัมราที่ผมเจอจะไม่ใช่มนุษย์”

“เอ๊ะ….”

“อุ๊ย…อย่าเพิ่งหน้าบึ้งซิครับ คือ ผมตามหาอัมจนทั่ว ไปที่บัญชีก็ไม่มี แล้วไอ้เพื่อนผมมันก็ดันบอกว่า เจออัมแล้ว ผมก็นึกว่ามันเจอจริงๆ ทั้งที่ยังงงๆว่ามันจะรู้จักหน้าอัมได้ยังไง ที่ไหมได้มันดันเล่นมุกครับ มันหมายความว่าผมน่ะเจอออสระอำ สรุปก็คือโดนหลอกซะ”

เรื่องราว ‘การตามล่าหาอัมรา’ ของรามฤทธิ์ ทำเอาอัมพิกาหัวเราะคิ๊ก อดขำไม่ได้กับมุกเล่นคำพ้องเสียง

เมื่อเห็นริมฝีปากอิ่มสีชมพูอ่อนแย้มเห็นฟันซี่เล็กๆสีไข่มุกภายใน ตากลมใสมีประกายรื่นเริง อีกเสียงหัวเราะที่กังวานหวานใสก็แสนจะเสนาะหู ความจริงไม่ใช่ว่ารามฤทธิ์ไม่เคยเห็นผู้หญิงหัวเราะ แต่ที่ผ่านมาน่ะเขารู้ว่าเป็นมายาเป็นการหัวเราะที่ผ่านการฝึกมาแล้วว่า หัวเราะประมาณนี้เอียงหน้ากี่องศาแล้วจะดูดี แต่หัวเราะของ อัมรา ดูเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์สดใสกว่าเป็นกอง

รามฤทธิ์ถือโอกาสนั่งแมะที่เก้าอี้นวมข้างๆตัวที่หญิงสาวนั่ง หวังตีสนิทเพิ่มเติม ที่แน่ๆ จะต้องเอาเบอร์โทรให้ได้ เพราะไอ้เบอร์ที่ได้ไปน่ะ มันยังไม่เปิดใช้เลย อัมราคนนี้ไม่ใช่เล่นๆแม้จะดูไม่เดียงสาเท่าไหร่ แต่ทั้งคณะทั้งเบอร์โทรที่ให้ของปลอมทั้งนั้น เขาถูกเธออำจริงๆนั่นแหละ

“ผมตามหาอัมจนอ่อนใจเลยนะครับ ในที่สุดเลยคิดไปว่าสงสัยอัมจะไม่ใช่คน อาจจะเป็นตุ๊กตาที่เผอิญว่าวันนั้นกลายร่างมาเป็นคน แล้วผมไปเจอพอดี อัมรู้ตัวไหมครับว่าอัมเหมือนตุ๊กตามาก…… สุดท้ายผมเลยได้แค่ภาวนาขอให้เจออัมอีกครั้ง คราวนี้นะจะเฝ้าจนอัมกลายร่างเป็นตุ๊กตาอีก ผมจะได้เก็บเอาไว้กับตัวซะเลย”

แค่คำพูดชวนคลื่นไส้ยังไม่พอ อัมพิกายังรู้สึกสะอิดสะเอียนกับตาหยาดเยิ้มของคนสร้างตำนานตุ๊กตากลายร่าง ใจคิดไปถึงกาแฟที่หมายมั่นจะกิน ‘สงสัย ต้องบอกรุตต์ว่าให้ใส่น้ำตาลน้อยๆ ถ้าต้องกินอะไรหวานๆอีก เลี่ยนตายแน่ แค่นี้ก็อยากจะอาเจียนแล้ว’

“แล้วนี่ อัมจะบอกได้หรือยังครับว่าอยู่คณะไหน ผมจะได้ไปหาถูก เอาของจริงนะครับ”

“รู้ก็ไม่ตื่นเต้นซิ ไว้ให้คุณหาเจอเองดีกว่านะ” หญิงสาวแสร้งพูดดีด้วย กะเอาน้ำเย็นเข้าลูบเพราะถ้าเธอตวาดกลับเชื่อแน่ว่ารามฤทธิ์ยังคงตามเซ้าซี้ไม่เลิก

“ถ้าหาเจอ แล้วจะให้รางวัลผมไหมครับ”

“หาให้เจอก่อนแล้วกัน” เรานี่เล่นละครเก่งเหมือนกันนะ เพราะสามารถปกปิดความจริงในใจที่ว่า ‘จ้างให้นายก็หาฉันไม่เจอหรอก หรืออีกทีคนกะล่อนอย่างนายก็เบื่อไปเองแหละ เราเองก็เหมือนกันต่อไปต้องระวังตัวกว่านี้’

“อัมจะกลับหรือยังครับ ผมไปส่งไหม เดี๋ยวผมไปหาหนังสือแป๊บเดียว แล้วจะรีบลงมา เห็นหอบหนังสือกองโตนั่งรถไปกับผมดีกว่านะจะได้ไม่หนัก”

“รอเพื่อนอยู่น่ะว่าจะไปกิ…เอ๊ย…ไปธุระกันต่อ เขากำลังยืมหนังสือ” พูดพลางส่งสายตามองหาคนที่บอกว่าจะช่วยขนหนังสือกลับหอ นานมากแล้วนะทำไมไม่เสร็จซะที แล้วอัมพิกาก็ใจหายวาบเมื่อไม่ปรากฏร่างนายจอมกวนอยู่ที่เคาน์เตอร์

‘นิติรุตต์หายไปไหน’ แล้วหญิงสาวก็หาเหตุผลให้ ‘สงสัยจะขึ้นไปหาหนังสือเพิ่มที่ชั้นบนมั้ง’ คิดๆก็โมโหไหนว่าไม่อยากให้เราเกี่ยวข้องกับรามฤทธิ์ ทีเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ แทนที่จะมาช่วยๆเป็นไม้กันหมาให้หน่อย

“งั้น ผมไปล่ะครับ แล้วพบกันใหม่รับรองว่าผมหาอัมเจอแน่ๆ” รามฤทธิ์ไม่ได้ติดใจที่จะตื๊อ ขอเบอร์ หรือชื่อคณะกับอัมราอีกแล้ว เพราะรู้ว่าคงยากที่เธอจะให้ ‘ผู้หญิงคนนี้ฉลาดแฮะ ใช้ไม้อ่อนจะปั่นหัวเราเล่นน่ะซิ คิดว่าเรารู้ไม่ทันเหรอ ถ้าถามเบอร์ก็คงได้เบอร์ปลอมตามเคย ไว้ไปดักเจอจังๆหน้าคณะเลยดีกว่า’

ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าปกหนังสือเล่มบนสุดของกองหนังสือที่อัมรายืม ยิ้มหย่องในใจ จะมีเด็กคณะไหนล่ะอ่านหนังสือแบบนี้ ‘หลักการแปลวรรณกรรม’ เธอพลาดแล้วแม่ตุ๊กตาเอ๋ย ไม่นานหรอกเราจะเก็บตุ๊กตาตัวนี้ไว้กับตัวได้จริงๆ คอยดูนะจะกอดแน่นๆไม่ให้หลุดไปอีกเลย

การจากไปอย่างง่ายดายของรามฤทธิ์ทำให้อัมพิกาถึงกับสวดส่ง ‘สาธุ อย่าได้พบได้เจอกันอีกเลย ไปสู่ที่ชอบ ที่ชอบ เลยนะ อย่าจองเวรกันอีกเลยเพี้ยง….’ หญิงสาวส่ายตาหาคนที่บอกให้รอ ไปไหนนะทำไมไม่มาซะที ถ้าจะขึ้นไปข้างบนใหม่ทำไมไม่เอาหนังสือมาฝากเราไว้ล่ะ ของตัวเองเห็นถือสองสามเล่มยังจะเจ้ายักษ์ใหญ่ของเราอีก หิ้วขึ้นไปทำไมให้หนัก

10 นาทีก็แล้ว 15 ก็แล้ว 20 ก็แล้ว ก้มดูนาฬิกาข้อมือ 18.05 น. หญิงสาวเริ่มผิดสังเกต ปกติช่วงนี้ร้านไออุ่นจะมีลูกค้าเข้าเยอะนิติรุตต์น่าจะไปทำงานได้แล้ว ยังโอ้เอ้ทำอะไรอยู่ได้ไม่ลงมาซะที เอ๊ะรึว่า….นายนั่นอาจกำลังเพลิดเพลินอยู่ในห้องคอม คอยดูนะขึ้นไปตามเจอเมื่อไหร่จะเอาเรื่องให้แหลกกันไปข้าง โมโหแล้วหิวด้วย สงสัยจะได้กินเลือดคนชงกาแฟกลั้วคอก่อนได้กินกาแฟจริงๆ อ๋อ…ถ้าไม่เจ็บตัวก่อนคงชงกาแฟไม่อร่อย

คนโมโหหิวตัดสินใจหอบกองหนังสือที่ยืมมาทั้งหมดทุลักทุเลขึ้นลิฟท์ไปชั้นบน จะวางทิ้งไว้ก็กลัวหายเพราะยืมเป็นชื่อตัวเองแล้วถ้าหายไปก็ต้องรับผิดชอบชดใช้ อัมพิกาเลือกกดลิฟท์ไปที่ชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดและมีห้องคอมอยู่ที่นั่น หญิงสาวไม่ได้เลือกกดลิฟท์ที่ชั้น 3 เพราะรู้ว่าลิฟท์ที่ห้องสมุดเข้านโยบายประหยัดไฟจะจอดเฉพาะชั้นคี่ เริ่มหาจากชั้นสูงสุดแล้วค่อยเดินลงบันไดเลาะหาไล่ชั้นลงมาคงเบาแรงไปได้บ้าง

ชั้น 5 ไม่มี

ชั้น 4 ไม่มี

ขั้น 3 ไม่มี

ชั้น 2 ไม่มี

ชั้น 1 ไม่มี

ไม่ว่าจะชั้นไหนๆ คนที่เธอตามหาก็ไม่ปรากฏเงา เขาหายไปไหน ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมไม่บอกกันสักคำ นี่คือการหลอกให้คอยเก้อใช่ไหม คงมีความสุขมากซิที่มาฉกเอาหนังสือเขาไป คงอยากแก้แค้นที่เราเคยยึดหนังสือที่ตัวเองยืมไว้เมื่อสิ้นเทอมก่อน คงอยากหัวเราะเยาะคนหน้าโง่ที่รอเก้อ

คนบ้า คนผีทะเล คนโกหก คน…. เลว เกลียดที่สุด เกลียดซะยิ่งกว่าเกลียด นี่ละมั้งที่เขาเรียกว่าเกลียดเข้ากระดูกดำ แม้ไม่มีเสียงเล็ดรอดสักคำ แต่ปากสั่นคอสั่น มือสั่น สั่นไปทั้งตัวทั้งใจ ขนาดน้ำในตายังไหวๆตั้งท่าจะไหลเป็นทางหากเจ้าตัวรีบเอามือปาดและกลืนก้อนอะไรสักอย่างที่มันมาอุดลำคอ

กองหนังสือที่แม้ไม่หนักเท่าครั้งแรกเพราะทุ่นเล่มยักษ์ไปตั้งเล่ม แต่การแบกหนังสือ 9 เล่มเดินตระเวนตามชั้นตั้งแต่ 5 ถึง 1 เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงก็สามารถดูดเอาเรี่ยวแรงจนเหือดแห้งทั้งแรงกายและแรงใจ

นึกถึงสมัยเด็กๆเคยซ้อนท้ายจักรยานพี่ชายไปเที่ยวสวนสาธารณะแล้วพี่ชายทั้งสองคนก็สามัคคีกันไปแอบ ปล่อยให้น้องสาวคนเล็กวัย 4 ขวบเดินร้องไห้เป่าโป่ง จนเมื่อมีผู้ใหญ่แปลกหน้าจะเข้ามาโอ๋หนูน้อยแก้มแดง พี่ชายตัวดีถึงได้ปรากฏกาย กลัวน้องจะถูกจับตัวไปกระนั้นก็ยังเอาเป็นเรื่องล้อเลียน

“อั้มดูนั่นซิ….เอ๊า พ่อใครมาน้ำตาใครไหล แม่ใครมาน้ำตาใครนอง แง๊ แง๊” สองพี่ชายเลิกล้อก็ต่อเมื่อน้องสาวกลับมาฟ้องพ่อกับแม่นั่นแหละ

ถ้าไม่นับเมื่อปีหนึ่งที่อัมพิกาก้าวเข้ามาในห้องสมุดนี้เป็นวันแรก วันนี้นับเป็นอีกวันที่เธอรู้สึก ‘เคว้ง’ ราวกับห้องสมุดเป็นสถานที่ๆไม่เคยไปมาก่อน เหมือนกลับไปเป็นเด็กหญิงอัมพิกาที่ถูกทอดทิ้งและกลั่นแกล้ง หากคราวนี้ไม่มีใครรับฟังคำฟ้องและสำเร็จโทษคนผิดให้เด็กถูกรังแกอีกแล้ว

หญิงสาวรวบรวมพละกำลังเท่าที่เหลือสั่งตัวเองว่าต้องกลับหอพร้อมหนังสือทั้งตั้งนี่แหละ ความจริงถ้ามันจะเพิ่มเล่มยักษ์มาอีกเล่ม แล้วไม่ต้องเสียเวลารอคนรับอาสาจะช่วยขน ป่านนี้อัมพิกาก็คงถึงหอนานแล้ว การต้องหอบหนังสือหนักๆมันไม่เท่าไหร่นักหรอก แต่การเสียความรู้สึกในสิ่งวาดเอาไว้ กับการเป็นเด็กโง่ๆให้เขาหลอกมันหนักหนากว่ามาก







“อัม อัมครับ ไปไหน ผมไปส่งไหม ท่าทางหนังสือจะหนักนะนั่น จะทุ่มแล้วนะเดินคนเดียวอันตรายออก” รามฤทธิ์ร้องเรียกมาจากรถสปอร์ตคันโก้ เมื่อเขากำลังจะกลับบ้านเหมือนกัน เผอิญไปเห็นคนที่ทักทายในห้องสมุดเดินอยู่ข้างทางเสียก่อน ท่าทางดูไม่ดีเอาเสียเลย

“ยังไม่กลับอีกเหรอ” อัมพิกาใช้ความพยายามอย่างหนักในการปรับน้ำเสียงและสีหน้าให้เป็นปกติตอบคำทักทายเขาตามมารยาท

“ขึ้นรถเถอะครับอัม จะไปไหนเดี๋ยวผมไปส่ง” เมื่อได้โอกาสทำคะแนนมีรึรามฤทธิ์จะปล่อยให้ผ่านไป ชายหนุ่มขับรถเรื่อยๆ ลดความเร็วให้เท่าคนที่เดินบนทางเท้า หลังจากคะยั้นคะยอได้สักพักรามฤทธิ์ก็ได้ตุ๊กตามานั่งหน้ารถเคียงกับเขาจริงๆ

“เป็นอะไรไปครับอัมหน้าตาไม่ดีเลย แล้วจะให้ผมไปส่งที่ไหนครับ”
“ว่าจะกลับหอ”

“ได้เลยครับ อัมบอกทางผมมานะ หออยู่แถวไหน รับรองเจ้าสีหมอกคันนี้บริการถึงที่ด้วยความปลอดภัย และที่สำคัญจากใจคนขับด้วย”

พูดจบประโยคสุดท้ายคนขับก็หันมาหลิ่วตาใส่ผู้โดยสารซึ่งดูเลื่อนลอยเหมือนไม่รับรู้อาการที่ถ้าเป็นปกติเธอคงกลั้นอาเจียนแทบแย่ แต่ในเมื่อไม่ปกติ เพราะอารมณ์วูบไหนหรืออะไรมาดลใจไม่รู้ แต่อยู่ๆอัมพิกาก็เปลี่ยนจุดหมายปลายทาง

“ไปกินกาแฟกันไหมราม”

………………………………………………………..

“เอ้า โว้ย ฉิบหายหมด แก้วน้ำจานชามกรู ป่นปี้กันหมด” เสียงท่าน ผจก. ใหญ่แห่งร้านไออุ่นโวยวายลั่น จนตรีโกณต้องเข้ามาดูอีกคน โชคดีที่หน้าร้านลูกค้าได้อาหารครบแล้วจึงพอจะแว๊บมาได้บ้าง

“เอะอะ อะไรลั่นร้านเลยพี่บุ๋น ได้ยินไปถึงข้างหน้า”
“เอ็งก็ดูไอ้น้องชายสุดที่รักของเอ็งมันทำซิ เหวี่ยงโครมๆ แก้วกับกระเบื้องนะโว้ยไม่ใช่สำลีมันจะได้ไม่แตกหัก”

“แล้วมันแตกไหมเล่า” ผู้ถูกกล่าวหาก้มหน้าก้มตาล้างจานหรือจากสภาพจริงคือ ขูดจาน อย่างกับเป็นอริกับแก้วจานมาแรมปี แก้ต่างให้ตัวเอง

ตรีโกณส่ายหน้ากับภาพที่เห็น ยังไม่มีอะไรแตกหักก็จริง แต่สังเกตหน้าตาท่าทางการล้างแบบทารุณแล้วก็กริ่งเกรงเป็นอย่างยิ่งว่าในไม่ช้าต้องมีสักอย่างถึงคราวพินาศ ก็สมแล้วล่ะที่ท่าน ผจก. ผู้ปริวิตกเกินเหตุเป็นนิสัยจะคำรามลั่น

“ไป…เอ็งไปชงกาแฟหน้าร้านเลยไอ้รุตต์ เดี๋ยวตรงนี้ข้าจัดการเอง” ท่าน ผจก. เอ่ยไล่เสียงขุ่น ก็ปกติช่วงเวลาวุ่นๆ เขาจะเป็นคนเก็บจานมาล้างเอง ตรีโกณรับหน้าที่ดูแลลูกค้า ส่วนไอ้คนที่กำลังกวนบาทาตอนนี้ก็จะรับหน้าที่ชงเครื่องดื่ม แล้วจู่ๆวันนี้มันไปกินยาผิดสำแดงอะไรมาไม่ยอมออกไปหน้าร้านเอาแต่ก้มหน้าล้างจาน

“พี่บุ๋นนั่นแหละไปชงกาแฟ ผมจะล้างจานหลังร้านเอง”

“เอ๊ะ….ไอ้นี่ ใครเป็นผู้จัดการร้าน ใครเป็นเด็กพาร์ทไทม์กันแน่ว่ะ เอ็งจะไปดีๆหรือจะถูกเตะไป”

“เตะให้ตาย…ผมก็ไม่มีอารมณ์ชงกาแฟ”

ก่อนที่สงครามจะบานปลายตรีโกณเลยต้องทำตัวเป็นกรรมการห้ามยก เขาดันหลังท่าน ผจก. ที่ลมออกหูหึ่งๆออกมาหน้าร้านเอาเรื่องเงินมาล่อ “ไปพี่บุ๋น แน่ะ…ลูกค้าโต๊ะนั้นเรียกเก็บเงินแล้วไปหน้าร้านกันเถอะนะ”

“มันเป็นอะไรของมันว่ะ เอ็งรู้บ้างไหมไอ้ตี๋” หลังจากทอนเงินและส่งลูกค้าสาวขาคาปูชิโน่เรียบร้อย ท่านสมบูรณ์ก็ซักไซ้เอากับลูกน้องมือขวา อีกฝ่ายส่ายหน้าเพราะไม่รู้เหมือนกัน

“ไอ้เด็กคนนี้มันไม่เคยทำตัวงี่เง่าขนาดนี้นี่นา มีเรื่องกับใครมารึเปล่า มันไม่เล่าอะไรให้เอ็งฟังเลยรึไง” แม้คำถามของท่าน ผจก. จะฟังดูเหมือนตำหนิ แต่ตรีโกณรู้ดีว่าจริงๆแล้วทุกคำด่าของคนร่างอวบน่ะแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่เป็นน้ำใสใจจริงห่วงที่คนไม่ใช่สิ่งของ

จะว่าไปไม่ใช่แค่ ท่าน ผจก. รู้สึกว่ามันแปลก เขาเองก็อดเป็นห่วงเด็กล้างจานไม่ได้เหมือนกัน ปกตินิติรุตต์ขยันขันแข็งโปรดปรานการชงกาแฟจะตาย แล้วเพราะอะไรวันนี้ถึงได้หน้าตาบึ้งตึงไปนั่งล้างจานใส่อารมณ์อยู่หลังร้าน

“ปล่อยๆมันไปก่อนเถอะพี่บุ๋น มันคงไม่ทำอะไรของร้านเสียหายหรอก อย่าไปซักอะไรมันตอนนี้เลย ปล่อยให้มันเย็นลงหน่อย ถ้ามันอยากบอกมันก็บอกเองแหละ”

“ข้าว่ามันไม่บอกหรอก ไอ้เนี่ยปากหมาก็จริงแต่ไม่ปากมาก”

“ถ้ามันไม่อยากบอกมันก็ไม่บอก”

“อ้าวไอ้ตี๋เอ็งจะกวนประสาทข้าอีกคนแล้วเหรอ”

“เปล่า ผมแค่อยากเตือนพี่บุ๋นว่ารุตต์น่ะมันโตแแล้ว มันมีอะไรคงคิดเองแก้ปัญหาเองได้ พี่บุ๋นไปยุ่งมากก็รังแต่จะเวียนหัว เดี๋ยวน้ำหนักลดมากไปแก่นะ”

เพราะรู้ว่าช่วงนี้ท่าน ผจก. กำลังฟิตลดน้ำหนักตรีโกณเลยเอามาเป็นเรื่องยกยอหวังให้ท่านคลายโมโหลงบ้าง เป็นหน้าที่ประจำของตรีโกณอยู่แล้วที่ต้องคอยห้ามทัพคนกวนประสาทกับคนขี้โมโหแห่งร้านไออุ่น

“เอ่อว่ะ รู้สึกเหมือนกันพอผอมลงผิวพรรณหน้าตามันเหี่ยวลงพิลึก เอ็งว่าข้าผอมเกินไปรึเปล่าวะ ชักกลัวๆ”
“อือ..ผอมมากไปแล้วพี่บุ๋นน่ะ ดูซิ..แห้งซะจนสะดือติดหลัง”

“ไม่โว๊ย..ยังไม่ขนาดนั้น แหม…เอ็งก็พูดเกินไป” ถึงจะรู้ว่าถูกยกยอ แต่ท่าน ผจก. ก็อดปลื้มไม่ได้ หากเป็นความปิติในรูปร่างตัวเองเพียงชั่วครู่เท่านั้น
“ไม่เกินไปหรอกพี่บุ๋น สะดือพี่น่ะติดหลังจริงๆ ก็มัน……ยื่นนนน ซะจนไปติดหลังคนข้างหน้าไง”

กริ๊งๆ เสียงหวานใสของกระดิ่งหน้าประตูทำหน้าที่เป็นระฆังห้ามชกได้เหมาะเผง ตรีโกณรีบยิ้มระรื่นตรงไปให้การต้อนรับลูกค้ารายใหม่

“โธ่…ทำไมอัมไม่ยอมให้ผมพาไปสตาร์บั๊คล่ะครับ ผมว่าร้านนี้มันดูกระจอกยังไงก็ไม่รู้ จะทำอร่อยรึเปล่า เสียอารมณ์แย่” หลังจากสั่งอาหารและบริกรจากไปแล้ว รามฤทธิ์ก็เริ่มวิจารณ์ร้านกาแฟเล็กๆที่เขาเข้ามาเป็นครั้งแรก ถ้าไม่เพราะเป็นความต้องการของ อัมรา ไม่มีวันหรอกที่เขาจะเข้าร้านกาแฟโนเนม

“ก็พอกินได้ สำหรับคนที่ไม่มีเงินไปกินกาแฟแก้วล่ะเป็นร้อย”
“อัมครับ ผมไม่ได้จะอวดร่ำรวยนะ เพียงแต่บางทีราคามันก็มาพร้อมกับคุณภาพที่ได้รับการรับรองว่ามีมาตรฐานแล้ว ที่สำคัญเรื่องอาหารการกินเนี่ยถ้าไม่สะอาดไม่อร่อยจริงเราก็จะเสียทั้งอารมณ์และท้องไส้นะครับ”

อัมพิกาไม่ใส่ใจกับการวิจารณ์ร้านไออุ่นจากมุมมองของลูกนายพล หลานรัฐมนตรี เพราะหญิงสาวมั่วแต่กวาดตามองหาพนักร้านคนหนึ่งของร้านที่มาทีไรเป็นต้องเจอ แต่วันนี้

‘นายนั่นไม่ได้มาทำงานรึไง เสียดายอยากให้มาเห็นตำตา อย่านึกนะว่าการที่นายแกล้งหลอกให้รอเก้อแล้วฉันจะเดือดร้อน ไม่มีนายฉันก็ยังมีคนอื่นๆ นายไม่ได้มีความสำคัญกับฉันขนาดที่ต้องเก็บมาคิดให้รกสมอง’

“เฮ้ย..ไอ้ตี๋ แม่หนูนั่นใช่คนที่ไอ้รุตต์มันทำท่าเหมือนจะป้อรึเปล่าว่ะ แล้ววันนี้ควงหนุ่มที่ไหนมาด้วย” ท่าน ผจก.กระซิบกระซาบ

“พี่บุ๋น รุตต์กับน้องเขาอาจเป็นแค่เพื่อนกันก็ได้ แล้วทำไมเขาจะมากับคนอื่นไม่ได้เล่า”

“เพื่อนบ้าอะไร เอ็งไม่สังเกตรึไง เวลาแม่หนูนี่เข้าร้านไอ้รุตต์หน้าบานเป็นกระด้งทุกที อ้อ….ข้ารู้แล้วว่าทำไมวันนี้มันถึงเป็นโรคกลัวน้ำ สงสัยน้องชายเอ็งจะถูกสาวหักอกแน่แล้วไอ้ตี๋เอ๊ย…..”

แม้จะไม่ได้พูดออกมาแต่ตรีโกณก็อยากจะเห็นด้วยกับท่าน ผจก. แต่นิติรุตต์ก็ไม่เคยแนะนำสาวตากลมคนนี้อย่างเป็นทางการเลยนี่ว่าเป็นแฟน ตรีโกณเลยไม่อยากด่วนสรุปเพราะถ้าไม่ใช่ก็สงสารน้องผู้หญิงที่จะเป็นฝ่ายเสียหาย

“หุๆๆ ข้าว่าพรุ่งนี้จะเอาน้ำใบบัวบกมาให้มันกินเผื่อจะค่อยยังชั่ว ยังเป็นเด็กกันอยู่เลยอกหักแค่เนี่ยทำจะเป็นจะตาย”

“พี่บุ๋นขอร้องล่ะนะอย่าไปล้อมันเป็นอันขาด เดี๋ยวมันจะบ้าไปกันใหญ่”

“เออ…ข้ารู้หรอกน่าความจริงก็สงสารมันเหมือนกันแหละ ถึงมันจะไม่ใช่ลูกคนรวยแต่ก็มีหัวคิดทำงานหาเงินเอง การเรียนมันก็ไม่เสีย แต่อย่างว่าสาวที่ไหนจะมาสนใจมัน”

“กาแฟน่ะได้ยังพี่” ตรีโกณร้องเตือนเมื่อเขาจัดขนมเรียบร้อยแต่ท่าน ผจก. ยังคงแสดงความคิดเห็นไม่หยุดปาก อยากให้ไอ้รุตต์มันหายเร็วๆ จะได้มาชงกาแฟต่อ ท่าน ผจก. น่ะชงกาแฟเก่งก็จริงแต่อืดอาด

“ของที่สั่งได้แล้วครับ” สมบูรณ์ผู้รับอาสามาบริการวางลาตเต้ร้อนหน้าลูกค้าหนุ่ม วางจานบราวนี่กับคุ๊กกี้กลางโต๊ะ และม็อคค่าเย็นหน้าลูกค้าสาวเป็นรายการสุดท้าย พร้อมเอ่ยทัก

“เพื่อนๆที่เคยมาด้วยไม่มาเหรอครับ”

“ไม่มีใครอยู่เลยค่ะ ไปที่อื่นกันหมด”

“วันอาทิตย์ก่อนสิ้นปีเห็นมีมากินไอติมกันสองคน แต่ไม่ยักเจอน้อง” ท่าน ผจก. พยายามชวนคุยอยากดูปฏิกิริยาสาวน้อยคนนี้เหมือนกัน

“กลับบ้านค่ะ ยาวไปถึงหยุดปีใหม่เลย”

“เหรอครับ แล้วปีใหม่ไปเที่ยวไหนรึเปล่า”

“ก็จัดงานเลี้ยงที่บ้านกันน่ะค่ะ แล้วก็ไปเที่ยวน้ำตกแถวบ้าน แล้วพี่ล่ะคะ”

“ความจริงพี่หยุดงาน 2 วันแต่ไม่ได้ไปไหนกลัวคนแน่นด้วย ทำไปทำมาเลยมาเปิดร้านทำงานเอาเงินดีกว่าพอเลิกก็จัดงานเลี้ยงกันเอง เด็กร้านนี้ก็ไม่มีใครกลับบ้านสักคนไม่น่าเชื่อว่าปีใหม่ลูกค้าเข้าร้านเยอะ ส่วนมากมาซื้อขนมใส่ห่อกัน เลยทำงานกันเพลิน”

“นั่นซิ ไม่น่าเชื่อว่าร้านอย่างนี้จะมีคนเข้าเยอะ” เสียงห้าวของชายหนุ่มที่นั่งร่วมโต๊ะด้วยดังขัดขึ้น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินของหญิงสาวที่มาด้วยกับบริกรตัวกลม พูดอะไรกันอยู่ได้สนิทกันแต่ชาติปางไหน

“นั่นน่ะซิครับ พวกพี่ยังไม่อยากเชื่อเลย” รู้ทันว่ากำลังถูกเหน็บแหนม แต่ท่าน ผจก. แกล้งตีสีหน้าถล่มตัว “แล้ววันนี้เพิ่งเลิกเรียนเหรอครับ ท่าจะเรียนหนักนะเลิกค่ำเชียว” บริกรที่ดูจะพูดมากกว่าปกติหันไปคุยกับลูกค้าสาวต่อไม่ใยดีกับตาขวางที่พร้อมจะหาเรื่องอีกคน

“เลิกตั้งแต่ห้าโมงแล้วค่ะ พอดีไปแวะห้องสมุด” อัมพิกาอยากจะบอกไปอีกด้วยว่าที่อยู่ห้องสมุดนานจนมาร้านกาแฟเอาตอนนี้ก็เพราะลูกน้องพี่นั่นแหละ

“แหม!….น้องเนี่ยขยันจังเลยนะครับ”

รามฤทธิ์เริ่มหงุดหงิดอุตส่าห์ได้ตัวอัมรามานั่งกินกาแฟกันสองต่อสองหวังจะกอบโกยคะแนน แล้วทำไมกลายเป็นว่าเขาต้องมานั่งฟังบทสนทนาของเธอกับบริกรคนนี้ ชายหนุ่มนึกดูถูกว่านายบริกรตัวอ้วนท่าจะจีบอัมราซะล่ะมั้ง ไม่เจียมตัวเองรึไงเป็นแค่เด็กเสริฟ การศึกษาจะสักเท่าไหร่กันเชียว หน๊อยใฝ่สูงมาจีบสาวมหา’ลัย

“พี่ ไม่มีอะไรทำเหรอ โต๊ะผมก็เรียบร้อยแล้วนี่ ทำไมไม่ไปซะที”

“เอ๊ะ รามทำไมไปพูดกับพี่เขาแบบนั้นล่ะ” หันไปดุคนมาด้วยเสร็จ อัมพิกาก็หันมาเจรจากับบริกรต่อ ดีเหมือนกันคุยกับพี่หมีพูร์จะได้ไม่ต้องไปฟังคำพูดน่าคลื่นไส้ของนายราม “หนูยังไม่ขยันเท่าพี่หรอกค่ะ”

“โอ้โห ชมกันซึ่งๆหน้าแบบนี้พี่เขินแย่เลย” ท่าน ผจก. นึกสนุกที่เห็นเด็กหนุ่มผู้วางมาดน่าหมั่นไส้เดือดปุดๆ เลยไม่ยอมย้ายพุงไปไหนซะที แสร้งยืนบิดไปมาจนผู้ร่วมงานอีกคนที่หน้าเคาน์เตอร์ชักเอะใจ ‘พี่บุ๋นทำอะไรของแกว่ะ’

“โทษนะพี่ ผมกับแฟนอยากคุยกันสองคน พี่ช่วยไปไกลๆได้ป่ะ”


เพล้ง…ง…..ง…….ง………ง………..ง………….ง


เสียงกระเบื้องหรือแก้วกระทบพื้นดังลั่นร้าน สะกดให้ทุกคนยุติการสนทนาไปโดยอัตโนมัติ ท่าน ผจก. อุทานในใจ กรูนึกแล้วว่าวันนี้มันต้องมีอะไรแตกสักอย่าง สังหรณ์ไม่ผิดเล้ย ทำไมซื้อหวยไม่ถูกมั่งว่ะ

เสียงนั้นส่งอิทธิพลให้หญิงสาวตากลมที่ตั่งท่าจะสวนกลับความปากกล้าเหมาเอาเองของคนมาด้วย ชะงักคำพูดไว้เช่นกัน ท่ามกลางความเงียบชั่วครู่ก็ปรากฏเสียงทุ้มๆของผู้ชายดังออกมาเป็นเสียงแรก

“น้องดาวนั่งเฉยๆนะครับ อย่าขยับตัวเดี๋ยวจะถูกแก้วบาด” พูดเสร็จชายวัยกลางคนก็จัดการอุ้มลูกสาววัย 6 ขวบมาวางไว้อีกโต๊ะหลบเศษแก้ว

“น้องดาวทำแก้วแตกเหรอคะ….ฮะ ฮื่อ ฮื่อ” หนูน้อยตาใสตกใจกับเสียง เท่าที่จำได้มันเกิดขึ้นหลังจากมือเธอไปโดนอะไรสักอย่างเย็นๆคาดว่าจะเป็นแก้วโกโก้เย็นที่สั่งมากิน รู้สึกเสียใจที่ทำของเสียหาย ถ้าตัวเองมีสายตาปกติคงไม่เป็นแบบนี้ หนูน้อยเริ่มส่งเสียงร้องไห้กระซิก

“ไม่เป็นไรนะครับ ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมให้เด็กมาเก็บไปล่ะกัน ย้ายโต๊ะดีกว่านะครับคุณ” เพราะอยู่ใกล้โต๊ะที่คุยติดพันท่าน ผจก. เลยหันไปให้การช่วยเหลือ บริกรหน้าตี๋เดินมาสมทบปลอบหนูน้อยพร้อมช่วยยกอาหารย้ายโต๊ะให้

“เดี๋ยวบวกค่าเสียหายไปในรายการอาหารเลยนะครับ ขอโทษจริงๆผมไม่ทันระวัง ลูกสาวผมแกมองไม่เห็นน่ะครับ”

“น้องดาวขอโทษค่ะ” เด็กหญิงยกมือป้อมๆขึ้นไหว้ ถึงจะงกแสนงกแต่ท่าน ผจก ก็เอาเรื่องไม่ลง หากฝ่ายพ่อของเด็กยืนยันจะรับผิดชอบ ท่านสมบูรณ์เลยกระซิบกับนายหน้าตี๋ให้แถมคุ๊กกี้หนูน้อย 1 จานใหญ่ ก่อนจะเดินหายไปหลังร้านเพื่อสั่งงานลูกน้องอีกคน






“ตะกี้พูดอะไรน่ะ น่าเกลียดมากเลยนะ ฉันไปเป็นแฟนคุณตั้งแต่เมื่อไหร่” พอเรื่องวุ่นของโต๊ะข้างเคียงยุติลง อัมพิกาก็หันมาพิพากษาโทษของนายจอมโมเม

“ก็ผมรำคาญนายหมูตอนนั่น ชวนอัมคุยอยู่ได้ เลยขอแอบอ้างว่าเป็นแฟนนิดหนึ่งนะครับ ถ้าบอกว่าเป็นเพื่อนธรรมดาพี่แกก็คงยังไม่ไปไหน อย่าโกรธเลยนะ”

“แต่ฉันเสียหาย คุณเป็นผู้ชายมีแต่ได้ แล้วพี่เขาก็คุยสนุกออกไปไล่เขาทำไมเสียมารยาท”

“เขาก็แค่เด็กเสริฟ อัมจะไปสนทำไม ผมบอกแล้วว่าร้านแบบนี้กับร้านใหญ่ๆน่ะ บริการมันต่างกัน คราวหน้าเราไปสตาร์บั๊คกันนะครับ”

“....”

“อัมครับ อย่าโกรธผมเลยนะ นะ นะ โธ่..หน้าบึ้งไม่สวยนะ” รามฤทธิ์ออดอ้อน นึกในใจ ผู้หญิงคนนี้แปลกขนาดโมโหยังน่ารัก จะรักเลยจริงๆดีไหมนะ แล้วที่ผ่านมาเราเคยรักใครจริงบ้างล่ะเนี่ย ไม่แน่อาจจะเป็นคนนี้ก็ได้

หลังจากได้รับคำสั่งคนชงกาแฟที่ผลันตัวเองไปเป็นเด็กล้างจานก็หอบถังขยะพร้อมด้วยไม้กวาดและไม้ถูพื้นตรงออกมาโต๊ะที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุเมื่อครู่ ชายหนุ่มก้มหน้างุดๆ ไม่ได้สังเกตใครหน้าไหนทั้งสิ้น ไม่รับรู้ว่าตั้งแต่เขาเดินมาหน้าร้านมีสายตาอาฆาตของใครมองตามตลอด ระหว่างกวาดเศษแก้วแว่วเสียงคุ้นเคย รู้สึกว่าจะมาจากโต๊ะถัดไปข้างหลัง

“คุ๊กกี้ที่นี่อร่อยนะราม เขาชื่อ sweet heart ลองกินดูนะ” อยู่ๆคนที่เพิ่งเสียงขุ่นเปลี่ยนเสียงให้หวานยิ่งกว่าคุ๊กกี้ จนรามฤทธิ์แปลกใจแต่ก็ยอมทำตามโดยดี
“อืม….ก็พอใช้ได้นะครับอัม”

“มีเศษคุ๊กกี้ติดปากแน่ะ ไม่ใช่ตรงนั้นจ๊ะ เดี๋ยวเช็ดให้นะ”

เพราะสะดุดเสียงนิติรุตต์เลยเผลอเงยหน้าหันไปมอง ภาพที่เห็นช่างดูหวานชื่นจนน่าคลื่นเหียน อัมพิกากำลังเอากระดาษทิชชูเช็ดปากให้รามฤทธิ์ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยกันทั้งคู่ทำราวกับว่านั่งอยู่ในร้านกันแค่สองคน ร้านกาแฟแถวอื่นก็มีทำไมต้องมาร้านนี้ด้วย คนกำลังเช็ดพื้นกดน้ำหนักระบายอารมณ์กับไม้ถู ไอ้ความรู้สึกเจ็บแปล๊บที่ห้องสมุดมันยังไม่จาง ซ้ำตอนนี้ยิ่งหนักขึ้นเพราะถูกตอกย้ำ ที่เคยเตือนไว้ด้วยความหวังดี สงสัยจะไม่ฟังกันบ้าง ขนาดบอกให้นั่งรอที่ห้องสมุดแป๊บเดียว ยังไปหัวเราะต่อกระซิบทำหน้าระรื่นจนคนเห็นทนไม่ได้ต้องเดินหนี ที่ร้ายกว่านั้นทำไมต้องมาจู๊จี๊กันให้เห็นตำตาถึงที่ทำงาน

อย่างว่าคนจนๆอย่างเขากับรามฤทธิ์ ไม่ต้องถามก็ได้คำตอบว่าผู้หญิงจะเลือกใคร ถ้าเป็น เป็นหนึ่ง กับ รามฤทธิ์ ยังว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่สูสีกันหน่อย

“นี่นายน่ะ มาเช็ดใต้โต๊ะฉันด้วยซิ ไม่เห็นรึไงน้ำมันไหลมาถึง เดี๋ยวก็เหนียวกันพอดี” เมื่อเห็นเด็กถูพื้นตั้งท่าจะเดินหนี อัมพิกาเลยชิงเรียกเอาไว้ก่อน ‘ทำเราเจ็บแสบคอยดูนะจะเอาคืนให้หนัก หึ..ไหงถูกลดตำแหน่งเป็นเด็กถูพื้นล่ะ สมน้ำหน้า’

“อ้าว ไอ้รุตต์นี่นา อัมครับนี่รุตต์เพื่อนที่คณะผม เฮ้ยรุตต์นี่อัมรา ฟะ..เอ๊ย เพื่อนเรา นี่นายทำพาร์ทไทม์ร้านนี้เองเหรอ เรานึกว่าจะไปทำร้านที่มันใหญ่กว่านี้ซะอีก”

นิติรุตต์แค่ก้มพยักหน้าแสดงการทักทาย ผู้หญิงชื่ออัมราตามคำแนะนำของเพื่อนร่วมคณะ เอ๊ะ อัมรา ทำไมรามฤทธิ์เรียกอั้มว่าอัมราล่ะ ชักเริ่มแปลกใจ หันไปสบตาคนชื่ออัมราหวังหาคำตอบ อีกฝ่ายกลับทำตาเขียวใส่ โกรธเคืองอะไรกันนัก แกล้งแค่นี้ยังสนุกไม่พอใช่ไหม รีบๆเช็ดรีบๆไปดีกว่าเดี๋ยวได้หักคอใครเข้าแน่

ระหว่างที่เด็กเช็ดพื้นทำงาน อัมพิกามองตามตลอด เพราะเขาต้องเข้ามาใกล้เก้าอี้ที่เธอนั่ง ทำให้ได้สังเกตหน้าหมองๆถนัด ทำไมตาแห้งผาดนักล่ะ เหมือนกับมีเรื่องอะไรหนักหนาสาหัสให้คิด รึว่าเป็นปัญหาที่ทำงาน…
ที่ทิ้งเราเพราะต้องรีบมาทำงานรึเปล่านะ อืมม....อาจจะใช่จริงๆก็ปกติเห็นชงกาแฟ ไหงวันนี้เป็นแค่เด็กเช็ดพื้นล้างจาน แต่แหม.. อุตส่าห์ตั้งใจจะเดินมาร้านไออุ่นด้วยแล้วเชียว ถ้าไม่ว่างไปส่งหอก็ไม่ว่าอะไรหรอก แบกหนังสือกลับเองก็ได้ แต่ทำไมต้องปล่อยให้รอเก้อด้วยล่ะ

หญิงสาวแทบไม่อยากเชื่อตัวเองที่อยู่ๆ หัวใจมันก็พยายามส่งเสียงบอกคนเช็ดพื้น ดังเอ็ดอึงอยู่ในอกจนเจ้าของอยากร้องไห้ เพราะสับสนทรมานและเจ็บปวดเหลือเกิน

‘ขอโทษซิรุตต์ ขอโทษเบาๆให้ได้ยินแค่สองคนก็ได้ แล้วอั้มจะยกโทษให้หมดเลย อธิบายซิรุตต์ว่ามีปัญหาอะไรถึงต้องทิ้งอั้มถึงมันจะฟังไม่ขึ้นหรือเหลวไหลขนาดไหนอั้มก็จะเชื่อ อะไรที่ทำให้รุตต์ดูเศร้าขนาดนี้มันต้องเป็นเรื่องหนักแน่ๆเลย’

‘แค่พูดว่าขอโทษเท่านั้น อั้มไม่อยากให้นายรามไปส่งหอแล้วล่ะ รุตต์ง้ออั้มนะ อั้มจะนั่งคอยจนรุตต์เลิกงานแล้วเราก็เดินกลับด้วยกัน ตั้งแต่ก่อนปีใหม่เรายังไม่ได้คุยกันเลย นะรุตต์นะขอโทษเถอะ แล้วอั้มจะยอมให้รุตต์กวนประสาท จะไม่ทุบแรงๆเหมือนที่เคยทำด้วย ขอโทษซิรุตต์’

คนเช็ดพื้นอาจไม่ได้ยินเสียงกระซิบจากหัวใจของลูกค้าสาว เพราะเขาก้มหน้าก้มตาทำงานจนเสร็จก็เดินจากไป ไม่มีคำขอโทษ ไม่แม้จะชายตามองเธออีกครั้ง ประโยคสุดท้ายที่ทิ้งไว้ก่อนจากเพียงว่า “เราไปทำงานหลังร้านล่ะนะราม เชิญตามสบาย”

นิติรุตต์กลับมานั่งล้างจานหลังร้านอีกครั้ง หากคราวนี้ตรงข้ามกับตอนก่อนหน้า คนล้างทะนุถนอมเกินกว่าเหตุเฝ้าวนเวียนถูอย่างแผ่วเบากลัวเชื้อโรคที่อาจติดมากับจานสะดุ้ง หมดสิ้นเรี่ยวแรงเพราะมันถูกดูดไปหมดเมื่อตอนออกไปถูพื้นหน้าร้าน ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วย นี้เขาเรียกพามาเย้ยกันใช่ไหม คงมีความสุขมากล่ะซิที่ทำคนให้เจ็บปางตาย น่าตาออกน่ารักทำไมถึงโหดร้ายอย่างนี้ พอกันที ต่อไปนี้จะไม่ยุ่งด้วยอีกแล้ว จำไว้นะนายรุตต์ นายมันไม่ได้มีความหมายกับเขาสักนิด เป็นได้ก็แค่ตัวกวนประสาท เด็กชงกาแฟเท่านั้น เขาจะไปกับใครมันก็เรื่องของเขา เราเตือนแล้วนะไม่ฟังเอง พอได้แล้ว อย่าไปเป็นห่วงเขาอีกก่อนจะเจ็บยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

ฝ่ายลูกค้าสาวหน้าร้านบอกตัวเองว่า เรามันก็เป็นแค่เด็กโง่ๆให้เขาหลอกเล่น จำไม่ได้รึไงเขาเคยบอกว่าเราน่ะเหมือนเด็ก น่าแกล้ง แกล้งแล้วสนุก เขาถึงไม่สนใจความรู้สึกเราเลย จำไว้นะต่อไปนี้อย่าเกี่ยวข้องกับเขาอีก จำเอาไว้อย่าไปหวังว่าเขาจะขอโทษ จะส่งข้อความมาหา หรือจะเอากาแฟกับขนมไปให้กิน จำไว้ต่อไปอย่า…….อย่า………คิดถึงเขาอีก คนใจร้าย… ใจดำ ดำยิ่งกว่ากาแฟ

“อัมครับ ผมไม่รู้ว่าอัมเป็นอะไรไป ถึงถามก็รู้ว่าอัมคงไม่บอก อัมคงยังไม่ไว้ใจผม แต่ขอให้อัมรู้ไว้นะครับว่าถ้ามีอะไรที่คิดว่าผมช่วยได้รีบบอกเลยนะครับ ผมจะมาทันที”

รามฤทธิ์ทอดเสียงทุ้มต่ำยิ่งกว่าเสียงพากย์พระเอกหนังฝรั่ง เพราะตั้งแต่ที่ร้านกาแฟมาแล้ว อัมรา เอาแต่นิ่งเงียบทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทียังทำออดอ้อนจนเขาหลงดีใจอยู่เลย เป็นอะไรไปนะ นอกจากจะเป็นห่วงด้วยว่าเป็นเรื่องที่สุภาพบุรุษพึงกระทำโดยเฉพาะช่วงเก็บคะแนน แต่ที่มากกว่านั้นขนาดเจ้าตัวยังไม่อยากเชื่อคือ เป็นครั้งแรกที่รามฤทธิ์ห่วงใยผู้หญิงที่จีบจากใจจริง ประโยคสุดท้ายที่ทิ้งไว้จึงเป็นสิ่งที่กลั่นมาจากใจ

“ผมไม่อยากเห็นอัมดูเงียบจนน่ากลัวขนาดนี้ ผมเป็นห่วงอัมมากนะครับ”

อัมพิกาไม่รับรู้หรอกว่าเขาคนนั้นพูดอะไรบ้าง หญิงสาววิ่งหอบหนังสือขึ้นห้องลืมแม้กระทั่งว่ามันหนักขนาดไหน พอเข้าห้องได้ก็วางโครมที่โต๊ะเขียนหนังสือทิ้งตัวลงนอนบนเตียง

“อั้มไปไหนมา กลับมืดจังสองทุ่มครึ่งแน่ะ” รูมเมตที่กลับเข้าห้องมาตั้งแต่ทุ่มงุนงง เพราะเพื่อนสาวไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะไปไหน แล้วทำไมห่มผ้าคลุมโปงน้ำท่ายังไม่ได้อาบ

คนนอนคลุมโปงยอมรับกับตัวเองว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้สังเกตเลยว่ารูมเมตกลับมาแล้วมารู้ตัวก็ตอนได้ยินเสียง ที่อุตส่าห์เตรียมการร้องไห้ถล่มทลายเป็นอันต้องม้วนพับ อัมพิกาปาดน้ำตาทิ้งฝืนเอาตัวเองขึ้นนั่ง
“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่นี”

“เป็นอะไรไปอั้ม”

“เปล่าเป็นอะไร”

“ทำไมตาแดงๆ ร้องไห้เหรอ”
“เปล่าร้องไห้ ฮึๆๆๆฮื่อ” อุตส่าห์กลั้นแล้วเชียวนะ นลินียังพูดสะกิดอยู่ได้ คนเปล่าร้องไห้เสียงสั่นแล้วไม่นานน้ำตามันก็ไหลพรากๆ

“ฮื่อ………” ในเมื่อทนไม่ไหวอัมพิกาเลยปล่อยโฮ น้ำตาไหลออกมาเหมือนเขื่อนแตก

“ใครทำอะไรอั้ม บอกเราซิ ทำไมอั้มเป็นแบบนี้ มีเรื่องอะไร” นลินีใจเสียผวาเข้ากอดเพื่อน อีกฝ่ายเอาแต่ซบหน้าส่ายหัว ถ้าพูดได้ก็คงพูดว่าไม่ ‘เปล่ามีอะไร’ อีกตามเคย

“โอ๋ๆ….นิ่งนะ…นิ่ง….โอ๋” ไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านั้นนลินีลูบหลังเพื่อนเหมือนเวลาปลอบเด็กขี้แย อีกฝ่ายก็พยายามนิ่งเหมือนกันเห็นเอาหลังมือป้ายตา แต่คงไม่สำเร็จ เพราะกลับมาซบหน้ากับอกเพื่อนอีก

ท้ายสุดสองสาวเลยกอดกันอยู่อย่างนั้นอัมพิการ้องไห้สักชั่วโมงได้ก็หมดแรงหลับทั้งน้ำตา นลินีจึงวางตัวคนขี้แยลงกับที่นอนเอาพาห่มให้ เอาผ้าชุบน้ำมาวนเช็ดหน้าเพื่อนที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตากับน้ำมูก

หญิงสาวยืนพินิจเพื่อนอย่างเป็นห่วงปกติถ้ามีเรื่องหนักใจอัมพิกาจะบอกเธอเสมอแต่นี่ ‘มันเรื่องอะไรกันอั้ม ทำไมไม่ยอมบอกเรา แต่มันคงเป็นเรื่องร้ายแรงมากเลยใช่ไหม อั้มถึงหมดสภาพได้ขนาดนี้’ ก็ถ้าเป็นปกติใครที่ทำให้อัมพิกาต้องเจ็บเธอก็จะสรรหาวิธีแก้แค้น ถึงปล่อยโฮแต่ไม่นานก็กลับมาทำตาวาวแพรวพราวไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่อาการพ่ายแพ้หมดสภาพแบบนี้นลินียังไม่เคยเจอ






มาแล้วค่ะ มาแล้ว มาตามคำเรียกร้อง

จาก หัวใจรสกาแฟ 13 ที่เป็นเรื่องราวน้องนางเอ๊กนางเอก'นลินี' คราวนี้ก็ได้ฤกษ์ลงตอนของ 'เพื่อนนางเอก' ล้วนๆ

ฝากขอบคุณลูกค้าที่แวะมาให้กำลังใจ พี่โคม กับ ครูมุ ในตอนจบ ด้วยค่ะ มีเสียงบ่นว่าจบเร็วไปนิด จะรับไว้ปรับปรุงในเรื่องถัดไปนะคะ (แอบกระซิบว่าเป็นเรื่องที่พอใจมากๆในเรื่องของฉาก ที่อยู่ในร้านไออุ่นตลอด เหมือนเวลากินกาแฟแล้วแอบฟัง+ดู โต๊ะข้างเคียง อิอิ)

ไว้ตอนหน้ามาร่วมลุ้นกันใหม่นะคะ ว่าแต่ระหว่างนายรุตต์กับหนูอั้ม ใครต้องง้อใครก่อนล่ะเนี่ย -_-''







Create Date : 15 กรกฎาคม 2552
Last Update : 15 กรกฎาคม 2552 2:28:17 น. 7 comments
Counter : 225 Pageviews.

 
รุตต์อ่ะ ทีงี้ไม่หนักแน่น
ทำเป็นงอนแล้วชิ่งหนี
ชิ้ งอนนะ (แต่ถ้าง้อก็หายอ่ะนะ)

หมั่นไส้นายราม มิชอบผู้ชายนิสัยแบบนี้เลยอ่าพี่เก๋

เอารุตต์ของอ้อคืนมาๆๆ


โดย: ต้นอ้อสีม่วง IP: 125.26.179.23 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:8:52:17 น.  

 
:)


โดย: Natee IP: 173.88.223.191 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:46:21 น.  

 
เคืองนายรุตต์จังเลยค่ะ
ทิ้งหนูอั้มไว้กะคนน่ากลัวๆแบบนั้นได้ไง
ไหนว่าห่วงนักห่วงหนา


โดย: ... IP: 58.11.68.90 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:31:29 น.  

 
เอาละซิ

เข้าใจผิดกันใหญ่โต

จะทำยังไงล่ะทีนี้


โดย: pantee IP: 115.87.100.37 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:51:38 น.  

 
ขอเรื่องหนูนี เคลียร์ไวๆหน่อยคะ


โดย: ji IP: 202.149.25.235 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:06:24 น.  

 
รุตต์ใจร้าย ทิ้งอั้ม ให้รอเก้อ


โดย: ฟ้าเคียงเดือน IP: 58.9.96.52 วันที่: 16 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:39:07 น.  

 
อีกคน"หึง"

อีกคน"น้อยใจ"
เมื่อไหร่จะเข้าใจกันจ๊ะ


โดย: pimmy IP: 125.27.241.223 วันที่: 16 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:06:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พินทุอิ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สระอะไรเอ่ย...ยิ้มได้? ก็ สระ "อิ" ไงจ๊ะ นี่แหละค่ะที่มาของชื่อ "พินทุอิ" สระที่มีหน้าตาเหมือนรอยยิ้ม (จริงๆนะ)
มาร่วมแบ่งปันรอยยิ้มและความสุขกันนะคะ

หมายเหตุ
งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาต หากต้องการนำงานเขียนชิ้นใดไปเผยแพร่ กรุณาติดต่อขออนุญาตจากผู้เขียนโดยตรง
Friends' blogs
[Add พินทุอิ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.