• ° o . O ขอต้อนรับสู่โลกขำๆ ของคนชอบฝันเฟื่อง O . o ° •
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
22 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 
หัวใจรสกาแฟ 5



เพื่อยุติปัญหาทั้งปวง อัมพิกาตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเอา ‘หนังสือต้นเรื่อง’ นั่นไปคืนห้องสมุด แผนการที่อุตส่าห์วางมาอย่างดีว่าจะให้นายนั่นเสียค่าปรับซะให้เข็ดเป็นอันต้องเลิกล้ม เพราะสารพัดตัวแปรที่หญิงสาวไม่เคยคิดว่าจะมีมาก่อน

“อั้ม ได้ข่าวว่าคบเด็กรัฐศาสตร์อยู่เหรอ คนไหนน่ะ เห็นว่าเดินมาส่งที่หอด้วยเหรอ แหม!อยากรู้จักจัง” นี่คือ เสียงแซวของเพื่อนร่วมเอกแก็งค์สาวไฮโซ ที่เปิดฉากตั้งแต่ตอนเช้า

“เฮ้ย ไอ้อั้มว่างๆ แนะนำเขยเอกคนใหม่ให้รู้จักบ้างซิว่ะ เผื่อมีงานจะได้ยืมตัวมาใช้แบกข้าวของ” นี่ก็เสียงจากกลุ่มชายหนุ่มประจำเอกที่มีเพียงเจ็ดคน แต่เหลือเป็นผู้ชายแท้ๆสามคนเท่านั้น

นับแต่ย่างเท้าเข้าคณะอัมพิกาก็รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นเป้าสายตาของใครต่อใคร และแทบทุกคนจะยิงคำถามเรื่อง “แฟน” ไม่ยัยนีก็ยัยเปิ้ลนั่นแหละที่ปล่อยข่าว แต่สงสัยจะเป็นยัยเปิ้ลมากกว่า ไม่รู้ว่าใส่สีใส่ไข่อะไรมั่ง

แม้จะปฏิเสธลั่น “ไม่ใช่ ไม่ใช่” แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อเธอเลย ทุกคนพิพากษาไปแล้วว่า ‘อัมพิกากำลังมีความรัก’ แสนจะ โกรธ โมโห รำคาญ ทั้งคำพูดทั้งสายตาของเพื่อนๆ และใบหน้านายนั่นที่ลอยเข้ามาในความคิด

‘ทำไมนะนายรุตต์ ตั้งแต่ฉันเจอนายก็มีแต่เรื่องซวยๆ ทำไม! ฟ้าส่งฉันมาเกิด แล้วต้องส่งนายมาเกิดด้วย คอยดูนะส่งหนังสือคืนห้องสมุดแล้ว นายกับฉันขาดกัน จากนี้เราไม่มีเรื่องอะไรในโลกที่ต้องคุยกันอีกแล้ว พอกันที ฉันจะได้กลับไปใช้ชีวิตที่ไม่มีชื่อนายวนเวียนในสมองอีกต่อไป’

อัมพิกา เพ่งสายตาไปที่หนังสือนวนิยายรัสเซียเล่มเล็ก หญิงสาวรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ปะทุในตาวาวๆอัดแน่นด้วยเพลิงแค้น อยากให้ไฟในดวงตาไปเผาใครอีกคนได้จริงๆ

‘ทำไมนะ เวลาเห็นเพื่อนร่วมเอกเค้ามีแฟน บางคนเปลี่ยนคนควงไม่ซ้ำหน้าทำไมไม่ยักมีใครล้อ แล้วทีกับเราล้อกันอยู่ได้ อีตาบ้านั่นก็ไม่ใช่แฟนซะหน่อย’ หญิงสาวยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น เพราะที่นายนั่นเข้ามาในชีวิตก็ไม่ได้เข้ามาจีบ แค่มาป่วนประสาทกวนโมโห ต่างๆนาๆ แล้วดูท่าจะทำสำเร็จซะด้วยซิ

ว่าแล้วหญิงสาวก็นำหนังสือไปจัดการคืนห้องสมุด ในขณะที่กำลังเดินกลับหอก็กดมือถือไปยังเบอร์ที่ชาตินี้อย่าหวังว่า คนอย่างอัมพิกาจะโทรไปหาเป็นครั้งที่สอง ตี๊ดๆๆๆ

“สวัสดีครับอั้ม คิดถึงผมเหรอโทรมาเนี่ย” เสียงของคนปลายสายร่าเริงสุดๆ แต่คนโทรนี่ซิเลือดขึ้นหน้าอีกแล้ว นายนี่ช่างมีความสามารถพิเศษเรื่องกวนโมโหจริงๆ ขนาดไม่เห็นหน้า ได้ยินแค่เสียงนะเนี่ย

“บ้า จ้างให้ฉันก็ไม่มีวันคิดถึงนาย” อัมพิกากระแทกเสียงตอบ สองเท้ากระทืบตึบๆเอากับพื้น ถ้านายนั่นอยู่ตรงหน้านะขอฟาดกำปั้นซักเปรี้ยงเถอะ

“อ้าว จะไปรู้เหรอ เห็นอั้มเคยบอกว่าไม่เมมเบอร์ผมเด็ดขาด แต่แล้วก็กลับโทรมาหาผมก่อนเองนะ เอ๊ะ! เหมือนที่เขาว่าพวกปากอย่างใจอย่างรึเปล่าเนี่ย” นิติรุตต์ยอกย้อน ความจริงชายหนุ่มดีใจแทบตายเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์แล้วชื่อของแม่สาวจอมรั้นขึ้นที่หน้าจอ ไม่นึกว่าชาตินี้เธอคนนั้นจะโทรมาน่ะซิ มันต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ

“อีตาบ้า……” กำลังจะว่าต่อเสียงอีกฝ่ายก็แทรกขึ้น

“คำก็บ้า สองคำก็บ้า เจอหน้าอั้มทีไรได้ยินคำนี้ทุกที ติดใจอะไรกับคนบ้าเหรอครับ”

“…บ..”เกือบหลุดคำว่า บ้า ไปอีกแล้ว ดีที่กัดฟันไว้ทัน หญิงสาวส่งเสียงกรี๊ดๆๆๆๆ ในใจ ตอนนี้ หูอื้อ ตาพร่า โกรธจนไม่รู้ว่าขนาดไหน เพราะไม่เคยรู้สึกว่าโกรธใครขนาดนี้มาก่อนในชีวิต แต่ที่รู้แน่ๆก็คือเกลียดนายรุตต์ที่สุดเท่าที่จะเกลียดใครสักคนได้ แล้วหญิงสาวก็เลือกสรรคำพูดแบบไม่ถนอมน้ำใจ ไม่รักษามารยาทใดๆทั้งสิ้น

“นี่นายรุตต์ ที่โทรมาเนี่ยแค่จะบอกว่าหนังสือน่ะคืนให้แล้วนะ แล้วต่อไปนี้นายกับฉันไม่มีธุระอะไรในโลกให้สมาคมกัน ถ้าเจอหน้ากันก็ไม่ต้องทัก ทำให้เหมือนกับว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เข้าใจไหม แค่นี้แหละ”

อัมพิกากำลังจะกดวางสายเสียงอีกฝ่ายก็ดังมาหยุดไว้ ที่หยุดได้ก็เพราะว่าคราวนี้ไม่ได้เป็นน้ำเสียงกวนๆอีกแล้ว เสียงนายนั่นสั่นพร่าพิกล

“ทำไมล่ะอั้ม เราไม่ได้เป็นศัตรูกันซะหน่อย ผมทำอะไรให้อั้มไม่พอใจรึไง”

“อ้อ….แน่นอนเลยล่ะ ” ในเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ อัมพิกาเลยฟาดฟันอีกฝ่ายด้วยคำพูดซะเลย ไหนๆก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้วนี่

“ตั้งแต่เจอนายฉันก็ซวยตลอด ถูกเพื่อนล้อสารพัด ไอ้ที่แกล้งทำดีกับนายน่ะแค่อยากได้หนังสือเท่านั้นแหละ รู้ไว้ด้วยนะว่าตอนแรกฉันกะไม่คืนหนังสือหรอก เอาให้เกรดนายไม่ออกไงล่ะ เนี่ย! ฉันเมตตาสุดๆแล้วนะที่เอาไปคืนให้ เพราะฉะนั้น จากนี้ไปอย่ามายุ่งกับชีวิตฉันอีก รู้ไว้ด้วยว่าฉันเกลียดขี้หน้านายที่สุดในโลก”

“ผมจะทำตามคำพูดอั้มก็ได้นะ แต่ขอรู้ความผิดตัวเองหน่อยเถอะ ไหนบอกซิผมทำอะไรให้อั้มถูกเพื่อนล้อ แล้วเขาล้อเรื่องอะไร?” จำเลยปลายสายเสียงจริงจัง จนดูเหมือนไม่ใช่นายจอมกวนคนเก่า เพราะชายหนุ่มกำลังงุนงง ครั้งสุดท้ายที่เขาเดินไปส่งอัมพิกาที่คณะก็ยังคุยกันดีๆอยู่เลย แล้วมันเรื่องอะไรที่ทำให้คุณเธอเดือดพล่านขนาดนี้

“เขาก็หาว่า เราเป็นแฟนกันน่ะซิ ทั้งที่มันไม่ใช่สักหน่อย” ด้วยคิดว่าตัวเองกำลังได้เปรียบ อัมพิกาเผลอปากพูดออกมา แล้วก็โมโหตัวเอง ‘โธ่ ฉันพูดอะไรออกไปเนี่ย ไม่น่าเลย’

เมื่อรู้ถึงสาเหตุจำเลยที่หน้าเสียเสียงจ๋อยไปแล้วกลับยิ้มกว้างอีกครั้ง ‘ดีนะที่ไม่เห็นหน้ากัน’ นิติรุตต์คิด เพราะถ้าเธอคนนั้นมาอยู่ตรงหน้า เขาคงต้องพยายามเก็บยิ้มแทบตายแน่ๆ ยอมรับว่าตอนแรกทั้งตกใจและน้อยใจที่ ยายจอมรั้น พูดป่าวๆ ว่าเกลียดขี้หน้า ช่างไม่ถนอมน้ำใจกันบ้างเลย แต่เมื่อรู้ว่า ‘อะไร’ ที่ทำให้เธอคนนั้นอยากตัดสัมพันธ์แบบปัจจุบันทันด่วนเขาก็ออกจะขำๆ ว่าแล้วก็ยวนต่อดีกว่า ไหนๆก็หาว่าเรากวนประสาทอยู่แล้วนี่

“แล้วที่อั้มโมโห เนี่ยเพราะผมทำให้อั้มถูกเพื่อนล้อ หรือเพราะผมไม่ทำให้ ‘เรื่องที่เขาล้อ’ เป็นจริงขึ้นมาล่ะ” นิติรุตต์ พูดไปยิ้มไปตอนนี้เขารู้แล้วล่ะว่าจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างไร

“…!?…” คราวนี้อัมพิกาถึงกับอึ้ง เพราะไม่ได้เตรียมคำพูดมาตอบโจทย์พิสดารแบบนี้มาก่อน

“อืม…. ผมก็ลืมคิดไปจริงๆแหละอั้ม เรื่องแบบเนี่ยผู้หญิงมักจะเป็นฝ่ายเสียหายเสมอนี่เนอะ ยิ่งโดนล้อ แล้วผู้ชายไม่ออกมารับผิดชอบอะไรซักอย่าง ปล่อยให้ผู้หญิงพูดอยู่ฝ่ายเดียว ” นิติรุตต์แกล้งพูดไปเรื่อยเปื่อย นึกหน้าอีกฝ่ายออกว่าตอนนี้คงกำลังหน้ามืดจนพูดไม่ออก

“…!?……” คนที่ถูกบอกว่าเป็นฝ่ายเสียหายกำมือแน่น ‘โอ้ย ฉันจะจัดการกับอีตาบ้านี่ยังไงดีนะ’ ปากคอสั่นระริก แต่ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำอะไรมาด่าให้สาสม

“งั้นเราก็มา..เป……..” ยังไม่ทันจบประโยค เสียงแว๊ดของฝ่ายตรงข้ามก็ดังขึ้น

“บ้าๆๆๆ บ้าที่สุด เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ฉันไม่มีวันเป็นแฟนกับคนทุเรศๆอย่างนายเด็ดขาด” อัมพิกาพูดเสียงรัวหลังจากอัดอั้นมานาน

“เดี๋ยวอั้ม! ผมไม่ได้ขออั้มเป็นแฟนนะ ผมกำลังจะบอกว่า เรามาเปิดแถลงการณ์กับเพื่อนอั้มว่าพวกเขาเข้าใจผิด เราไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย รับรองว่าถ้าเราสองคนลุกขึ้นพูดด้วยกันเขาคงเชื่อ แล้วก็คงเลิกล้ออั้มไปเองแหละ เอ…รึอั้มอยากให้เราเป็นแฟนกันจริงๆ” พูดเสร็จ นิติรุตต์ ก็กลั้นหัวเราะจนท้องแข็ง

“อี ต า บ้ า ฉันเกลียดนายที่สุดในโลก จำไว้นะอย่ามายุ่งกับฉันอีก” อัมพิกากดวางสาย เมื่อรู้ตัวว่าไม่สามารถแก้แค้นได้เลย ไม่ว่าจะพูดจะทำอะไรเป็นต้องเข้าตัวหมด แสนก็เกลียด ล้านก็เกลียด เกลียดๆๆๆๆ

และแล้วเพราะมัวแต่โมโหคนอยู่หญิงสาวเดินมาถึงหอโดยไม่รู้ตัว อัมพิกาลงมือเก็บเสื้อผ้าพรุ่งนี้จะได้กลับบ้านซะที ปิดเทอม 2 อาทิตย์ขออยู่บ้านแบบสงบสุขทีเถ๊อะ ยัยนีรูมเมตยังไม่กลับเห็นว่าจะไปดูหนังกับแฟน ยัยเปิ้ลห้องข้างๆก็ยังไม่มา ดีเหมือนกันอารมณ์ไม่ปกติยังไม่อยากเจอหน้าใคร





ตี๊ดๆๆๆๆๆ มีเสียงเรียกดังมาจากมือถือขณะที่หญิงสาวกำลังพับเสื้อผ้าอยู่บนเตียงคนเดียว

เมื่อดูชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ‘อีตาบ้า’ อัมพิกาก็อยากขว้างมือถือทิ้งจริงๆ แต่เมื่อคิดได้ว่าถ้าขว้างไปก็ตัวเองนั่นแหละที่เดือดร้อนก็มันมือถือของเราเอง นายนั่นจะเจ็บอะไรด้วย แต่ไม่แน่ถ้านายนั่นอยู่ตรงหน้าอาจยอมเสียสละขว้างมือถือไปเรียกเลือดกวนๆออกมาจากหัวคนซักเปรี้ยง หญิงสาวกัดฟันรับสาย

“โทรมาทำไม บอกแล้วว่าอย่ายุ่งกันอีก” อัมพิกาตวาดลั่น จนอีกฝ่ายต้องเบาเสียงมือถือของตัวเองลงก่อนจะตอบกลับมา

“โกรธผมเหรอครับ”
เชอะ! คราวนี้ทำมาพูดเสียงนุ่มแต่อย่าหวังนะว่าฉันจะญาติดีด้วย “ไม่ใช่แค่โกรธนะ เกลียดเลยล่ะ เกลียดที่สุด หายใจเข้าก็เกลียด หายใจออกก็เกลียด เกลียดๆๆๆ เข้าใจไหม” หญิงสาวเน้นคำว่า ‘เกลียด’ ตั้งใจให้มันเป็นใบมีดกรีดลงไปที่ขั้วหัวใจฝ่ายตรงข้าม

แต่อัมพิกาไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่กระทบใจฝ่ายตรงข้ามน่ะมันไม่ใช่มีดคมๆซะหน่อย หรือถ้าเป็นมีดก็คงเป็นมีดดาบพลาสติดสีสดแบบที่เด็กชอบซื้อเอามาเล่นกัน ฟันยังไงก็ไม่ตายเจ็บๆคันๆเฉยๆ ยิ่งฟันแรงเท่าไหร่เจ้าพลาสติกก็ยิ่งอ่อนตัวลงเท่านั้น ซ้ำยังอาบน้ำผึ้งซะหวายจ๋อยชุ่มโชก

‘เกลียดผมได้เกลียดไป เกลียดให้ตลอดเวลาเลยนะอั้ม’ อย่างน้อยอัมพิกาก็ ‘หลุด’ บางอย่างให้นิติรุตต์รู้ว่า ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่แอบคิดถึงเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

“งั้นเรามาปรับความเข้าใจกันหน่อยไหม ผมคิดว่าผมมีวิธีที่จะทำให้เพื่อนอั้มเลิกล้ออั้มนะ” นิติรุตต์พูดเสียงเรียบ

“วิธี บ้าๆ ของนายนะเหรอ”
“อ้าว! ไม่บ้านะอั้ม ใจเย็นๆก่อนซิครับแล้วลองคิดดูดีๆ ”

หลังจากคิดว่าตัวเองได้บริภาษด้วยการบอกว่าเกลียดจนสะใจ และอีกฝ่ายก็ดูจะลดเสียงกวนๆลง เริ่มพูดจาพอมีเหตุผลบ้าง เลือดร้อนๆบนหน้าของอัมพิกาจึงเริ่มเย็น ลองพิจารณาข้อเสนอของนายนั่นฟังๆก็เข้าท่าเหมือนกัน เราพูดคนเดียวไม่มีใครเชื่อถ้าได้อีกคนมาช่วยยืนยันมันอาจจะน่าเชื่อถือขึ้น

“แล้วนายจะทำยังไง”

“คุยกันอย่างนี้มันยังไงอยู่นะ อั้มอยู่ไหนน่ะ คณะเหรอเดี๋ยวเดินไปหา”

“ไม่ต้องไปเสนอหน้าที่คณะเลยนะ…ฉันอยู่หอ” แล้วทำไมเราต้องลืมตัวบอกไปด้วยล่ะว่าอยู่ไหน โอ้ย ยัยอั้ม

“งั้นดีเลยลงมาข้างล่างหน่อยนะ ผมเดินผ่านซอยแปดพอดีจะเข้าไปหาเดี๋ยวนี้แหละ”

ว่าแล้วนิติรุตต์ก็กดวางสาย จะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงโวยวายห้ามของอีกฝ่าย ตอนที่อัมพิกาโทรมาตอนแรกเขานั่งเล่นอยู่ที่ร้านไออุ่น วันนี้สอบวิชาสุดท้ายเลยขอเป็นวันหยุด แต่พอสอบเสร็จก็อยากไปชงกาแฟอร่อยๆให้ตัวเองสักแก้ว แล้วก็เลยชงมาอีกแก้วเผื่อคนที่เพิ่งถูกเขากวนโมโหไป ตอนแรกนึกว่าเธออยู่คณะก็ว่าจะเดินไปหาเอากาแฟไปง้อสักหน่อย แต่ในเมื่ออยู่ที่หอก็ยิ่งใกล้ใหญ่ กำลังเดินผ่านพอดี

เมื่อได้ยินว่าเขากำลังเดินมาที่หออัมพิกาก็ตาเหลือก หญิงสาวรีบวิ่งโครมครามลงมาชั้นล่างกะว่าจะต้องมาดักนายนั่นก่อนที่ใครจะมาเห็นเข้า แค่มาส่งที่หอวันเดียวยังโดนล้อขนาดนี้ แล้วถ้ามีคนเห็นอีกล่ะแม้ตอนนี้มันจะแค่บ่ายสามก็เถอะ เพราะมั่วแต่ก้มหน้าวิ่งเลยไม่ได้สังเกตว่าประตูห้องข้างๆเปิดแง้มอยู่แสดงว่ามีคนกลับมาแล้ว และคนนั้นก็คือ พิริยาพร เพื่อนจอมสอดของเธอนั่นเอง

นิติรุตต์ยิ้มร่าที่เห็นคู่ปรับทำตาเขียวปั๊ดอยู่หน้าหอ มันน่าขำจะตาย นี่คงจะรีบลงมาดักแล้วก็รีบๆไล่ให้เขาไปพ้นๆหน้าใช่ไหม ดูซิผมยุ่งเชียว ชุดนักศึกษาที่ใส่ก็ยับยู่ยี่ แล้วยังทำหน้าเหมือนตกใจอะไรมา “อ่ะ เอากาแฟมาฝาก รับรองว่าไม่ใส่สารพิษ ไม่คิดตังค์ด้วยเอ๊า”

อัมพิกาไม่ยอมเอื้อมมือไปรับ เชอะ เห็นเราเป็นเด็กรึไงเอาของกินมาล่อ “นายกินของนายไปคนเดียวเถอะ รีบๆพูดธุระแล้วก็กลับไปได้แล้ว”

“นี่ไงผมก็มีของผมแก้วหนึ่งแล้ว แต่ไอ้แก้วเนี่ยมันม็อคค่าเย็นของโปรดอั้มไงล่ะ อุตส่าห์เอามาฝาก แล้วคนมาเหนื่อยๆจะไม่หาที่นั่งให้หน่อยเหรอร้อนจะตาย” ชายหนุ่มทำท่า ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยเหมือนกับคนเดินทางมาสัก สิบกิโลเมตร ไม่ใช่แค่สองซอย

อัมพิกาพาคู่อริไปนั่งที่ม้าหินอ่อนหน้าหอพัก หญิงสาวเลือกโต๊ะที่ไกลที่สุด มิดชิดลับตาคนที่สุด แถมยังมีพุ่มไม้บังใบพอดี จะได้ไม่มีใครเห็น ขี้เกียจถูกล้อ

“โห อั้มพามานั่งซะเปลี่ยวเลย จะฆ่าหมกป่าผมหรือไง” ชายหนุ่มพึมพำเสียงอ่อย

“ที่นี่แหละดีแล้ว รีบๆพูดเรื่องของนายมาแล้วไปซะ ไม่งั้นฉันอาจจับนายฆ่าหมกป่าจริงๆก็ได้ แล้วก็ไม่มีใครเห็นซะด้วยซิ” อัมพิกาทำเสียงดุพยายามข่มขวัญคู่ต่อสู้เต็มที่

แต่อีกฝ่ายกัดฟันกลั้นหัวเราะแทบตาย เพราะเขาคิดในทางตรงข้าม ถ้านิติรุตต์เกิดนึกอยากทำ ‘อะไร’ หญิงสาวตรงหน้า ให้มันสมกับความกระเง้ากระงอดที่ดูยังไงก็น่ารักน่าหยอกอยู่ดีก็คงไม่มีใครเห็นเหมือนกันใช่ไหม

“ง่า กินกาแฟเย็นดับอารมณ์หน่อยนะครับ”

อัมพิกากัดฟันเอากาแฟเย็นที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมาดูดอย่างแรง ขนาดไม่ได้ตั้งใจจะละเลียดกินแต่ก็ต้องยอมรับว่า ทั้งรสชาติและกลิ่นของม็อคค่าเย็นฝีมือนายจอมกวนก็ยังอร่อยลิ้นอยู่ดี

ความหอมเข้มและออกขมของกาแฟกับช็อคโกแล๊ต ความหอมมันส์หวานปะแล่มๆของนมสด และน้ำเย็นๆที่รวมรสชาติทุกอย่างไว้อย่างกลมกล่อม ไหนจะวิปครีมสีหิมะเนื้อนุ่มด้านบนที่โรยด้วยผงช็อคโกแล๊ตอีกทีก็แสนจะละมุนลิ้น เลยพลอยทำให้อารมณ์เย็นลงจริงๆด้วยซิ

นิติรุตต์เพลินมองท่าทางกินกาแฟอย่างมีความสุขฝ่ายตรงข้ามแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ทั้งการดูดน้ำกาแฟ และตอนเอาหลอดตักวิปครีมส่งเข้าปาก ดูเหมือนเด็กน้อยกำลังดูดน้ำหวานที่ถูกใจ ตอนนี้ชายหนุ่มไม่แน่ใจแล้วว่าระหว่างท่าทางโมโหตวาดแว๊ดๆ กับท่าทางที่ดูสดชื่นของเธอคนนี้แบบไหนจะน่าดูกว่ากัน เอ…รึว่าจะน่าดูทั้งสองอย่าง





“มองอะไร ไหนว่ามีอะไรจะพูด” มั่วเพลินกินกาแฟแท้ๆเชียวเลยไม้รู้ว่านายนี่มานั่งจ้องหน้าเราตอนไหน ดูซิทำตายิ้มๆอยู่ได้ โอ้ย! หมั่นไส้ แล้วอัมพิกาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองร้อนๆหนาวๆยังไงไม่รู้ หญิงสาวหลุบตาลงต่ำไม่กล้าสบตากับฝ่ายตรงข้าม

“เรื่องที่เขาล้อว่าเราเป็นแฟนกัน อั้มบอกเพื่อนไปได้เลยนะว่าเราไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ ถ้าเขาไม่เชื่อก็ท้าให้เขามาถามผมได้เลยผมก็จะบอกเหมือนกัน เราสองคนพูดให้มันตรงกันไงล่ะ”

“นายว่ามันจะได้ผลเหรอ ฉันพยายามบอกตั้งหลายหนไม่เห็นใครเชื่อ” หญิงสาวตอบโดยไม่ยอมเงยหน้าสบตาคนพูด รู้สึกแปลกๆกับตาวาวๆของนายนั่น เป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ ดูซิจ้องเราอยู่ได้

“ไม่แน่ใจนะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย อย่างผมเนี่ยไม่เห็นมีใครมาล้อ ”

“ก็นายเป็นผู้ชายนี่”

“ไม่หรอกที่อั้มโดนล้อบ่อยๆ เพราะพวกเขาสนุกกันน่ะซิ อั้มรู้ตัวไหมว่าอั้มเป็นคนที่โมโหแล้วน่าระ….” นิติรุตต์กลืนคำที่เกือบเผลอพูดลงคอ

“น่าอะไร…” อัมพิกาเงยหน้าเอียงคอถามงงๆ

“น่า…เอ่อ…น่าหัวเราะ แล้วก็น่าแกล้งให้โมโหเรื่อยๆ”

“บ้า…” หญิงสาวงึมงำแล้วก็ก้มลงไปกำซาบเจ้ากาแฟเย็น ไม่อยากมองหน้านายนั่นแล้วล่ะ ทำไมใจเราเต้นเร็วจัง หวังว่านายรุตต์คงไม่ได้ยินหรอกนะ

“จริงๆนะ อั้มน่ะเหมือนเด็ก โดยเฉพาะเวลาโมโห ตาจะลุกวาวโตเหมือนไข่ห่านเลยมั้ง คิ้วก็ม้วนตัวหากันเหมือนผูกโบว์ตรงกลางหน้าผาก แล้วอั้มก็ชอบเม้มปาก ดูแล้วเหมือนตัวการ์ตูน ตลกจะตาย” นิติรุตต์ยิ้มทั้งปากและตาใส่คนที่เอาแต่ก้มงุดๆดูดกาแฟ อดแปลกใจไม่ได้ที่เธอเงียบไปเจอคำวิจารณ์แบบตรงๆแบบนี้นึกว่าจะวีนแตกซะอีก หากเมื่อหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาชายหนุ่มกลับตีหน้าขรึม “เพื่อนๆก็เลยชอบทำให้อั้มโมโหไง ขนาดผมยังชอบแกล้งอั้มบ่อยๆเลย ความจริงไอ้ล้อเรื่องแฟนแบบนี้มันน่าจะเป็นเรื่องของเด็กมัธยมไม่ใช่เหรอ เขาคงเห็นอั้มยังไม่โตมั้ง”

อัมพิกาอึ้ง เพราะไม่เคยมีใครวิจารณ์ท่าทางเธอตรงๆมาก่อน ขนาดเพื่อนซี้มันยังไม่เคยเล่าอะไรเลย นี่เวลาเราโมโหเป็นไปได้ขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย เหมือนตัวการ์ตูน น่าหัวเราะ โธ่..ยัยอั้มเธอกลายเป็นของเล่นของใครๆไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขาเห็นเราเป็นเด็กอยู่เหรอ เราอยู่ปีสี่แล้วนะ

“งั้น ฉันคงต้องทำตัวให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นใช่ไหม คำพูดจะได้น่าเชื่อถือ” หญิงสาวพูดเสียงอ่อย

“โธ่! ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ผมว่าเพื่อนอั้มเขาคง..ระ..รัก และเอ็นดู อั้มกันทั้งนั้นแหละ ไม่งั้นคงไม่ล้อเล่น อั้มก็ทำตัวแบบเดิมนี่แหละก็มันเป็นตัวอั้มนี่จะเปลี่ยนทำไมล่ะ เพียงแต่อั้มต้องทำใจเวลาถูกล้อเท่านั้นเอง ถ้าให้ดีอั้มก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้างก็ได้ จะกลัวทำไมความจริงมันก็เป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ เดี๋ยวเขาหมดสนุกก็เบื่อกันไปเองแหละ ไม่ต้องไปต่อปากต่อคำนักหรอก ก็เราไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆซะหน่อย”

เมื่อเห็นอัมพิกายังเงียบกริบนิติรุตต์เลยถือโอกาสเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเอง

“การแก้ปัญหาด้วยวิธีทำเป็นว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนอะไรเนี่ยมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุนะอั้ม แล้วมันยุติธรรมกับผมนักเหรอ ถ้าไม่นับว่าผมเคยเสียมารยาทแย่งหนังสืออั้มในวันแรกที่เราเจอกัน แล้วก็ เอ่อ….อุบัติเหตุนั่น นอกนั้นผมไม่เคยคิดร้ายกับอั้มเลยนะ ความจริงวันนั้นที่ชั้นหนังสือผมไม่นึกว่าอั้มจะหยิบเล่มเดียวกับผมไม่ได้ตั้งใจจะแย้งเลยจริงๆ แล้วหนังสือนั่นผมก็เอาให้อั้มอยู่ดี ส่วนวันที่เดินไปส่งอั้มกลับหอเพราะเห็นว่ามันดึกแล้วผู้หญิงเดินคนเดียวอันตราย แล้วที่หอบหนังสือไปส่งอั้มที่คณะก็เพราะเห็นว่า หนังสือออกกองโต ไหนๆเราก็เป็นคนรู้จักกัน ช่วยกันได้ก็ช่วยๆกันไป แล้วทำไมอั้มต้องตั้งข้อหารังเกียจผมด้วย .จะมีก็แต่.....”

คราวนี้หนุ่มรัฐศาสตร์ทำหน้าเครียดราวกับกำลังถกปัญหาระดับชาติก็ไม่ปาน “เรื่อง....อุบัติเหตุที่หน้าห้องสมุดที่ผมไม่รู้จะชดเชยให้ยังไง…ถ้าจะบอกขอโทษตอนนี้คงไม่สายไปใช่ไหมครับ”

อุบัติเหตุหน้าห้องสมุด โธ่! นายรุตต์ฉันอุตส่าห์พยายามลืมมันไปแล้วนะ พูดถึงมันทำไมกันเล่า
แล้วอัมพิกาก็ระลึกถึงความหวาบหวิวกับไออุ่นๆที่ได้รับเข้าไปเต็มริมฝีปากในวันนั้นอีกครั้ง เห็นอีกฝ่ายยังคงจ้องหน้ารอคำพิพากษาสาวมนุษย์เลยพยักหน้าละโทษให้ทีหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าเม้มริมฝีปากกับหลอดกาแฟแน่น พยายามบังคับใจไม่ให้เต้นโครมคราม ไหนจะหน้าอีกล่ะหวังว่ามันคงไม่แดงเป็นลูกตำลึงหรอกนะ





เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ถือสา หน้าเครียดๆของนิติรุตต์ก็คลายลง “เขาว่าคนเราเป็นมิตรกันดีกว่าเป็นศัตรูไม่ใช่เหรอ ไม่แน่นะเรียบจบไปแล้วเราอาจฟลุ๊คได้ทำงานที่เดียวกัน หรือมีเหตุให้ต้องพึ่งพาอาศัยกันอีกก็ได้ในอนาคต เพราะงั้นดีๆกันไว้ดีกว่านะ”

นายคนนี้นอกจากจะสามารถใช้คำพูดได้แสลงหูคนฟังสุดๆ ในขณะเดียวกันก็สามารถหว่านล้อมออมชอมได้อย่างละมุนละม่อม น่าส่งไปเจรจาสงบศึกที่ภาคใต้เสียจริง อ้อ…ลืมไปเรียนรัฐศาสตร์นี่นะ
แม้ในใจจะคิดไปสารพัดแต่ที่สุดแล้วอัมพิกาก็เปล่งประโยคแสดงความเห็นด้วย

“ฮื่อ ก็จริงของนาย”

“งั้นเราก็คบกันต่อไปล่ะกัน แล้วปิดเทอมอั้มกลับบ้านวันไหน?”

เพราะอะไรไม่รู้ ทุกคำพูดของบารีสต้าแห่งร้านไออุ่นราวกับมีมนต์ขลัง ไม่ว่านิติรุตต์จะถามอะไร กลับบ้านวันไหน? แล้วจะกลับมาหอวันไหน? บ้านอยู่ที่ไหน? ปิดเทอมจะไปเที่ยวไหนมั่ง? อัมพิกาเป็นต้องเต็มใจตอบตรงคำถามซะทุกข้อ ดีหน่อยที่ฝ่ายนั้นก็ให้ข้อมูลของตัวเองเหมือนกัน

“ดีจัง ผมคงไม่ได้กลับบ้านหรอก เพราะที่ร้านมีพนักงานประจำลาออก เลยต้องอยู่ช่วยพี่เขาไปพลางๆ ตอนยังหาคนไม่ได้”

“รุตต์ ทำงานที่ร้านมานานหรือยัง แล้วทำไมถึงอยากทำงานพิเศษล่ะ”

“ทำมาตั้งแต่ปีสองแล้วล่ะ บ้านผมไม่ได้รวยอะไรนี่ยังมีน้องที่กำลังเรียนอีกตั้งสองคน พ่อกับแม่ก็เป็นข้าราชการครูโรงเรียนต่างจังหวัดธรรมดาเอง ถ้าหาเงินเองได้บ้างก็จะได้ลดภาระเขาลงมั่งไง”

“ทำไม? ชงกาแฟอร่อย” อัมพิกาเริ่มรู้สึกสนิทใจที่จะได้ทำความรู้จักคนตรงหน้าให้ได้มากกว่านี้ อืมม์ ความจริงนายนี่ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ

“อร่อยจริงเหรอ ‘ชื่นใจ’ อั้มไม่เคยชมผมเลยนะรู้ไหม”
ชมเข้าหน่อยเปิดศักราชร่วนอีกแล้วนะนายรุตต์ ว่าแล้วก็น่าถอนคำพูดจริงๆ “ก็ไม่อร่อยเท่าไหร่หรอกพูดไปงั้นแหละ เห็นเอาของฟรีมาให้กิน” พูดเสร็จหญิงสาวก็อมยิ้ม ดวงหน้าสีชมพูระเรื่อ ตาใสๆเป็นประกายระยิบแข่งกับดาวประกายพรึกที่เริ่มฉายแสงบนท้องฟ้าสีส้มยามอัสดง บอกชัดเลยว่าไอ้ที่พูดไปน่ะไม่ได้ตรงกับใจเลยซักนิด

“ห้าโมงแล้วน่ะอั้ม เลี้ยงข้าวเย็นผมสักมื้อได้ไหม”

“เชอะ แค่กาแฟแก้วเดียวจะมาแลกข้าวเหรอ ฝันไปเถอะ”

“นั่นซิเนอะ งั้นผมกลับล่ะกันอยู่ไปอั้มก็จะรำคาญเปล่าๆ เดี๋ยวจะกินข้าวเย็นไม่ลง” นิติรุตต์พูดเสียงเศร้าอย่างเจียมตัว

“ไว้วันหลังนะรุตต์ พอดีนัดเมตไว้เขาไปข้างนอกแล้วจะแวะซื้อส้มตำไก่ย่างมาเลี้ยงฉลองสอบเสร็จกันน่ะ”

แล้วระหว่างที่เดินออกมาส่งนิติรุตต์ที่ประตูหอ อัมพิกาก็เห็นเขาหาอะไรง่วนในกระเป๋าเป้ สักพักก็หยิบหอใสๆออกมา

“ผมเอามาฝาก เป็นลูกอมกาแฟน่ะ ที่ร้านเขาทำขึ้นมาไว้แจกลูกค้า ความจริงเขาแจกให้คนละเม็ดแต่ผมแอบจิ๊กมาให้อั้มห่อหนึ่งเลย มันคล้ายลูกอมไทยๆ ที่ใช้น้ำตาลกวนกับกะทิ แต่อันนี้เราใช้นมแล้วก็เติมกาแฟเข้าไปด้วย เอาไว้เวลาอั้มอยู่บ้านแล้วคิดถึงกาแฟ ‘ร้านไออุ่น’ จะได้เอามาอมเล่นไง พี่คนที่ทำเขาบอกว่าจะได้เตือนให้ลูกค้าคิดถึงร้านเราเสมอ และกลับมาใช้บริการอีกครั้ง”

นี่ขนาดนอกราชการยังอุตส่าห์ดูแลลูกค้าให้ร้านอีกนะ อัมพิกาค่อนขอดเล็กๆในใจ หลังจากที่บริกรดีเด่นลับตา หญิงสาวพิจารณาเจ้าลูกอมสีน้ำตาลเข้มที่ถูกห่อด้วยกระดาษแก้วใสหลากสี น่าเอาไปใสโถไว้ดูเล่นจังไม่รู้จะเก็บได้นานแค่ไหน ดูเหมือนว่าที่กระดาษแก้วจะมีลายเป็นตัวอักษรเล็กๆแต่ตรงนี้ไฟไม่พอเอาเข้าไปดูในห้องดีกว่า

และแล้วเมื่อไฟสว่างพอที่จะอ่านได้ อัมพิกาก็หน้าแดงอีกครั้ง หากใครสักคนมาเห็นตอนนี้จะรู้ว่าดาวศุกร์ก็ดาวศุกร์เถอะ คงไม่วามวาวเท่านัยน์ตาหวานหยาดเยิ้มของสาวน้อยที่กำลังชูห่อลูกอมโบราณดูเล่นอย่างเริงใจ

แล้ววันนี้ของอัมพิกาที่เหมือนมีพายุเทอร์นาโดเมื่อตอนกลางวัน กลับคลี่คลายไปได้เพราะคิดว่า เดี๋ยวเขาก็เลิกล้อกันเองทั้งเราทั้งนายนั่นก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันนี่ว่า ‘เราไม่ได้เป็นแฟนกันซะหน่อย’ ทำให้บรรยากาศตอนพลบค่ำในห้องน้อยๆของหญิงสาวฉ่ำเย็นชื่นใจ เหมือน…..ใช่แล้วเหมือนม็อคค่าเย็นแก้วนั้นที่นายนั่นเอามาฝาก

อัมพิกาอ่านข้อความที่เป็นลายของกระดาษแก้วในใจดังๆอีกครั้งก่อนที่จะบรรจงเก็บมันลงกระเป๋าที่เตรียมไว้กลับบ้าน

“always”







แวะผ่านมาก็ทักทายกันบ้างนะคะ จุ๊บๆ


Create Date : 22 มิถุนายน 2552
Last Update : 22 มิถุนายน 2552 2:02:52 น. 3 comments
Counter : 166 Pageviews.

 
love them!.....


...more please............


โดย: Nu IP: 94.194.96.198 วันที่: 22 มิถุนายน 2552 เวลา:6:24:47 น.  

 
ยังกรี้ดได้อีก
คุณรุตต์ขา ทำดิฉันใจสั่น
ทีเราไม่เห็นมีใครชงกาแฟมาให้แบบนี้เลยอ่ะ
แอบอิจฉา
(รุตต์เนี่ย เป็น Ideal man ของสาวๆเลยนะคะพี่เก๋)


โดย: ต้นอ้อสีม่วง IP: 125.26.179.151 วันที่: 22 มิถุนายน 2552 เวลา:9:10:23 น.  

 
เคยอ่านหลายปีมาแล้วบนถนนนักเขียน

ดีใจมากค่ะที่เห็นชื่อคุณพินทุอิอีกครั้งค่ะ เลยตามมาอ่านที่บล็อกด้วยคนค่ะ


นายรุตยังน่ารักเหมือนเดิมเนอะ น้องนางเอกเราหวั่นไหวและใจเริ่มอ่อนซะว้ว หุหุ


ป.ล. ขอบคุณนะคะที่กลับมาลงเรื่องนี้อีกครั้ง เข้ามาอ่านอีกก็สนุกเช่นเดิม ขอบคุณมากจ้า


โดย: หนอนแว่นตาโต IP: 118.174.78.136 วันที่: 25 มิถุนายน 2552 เวลา:22:49:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พินทุอิ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สระอะไรเอ่ย...ยิ้มได้? ก็ สระ "อิ" ไงจ๊ะ นี่แหละค่ะที่มาของชื่อ "พินทุอิ" สระที่มีหน้าตาเหมือนรอยยิ้ม (จริงๆนะ)
มาร่วมแบ่งปันรอยยิ้มและความสุขกันนะคะ

หมายเหตุ
งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาต หากต้องการนำงานเขียนชิ้นใดไปเผยแพร่ กรุณาติดต่อขออนุญาตจากผู้เขียนโดยตรง
Friends' blogs
[Add พินทุอิ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.