กรีนพีซดำรงอยู่เพราะโลกอันบอบบางใบนี้สมควรมีผู้ปกป้อง โลกต้องมีวิธีแก้ปัญหา ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องมีการลงมือทำ
 
 

จากถ่านหินสกปรก สู่การเมืองสกปรก



บทความ โดย David Ritter

ทุกสิ่งล้วนโยงกับเรื่องของเศรษฐศาสตร์การเมืองที่บิดเบี้ยว ไม่ใช่ถ่านหิน แต่คือชีวิตของแนวปะการังของเราเชื่อมโยงกับการเมืองที่ดีและอนาคตของชุมชนของเราอย่างแท้จริง

สมาชิกชุมชนในเมืองนิวคาสเซิล รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ต่างนำเสื้อผ้าที่เปื้อนด้วยฝุ่นจากถ่านหินมาแขวนไว้ และแสดงป้ายที่มีข้อความว่า “หยุดเหมืองถ่านหินใหม่” และ “หยุดถ่านหิน” เพื่อเน้นย้ำปัญหาสุขภาพที่รุนแรงและผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศจากนโยบายให้กู้ยืมเงินของธนาคาร Commonwealth Bank ในขณะเดียวกันที่ท่าเรือถ่านหินนิวคาสเทิล นักกิจกรรมกรีนพีซได้เข้ายึดท่าเรือถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลกพร้อมแสดงข้อความ “ถ่านหินของ CommBank ทำลายพวกเรา”

เมื่อสิบปีก่อน “เดอะ ไวร์” (The Wire) ละครโทรทัศน์ยอดฮิตของเดวิด ไซม่อน ได้แสดงภาพเมืองบาลติมอร์ในยุคร่วมสมัยที่พังพินาศเพราะปัญหายาเสพติด การก่ออาชญากรรมอย่างป่าเถื่อน และการศึกษาที่ล้มเหลว ทว่าสิ่งที่แฝงอยู่ภายใต้ปัญหาต่างๆกลับเป็นโครงสร้างทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ดังคำโปรยของละครเรื่องดังกล่าวที่ว่า “ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกัน” ไซม่อนได้อธิบายว่าละครเรื่องนี้มีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึง “โลกที่ทุนนิยมครอบงำทุกอย่างไว้จนหมดสิ้น ชนชั้นแรงงานถูกผลักให้เป็นกลุ่มคนชายขอบ และโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองก็ถูกเงินซื้อไปมากพอที่จะขัดขวางมิให้เกิดการปฏิรูปขึ้น”

แม้ระยะทางจะห่างกันค่อนโลก แต่แนวคิดดังกล่าวที่ว่าทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกันกับเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ทุจริตก็ได้กลายมาเป็นหัวใจของงานเขียนประจำไตรมาสล่าสุดของแอนนา ครีน ที่มีชื่อว่า “The Long Goodbye: Coal, Coral and Australia’s Climate Deadlock” โดยบริบทออสเตรเลียในงานเขียนของครีน สิ่งที่เป็นแกนหลักของปัญหาคืออำนาจของอุตสาหกรรมถ่านหิน

จากการเดินทางไปที่ออสเตรเลีย ครีนได้ไปชมพื้นที่ที่มีแผนจะขุดเหมืองถ่านหินหลายแห่ง ทั้งบริเวณทะเล พื้นที่ชายฝั่ง และพื้นที่ดอนในเมือง อีกทั้งเธอยังได้ไปดำน้ำชมแนวปะการังเกรท แบริเออร์ รีฟ และในทุกที่ที่เธอไป เธอก็ได้พบเห็นร่องรอยอิทธิพลอันชั่วร้ายของอุตสาหกรรมถ่านหินซึ่งบิดเบือนคำโต้แย้งที่เป็นธรรมของอีกฝั่งด้วยการอ้างถึงลักษณะงานอย่างไม่บริสุทธิ์ใจ การเพิกเฉยความคิดเห็นผู้ที่ไม่เห็นด้วย การทุจริตการเมือง ด้วยการไม่ยอมให้มีการปฏิรูปเร่งด่วนเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม และการสร้างมลพิษคาร์บอนที่ทำลายล้างแนวปะการังของพวกเรา

ครีนแสดงให้เห็นผ่านสายตาที่เฉียบแหลมเหนือมนุษย์ของเธอว่า นอกจากอุตสาหกรรมถ่านหินจะไม่ยั่งยืนในทางสิ่งแวดล้อมแล้ว มันยังเป็นโรคร้ายที่คอยกัดกินระบอบประชาธิปไตย โดยวงจรความผิดพลาดเดิมๆของเหล่าชนชั้นนำของประเทศก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “การเข้าถึงกันและกันอย่างสันติสุขของกลุ่มการเมือง กลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล บริษัทพลังงานและเหมืองต่างๆ” ซึ่งนับเป็นการเข้าถึงที่ได้รับการหนุนหลังจากพวกนักล็อบบี้ยิสต์ที่สนับสนุนการทำเหมืองถ่านหิน (“ยินดีที่ได้พบคุณเสมอ”) ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงเกียรติกลับไม่ได้เข้าพบรัฐมนตรี

กฏหมายถูกร่างขึ้นมาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับอุตสาหกรรมถ่านหินขนาดใหญ่ ไม่ใช่เพื่อน้ำสะอาด เพื่อที่ดินเพาะปลูก เพื่อสัตว์ป่า หรือแม้แต่เพื่อผู้คนที่ควรจะได้รับความคุ้มครองโดยกฏหมายแต่อย่างใด และเมื่อมีใครก็ตามกล้าพอที่จะต่อกรกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชาวนา กลุ่มชนพื้นเมือง หรือนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บริษัทเหมืองถ่านหินก็จะยกกฏหมายขึ้นมาอ้างอย่างเกรี้ยวกราด และเหล่านักการเมืองก็มักจะตอบแทนความเกรี้ยวกราดเหล่านั้นด้วยการเปิดช่องให้บริษัทเหล่านั้นทำอะไรได้ง่ายขึ้น

อาจฟังดูเป็นไปได้ยากสำหรับเศรษฐกิจของธุรกิจถ่านหิน แต่อย่างไรก็ดี ครีนกล่าวว่า “ทุกอย่างสนับสนุนกันหมด” เพราะว่า “มีการกำหนดเวลาจ่ายเงินไว้อย่างแน่ชัดแล้ว มีการให้คำมั่นสัญญา การแบ่งพรรคแบ่งพวก และการให้เงินบริจาคสนับสนุน” เธอสรุปว่าระบบการเมืองของออสเตรเลียนั้นเปรียบเสมือนคุกที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้เกิด “โรคสต็อกโฮล์มซินโดรมที่เกิดจากการบริจาค เงินหลวง ภาษี และการข่มขู่”

สำหรับครีนแล้ว อาการจากโรคร้ายที่มากับอำนาจมืดของอุตสาหกรรมถ่านหินต่อการเมืองในออสเตรเลียดูเหมือนว่าจะแพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ ตั้งแต่ด้านการตอบโต้ทางการเมืองไปจนถึงการดิ้นรนอย่างสุดกำลังของเจ้าของถิ่นเดิมอย่างกลุ่มชนเผ่า Wangan และ Jagalingou เพื่อต่อต้านการทำเหมืองถ่านหินของบริษัทอดานิ (Adani) ถึงความกระหายสงครามพลังงานหมุนเวียนของโทนี่ แอบบ็อตต์ (Tony Abbott) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และไปจนถึงความผิดเพี้ยนของแผนการทางการทูตนานาชาติของออสเตรเลีย

นักกิจกรรมกรีนพีซพร้อมกองถ่านหินหน้าธนาคาร CommBank สำนักงานใหญ่ในกรุงซิดนีย์ 

ส่วนธุรกิจเพื่อความยั่งยืนซึ่งมีแนวคิดที่กว้างไกลกว่าได้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจที่ว่า การทำธุรกิจในระบอบประชาธิปไตยและสังคมอย่างเหมาะสมนั้นควรจะมีข้อจำกัด หากกลุ่มเครือข่ายต่างๆที่ครีนกล่าวมาสามารถคลายหรือแยกออกจากกันได้ คงจะเป็นผลดีแก่ออสเตรเลีย ครีนกล่าวว่า “เราควรล้มเลิกการให้เงินสนับสนุนทางการเมืองซะ” อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายสิ่งนอกเหนือจากนั้นที่เราสามารถทำได้ ทั้งการส่งเสริมเสรีภาพของกฏหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Law) การหันหลังให้กับวงจรความผิดพลาดเดิมๆ การชี้ให้ผู้คนได้เห็นถึงวิกฤตของความหลากหลายทางสื่อกระแสหลัก การแนะนำคนรุ่นหลังถึงกฏหมายว่าด้วยการดูแลมลพิษ การสร้างความมั่นใจว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจะสามารถเข้าถึงความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างทั่วถึง การดูแลค่าใช้จ่ายอย่างเต็มที่ในการหยุดกลุ่มผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการทำเหมืองทำลายสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการยกเลิกการละเว้นภาษีของบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลและกลุ่มตัวแทน และเรายังต้องการคณะกรรมาธิการดูแลความสุจริตแห่งชาติอย่างสหพันธ์ ICAC อีกด้วย

อาจเป็นได้ว่าการห้ามมิให้ดำเนินการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะสามารถเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ไปถึงเป้าหมายด้านการดูแลสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกยอมรับได้สำเร็จ และนอกจากการหยุดขยายกิจการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะช่วยแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนได้แล้ว ยังอาจช่วยพัฒนาและสร้างระบอบประชาธิปไตยอันใสสะอาดได้อีกด้วย

นอกจากนี้ การจัดการปัญหาอิทธิพลมืดทางการเมืองในอุตสาหกรรมถ่านหินยังอาจช่วยให้กลุ่มธุรกิจในวงกว้างได้รับผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน เพราะเวลา เงิน และการใช้กลยุทธ์ที่สูญเสียไปในการล็อบบี้จะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆและการเปลี่ยนผ่านอันเป็นสิ่งที่จำเป็น

แต่ในตอนนี้ การที่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลประโยชน์โดยชอบธรรมได้เข้ามาทำให้กลไกการแข่งขันในตลาดแปรปรวน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติยังคงได้รับความช่วยเหลือทางการเงินอย่างน่ารังเกียจ โดยในขณะเดียวกัน ผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฏหมายของภาคส่วนอื่นๆกลับถูกเพิกเฉย ดังเช่นปริศนาที่ว่า ทำไมนักการเมืองถึงได้ให้ค่ากับผู้คนกว่าแสนในสายอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวซึ่งต้องอาศัยแนวปะการังเกรทแบริเออร์รีฟน้อยกว่าผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับถ่านหินมากนัก

บทความของครีนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปะการังเกรทแบริเออร์รีฟนั้นเกี่ยวพันกับเสถียรภาพการเมืองและอนาคตที่เจริญรุ่งเรืองของชุมชนของเราอย่างใกล้ชิด ส่วนอุตสาหกรรมถ่านหินนั้นเป็นศัตรูกับทุกสิ่งที่กล่าวมา

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกบน The Guardian วันที่ 21 กรกฎาคม 2560

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้

ที่มา : www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/60198


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่




 

Create Date : 15 กันยายน 2560   
Last Update : 15 กันยายน 2560 11:47:26 น.   
Counter : 86 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอเชิญร่วมงาน "พลังงาน สิ่งแวดล้อมและสันติภาพ: พูดความจริงกับอำนาจ"



กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอเชิญร่วมงาน
"พลังงาน สิ่งแวดล้อมและสันติภาพ: พูดความจริงกับอำนาจ"

ในวันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560  เวลา 12.30-17.00 น. ณ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สำนักงานประเทศไทย) ชั้น G (ห้องประชุมด้านหน้า) อาคารแคปปิตอลแมนชั่น ถนนพหลโยธิน จัดโดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เครือข่ายตือโล๊ะปาตานี PERMATAMAS  กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้



กระบวนการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ถือเป็นโครงการหนึ่งที่ขาดจริยธรรม ไร้ความชอบธรรม และปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน  ตั้งแต่กระบวนการเวทีรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ ครั้งที่ 1 ไปจนถึงครั้งที่ 3 จวบจนกระทั่งการเห็นชอบให้ผ่านรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการ(คชก.) ปิดลับในวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา

ที่ผ่านมาแม้เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (Permatamas) และเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะออกมาคัดค้านและยื่นหนังสือร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ภาครัฐหลายต่อหลายครั้ง แต่กลับดูเหมือนไม่มีใครฟังเสียงของเขา


กำหนดการ

เวลา กิจกรรม
12.30 - 13.00 น. ลงทะเบียนผู้เข้าร่วม รับเอกสาร
13.00 - 13.30 น.

ข้ออ้างถ่านหินทางเลือกสุดท้าย
ดร.เดชรัต  สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

13.30 - 14.00 น. โครงข่ายพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นธรรมหลังยุคถ่านหิน
รศ.ดร.ชาลี  เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาและการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14.00 - 14.30 น. การเดิมพันพลังงานบนหายนะของฐานทรัพยากร
คุณประสิทธิชัย หนูนวล  เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน
14.30 - 14.45 น. รับประทานอาหารว่าง
14.45 - 16.15 น. ระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่บกพร่องและไร้ความเป็นธรรม
  • ต้นทุนตือโล๊ะปาตานีและพื้นที่ชุ่มน้ำผืนสำคัญ
    คุณดอเลาะ อาแว ตัวแทนเครือข่ายตือโล๊ะปาตานี
    อาจารย์ ดิเรก เหมนคร
    ตัวแทนเครือข่ายตือโล๊ะปาตานี

  • ความเหลื่อมล้ำของความรู้ภายใต้ระบบการประเมินผลกระทบ EHIA_EIA
    คุณสมพร เพ็งค่ำ  สถาบันพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบโดยชุมชน
16.15 - 16.30 น. เครือข่ายแถลงการณ์ร่วม
16.30 - 17.00 น. แลกเปลี่ยน ซักถาม

ดำเนินงานเสวนาโดย  จริยา เสนพงศ์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หมายเหตุ: กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

ร่วมพูดคุยถึงระบบและกระบวนการ EHIA ที่บกพร่องและไม่เป็นธรรมในการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ที่มา : www.greenpeace.org/seasia/th/campaigns/climate-and-energy/coal/event/Press-Conference-against-Thepa-Coal-Plant

ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่




 

Create Date : 11 กันยายน 2560   
Last Update : 11 กันยายน 2560 10:38:39 น.   
Counter : 95 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


มีเพียงพวกเขาที่มองไม่เห็น - ความอุดมสมบูรณ์ของเทพาที่ไม่ปรากฏอยู่ในรายงาน EHIA



บทความ โดย วัชรพล แดงสุภา - ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ และนักดำน้ำอาชีพตั้งแต่ปี 2544

ผมยืนมองท้องทะเลจากหาดทรายที่ อ.เทพา แสงแดดยามเย็นแยงสายตาของผมที่จ้องมองชาวประมงขณะกำลังทยอยกลับบ้านพร้อมกับรอยยิ้มที่เปื้อนหน้า อีกไม่นานภาพเบื้องหน้านี้อาจจะถูกแทนด้วยท่าเรือขนส่งถ่านหิน พวกเราได้ยินมาว่ารายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพากำลังผลิต 2,200 เมกะวัตต์  จังหวัดสงขลานั้นละเลยที่จะระบุถึงความสมบูรณ์ทางธรรมชาติหลายอย่างโดยเฉพาะพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจ พวกเราจึงต้องพิสูจน์ความอุดมสมบูรณ์นั้นด้วยตาตัวเอง

“ที่นี่สมบูรณ์มากจนคนสามารถจับปลาด้วยมือเปล่าได้เลยนะ” เพื่อนร่วมทางเล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของที่นี่อย่างภูมิใจ

“จับด้วยมือก็ปกตินี่พี่ ถ้าจับด้วยเท้าสิแปลก”

ชาวบ้านกำลังใช้เท้าเขี่ยทรายเพื่อหาหอย

พูดไม่ทันขาดคำ “บัง” ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ก็ใช้เท้าปาดทรายเป็นเส้นโค้ง เพียงช่วงเวลาต้มบะหมี่เดือดบังก็ได้หอยมาเต็มมือ บังบอกว่าในนี้มีหอยหลายชนิดแต่ถ้าอยากจะดูตัวใหญ่หน่อยเดี๋ยวจะใช้คราดมาหาให้ดู แน่นอนพวกเราย่อมอยากเห็น บังจึงเดินไปเอาคราดที่บ้าน คราวนี้บังเดินลงไปในน้ำที่ลึกกว่าเมื่อครู่เล็กน้อยปักคราดลงบนพื้นทรายแล้วเดินถอยหลังไปเรื่อย ๆ ไม่นานนักก็ได้หอยมา

หอยที่จับได้จากการใช้เท้าเขี่ยทราย

การหาหอยด้วยคราด

ชายทะเลริมหาดนอกจากหอยแล้วที่นี่ก็มีปลาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ในตอนกลางคืนที่นี่จะกลายเป็นแหล่งตกปลาของชาวบ้านในพื้นที่และคนจากภายนอกเข้ามาไม่เว้นวัน

ภาพบรรยากาศการตกปลายามค่ำคืนริมหาดเทพา

เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเรากลับมาที่ชายหาดอีกครั้ง เราเห็นชาวประมงกำลังยืนทอดแหอยู่ริมทะเล แม้จะเป็นทะเลตื้น ๆ แต่ก็หาปลาได้ไม่น้อย ภาพความอุดมสมบูรณ์แบบนี้ไม่พบได้บ่อยนักในปัจจุบัน และหากออกเรือไปอีกเล็กน้อยก็หาปลาได้มากขึ้นอีก แม้ว่าอากาศไม่ค่อยดีแต่วันนั้นบังก็จับปลาได้มาก บังสาวอวนอยู่นานจนถึงกับบ่นว่าปวดแขน

นอกจากปลาและหอยแล้ว ทีเด็ดอีกอย่างของทะเลเทพาก็คือกุ้งเคย ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของกะปิเทพาสินค้าขึ้นชื่อของที่นี่ เราได้เห็นชาวประมงที่กำลังรุนกุ้งเคยอยู่ริมทะเล ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตัวเองก็คงยากที่จะเชื่อว่าทะเลเทพามีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรอย่างมากมายถึงเพียงนี้

บรรยากาศการจับปลาในตอนเช้า

การรุนเคยตอนเช้ามืด

จะว่าไปก็อิจฉาคนที่นี่ที่มีอาหารทะเลดี ๆ สด ๆ กินกันทุกวัน ต่างจากคนเมืองอย่างพวกเราที่เรากินแต่อาหารสำเร็จรูป และถ้ายิ่งเป็นอาหารทะเลที่สดและปลอดภัยนั้นมันแทบจะหาไม่ได้

ช่วงสายพวกเราออกเรือสำรวจทรัพยากรใต้น้ำในพื้นที่ที่กำลังจะเป็นเส้นทางการเดินเรือขนถ่ายถ่านหิน แม้ว่าน้ำจะขุ่นมากเนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนและเป็นทะเลน้ำตื้น แต่เราได้พบฝูงปลาหลากหลายชนิด ทั้งปลาสลิดหิน ปลาสาก หรือแม้แต่ปลากระพง นอกจากนั้น บนแนวปะการังเทียมที่เราได้ไปดำน้ำยังเต็มไปด้วยหอยแครง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของชุมชน

แผนที่แสดงเส้นทางการการเดินเรือและขนส่งถ่านหิน

ฝูงปลากระพงข้างเหลืองในบริเวณใกล้เส้นทางการเดินเรือ


หนึ่งในฝูงปลาสลิดที่กำลังหาอาหารในแนวปะการังเทียม

กลับมาถึงชายฝั่งที่ระบุว่าจะเป็นที่ตั้งของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เราเข้าไปสำรวจป่าชายเลนบริเวณคลองตูหยงซึ่งเป็นอีกหนึ่งในทรัพยากรอันทรงคุณค่าของที่นี่ เนื่องจากคลองในป่าชายเลนนั้นเป็นคลองที่ค่อนข้างตื้น เราจึงต้องเปลี่ยนมาเดินทางด้วยเรือขนาดเล็กและลงมาลากเรือบ้างในบางครั้ง

เราพบว่ามีการโค่นต้นไม้ป่าชายเลนที่อยู่ริมคลอง ชาวบ้านบอกว่าเป็นการกระทำโดยหน่วยงานรัฐเพื่อขยายพื้นที่คลอง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่รู้จะขยายไปทำไม เพราะเรือที่ชาวบ้านใช้กันนั้นกว้างแค่เมตรกว่า ๆ เท่านั้น หรือมีคนจะพยายามทำให้ป่าชายเลนดูเสื่อมสภาพลง

ใบไม้แห้งลอยผ่านป่าชายเลนที่เพิ่งจะถูกโค่น

อย่างไรก็ตาม ป่าชายเลนที่นี่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก พรรณไม้ป่าชายเลนหลากหลายชนิดขึ้นกันอยู่อย่างหนาแน่นเป็นร่มเงาให้กับผู้สัญจรอย่างพวกเราและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิดไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา รวมถึงนกที่พวกเราพบเห็นอยู่ตลอดทาง

สภาพป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ริมคลองตูหยง

ในที่สุด เราก็ได้พบเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของคลองตูหยงแห่งนี้ นั่นก็คือการจับปลาด้วยมือเปล่าที่เรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ชาวประมงเพียงเดินลุยน้ำพร้อมนำ อวนยาว ๆ ไปล้อมเป็นครึ่งวงกลมใกล้ ๆ โคนไม้โกงกาง จากนั้นก็นำตะกร้าหรือถุงตาข่ายเล็ก ๆ สำหรับใส่ปลาติดตัวแล้วเดินข้ามไปในแนวอวนที่ล้อมไว้แล้วจึงเริ่มจับปลากันด้วยมือเปล่า ครู่เดียวปลาก็เกือบจะเต็มถุงตาข่าย  ชาวประมงทำอย่างง่ายดายจนพวกเราสงสัยว่ามันเป็นไปได้อย่างไรจึงลองเข้าไปจับปลาในแนวอวนบ้าง แต่ก็จับไม่ได้เพราะว่าปลาหลุดมือไปทุกครั้ง

ชาวประมงกำลังรวบถุงตาข่ายสำหรับใส่ปลาที่จับได้จากคลองตูหยง

“ช่วยหน่อยตัวใหญ่” เสียงชาวประมงคนหนึ่งตะโกนเรียกเพื่อนให้มาช่วยจับปลาตัวใหญ่ ไม่ทันจะขาดคำเพื่อนที่อยู่บนเรือก็ต้องกระโดดลงน้ำเพื่อมาช่วยกันจับปลาตัวนี้ ผมเองซึ่งไม่รู้จะช่วยอย่างไรก็ได้เอาใจช่วยและเฝ้าดูด้วยความสงสัยว่ามันคือปลาอะไรกันแน่จึงต้องใช้คนถึงสามคนในการนำปลาตัวนี้ขึ้นมา

ยื้อกันอยู่สักพักความสงสัยของผมก็หมดไปเมื่อปลากระพงขาวตัวใหญ่ราว ๆ 70  เซนติเมตร ถูกดึงขึ้นเรือ

ปลากระพงขาวขนาดใหญ่ขณะถูกนำขึ้นเรือ

ชาวประมงกำลังจับปลากระพงขาวด้วยมือเปล่า

นี่ไม่ใช่ปลากระพงตัวเดียวที่เราเจอในวันนี้ แต่ทำไมปลาเศรษฐกิจอย่างเช่นปลากระพงจึงไม่ถูกกล่าวถึงใน “รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม” ในรายงานกล่าวถึงปลาเพียงห้าชนิดในคลองช่วงฤดูฝนซึ่งก็คือ ปลาหมอ ปลานิล ปลาช่อน ปลาเข็ม และปลากระดี่หม้อ! เพราะเหตุใดรายงานจึงมองข้ามความอุดมสมบูรณ์อันมากมายที่พวกเราได้พบเห็นระหว่างการสำรวจเพียงไม่กี่วัน พวกเขาแค่ไม่เห็นหรือพวกเขาเลือกที่จะไม่เห็น หากรายงานยังมีความบกพร่องมากถึงเพียงนี้ แล้วจะให้ชุมชนเชื่อได้อย่างไรว่าโครงการนี้จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติเช่นนี้

ผลการสำรวจปลาและสัตว์น้ำบริเวณคลองเทพา คลองตูหยง และคลองเกาะแลหนัง ช่วงฤดูฝนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

ผมกลับมายืนบนชายหาดอีกครั้ง ภาพเบื้องหน้าในวันนี้ไม่ได้มีเพียงท้องทะเลที่ตัดกับเส้นขอบฟ้า แต่มันคือท้องทะเลและป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ น่าเสียดายที่คนไทยส่วนมากอาจไม่รู้ถึงสิ่งนี้ และอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนที่นี่กำลังจะถูกคุกคามจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ความสมบูรณ์ของที่นี่กำลังจะถูกแทนที่ด้วยมลพิษทางอากาศ มลพิษในแหล่งน้ำ สิ่งปนเปื้อนในอาหารทะเล จนถึงวิกฤติสภาพภูมิอากาศ เทพาไม่ได้เป็นแค่ทรัพยากรของคนในพื้นที่แต่เป็นสมบัติของคนทั้งประเทศที่คนเป็นเจ้าของและมีสิทธิที่จะร่วมกันปกป้อง โปรดช่วยกันแชร์เรื่องราวนี้ออกไปเพื่อปกป้องชุมชน ธรรมชาติ และตัวคุณเอง

อ่านเพิ่มเติม:

  1. รายงาน ต้นทุนชีวิต โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย
  2. รายงาน หยุดยุคถ่านหิน: ชุดข้อมูลภัยที่แท้จริงของถ่านหิน
  3. แถลงการณ์กรีนพีซ กรณีคณะกรรมการผู้ชำนาญการ(คชก.) เห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา
  4. รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา
  5. รายงานชี้แจงเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ประกอบการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา

ที่มา : www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/-ehia/blog/60129


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2560   
Last Update : 31 สิงหาคม 2560 11:43:04 น.   
Counter : 159 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


เมื่อไหร่ที่โลกของเราจะตระหนักถึงความเลวร้ายของอาวุธนิวเคลียร์?



บทความ โดย Bunny McDiarmid

เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่กำหนดทางเดินของชีวิตของฉัน ไม่ว่าจะทางเดินด้านวิชาชีพ หรือความสนใจส่วนตัว นั่นคือช่วงเวลาที่ฉันได้เหยียบผืนดินบนเกาะรองจ์แลป (Rongelap) ในมหาสมุทรแปซิฟิก

ในวันที่ 17 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2528 ขณะนั้นฉันมีอายุเพียง 24 ปี

แวบแรกเมื่อเห็นชายหาดทรายพร้อมกับต้นมะพร้าวที่เรียงราย และน้ำที่ใสจนเห็นพื้นทะเล ฉันคิดว่าฉันได้เดินทางมาถึงหาดสวรรค์ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่เป็น

ชุมชนพื้นเมืองกลุ่มผู้หญิงพร้อมป้ายข้อความว่า “เรารักอนาคตของลูกหลานของเรา” ยืนรอต้อนรับพวกเราอยู่บนชายหาดพร้อมดอกไม้

ฉันคือหนึ่งในลูกเรือของเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ของกรีนพีซ  ที่มาเดินทางมาเพื่อย้ายชาวบ้านออกจากเกาะอันเป็นที่รักของพวกเขา ที่กำลังฆ่าพวกเขาลงอย่างช้า ๆ จากฆาตกรที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ย้อนกลับไปเดือนมีนาคม พ.ศ. 2497 เกาะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยสารกัมมันตรังสีจากการที่สหรัฐอเมริกา ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ “แคสเซิล บราโว” (Castle Bravo) คือชื่อรหัสที่กำหนดให้กับการทดสอบแรกของระเบิดนิวเคลียร์ ประชาชนที่อาศัยอยู่ที่เกาะรองจ์แลปไม่ได้รับแม้กระทั่งคำเตือนหรือการป้องกันใดๆ ทั้งสิ้น

หยาดฝนที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีตกโปรยปรายบนเกาะเป็นเวลาหลายวัน สารกัมมันตรังสีละลายไปกับแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคและบริโภค ทะเล บ้านเรือน สวน และแทรกซึมเข้าไปสู่ร่างกายของชาวบ้าน ในแถบเมืองร้อนซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่นอกบ้าน เด็กๆ ออกมาเล่นกับเขม่าละเอียดสีขาว โดยที่พวกเขานั้นคิดว่ามันคือหิมะ

ในหลายปีถัดมา ประชาชนตระหนักว่าชีวิตบนเกาะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป หลังจากกัมมันตรังสีเริ่มส่งผลกระทบเมื่อเวลาผ่านไป และสารกัมมันตรังสีไม่มีทางที่จะถูกกำจัดออกไปจากเกาะนี้ได้

เด็กหลายคนบนเกาะถูกผ่าไทรอยด์ที่โดนทำลายจากกัมมันตรังสี ผู้หญิงหลายคนที่ให้กำเนิดบุตรที่มีความพิการขั้นรุนแรงหรือที่เรียกกันว่า เด็กแมงกระพรุน ซึ่งปัญหานี้ไม่สามารถที่จะถูกเพิกเฉยได้

ประชาชนไม่สามารถที่จะทนเชื่อคำพูดของนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯเกี่ยวกับความปลอดภัยบนเกาะได้อีกต่อไป พวกเขาไม่มีตัวเลือก มีแต่เพียงความต้องการที่จะย้ายออกจากเกาะ พร้อมความหวังอันริบหรี่ที่จะได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้

การอพยพชาวเกาะรองจ์แลปไปเกาะเมจาโท (Mejato) โดยลูกเรือเรนโบว์วอร์ริเออร์ ของกรีนพีซ

ความแตกต่างสุดขั้วระหว่างทิวทัศน์อันสวยงามของเกาะกับการไร้ความรับผิดชอบของทหารสหรัฐฯ ที่ใช้ชีวิตของประชาชนมาเป็นหนูทดลอง เรื่องราวนี้ยังคงเป็นเรื่องที่น่าปวดใจในแม้ว่าผ่านมาหลายปี

วันที่ 29 สิงหาคม ปีนี้ เป็นวันต่อต้านการทดลองอาวุธนิวเคลียร์สากล

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เราได้ระลึกว่าทำไมการทดลองนิวเคลียร์และอาวุธนิวเคลียร์ถึงเป็นอันตราย และวันนี้เป็นวันที่จะสะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนที่เราได้ร่วมกันต่อสู้การทดลองนิวเคลียร์ และที่สำคัญที่สุดคือเราจะต่อสู้กันไปได้อย่างไรเพื่อที่จะกำจัดสิ่งประดิษฐ์ที่เลวร้ายชนิดนี้

ปีนี้ เราจะยังคงเดินหน้าสู้ต่อไป เพราะเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พบว่าแนวคิดการใช้ขีปนาวุธนิวเคลียร์กำลังแพร่หลายและส่วนใหญ่อยู่ในกำมือของคนที่ต้องการใช้มัน

การทดลองถึงสองพันครั้ง

อาจจะยากที่จะจินตนาการถึงการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ที่ทำให้ดูเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นจนเป็นเรื่องธรรมดา

ถือว่าเป็นช่วงยุคทองของวิทยาศาสตร์และการการันตีด้านความมั่นคงจากการที่อาวุธนิวเคลียร์ได้ถูกทดสอบมากกว่า 2,000 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม ปีพ.ศ. 2488 เมื่อการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีชื่อว่า ทรินิตี้ (Trinity) ได้ถูกดำเนินการโดยกองทัพสหรัฐฯในรัฐนิวเม็กซิโก

ในช่วงปี 60 และ 70 จำนวนการทดลองมีจำนวนเพิ่มขึ้น ก่อนที่จะลดลง แต่ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงปลายปี 90

ประเทศที่ทำการทดลองอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดคือสหรัฐอเมริกา ด้วยการทดลองถึง 1,054 ครั้ง สหภาพโซเวียต 715 ครั้ง ประเทศฝรั่งเศส 210 ครั้ง และสหราชอาณาจักรซึ่งมีการทดลองเท่ากับประเทศจีนที่ 45 ครั้ง

ความโกรธและความไม่อ่อนข้อประชาชนทั่วทุกมุมโลกทำให้เกิดพลังที่สำคัญในการหยุดการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในสิ่งแวดล้อม กรีนพีซได้ออกเดินทางครั้งแรกในฐานะองค์กรในปีพ. ศ. 2514 เพื่อหยุดการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ บทบาทหน้าที่ในการเดินทางครั้งนั้นทำให้ฉันรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

การเรียกร้องให้หยุดการทดลองอาวุธนิวเคลียร์หน้าตึกองค์การสหประชาชาติในกรุงเจนีวา

ในปีพ.ศ. 2539 รัฐหลักๆ ได้ลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty) โดยจะยุติการทดสอบนิวเคลียร์ทั้งหมด ถึงแม้ว่าสนธิสัญญาจะไม่เคยมีผลบังคับใช้ แต่การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ก็หยุดชะงักลง

สนธิสัญญานี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าต่อต้านการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในระดับสากล การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ใดๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากปีพ.ศ. 2539 ล้วนได้รับการประนามและโดนคว่ำบาตรซึ่งเป็นการลงโทษอย่างเอกฉันท์ของสหประชาชาติว่าด้วยความมั่นคง

ประเทศเดียวที่ได้ยังคงทำการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในศตวรรษที่ 21 คือเกาหลีเหนือ ซึ่งในช่วง 11 ปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือทดลองไปแล้วถึง 5 ครั้ง

เมื่อสิ้นสุดยุคของสงครามเย็น และการลงนามในสนธิสัญญาต่างๆที่ทำให้หลายประเทศหยุดการใช้อาวุธนิวเคลียร์ สื่อและความสนใจของสาธารณชนเริ่มจางลง เราเข้าสู่ยุคที่หลายคนกำลังมีชีวิตอยู่ภายใต้ข้ออ้างเท็จที่ว่าการคุกคามของสงครามนิวเคลียร์เป็นเรื่องในอดีต

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หลายประเทศที่ให้คำมั่นที่จะยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์นั้นยังไม่ได้ทำตามที่ให้คำมั่นไว้

พวกเขาถูกขัดขวางและพบข้อแก้ตัวหรือละเลยอย่างเห็นได้ชัดในความมุ่งมั่นของพวกเขา ผลที่ได้นั้นตายตัว เกือบ 25 ปีหลังจากสิ้นสุดยุคสงครามเย็นนั้นยังคงมีอาวุธนิวเคลียร์ประมาณ 16,300 ชนิด ของจำนวน 98 พื้นที่ใน 14 ประเทศ มี 9 ประเทศยังคงใช้เงินเพื่อรักษาและปรับปรุงคลังแสง แทนที่จะยุติการใช้

เมื่อความจริงถูกเปิดเผย

เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา การใช้ชีวิตโดยเชื่อว่าสนธิสัญญาหยุดใช้อาวุธนิวเคลียร์ยังมีพลังอยู่ได้ถูกทำลายอย่างหมดสิ้น

ดูเหมือนว่าสงครามนิวเคลียร์จะไม่ใช่เรื่องชวนเชื่ออีกต่อไป เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ผู้ซึ่งเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ (ซึ่งเชื่อว่ามีหัวรบขีปนาวุธจำนวนถึง 6,800 หัวรบ) ได้ข่มขู่เกาหลีเหนือด้วยวาทะ "ไฟและความเกรี้ยวกราด" ส่วนเกาหลีเหนือได้ข่มขู่ว่าจะโจมตีเกาะกวม ซึ่งเป็นเขตปกครองของสหรัฐฯที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก การโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ดูเหมือนว่ากลายเป็นของแถมในการเจรจาข่มขู่ระหว่างสองประเทศ การคุกคามที่สามารถพูดกันได้ง่ายและดูไร้ความหมาย

เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ ทำให้ฉันรู้สึกโกรธและความหมดหวัง เราไม่ได้เรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาบ้างหรือ? อย่างไรก็ตาม ฉันพยายามที่จะคิดในแง่ดี

นักกิจกรรมกรีนพีซถือป้ายข้อความหน้าสถานทูตเกาหลีเหนือประจำกรุงเบิร์น

เมื่อความจริงถูกเปิดเผย เป็นอีกครั้งที่เราถูกทำให้คิดว่าสถานการณ์ตอนนี้มีความเสี่ยงระดับไหน สถานการณ์ที่เปราะบางเพราะการอยู่ของมนุษย์โลกและอาวุธนิวเคลียร์ที่แพร่หลาย อาวุธที่มีอานุภาพการทำลายล้างเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้น นั่นก็คือสงคราม การใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือแม้แต่การคุกคามโดยการใช้อาวุธนิวเคลียร์นั้นก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อชีวิตทุกชีวิตบนโลกอันมีค่าของเรา

การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ในปัจจุบันนั้นชัดเจน คือ การเจรจาต่อรองและการทูต ด้วยวิธีเหล่านี้สามารถนำเราออกมาห่างจากวิกฤตการณ์เหล่านั้น แต่นั่นยังไม่เพียงพอ เราอยากเห็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองยุติการใช้งาน

ในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ได้เกิดขึ้นที่องค์การสหประชาชาติในนิวยอร์ก เมื่อประเทศ 122 ประเทศได้ลงนามสนับสนุนสนธิสัญญาห้ามใช้อาวุธนิวเคลียร์ฉบับใหม่

ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ สนธิสัญญาห้ามใช้อาวุธนิวเคลียร์ฉบับนี้จะเปิดให้ลงนาม ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองและพันธมิตรจำนวนหนึ่งของพวกเขาได้เห็นพ้องร่วมกันคว่ำบาตรสนธิสัญญาฉบับนี้ และได้ทำทุกอย่างที่จะพับการเจรจาครั้งนี้ ซึ่งพวกเขาล้มเหลวในการขัดขวาง การเจรจายังมีขึ้น ถึงอย่างไรก็ตาม การไม่เข้าร่วมประชุมของพวกเขานั้นมีความสำคัญ เพราะว่าถ้าพวกเขาไม่ร่วมลงนาม นั่นหมายความว่าประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองไม่จำเป็นต้องทำตามสนธิสัญญา

อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญานั้นมีความสำคัญสูงมากที่จะทำให้เห็นว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ถูกกฎหมายและมีประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศนั้นเป็นไปได้ยาก สนธิสัญญากำหนดเกณฑ์มาตรฐานสำหรับโลกที่อาวุธนิวเคลียร์ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง ไม่ใช่ทางเดินที่ถูกต้อง

ในช่วงเวลาที่การคุกคามจากสงครามกลายเป็นเรื่องที่ถูกจุดประเด็นได้อีกครั้ง รัฐบาลทั่วโลกโลกต้องใช้สนธิสัญญานี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดความตระหนักและยกเลิกการทดลองอาวุธนิวเคลียร์

Bunny McDiarmid ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซสากล

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่

ที่มา: www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/60112


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2560   
Last Update : 30 สิงหาคม 2560 17:20:51 น.   
Counter : 120 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


สัญญาณที่ดี แต่ยังช้าเกินไปหากต้องรอถึง 3 ปี ที่จะจัดการมลพิษทางอากาศของประเทศไทย



บทความ โดย รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์

ทุกลมหายใจของเราอาจกำลังถูกคุกคามด้วยมลพิษทางอากาศ หากกรมควบคุมมลพิษยังรออีก 3 ปี เพื่อจัดการกับปัญหามลพิษ PM2.5 ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยยังละเลย

อากาศสะอาด คือสิทธิพื้นฐานของเราทุกคน หลังจากที่กรีนพีซอัพเดทสถานการณ์มลพิษ PM2.5 และเปิดเผยข้อมูลจากการประมวลค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 19 จุดใน 14 เมืองทั่วประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 และพบว่าค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM 2.5 ทั้ง 14 เมืองเกินค่าความปลอดภัยตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ล่าสุด ​นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษได้มีคำตอบเพิ่มเติมแล้วว่า จะมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ให้ครอบคลุมในปี 2563 ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบการรายงานค่าดัชนีคุณภาพอากาศ และทดสอบระบบการรายงานผ่านแอพพลิเคชั่น AIR4THAI

ทว่า กรมควบคุมมลพิษยังคงเพิกเฉยไม่ได้กล่าวถึงการรวมค่าเฉลี่ย PM 2.5 ในการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศ (PM 2.5 AQI) ซึ่งดัชนีคุณภาพอากาศนั้น คือ ตัววัดที่ช่วยบอกเราได้ว่า อากาศที่เราหายใจนั้นมีมลพิษและอันตรายมากน้อยเพียงใด

กรณีนี้เห็นได้ชัดในช่วงต้นปีของแต่ละปีกับวิกฤตหมอกควันพิษที่เชียงใหม่และภาคเหนือตอนบนจากการเผาในที่โล่งในพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยว  แต่กรมควบคุมมลพิษยังคงรายงานว่าอากาศที่เชียงใหม่ยังปลอดภัยแม้ว่าทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยควันพิษ เนื่องจากเป็นการวัดคุณภาพอากาศจาก PM10 คือวัดจากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน ไม่รวมค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5)

นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เริ่มวัดค่ามลพิษ PM2.5 โดยมีสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ จํานวน 12 สถานี ใน 10 จังหวัด ต่อมาในปี 2556 องค์การอนามัยโลก(WHO) จึงกําหนดอย่างเป็นทางการให้ PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ปัจจุบันนี้กรมควบคุมมลพิษเผยว่ามีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดฝุ่นขนาดเล็กแล้ว จำนวน 26 สถานี ใน 18 จังหวัด และมีแผนจะขยายให้ครอบคลุมทุกสถานี ในปี 2563 (จากข้อมูลล่าสุดในช่วง2560ครึ่งปีแรกมี 19 สถานี ใน 14 จังหวัดทั่วประเทศ) โดยมีสถานีตรวจวัด PM10 จำนวน 63 สถานี ใน 33 จังหวัด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังคงกําหนดค่ามาตรฐานให้มีการปล่อยมลพิษทางอากาศ PM 2.5 สูงกว่านับเท่าตัว เมื่อเทียบเคียงกับองค์การอนามัยโลกและหลายประเทศอย่างเช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน และอเมริกา โดยระดับความปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลกเสนอไว้ว่าไม่ควรเกิน 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่วนของประเทศไทยกำหนดไว้ว่าไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อปี

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 3 ปีที่ประชาชนต้องรอและสูดมลพิษทางอากาศที่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยเข้าไปทุกวันนั้น คือเป็นวิกฤตที่ประเทศไทยต้องกังวล และอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชากรในกลุ่มเสี่ยงได้

ในร่างแผนยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพอากาศ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) โดยกรมควบคุมมลพิษที่ระบุไว้ในบทที่ 2 ของร่างแผนฯ ว่า “จากการติดตามตรวจสอบพบว่า ปริมาณ PM2.5 ในหลายพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน” จากนี้ต่อไปเราคงต้องจับตามองว่าสถานการณ์มลพิษ PM2.5 ของประเทศไทย จะเดินหน้าไปในทิศทางใด แต่การเพิ่มการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดฝุ่นขนาดเล็กกว่า PM2.5 นั้นถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มต้นปกป้องประชาชนจากภัยมลพิษทางอากาศ

สิ่งที่กรมควบคุมมลพิษสามารถดำเนินการได้เพิ่มเติมเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนได้ คือ การเร่งดำเนินการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศนี้ให้เป็นวาระเร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องรออีกถึง 3 ปี รวมถึงควรดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยที่แหล่งกำเนิดซัลเฟอร์ไดออกไซด์(SO2) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx)และฝุ่น ละอองขนาดเล็กทั้ง PM10 และ PM2.5 ให้สอดคล้องกับข้อแนะนําขององค์การอนามัยโลก ซึ่งปัจจุบันนี้ค่ามาตรฐานการปล่อยฝุ่นพิษของประเทศไทยกำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 1 ปี ไว้ที่ไม่เกิน 25 มก./ลบ.ม. ในขณะที่องค์การอนามัยโลกกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไว้ที่ไม่เกิน 10  มก./ลบ.ม. นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษยังสามารถร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กําหนดค่ามาตรฐานการปล่อยฝุ่นพิษ PM2.5และปรอทที่แหล่งกําเนิดที่อยู่กับที่รวมถึงการตรวจวัดและรายงาน การปล่อย PM2.5 และปรอทจากปล่องโรงไฟฟ้า

ค่ามาตรฐานการปล่อยฝุ่นพิษที่ยังคงแตกต่างจากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกนั้น เป็นสิ่งที่เอื้อให้กับผู้ปล่อยมลพิษมากกว่าการคุ้มครองสิทธิและสุขภาวะของประชาชนไทย

ทุกคนมีสิทธิในเข้าถึงอากาศสะอาด กรีนพีซเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษใช้ค่าเฉลี่ย PM 2.5 ในการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศ (PM 2.5 AQI) รวมถึงปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยPM2.5 ให้สอดคล้องกับข้อแนะนําขององค์การอนามัยโลก เพื่อความแม่นยำในการระบุผลกระทบต่อสุขภาพและแนวทางป้องกัน

ร่วมลงชื่อขออากาศดีคืนมา คลิกที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2560   
Last Update : 24 สิงหาคม 2560 14:35:22 น.   
Counter : 164 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


1  2  3  4  5  6  7  

greenpeacethailand
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ในพ.ศ.2514 กลุ่มนักกิจกรรมกลุ่มเล็กๆ จากเมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิสัยทัศน์แห่งโลกสีเขียวและมีสันติสุข ได้แล่นเรือหาปลาเก่าๆ ออกจากแวนคูเวอร์ แคนาดา นักกิจกรรมเหล่านี้ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกรีนพีซ เชื่อว่าบุคคลไม่กี่คนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ภาระกิจของพวกเขาคือการ "เป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ" ของการทดลองนิวเคลียร์ใต้ดินที่เกาะอัมชิตกา ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งตะวันตกของรัฐอลาสก้า ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

อัมชิตกาเป็นสถานหลบภัยของนากทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ 3,000 ตัว และเป็นบ้านของนกอินทรีย์หัวล้าน เหยี่ยวต่างถิ่น และ สัตว์ป่าอื่นๆ มากมาย

ถึงแม้ว่าเรือเก่าๆ ของพวกเขา คือ ฟิลลิส คอร์แมก ถูกขัดขวางก่อนที่จะไปถึงอัมชิตกา แต่การเดินทางครั้งนี้จุดประกายเล็กน้อยให้แก่ความสนใจของสาธารณชน

สหรัฐอเมริกายังคงจุดระเบิดอย่างหนักหน่วง แต่เสียงเพรียกแห่งเหตุผลมีผู้ได้ยินแล้ว การทดลองนิวเคลียร์บนเกาะอัมชิตกาได้สิ้นสุดลงในปีเดียวกัน และเกาะแห่งนั้นได้ถูกประกาศให้เป็นสถานหลบภัยของนกทั้งหลาย

ปัจจุบัน กรีนพีซเป็นองค์กรนานาชาติที่ให้ความสำคัญแก่การรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก


คุณพร้อมที่จะร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือยัง?
มีหลายวิธีที่คุณสามารถทำได้ตอนนี้!


หลายคนอาจจะคิดว่าการดูแลรักษาโลกเป็นเรื่องยาก แค่ลำพังเราอาจทำอะไรได้ไม่มากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วแค่เพียงสองมือเล็กๆของเราก็สามารถทำเพื่อโลกได้มากมาย อ่านต่อ

ติดตามกรีนพีซเพ่ิมเติมได้ที่:

Facebook | Twitter | Instagram | YouTube
[Add greenpeacethailand's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com