All Blog
[รีวิวหนัง] Gleason ชีวิตยังไหว ตราบใดฉันมีเธอ




Gleason ชีวิตยังไหว ตราบใดฉันมีเธอ


เรื่องย่อ (เอง)

เมื่อหลายปีก่อนมีกระแส ALS Ice bucket challenge ที่โด่งดังมาก ที่มาของกิจกรรมนี้เกิดจากความคิดของอดีตนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลที่ป่วยเป็น ALS และเพื่อนของเขา เขาคือ Steve Gleason 

สตีฟเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ตัวใหญ่ แข็งแรง หล่อ และเป็นที่จับตา แต่เขาเป็นคนติดดิน สมถะ แฟนสาวของเขาเป็นผู้หญิงร่าเริงสนุกสนาน พวกเขาแต่งงานกันหลังสตีฟรีไทร์จากกีฬา ก่อนที่ไม่กี่เดือนต่อมาสตีฟจะพบความผิดปกติกับร่างกายของตัวเอง

หมอวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรค ALS เขาจะอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พูดไม่ได้ และมีปัญหาด้านระบบหายใจ คนที่เป็นโรคนี้มักมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2-5 ปี 

แต่ขณะที่เวลาชีวิตของสตีฟถดถอยลง เวลาชีวิตใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น ภรรยาของเขาท้อง สตีฟจึงตั้งใจถ่ายคลิปวีดีโอเหล่านี้ไว้เพื่อให้ลูกของเขาได้ดูในอนาคต หากเขาต้องจากแกไป ลูกจะได้รู้จักเขา รับรู้ถึงความรักของเขา และสายสัมพันธ์พ่อลูกนี้จะคงอยู่ตลอดไป

ความในใจ (สปอยล์)

เราเป็นคนหนึ่งที่เคยเอาถังน้ำแข็งมาราดตัวเองเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าคนคิดคือใคร รู้เพียงแต่จุดประสงค์ของกิจกรรมนี้ตามที่เห็นข่าวบ่อยๆ ตอนที่เราเห็นตัวอย่างหนังเรื่องนี้เราเลยตัดสินใจไปดูทันที ไม่ลังเล แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ

หนังทำให้รู้จักสตีฟผ่านวีดีโอที่เขาถ่ายไว้พูดคุยกับลูก และอีกส่วนก็เป็นการถ่ายสารคดีชีวิตของเขากับครอบครัว จากนักกีฬาหนุ่มแน่น เขากลับเดินกระย่องกระแย่งเหมือนคนเมา เริ่มใช้ไม้เท้า แต่นั่นหยุดสตีฟจากการใช้ชีวิตไม่ได้ เขาเดินทางท่องเที่ยวกับภรรยาและเพื่อนไปในที่ต่างๆ ดำน้ำ กระโดดร่ม หรือแข่งไตรกีฬา

สตีฟได้ลูกชาย เขาตั้งชื่อลูกว่า Rivers เพราะแม่น้ำเป็นต้นกำเนิดของไฟ เชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดไฟก็คือต้นไม้ ต้นไม้เติบโตได้ด้วยน้ำหล่อเลี้ยง นั่นแหละ ริเวอร์สเปรียบเสมือนไฟให้ชีวิตเขาสว่างไสวอีกครั้ง (กรี๊ดมากกกกกจุดนี้)

หลังจากนั้นอาการของสตีฟก็แย่ลงเรื่อยๆ ภรรยาต้องป้อนข้าวทั้งเขาและลูก เริ่มให้อาหารทางสายยางผ่านหน้าท้อง เริ่มใช้วีลแชร์ เริ่มพูดไม่ได้ ใช้เครื่องช่วยหายใจ และเจาะคอ แต่สิ่งที่กระทบใจเราไม่ใช่อาการที่มีแต่แย่ลงของสตีฟ แต่เป็นหลายๆ ฉากที่เขาระบายความรู้สึกออกมา เช่น...

- ฉากที่เขาขัดแย้งกับพ่อผู้เชื่อในพระเจ้า (ลืมเกริ่นไปว่าเราเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดหนึ่ง ซึ่งเรามักได้ยินผู้ใหญ่บอกว่าเป็นกรรม สำหรับเรามันเจ็บปวดและน่าหงุดหงิดกว่าการยอมรับว่าเป็นโรคซะอีก) เรานี่น้ำตาไหลพรากๆ ตอนสตีฟพยายามให้พ่อเชื่อว่าเขาจะไม่ตกนรกหรอก 

- ฉากที่เขาพูดไม่รู้เรื่องแล้ว สตีฟได้แต่ตะโกนและร้องไห้ หัวใจเรานี้แทบแตกสลายตาม TT_TT

- ฉากที่ภรรยาเย็นชาเพราะเหนื่อย โดยสตีฟพยายามพูดคุยเปิดอกว่าเขาผิดอะไรเธอถึงเย็นชา เราได้เห็นสตีฟในมุมไม่มั่นใจอย่างที่ไม่เคยเห็น ฉากนี้อาจไม่มีความหมายกับคนอื่นก็ได้ ถ้าไม่ใช่คนพิการที่ต้องอยู่ด้วยความช่วยเหลือและความรักจากคนใกล้ตัว สำหรับเรามันจึงมีความหมายมาก น้ำตาแตกอีกตามเคย

- ฉากที่สตีฟใช้สายตาพิมพ์ข้อความบนคอมให้ภรรยาอ่าน สตีฟท้อจนแม้แต่การมองดูลูกก็ทำให้เขาเจ็บปวด สิ่งที่เคยทำให้มีความสุขก็ไม่ทำให้เขามีความสุขอีกต่อไป (ทำไมนายต้องพูดหรือคิดหรือทำอะไรแทนใจฉันหมดเลย orz)

แต่ต่อให้จิตใจเฟลขนาดไหนหรือร่างกายทรุดลง สตีฟก็กลับมาเป็นคนที่ทำอะไรเพื่อคนอื่นต่อไปทุกครั้ง สตีฟเคยถามพระเจ้าว่าทำไมต้องเป็นเขา แต่เราน่ะคิดว่าเพราะเป็นเขาที่มีหัวใจแบบนี้ไง เขาถึงทำอะไรที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้ได้

สุดท้ายนี้เราอยากแนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคนจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะถ้าใครมีคนในครอบครัวหรือเพื่อนไม่แข็งแรง อยากรู้ว่าเขาคิดหรือรู้สึกยังไงมากขึ้น ลองดูหนังเรื่องนี้ก็ได้นะคะ สำหรับเราแล้วความคิด คำพูด และการกระทำของสตีฟเหมือนแทนใจเราไปแทบทั้งหมดอ่า T_T
#teamGleason #nowhiteflags #awesomeainteasy



Create Date : 19 มิถุนายน 2560
Last Update : 19 มิถุนายน 2560 16:26:10 น.
Counter : 213 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Coldplay : Adventure of my lifetime [เมื่อเราเป็นคนไทยที่ใช้วีลแชร์คนเดียวในคอน]


  สวัสดีค่า~ วันนี้เราอยากมาแชร์ประสบการณ์การไปดูคอนเสิร์ตครั้งแรกในชีวิตของเราบ้าง ขอจารึกไว้ให้ตัวเองอ่านในอีกหลายเดือนหลายปีข้างหน้าว่าเคยมีคืนที่สุดๆ ขนาดนี้ยังไง และเผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้วีลแชร์คนไหนที่ลังเลอยากไป/ไม่ไปแล้วกันนะคะ (ตรงโซนวีลแชร์มีแค่ 3 คน มีเราเป็นคนไทยคนเดียวเลย ><)

วงที่เราเฝ้ารอก็คือ Coldplay นั่นเอง (ฮือออ คิดว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอกันแล้วจ้ะพี่จ๋า T-T) พี่เล่นจัดใหญ่ไฟกะพริบที่รัชมังคลากีฬาสถาน...ใกล้กับบ้านน้องซึ่งอยู่บางกะปินี่เอง น้องต้อง make it happen ให้ได้จ้ะพี่

55 เข้าเรื่องแบบจริงจังบ้างค่ะ ถึงแม้บ้านจะใกล้ที่จัดงาน แต่สุขภาพเราก็ไม่อำนวยสำหรับการไปไหนนานๆ (ปกติเราใช้เครื่องช่วยหายใจวันละ 20 ชม. ค่ะ) พอจองตั๋วคอนได้ปุ๊บก็จัดการจองรร. หลังรามทันที ซึ่งเราก็ไปเช็กอินที่รร. และนอนเล่นตั้งแต่ช่วงบ่าย พอ 6 โมงแม่ก็พาเข็นมารัชมังฯ ใช้เวลาเดินแค่สิบกว่านาทีค่ะ ระหว่างทางก็มีเพื่อนร่วมทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติช่วยลากจูงเป็นระยะเวลาตกหลุม จนบางทีพูดแทงกิ้วกับคนไทย บอกขอบคุณกับคนต่างชาติ แหะๆ อาเซียนร่วมใจ~ อาเซียนเรามาร่วมใจ~~ สุดๆ ค่ะ



เราเข้าทางประตูหลังราม แต่เดินงงๆ หลงๆ อยู่ในกกท. ร่วมชม. ถึงหาจุด information เจอ (ก่อนวันงานเราหลังไมค์ไปถามทางผู้จัดถึงโซนวีลแชร์มา เขาแนะนำให้ติดต่อจุดนี้ค่ะ) โอเคคค เรากับแม่ก็ไปลุยกันต่อจนมาถึงบันไดทางขึ้นที่เขาแจก xyloband ขณะที่กำลังมองหาจนท. ก็เจอนักท่องเที่ยวใจดีมาก 2 คนมาช่วยยกรถเข็นขึ้นบันได จนกระทั่งขึ้นไปแถวทางเดินรอบๆ ตัวสนามได้สำเร็จก็มีจนท. มาพาไปที่โซนบีซึ่งเป็นโซนวีลแชร์ค่ะ (ถ้าไม่มีตรงนี้ เราคงต้องตะกายดาวไปถึง E2Q เลยยย โฮ ดีใจที่ผู้จัดนึกถึงจุดนี้ด้วย)

เวลาเริ่มใกล้มาถึงแล้วพร้อมกับฝนปรอยๆ แต่เพื่อผู้ชายสู้ตายค่า (เอ้ย! เพื่อวงดนตรีเดียวที่รักสิ) มาถึงจุดนี้ไม่มีคำว่าเหนื่อยหรือลำบากอะไรแล้ว ระหว่างรอก็ผูกมิตรประชาคมอาเซียนกันไปกับผู้ใช้วีลแชร์ชาวมาเลย์ ส่วนอีกคนนึงเป็นฝรั่งค่ะ (คิดดูว่าชะนีไทยโดดเดี่ยวแค่ไหน!) อ้อ ลืมบอกว่าตรงโซนวีลแชร์เขาให้ผู้ติดตามอยู่ได้คนนึงค่ะ ส่วนเราก็ดูกับแม่



ในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึง!!! ใจงี้เต้นตึกตัก ตื่นตาตื่นใจกับแสงสีเสียงมากค่ะ ฮือออ โคตรดี โคตรสุดดด โคตรสนุกกกกก สมกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความดีงามสุดๆ เราไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกนี้ยังไง เป็นบุญหูที่ได้ฟังเสียงร้องสดๆ มากกกกก ฮือออออ แค่คิดว่าวงที่เราชอบอยู่ในระยะสายตาเรา อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตรตรงหน้า เสียงดนตรีมันเต้นอยู่ในเสียงหัวใจเรา โฮฮฮ มันสุดติ่งจริงๆ ค่ะ TT_TT 

สำหรับเรา มันคุ้มมากที่ได้พยายามทำให้ตัวเองได้มีวันนี้ แค่คิดว่าถ้าเรากลัวเหนื่อย กลัวไม่สบาย หรือเสียดายเงินจนตัดสินใจไม่ไป เราเชื่อมั่นล้าน%เลยว่าเราต้องนอนร้องไห้สไลด์ทวิตเตอร์อยู่บ้านแน่นอนค่ะ (ส่วนตอนนี้ก็ร้องไห้เพราะคิดถึงแทน แหะๆ) แต่เราเชื่อในคำสัญญาว่าพวกเขาจะกลับมา น้องจะรอนะจ๊ะพี่จ๋า น้องจะต้องไม่ตาย ฮือออ



Special thanks: 
- ขอบคุณ Coldplay ที่มาจัดคอนที่ไทยในที่สุด ทีแรกที่ยังไม่มีไทยเรางี้ใจแป้วเลยค่ะ U_U ขอบคุณล้านๆๆๆ ครั้ง
- ขอบคุณเพื่อนโบว์ที่ต่อคิวซื้อตั๋วให้
- ขอบคุณทุกคนที่พบเห็นและช่วยเหลือมากๆ นะคะ
- ขอบคุณจนท. ที่พาไปส่งโซนที่นั่ง
- ขอบคุณตำรวจที่มาพาเราออกจากสนาม
- ขอบคุณแม่กับน้องที่ไปด้วยกัน 
- ขอบคุณในการตัดสินใจของตัวเอง ขอบคุณที่ฉันรอดมาได้โว้ยยย ฮือออออ

นานาจิปาถะ :
- เนื่องจากโซนวีลแชร์จะอยู่หน้าอัฒจันทร์แถวล่าง ถ้าเรากับแม่เผลอบังใคร เราอยากขอโทษ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ T/T ตอนแรกแม่เราก็นั่งพื้นเอาเพราะเกรงใจว่าอาจบัง จนจนท. นำเก้าอี้มาให้
- เหมือนตัวเองกำลังอยู่ในคอนที่ต่างประเทศมากกก คนมักทักทายว่า Where are you from? 5555
- มีน้ำดื่มแจกฟรีแต่เกรงใจเลยเอามาขวดเดียว ผลคือแหกปากร้องจนน้ำหมดในเวลารวดเร็ว บ้าจริงงง
- คราวหน้าจะต้องหามือถือที่กล้องดีกว่านี้ แหะๆ
- ควรซื้อของที่ระลึกเลยถึงแม้จะคิวยาว อย่าคิดซื้อหลังจบคอนแบบนี้อีก เพราะเขาปิดหมดแล้วนังแพร้ววววว โฮ orz 
- ควรหาข่าวกิจกรรมมากกว่านี้ เพราะนกข่าวกิจกรรมต่างๆ ที่จะได้ลุ้น meet&greet หมดเลย ฮือออ T-T




Create Date : 09 เมษายน 2560
Last Update : 9 เมษายน 2560 16:05:02 น.
Counter : 194 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
SG Trip : ล้อหมุน (ครั้งแรก) ในต่างแดน



ก่อนอื่นเลยนะคร้าบ เนื่องจากจขบ. เป็นมนุษย์รถเข็น เนื้อหาในนี้ก็เลยจะอิงกับมุมมองของเรา เช่นการเดินทางไรงี้เนาะ นอกนั้นก็เป็นความรู้สึกนึกคิดของเราจากสิ่งที่ประสบมา อาจไม่ค่อยมีสาระหรือข้อมูลไรมากค่า ออกตัวล้อฟรีไว้ก่อน 55

(อารัมภบทยาวนิด ข้ามไปข้างล่างได้นะก๊ะ)

เรื่องมันเริ่มจากเราอยากได้รองเท้าผ้าใบยี่ห้อนึงซึ่งเมืองไทยไม่มีไซส์เด็ก เราจะพรีฯ ร้านในไอจีแม่ก็ยอกว่าแพง เลยปิ๊งไอเดียว่าไปซื้อที่ hk เลยมะ จะได้ไปเที่ยวด้วยยย ทีนี้เพื่อนที่เคยไป hk ไปด้วยไม่ได้ เลยเปลี่ยนเส้นทางมา sg แทน เพราะน้องเคยไปทำงานที่ sg เลยพอรู้ทาง โอเค จองตั๋ว+รร. พร้อมเที่ยวฮะ

ก่อนไปก็เคยได้ยินมาบ้างว่าสภาพแวดล้อมที่นั่นเอื้อต่อคนพิการ แต่ยังไงก็เลือกรร. ใกล้รถไฟใต้ดินไว้ก่อน เราพักที่ v hotel bencoolen ใกล้ทั้งเซเว่น ฟู้ดคอร์ต สถานีรถไฟ และค่อนข้างในเมือง แต่ดันเป็นรถไฟสายสีเหลืองนี่จิ ระยะทางวิ่งของพี่แกไม่ค่อยผ่านที่ที่จะไป ต่อขบวนมันส์ไปเลยจ้า 55 

(มาเริ่มรีวิวแบบเป็นข้อๆ ดีกว่า)

1. อินเป็นพิเศษคือฟุตบาธ เรียบบบยิ่งกว่าหนังหน้าเราอีกอ่ะ ตรงจุดข้ามมีทางลาดทุกที่ ถนนก็เรียบ โอ๊ยยย ชีวิตดีไปไหน แถว orchard คือฟุตบาธกว้างเท่าถนน 3 เลนอ่ะ ฟินนนนน

2. ต้นไม้เยอะมากกกกก ทั้งที่บ้านเขาตึกเยอะ แต่ต้นไม้เยอะมากทั้งบนทางเท้าและเกาะกลาง ต้นไม้ใหญ่ทั้งนั้น บางช่วงแดดส่องมาไม่ถึงพื้น ทำให้แดดแรงซอฟต์ลงทันตา ทำไมกรุงเทพฯ ไม่ทำคะ!!!

3. เป็นเมืองที่มีชีวิตอยู่ใต้ดินมาก ทั้งมหาลัย ห้าง ทุกสิ่งอย่างเชื่อมรถไฟใต้ดิน แล้วรร. เราอยู่สถานี bras basah ข้างล่างสถานีคือมีมหาลัยอะ ดึกๆ เขาก็ซ้อมเต้น ซ้อมกีฬากัน

4. ขึ้นรถไฟใต้ดินจนเวลานอนถึงกับร่างโยก 5555 แต่ด้วยความที่มันมีหลายสายก็ต้องเสียเวลาขึ้นลงลิฟต์เพื่อเปลี่ยนสาย (คนปกติมีบันไดเลื่อนเลยน่าจะสะดวกแหละ) และด้วยความที่มันมี 4 ชั้น ลิฟต์ก็ดันลงแค่ตัวละชั้น 2 ชั้น เดินหาลิฟต์วนไปจ้า

5. อาหารอร่อยกว่าที่คิดดด ทีแรกคิดว่าจะจืดๆ แต่เขาทำออกเค็มอยู่นะ รอดปายยย พวกอาหารทะเลสดเว่อร์วัง แต่เฉยๆ กับ chilli crab เราชอบก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาที่ฟู้ดคอร์ต ion orchard มากกกกก แนะนำๆ อยู่ใต้ดินชั้น 4 ค่ะ

6. ฟู้ดคอร์ตไม่ได้ราคาถูกเสมอไป อย่างกินข้าวจานนึงนี่ 8 sgd++ แล้วนะ แต่พอไปกินร้านบักกุ๊ตเต๋บนห้าง อ้าววว ถูกกว่าอีก ข้าวเปล่าไม่ถึง 1$ บักกุ๊ตเต๋ 6.5$ คืออัลไลลล

7. ปท. เขาทำไมไม่มีฝุ่นอ่ะ อันนี้สงสัยจริงจัง ทั้งที่มีการก่อสร้าง มีรถวิ่งตลอดเวลา ทำไมไม่มีฝุ่นนนนน ไม่รู้คิดไปเองไหมว่าพอไม่มีฝุ่นควัน ฟ้ามันใสมากอ่ะ แต่พอลงเครื่องมาบ้านเรามันขมุกขมัว ขอเคล็ดลับหน่อยยย

8. ไม่ค่อยมีมอเตอร์ไซค์ และไม่ค่อยมีตำรวจด้วย เป็นของหายากเลย

9. Universal เล็กกว่าที่คิดอ่ะ แต่ปกติก็ไม่เคยไปสวนสนุกเลยไม่รู้ว่ามันใหญ่กันขนาดไหน 55 ไก่ทอดในนั้นอร่อยมาก ชอบๆ

10. มนุษย์รถเข็นมักจะโดนกวักมือเรียกบ่อยๆ ไม่ว่าจากจนท. หรือปชช. เพื่อให้เราไปก่อน แทบทุกคนที่นั่นพูดภาษาอังกฤษได้ พนักงานบริการบางคนตามร้านอาหารหรือรร. พูดไทยได้ด้วยซ้ำ ชิวไปเลยจ้า ไม่มีไรต้องกลัว เหมาะแก่การพาญาติผู้ใหญ่หรือผู้ใช้วีลแชร์ไปนะ

รีวิวนี้อาจจะไม่ได้ลงลึกอะไร แต่ถ้าติดใจตรงไหนก็ยินดีมาแชร์ข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ อ้อ ลืมสรุปอีกอย่าง สรุปว่าเราก็ไม่ได้รองเท้าอยู่ดี 5555 





Create Date : 29 มิถุนายน 2559
Last Update : 29 มิถุนายน 2559 16:25:12 น.
Counter : 272 Pageviews.

0 comment
Behind the wall ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์






วันจันทร์ที่ผ่านมา (30 พ.ค. 59) เรามีโอกาสได้ไปในที่ที่คงไม่มีใครอยากไปอยู่ในนั้น คือ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ อยากจะบันทึกย้อนไปถึงสาเหตุที่ได้ไปไว้ตรงนี้สักหน่อย

ก็คือเราได้รู้จักพี่นักเขียนสารคดีท่านหนึ่งผ่านเฟซบุ๊ก คือพี่อรสม สุทธิสาคร ได้เห็นรูปภาพเวลาที่พี่เขาไปทำกิจกรรมกับผู้ต้องขังก็รู้สึกอยากไปบ้าง อยากไปดูว่าพี่เขาทำอะไร ยังไง อยากเปิดประสบการณ์ของตัวเอง ก็เลยส่งข้อความไปตะแง้วๆ ขอพี่เขาไปด้วย คำตอบที่ได้กลับมาคือพี่เขากลัวเราติดเชื้อได้ง่าย ให้ไปขอแม่กับหมอก่อน ซึ่งหมอก็เห็นด้วย...กับพี่เขา แป่ววว แต่ว่าในท้ายที่สุดพี่อรสมก็ได้กรุณาหากิจกรรมและสถานที่ที่เหมาะให้เราไปด้วยจนได้ คือการไปพูดคุยกับผู้ต้องขังในแดนหญิงของร.พ. ราชทัณฑ์และร่วมใส่บาตรด้วยกัน (แต่จริงๆ หนูแค่อยากไปเป็นผู้ฟังนะคะพี่ T///T)

ใกล้วันนัด พี่อรสมบอกว่าจะมารับที่บ้าน พี่อรสมมาถึงตอนตี 5 กว่า (แอบสารภาพตรงนี้ว่าหนูกำลังแต่งตัว แป้งเปิ้งไม่ได้ทา 5555) รถไม่ติดเลย การตื่นเช้าเพื่อหนีรถติดเป็นอะไรที่เราชอบเหมือนกัน พีคตรงไปถึงที่หมายตอน 6.12 น. หาววนไปสิครัชงานนี้ 55 แต่ก็ดีคือได้คุยกับพี่และฟังพี่เล่าเรื่องต่างๆ ทำให้เราได้รู้สึกคุ้นเคยจนคลายความตื่นเต้นลงไป หนูยอมรับว่าหนูไม่อาจเข้าใจได้ทุกเรื่องที่พี่เล่า โดยเฉพาะความเข้าใจและเห็นใจยามพี่พูดถึงนักโทษ อาจเพราะหนูคิดว่าเมื่อคนเราทำสิ่งหนึ่งก็ย่อมได้รับผลอย่างนั้น แต่ว่าตอนที่หนูเข้าไปข้างในแล้ว หนูรู้สึกเหมือนกับว่าหนูสามารถเข้าใจในสิ่งที่พี่บอกได้ชัดเจนขึ้น

ในวันนั้นนอกจากมีพี่อรสม แม่ และเราแล้ว ยังมีพี่หนึม อาบี อาแตง อานุ้ย อาไก่ ที่ไปเจอกันที่นั่น ซึ่งทุกคนรู้จักกันอยู่แล้ว (ยกเว้นเรากับแม่ที่ไปครั้งแรก) เวลา 8 โมง พวกเราได้เข้าไปแลกบัตรประชาชนและเก็บข้าวของส่วนตัวทุกอย่างไว้ในล็อกเกอร์ เดินผ่านประตูแรกเข้าไปก็มีเจ้าหน้าที่มาค้นตัว ก่อนที่จะเข้าประตูเหล็กหนาๆ ไปด้านใน จำได้ว่าความรู้สึกแรกตอนที่เข้าไปคือตื่นตาตื่นใจ ด้านในนั้นเป็นถนนที่มีฟุตบาธ ตึกของร.พ. ราชทัณฑ์สูง 9 ชั้น อีกฝั่งเป็นห้องฝ่ายปกครอง สนามกีฬาเทปูน และแดนหญิง

เจ้าหน้าที่พามารอในห้องฝ่ายปกครองเป็นอย่างแรก มีชายซึ่งเราเข้าใจว่าเป็นผู้ต้องขังชั้นดีที่มาช่วยงานในนั้นยกรถเข็นให้เราด้วยความกระตือรือร้น (และเป็นอย่างนี้ทุกรอบเลย ขอบคุณมากค่ะ) ทุกคนนั่งพักกันสักพักก็มีเจ้าหน้าที่บอกว่าแดนหญิงพร้อมแล้ว (ในใจตอนนั้นคือ...ดะดะเดี๋ยววว หนูยังไม่พร้อมมม T///T) ก่อนเข้าแดนหญิงก็จะผ่านประตูเหล็กอีกชั้น มีผู้ต้องขังเปิดให้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ตามทางเดินด้านในร่มรื่นและมีดอกไม้ด้วย พี่อรสมหันมาถามว่าสวยไหม นี่ตอบไปทันทีเลยว่าสวยยยค่ะ

ที่ตกใจอีกอย่างคือตอนเข้าไปตรงระเบียงอาคารมีผู้ต้องขังหญิงจำนวนมาก (30-50 คน) นั่งรออยู่บนพื้น บนเก้าอี้ หรือรถเข็นอยู่ก่อนแล้ว ทุกคนอยู่ในชุดผู้ป่วยสีขาว บางคนดูเด็กเสียจนเราคาดเดาอายุในใจ บางคนยิ้มให้ตอนสบตากัน และแน่นอนว่าคนที่เฉยๆ ก็มี พี่อรสมเริ่มเกริ่นนำและแนะนำเรากับทุกคน แต่ด้วยความที่เราเสียงเบา พอพี่ถามทุกคนว่าได้ยินไหม ทุกคนตอบว่าได้ยิน (ด้วยเสียงอันก้องดัง 55) หลังจากนั้นพี่อรสมก็เริ่มถาม เราตอบ จำได้ว่ามีตอนหนึ่งที่พวกเขาหัวเราะด้วย อยากบอกว่าเราดีใจนะที่รู้ว่าทุกคนฟัง แม้เรื่องความลำบากหรือความทุกข์ในชีวิตเราอาจไม่เท่าพวกเขา แต่ก็ขอบคุณที่ให้เกียรติฟังเรานะคะ



พี่อรสมและเราพูดคุยกันสัก 20-30 นาทีเห็นจะได้ แล้วก็มีพี่ฟ้ามาร้องเพลงความฝันอันสูงสุด เราแอบเห็นบางคนเช็ดน้ำตา ก่อนออกไปเราได้รู้ว่ามีพี่ผู้ต้องขังคนหนึ่งป่วยเป็น SMA เหมือนกัน และพี่เขาก็ได้ขอบคุณและให้กำลังใจเรา รวมถึงมีผู้ต้องขังบางคนบอกให้เราสู้ๆ ณ จุดนั้นคือเราอยากขอบคุณเหลือเกิน เพราะเราต่างหากที่อยากเป็นกำลังใจให้พวกเขา แต่กลับได้รับกำลังใจแทน 

พวกเรากลับไปนั่งรอที่ห้องฝ่ายปกครองอีกครั้งเพื่อรอพระที่พี่อรสมนิมนต์มาให้ผู้ต้องขังได้ใส่บาตร ไม่นานพระก็มาถึง เรากับแม่ได้ใส่บาตรยาที่เตรียมมา แล้วหลวงพี่ก็ถามว่านี่เป็นอะไรมา อายุเท่าไร แล้วคือนี่ก็ไม่เคยคุยกับพระสงฆ์องค์เจ้ามาก่อน ตื่นเต้นกว่าตอนพูดกับผู้ต้องขังอีก T-T แต่ก็รู้สึกดีมากเลยที่พระถามไถ่เราด้วย สุดท้ายก็ได้ใส่บาตรหนังสือที่เตรียมมาให้ร.พ. ราชทัณฑ์ไปอีกเล่มนึง ก่อนจะตามออกไปดูพระบิณฑบาตที่แดนหญิง ผู้ต้องขังตั้งแถวรออย่างเป็นระเบียบ ส่วนผู้ป่วยติดเตียง พระก็ได้เข้าไปบิณฑบาตและให้พรด้านใน เสร็จแล้วจึงออกมาเทศน์กับผู้ต้องขังหญิงซึ่งรออยู่ที่ระเบียง

เราไม่เคยฟังเทศน์มาก่อน แล้วก็มีความรู้ทางพุทธประวัติเท่าหางอึ่ง แต่วันนั้นพระศรัณย์ ปัญญาพโลเล่าเรื่องวันอัฏฐมีบูชา นี่ก็เพิ่งได้รู้ที่มาที่ไป (ถามว่าตอนเรียนตั้งใจอย่างนี้ม้าย T-T) แวบนั้นเราอดคิดไม่ได้ว่าบางทีผู้ต้องขังอาจได้ใส่บาตรทำบุญ ได้สวดมนต์ ฟังเทศน์ หรือใกล้ชิดศาสนามากกว่าเราและหลายคนข้างนอกเสียอีก เราภาวนาในใจขอให้พวกเขามองเห็นสิ่งดีๆ ของช่วงเวลานี้ในชีวิต



หลังจากนั้นพระสงฆ์ทั้ง 3 รูปก็ได้ออกมาบิณฑบาตผู้ต้องขังชายที่มารอใส่บาตรด้านนอก พี่นี (ซึ่งมาสมทบทีหลัง) บอกเราว่าผู้ต้องขังเหล่านี้เป็นนักโทษชั้นดี พวกเขาช่วยงานในร.พ. ราชทัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยหรือช่วยงานเจ้าหน้าที่ เรารู้สึกเหมือนที่นี่เป็นสังคมเล็กๆ ที่พวกเขาพึ่งพาอาศัยกัน แต่เพราะเจ้าหน้าที่และพี่ๆ กลัวว่าเราจะติดเชื้อถ้าขึ้นไปบนตึกผู้ป่วยด้วยกัน เรากับแม่จึงมารอในห้องฝ่ายปกครองอีกครั้งแทน ผ่านไปประมาณ 45 นาทีพี่ๆ ก็กลับลงมา

เราได้กินอาหารด้วยกันที่นั่น พี่อรสมได้เล่าเมื่อเช้าวันนั้นว่าร้านชวนชมเป็นร้านอาหารของที่นี่ และมีผู้ต้องขังหญิงเป็นแม่ครัว อยากบอกว่าไข่พะโล้กับผัดไทยอร่อยมากกก แล้วพี่ๆ ก็ได้เล่าถึงตอนขึ้นไปเยี่ยมผู้ต้องขังข้างบน พี่อรสมบอกว่าเราอาจได้ขึ้นไปในครั้งหน้า แค่ได้ยินว่าจะมีโอกาสมาที่นี่อีกก็ดีใจแล้ว

วันนั้นทุกคนแยกย้ายกันหลังกินข้าวเสร็จ พวกเราถ่ายรูปร่วมกันด้านหน้า คุณสุจินและคุณสมเกียรติซึ่งเป็นผู้ดูแลที่นั่นบอกให้เรามาอีก ได้ยินแล้วใจชื้นเลยเพราะกลัวเกะกะการทำงานของเขา แหะๆ ก่อนพี่หนึมและพี่อรสมจะกรุณามาส่งเราที่บ้าน ระหว่างทางเรานึกทบทวนทุกสิ่งในวันนี้ รวมถึงคำพูดที่พี่อรสมบอกกับผู้ต้องขังหญิงว่า "การที่ทุกคนติดคุก สักวันยังมีโอกาสออกไป แต่น้องแพรวไม่สามารถออกไปจากร่างกายนี้ได้ และมีแต่จะเสื่อมถอยลง" มันเป็นคำพูดที่เราชอบมากเลยยย และหวังว่าทุกคนที่อยู่ด้านหลังกำแพงจะได้ใช้ช่วงเวลานี้พิจารณาชีวิตหรือตกผลึกความคิดได้ดีก็ได้

เราไม่อาจบอกได้ว่าสังคมจะให้โอกาสพวกคุณแค่ไหน แต่พวกคุณต้องให้โอกาสตัวเองนะ! เราเชื่อว่าสักวันคนที่เหมาะสมจะเข้าไปพูดในนั้นอาจไม่ใช่เราเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นพวกคุณค่ะ



Create Date : 01 มิถุนายน 2559
Last Update : 1 มิถุนายน 2559 21:10:59 น.
Counter : 754 Pageviews.

2 comment
"SenZe" of joy : อุปกรณ์สื่อสารผ่านสายตา


 ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้มีโฆษณา ที่สำคัญยังเป็นชื่อตอนที่เป็นชื่อตัวเองด้วยยย มันฟินจริงๆ นะ แต่ว่ากว่าจะมีโฆษณานี้ออกมารู้สึกผ่านความสนุกมามาก 55 สิ่งที่สำคัญจริงๆ อาจไม่ใช่แค่ได้มีชื่อเป็นตอนของโฆษณา แต่คือมิตรภาพที่ได้มาจากทุกคนในวันนั้นต่างหาก

เอาล่ะ Throwback Thursday ได้ 55

ย้อนไปมากๆ ประมาณ 2 เดือนก่อน วันดีคืนดีมีผู้หญิงคนนึงแอดเฟซฯ เรามา น้องหลังไมค์มาชวนถ่ายโฆษณาไรสักอย่าง ทีแรกก็คิดว่าจะได้ถ่ายครีมหอยทากเกาหลีไรงี้ แต่เนื่องจากหน้าไม่ให้!!! ก็เลยได้มาถ่ายเครื่องพิมพ์ด้วยสายตา (eye tracking) นั่นเองงง เพราะเคยดูซีรีส์ญี่ปุ่นที่มีตัวละครใช้เครื่องนี้มาก่อนเลยตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าบ้านเราก็มีเว้ยยย

สรุปคือตกลงนั่นเอง 55 น้องก็นัดมาสัมภาษณ์ไปทำสตอรีบอร์ดก่อน เจอกันครั้งแรกแอบคิดว่าน้องเขาเท่ดี ดูมั่นๆ มาเลย วันนั้นก็ได้รู้จักน้องผู้หญิงกับผู้ชายอีกคน รู้สึกโอเคมากๆ ถ้าได้ร่วมงานกันจริงๆ

หลังจากนั้นน้องก็หายไปเกือบเดือน มาทักอีกทีคือเรื่องผ่านผู้ใหญ่แล้วจ้าาา มีบทมาให้ดูเสร็จสรรพ คือดีใจที่ตัวเองออกตอนท้ายฉากเดียว 5555 แล้วก็อีกประมาณ 2 อาทิตย์ (25 ส.ค.) ก็เริ่มถ่ายจริง ตื่นเต้ลลล

วันถ่ายวันนั้นน้องมีผู้ช่วยมาด้วย 2 คน แล้วก็ได้รู้ว่าจะมีบริษัทที่ขายเครื่องมามอบเครื่องตัวนี้ให้เราด้วยยย เราได้ฝึกใช้เครื่องทั้งแบบตัวใหญ่และแทบเล็ตกับพี่เซล น้องเขาก็จัดเตรียมอุปกรณ์กับสถานที่ในบ้านเราไป มาเริ่มถ่ายจริงๆ ก็ประมาณบ่ายโมงได้

มันพีคคคตรงที่เราเพิ่งรู้ว่ามีบทพูดด้วยจ้า (ท่อนจบนั่นล่ะ =_=) แล้วคือไม่เคยมั่นใจในการพูดของตัวเองไง เสียงมันตะกุกตะกักแถมดูเนื้อยเหนื่อยอ่ะ จัดไปเบาๆ 4 เทค 5555 สงสารน้องที่ถ่ายอ่ะบอกเลย แต่ว่าบรรยากาศในวันนั้นคือมันชิวจนเลิกเกร็งไรแล้วอ่ะ ต่อให้พี่เซลจะน่ารักโอ๊ปป้าซารังเฮแค่ไหนก็มิหวั่น 55 ชอบทุกคนมากๆ จนอยากจะได้รวมตัวกันอีกครั้งจัง (นี่แอบฝันปาร์ตี้แสนวิว 5555)

จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เกือบเดือนพอดี โฆษณาก็ออกมาาา หลายคนบอกว่าดราม่า หลายคนฮาตอนจบ แต่มีคนนึงบอกว่าขี้เหร่มากกก ข้าเอง 55 อยากขอบคุณทุกคนมากๆ น้าาา ขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส กร๊ากกก คำตอบคุ้นๆ 55 แต่ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ขอบคุณบริษัท meditech solution ที่มอบเครื่อง eye tracking ให้แพรวด้วย สุดท้ายยย ขอบคุณทั้ง 6 คนที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่สายถึงเย็นวันนั้นมากน้าาา ดีใจมากจริงๆ ที่ได้รู้จักกัน <3

ปล. SenZe หรือเครื่อง eye tracking นี้ก็คืออุปกรณ์สื่อสารผ่านสายตาค่ะ สำหรับผู้มีปัญหาทางด้านการพูดสื่อสาร เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอัมพาต หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยแค่เรามองจอค้างไว้ 3-5 วิ.ตามรูปที่เรารู้สึกหรือต้องการ เช่น ปวดหัว อยากเข้าห้องน้ำ อยากกินไก่ย่างก็มีนะคะ 5555 และที่สำคัญ มันเล่นเน็ตได้ด้วยค่า จะเล่นเฟซ ดูยูทูป ดูทีวี ฯลฯ เจ้าเครื่องนี้ทำได้เหมือนคอมเลยยย นอกจากนี้ยังมีแบบแท็บเล็ตพกพาด้วย วัยรุ่นอย่างเราเลยแอบติดใจอันนั้น 5555 ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยจะทำได้อ่ะ (เขียนมาตั้งยาวแต่สาระอยู่ที่ปล. 55)

ใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมลองไปที่เว็บ http://www.meditechsolution.com หรือเพจ https://www.facebook.com/mysenze?fref=ts ก็ได้ค่า



Create Date : 24 กันยายน 2558
Last Update : 24 กันยายน 2558 16:15:35 น.
Counter : 480 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  

thezircon
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



New Comments