เมืองchicกับเมืองเทพ



เอาล่ะ วันนี้เราจะมาคุยเรื่องอะไรกันดี เอาเป็นว่า


เล่าชีวิตความเป็นอยู่จิปปาถะก่อนดีกว่านะ



ขับรถไป Chicago premium outlet (เป็นoutlet)ใหญ่มากๆ


ซึ่งไกลจากบ้านแบบขับรถไม่ติดนะ ก็ประมาณ 2.30 ชม.

เพราะตอนนี้ที่นี่ลมแรง และหนาวมากๆๆๆๆๆๆ

เสื้อที่มีมันอุ่นไม่พอ ว่าจะซื้อแค่นั้น


แต่กลับบ้านก็ได้โน่นนี่มาเต็มมือเหมือนกัน

พยายามจะซื้อของที่จำเป็นกับชีวิต


ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย เพราะทุกวันที่เห็น ที่ต้องขับรถผ่าน


บางวันเรานั่งร้องไห้อยู่คนเดี๋ยวในรถ

สงสารพี่ดำ ป้าดำ น้องดำ (เพื่อนร่วมสีผิว)


ขับรถผ่านย่านนั้นๆทีไร ซึมทุกที เขาอยู่กันอนาถาน่าดู


แค่ข้ามฟากถนน ชีวิตคนก็เปลี่ยนแล้ว




เชื่อไหม .....นี่เรื่องจริง...




แค่ข้ามฟากถนน คืออยู่คนละฝั่งกันเท่านั้น

ฝั่งนึง คอนโด studio เริ่มต้นที่ 2แสนเหรียญ


เดินข้ามถนนมา ๑๐ ก้าว ตึกแต่ละหลังทรุดโทรมเชียว


คนที่อยู่วันๆก็แทบไม่มีจะกิน เป็นตึกสำหรับคนยากจน ไม่มีที่อยู่


รัฐบาลเขาก็ให้เช่าอยู่ราคาถูกสุดๆ แต่สภาพนะ ประมาณ


กระจกก็แตก ตึกก็ร้าว ประตูก็บุบๆพังๆ เป็นอย่างนี่เกือบทุกหลังเลย






แล้ววันหนึ่งพระเจ้าก็ประทานแจ๊คพอต




ให้เราได้เข้าไปรับรู้ถึงความเป็นอยู่ของเขาถึงในบ้านแต่ละหลังเลย


เราแหงนมองขึ้นไปที่ตึกๆแรก บนชั้นสอง ห้องหัวมุม ตรงกระจกหม่นๆร้าวๆ


จะมียายคนดำคนนึง นั่งมองออกมานอกหน้าต่างอย่างนั้น ทั้งวัน


โดยที่ไม่ขยับไปไหน มองแบบรอคอยใครอยู่สักคน ......






ถามว่าทำไมถึงไม่ไปทำอะไรซะล่ะ....


ตอบให้ฟังนะ เพราะที่บ้านแก ไม่มีทีวี ไม่มีวิทยุ และไม่มีลูก ไม่มีผัว


และไม่มีแรงพอที่จะออกไปไหนมาไหน น่าสงสารมากๆๆๆๆๆๆๆๆ


เราน่ะ แค่นึกถึงก็ร้องไห้ได้เลยล่ะ น่าสงสารมากๆ ๆๆๆ


แต่เราก็ช่วยอะไรไม่ได้ ได้แค่ดู รับรู้ และทอดถอนใจ




........ทำได้แค่นั้นเอง.....


.
ยังดี เวลาใครผ่านไปมา ก็จะ say hello บ้างถามทุกข์สุขบ้าง แต่ก็แค่นั้น
อีกบ้าน เป็นป้าดำนั่งรถเข็น ห้องหัวมุม แต่คนละถนนกัน


แกมีอาชีพอะไรรู้ไหม .....


ขายเหล้าแบบเป็นเป๊กหน่ะ แล้วก็ขายบุหรี่แบบแยกซอง

ขายเป็นมวนๆ (เอากะแกสิ)


ที่บ้านมีเหล้าแบบผสมเอง(มั้ง) เพราะไม่เคยเห็นหน้าตาแต่ละยี่ห้อมาก่อน


เป็นขวดใหญ่ๆ ประมาณ 6ขวดได้ ใครมาก็เทให้คนละเป๊ก

(รู้ใช่ไหม แก้วใบเล็กๆน่ะ)


ลูกค้าแกก็เป็นเด็กวัยรุ่น กับแม่บ้านวัยดึกน่ะ


เพราะออกไปไหนไม่ได้ไงเลยต้องทำอาชีพนี้


และเช่นเคย เมื่อไม่มีลูกค้าทำไง แกก็นั่งเฉยๆ มองออกไปนอกบ้าน


นั่งเฉยๆจริงๆ (อยากรู้มากว่าแกคิดอะไรอยู่)


เช่นเคยทีวีไม่มี มีวิทยุเครื่องเล็กๆ แต่ก็ไม่เห็นแกฟัง


ส่วนเรื่องโทรศัพท์นั้น ไม่ต้องห่วงไม่มีใครมี


เมืองนี้เป็นเมืองที่เหยียดสีผิวมาก เมืองหนึ่งในอเมริกา






แตสิ่งที่ เรา(ซึ่งเป็นคนเฝ้ามองแบบสายตาของคนนอก)


ก็ยังอยากเห็นคนดำยิ้ม คนดำหัวเราะ คนดำมีความสุข


เราก็อยากให้ทุกคนเห็นภาพแบบนั้นเช่นกัน (แม้เรื่องจริงจะไม่ใช่ก็เถอะ)






อยากจะบอกนะว่า


ถึงเขาเป็นคนจน ถึงเขาเป็นคนดำ แต่เขาก็เป็นคนดี....(เท่าทีเห็นๆมา)


และนี่แหละ ชิคาโก(โก้,เก๋,กู๊ดส์)เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน


ที่มีปูมหลังและวิถีชีวิตที่หลากหลาย






คงไม่ต่างอะไรกับเมืองอันฟอนเฟะ


ของเหล่าทวยเทพที่ถูกลงทัณฑ์หรือนะ (ที่ไหนเอ่ย....ทายเร็ว)

กลับมาบ้านเราดีกว่า ก็เมืองของเทพไง


ขวัญแบ่งคร่าวๆเป็นสัก 3 กลุ่มก็ละกัน


คนกรุงเทพกลุ่มแรก ก็มีโลกทัศน์แบบชนบท

เพราะเขาไม่เคยได้กร่ำกรายไปไหนเลย..


.ทำงานกลับบ้าน ตื่นออกจากบ้านไปทำงาน นัดสังสรรค์


ดื่มกินกับเพื่อนร่วมงาน แล้วกลับบ้าน


ไม่เคยได้กร่ำกรายปรากฏตัวอยู่ในศูนย์กลางความทันสมัยของกรุงเทพ......




กรุงเทพกลุ่มที่2 กลุ่มที่รู้จักทุุกที่ ไปมาทุกแห่ง ทักทายคนไปทั่ว


กิจธุระรัดตัว โทรศัพท์ดังไม่หยุดหย่อน โลกใกล้ตัวของคนกลุ่มนี้


ได้แก่ เชียงใหม่ กระบี่ ภูเก็ต พัทยา ปาย หัวหิน


ฮ่องกง สิงคโปร์ ลอนดอน โตเกียวนิวยอร์ก ปารีส


ส่วนโลกที่ไกลตัว หรือคนละโลกกับพวกเขาคือ


สกลนคร ลำพูน สตูล สุไหโกลก อำนาจเจริญ

ส่วนคนกรุงเทพกลุ่มที่3 เป็นพวกไหนดีล่ะ...


.เอาแบบ สุขๆทุกข์ๆปะปนกันไปดีกว่าไหม


พวกที่อยากสลัดคราบความเป็นชนบท ความเป็นรากเหง้าไทย


แต่ก็ไม่อาจแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเครือข่ายคอสโมโพลิแทน


ตามจุดต่างๆของโลก(รวมถึงกรุงเทพ)ได้

ความเป็นกรุงเทพ จึงคือความเป็นชนบทที่ทันสมัย


ไม่ใช่ความเป็นเมืองที่ศิวิไลซ์....
ความแตกต่างของไลฟ์สไตล์


ของผู้คนที่แตกต่างกันมากนั้น


(นี่เราพูดถึงกรุงเทพนะ ไม่ได้รวมถึงเมือง


ทุกเมืองในโลก แม้มันจะใช่ก็เหอะ)






ท้ายที่สุด มันอยู่ที่.....


อยู่ที่การเลือกที่จะ ถูกเห็น หรือ ไม่ถูกเห็น
เพราะการที่เราได้ย่างก้าวเข้าไปถนนบางสาย


ชุมชนบางชุมชน ซอยบางซอย ย่านบางย่าน
ภาพเคลื่อนไหวของผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น


ก็จะเปิดเผยให้เรา เห็น,ได้ยิน,รับรู้


สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เกือบตลอดเวลา...(ฟ้ามีตา,ทำผิดอย่าเผลอ,คนค้นคน,หลุมดำ)



เมื่อขวัญมองเข้าไปในกรอบ ทะลุตึกแถวกลางเก่ากลางใหม่


มุมนึงเห็นหญิงวัยกลางคนกำลังนั่งดูทีวี


(ที่มีกลิ่นตบตี รักรันทด หรือจักรๆวงศ์ๆ)


ข้างๆ เป็นชายวัยกลางคนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ หน้าข่าวกีฬา


หรือมุมพระเครื่อง(มือถือเบียร์อยู่ขวดหนึ่ง)


มุมห้องเห็นเด็กชายกำลังเล่นเกมเพลสเตชั่น2อยู่อย่างขมักเขม้น


ส่วนชั้นบน เด็กสาวกำลังคุยโทรศัพท์ จิ๊จะกับแฟนหนุ่มอยู่


มืออีกข้างก็ทาไวท์เทนนิ่งไป


ส่วนน้องชายอยู่อีกห้อง ก็กำลังตั้งตาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์






และนี่คือการที่เรากำลังเป็นผู้จ้องดูเขาอยู่


มองเข้าไปในชีวิตของคนแปลกหน้าเหล่านี้อยู่


......................................

วิถีแท้ๆ....ทั้งของเมืองเทพ และเมืองchic
.....................................


ไม่เ็ห็นจะต่างกันเลยเน้อ




ขวัญค่ะ





Create Date : 24 เมษายน 2551
Last Update : 5 พฤษภาคม 2551 17:59:43 น.
Counter : 661 Pageviews.

1 comments
คนละฟากฟ้า - บทที่ 42 ดอยสะเก็ด
(18 พ.ย. 2564 00:00:23 น.)
ลุ้นกับเวลาทำงาน Alex on the rock
(18 พ.ย. 2564 21:09:33 น.)
17 พย 64 ดอกปีบ - บ้านเกิดเมืองนอน mcayenne94
(17 พ.ย. 2564 19:53:52 น.)
: คิดทีละวันก็พอ : กะว่าก๋า
(15 พ.ย. 2564 05:43:11 น.)
  
โดย: คนสาธารณะ วันที่: 24 เมษายน 2551 เวลา:13:05:29 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Voiceofangel.BlogGang.com

toyor
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]

บทความทั้งหมด