My view: SVI part 2.2 การเติบโตของยอดขาย (growth of revenue )
ยอดขายของบริษัท svi นั้นเราต้องมาดูว่ามีปัจจัยอะไรที่มีผลกระทบบ้าง ก็พอจะนึกเลาๆได้ เท่าที่พอจะรู้ (อาจจะไม่ครบถ้วน แต่น่าจะคลุมปัจจัยหลักๆได้บ้าง)
-จะขายได้มาก ก็ต้อง ผลิตออกมาได้มาก การผลิตออกมาได้มากก็ต้อง อยู่กับสิ่งที่รองรับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถในการผลิตแต่ละโรงงาน วัตถุดิบที่ป้อนเข้าโรงงาน และที่สำคัญ ผลิตมาไม่มีคนซื้อ ก็คงขายไม่ได้ ดังนั้น ต้องมีลูกค้า(มี order)
.....
ดังนั้นผมเลยต้องเอาหัวข้อนี้มาดูว่า ปัจจัยข้างต้น มีข้อมูลอะไรบ้างที่จะช่วยสนับสนุนให้เราคิดว่า บริษัท กำลังจะมีการเติบโตของยอดขาย ได้จริง...



ก่อนจะมาดูปัจจัยต่างๆที่รายล้อม ผลของการเกิดรายได้จากการขาย(ขั้นต้น) ก็ขอยกกราฟที่แอบCopy มาจาก opp day ล่าสุดมาให้ดู จากกราฟจะแสดงให้เห็นอะไรบ้าง
-แนวโน้มของยอดขายย้อนหลังไปห้าปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (แต่ไม่ได้แปลว่าปีหน้าจะมากกว่านี้ ต้องดูปัจจัยต่างๆ )
- Net profit ในสามปีย้อนหลัง (ปี 2551-2553) ยังคงรักษาระดับยืนแถวๆ 9 % ได้ทั้งๆที่ยอดขายเติบโตขึ้น และผลกระทบจากค่าเงินบาท ก็ดูเหมือนไม่กระทบต่อ net profit เท่าไรทั้งๆที่ในสามปีข้างต้น ค่าเงินบาทก็มีความผันผวนมากอยู่ (ผบห.ได้อธิบายถึงว่า ได้มีการทำ hedging ค่าเงินบาทเอาไว้ส่วนหนึ่งทำให้ช่วยลดความผันผวนตรงส่วนนี้ได้)




1.ความสามารถในการผลิตสินค้า

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือการเพิ่มกำลังผลิต ก็จะเป็นสัญญาณที่ดีของการผลิตสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งก็จะนำไปสู่ ยอดการขายที่มากขึ้นได้เช่นกัน ( อย่าลืมว่า มี order มาก มีวัตถุดิบเหลือเฟือ แต่ไม่มีที่ผลิต หรือผลิตได้จำกัด ก็ไร้ค่า ดังนั้น บริษัทจำต้องเตรียมความพร้อม สิ่งเหล่านี้ให้เพียงพอในอนาคต (ถ้าคาดหวังว่ายอดการผลิตจะเติบโตมากกว่านี้เรื่อยๆ )



การเพิ่มกำลังผลิต มีตัวแปรอะไรที่มองได้บ้าง (เอาคร่าวๆ) คือ พื้นที่ และ เครื่องจักร อุปกรณ์ในการผลิตต่างๆ ความหมายก็คือ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อสร้างกำไรในอนาคต เค้ามีการใช้ ตัวเลขชุดหนึ่งมาดู ก็คือ Capital Expenditure ( CAPEX )เงินสดซื้อสินทรัพย์ถาวรที่ใช้ในกิจการ(หาได้จากงบกระแสเงินสด)


<การลงทุนสินทรัพย์ของบริษัท ที่ผ่านมาเราได้ข้อมูลอะไรบ้าง


1.svi-1 ได้ทำการย้ายการผลิตไป ยัง svi-3 เฟสแรก (ในส่วนยอดการขายที่ โรงงานหนึ่งมีกำลังผลิตที่ทำได้ ตกราวๆ 100 US dollar) ซึ่ง ปัจจุบันได้ทำการย้ายฐานการผลิตรวมถึงศูนย์กลางในงานบริหารต่างๆได้เกือบหมด (คุณโพธ์บอกว่าในsvi-1 พนักงานเกือบทั้งหมดย้ายไปโรงงานสามแล้วยกเว้นพนักงานจำเป็นแค่สองคนก็คือ คุณโพธิ์ กับ ผบห.อีกท่านที่ยังคงอยู่ในโรงงานหนึ่งและคาดว่า อีกไม่นานคงย้ายตามไป) ตรงนี้เป็นจุดที่น่าสังเกตว่า ในช่วงระหว่างการย้ายฐานการผลิต แสดงว่า svi-1 ก็จะยังไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาได้ ดังนั้น ในไตรมาสหนึ่งของปี 54 จึงอาจจะมีผลกระทบบ้าง (อันนี้เป็นมุมมองส่วนตัว)
2.svi-2 มี full capcity ตกราวๆ 190 ล้าน US dollar
3.svi-3 เฟสแรกนั้นรองรับยอดขายได้ เต็มที่ 200 ล้าน US dollar โดยรองรับ จาก SVI-1 100 ล้านUS dollar และยังสามารถรองรับยอดขายได้อีก 100 US dollar
4.svi-3 เฟสสอง และเฟสสาม full capcity ได้เฟสละ 200 ล้าน us dollar

จากข้อมูลเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า...
ในปัจจุบัน svi-2 และ svi-3 เฟสแรก ก็มีความสามารถ generate ยอดขายได้ราวๆ 390 ล้าน us dollar แล้ว ...(แต่ฟังคุณโพธ์บอกว่า ถ้าเอาfull capacity จริงๆก็สามารถคูณสองได้ แปลว่าสามารถ generate ยอดขายได้สองเท่าจากเดิม อือ ...)


ข้อมูลแผนในอนาคต จะเป็นอย่างไร-

ปัจจุบัน svi-3 เฟสแรก เสร็จสิ้นไป เกือบแปดสิบเปอร์ คาดว่า สิ้นสุด Q1/54 ก็จะสมบูรณ์ครบ
-แผนขายโรงงาน svi-1 ซึ่งราคาขายนั้น สามารถนำไปลงทุนในการสร้างโรงงาน svi-5 ได้โดยไม่ต้องกู้เงินหรือเพิ่มทุนแต่อย่างใด
-แผนปี 2012 จะเตรียมการขยาย svi-3 เฟสสองกับสาม
-ส่วน svi-5 มีแผนไว้รองรับ vertical market ในอนาคต (ขนาดพื้นที่ความจุ เท่ากับ svi-3)

มีคนถามคุณโพธิ์ว่า ถ้าเปิด SVI มีแผนจะเปิดได้ full capacity เมื่อไร (หมายถึง สามารถเปิดและผลิตเต็มที่ทุก โรงงาน ตั้งแต่ svi-2 จนถึง svi-5) ก็ได้คำกล่าวติดตลกว่า ถึงเวลานั้น ผมคงเกษียณไปก่อนแล้ว...
ทั้งหมดที่เขียน เพื่อให้เห็นข้อมูลแนวโน้ม ความสามารถในการผลิตสินค้า น่าจะพอจะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น



2. วัตถุดิบต่างๆ..

ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของบริษัท/อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับชิ้นส่วนอิเลคโทรนิค ก็คือ การหาวัตถุดิบที่มีจำกัด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ทำให้ยอดการผลิตลดลงได้
จุดเสี่ยงในไตรมาสสองและสามของปี 2554 คือ การหาและป้อนวัตถุดิบมายังโรงงาน ยังไงๆก็ยังเชื่อว่า (ความเห็นส่วนตัว) เมื่อไรระบบวัตถุดิบมีปัญหาที่จุดหนึ่ง( หมายถึงญี่ปุ่นที่เกิดซึนามิ) ซึ่งแม้ไม่ได้เป็นประเทศคู่ค้ากับบริษัท svi ก็ตาม ก็ยังมีแนวโน้มที่เป็นห่วงโซ่ที่เกี่ยวข้องกันอยู่ดี...คำอธิบายคือ..
แหล่งวัตถุดิบในการซื้อป้อนเข้าบริษัทของอุตสาหกรรม อิเลคโทรนิกนั้น มีคู่ค่าสำคัญๆใหญ่ๆอยู่ไม่กี่ประเทศ ดังนั้น เมื่อญี่ปุ่นไม่สามารถส่งวัตถุดิบมาให้บริษัทต่างๆได้ บริษัทต่างๆเหล่านี้ก็ต้องดิ้นรนขวนขวายหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นๆ ซึ่ง นำไปสู่ เหตุผลของการเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่ได้เช่นกัน
แต่สิ่งที่บริษัทได้ให้คำอธิบายคือ ได้มีการใช้ระบบจัดการ ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อนำเข้าจากหลายๆประเทศ ถ้าประเทศหนึ่งชะลอการส่งวัตถุดิบ ก็จะยังสามารถติดต่อกับประเทศอีกประเทศได้ การสร้างสัมพันธ์กับคู่ค้า การใช้ระบบซื้อพ่วงกับบริษัทยักษ์ใหญ่( หมายถึง บริษัทยักษ์ใหญ่ซื้อวัตถุดิบในปริมาณมากๆ เราก็ขอพ่วงสั่งออร์เดอร์ซึ่งมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่ เราจึงมีโอกาสได้วัตถุดิบได้มาก) หรือแม้แต่การใช้กลยุทธ์ ซื้อเมื่อไม่มีใครต้องการ ดังเช่นในปี 2553 จะเห็นว่างบกระแสเงินสดลดลงเนื่องจากนำเงินสดไปซื้อวัตถุดิบกักตุนไว้ต้นปี 2553 ซึ่งท้ายสุด ในปลายปี 2553 ทำให้มียอดการขายพุ่งขึ้น

สรุปว่า วัตถุดิบ จึงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดสำหรับ ธุรกิจด้านนี้


3.order ลูกค้า...
ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ส่วนนี้ (แม้ว่าจะหาข้อมูลตรงนี้ได้ยาก เพราะว่าน่าจะเป็นความลับพอสมควร) ถ้าไม่มีคนสั่งซื้อสินค้า มีความสามารถผลิตมากได้แค่ไหน วัตถุดิบมีเพียงพอแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีประโยชน์ ...
สิ่งที่ บริษัทได้ทำกลยุทธ์ในส่วนนี้ คือการรุกคืบเข้าสู่ non -consumer market และการพยายามสร้างฐานลูกค้า


*** ผมมีข่าว ที่เกี่ยวข้องกับ ปัจจัยเรื่อง ออร์เดอร์ลูกค้า ....(ขอลอกมาให้อ่าน)**** ที่มา: หนังสือพิมพ์ทันหุ้น Friday, March 11, 2011

นางพิสมัย สายบัว ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) ความต้องการ สินค้ายังคงเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากผลิตภัณฑ์กล้องวงจรปิดที่รวมคอมพิวเตอร์ไว้ในเครื่อง (IP-Camera) โดยล่าสุดทำให้คำสั่งซื้อล่วงหน้า ในมือ(Backlog) ของบริษัทปรับเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับที่สูงคิดเป็นกว่า 85% ของเป้าหมายการขายทั้งปี 2554 ที่ตั้งไว้
ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐในปีนี้จะสามารถขยายตัวได้สูงถึง 28% จากปีที่แล้วมาอยู่ที่ 330 ล้านบาท หรือมีมูลค่าราว 1 หมื่นล้านบาท
"เป้าหมายยอดขายของถ้าดูในรูปของเงินเหรียญ (ดอลลาร์) จะตั้งไว้ที่ 28% ตอนนี้เรามีออเดอร์ล่วงหน้ากว่า 85% แล้ว ถ้าในรูปเงินบาทจะขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนแต่เรามีเป้าหมายไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท ถ้าค่าบาทแข็งค่าขึ้น บริษัทก็จะเร่งทำยอดขายให้สูงขึ้นเพื่อให้โตที่1 หมื่นล้านบาท" นางพิสมัยกล่าว
พร้อมกันนี้ประเมินแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 1/2554 บริษัทคาดจะมียอดขายปรับเพิ่มขึ้นกว่า 5% เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายในไตรมาส 4/2553 ที่ทำได้ประมาณ80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นางพิสมัย กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทจะมีกำลังการผลิตที่สามารถรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าได้เพิ่มขึ้นสูงถึง 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้จะมาจากโรงงานแห่งที่ 3 (SVI-3)มีกำลังการผลิตเต็มที่รวม 200 ล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้ได้ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ เฟส 1 ขนาด 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ส่วน SVI-3 เฟส 2 น่าจะสามารถดำเนินการผลิตได้ในช่วงกลางปีนี้
ส่วนกำลังการผลิตที่เหลือจะมาจากโรงงานแห่งที่ 2 (SVI-2) จำนวน200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโรงงานแห่งที่ 4 (SVI-4) ที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน อีกกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับโรงงานแห่งที่ 1 (SVI-1 )บริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการขายกิจการ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการหาผู้สนใจซื้อกิจการของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งบริษัทคาดหวังจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 2/2554 นี้
อย่างไรก็ตามตอนนี้บริษัทอยู่ระหว่างการลงทุนในโรงงานแห่งที่ 5 (SVI-5) ซึ่งปัจจุบันได้รับการโอนสินทรัพย์แล้ว โดยปีนี้ตั้งงบลงทุนในโรงงานแห่งที่ 5 จำนวน 250 ล้านบาท ภายใต้งบลงทุนทั้งปีนี้ที่ตั้งไว้ที่460 ล้านบาท

นอกจากนั้นแผนเข้าซื้อกิจการ(เทกโอเวอร์) ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับธุรกิจของ SVI ในประเทศแถบยุโรปขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาจำนวน 2-3 ราย ซึ่งบริษัทคาดจะได้ข้อสรุปช่วงไตรมาส 3/2554 ตามแผนที่กำหนดไว้
บริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่มีสต๊อก 1-2 เดือน
- SVI มีลูกค้าที่ญี่ปุ่นหนึ่งราย อยู่ที่โอซาก้า ยอดขายไม่มากแต่กำไรดี เป็นการจ้างให้ผลิกอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งใช้เวลาในการผลิตนาน คำสั่งซื้อประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี และยังคงผลิตสินค้าให้ลูกค้าตามปกติ
- โดยหลัก SVI จะรับจ้างผลิต หากต้นทุนวัตถุดิบมีการเพิ่มขึ้น สามารถผลักภาระคือเพิ่มราคาขายได้
- 1Q54-2Q54 เห็น Order หมดแล้ว อยู่ที่ว่าผลิตให้ทันหรือเปล่า แต่คาดว่าไม่น่ามีปัญหา
- 3Q54-4Q54 ปัญหาต่างๆ ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นน่าจะหมดไป
- การสร้างโรงงานขึ้นมาใหม่ในญี่ปุ่น มองว่าเป็นผลดีสำหรับ SVI เพราะลูกค้าต้องใช้อุปกรณ์ในการควบคุมวงจรต่างๆ ของอุตสาหกรรม ตอนนี้ก็เริ่มมีติดต่อเข้ามาแล้ว ทำให้ Booking ดีขึ้น



สุดท้าย ด้วยความที่ปัจจุบันลูกค้าหลักของ svi ก็คือ กลุ่มตลาดในสแกนดิเนเวีย (กลุ่มนี้เป็นตลาดที่เล็กมากเมื่อเทียบกับ global market share ) แต่ด้วยศักยภาพของบริษัทที่พยายามเพิ่มสินทรัพย์ เพิ่มยอดการขาย เพิ่มความสามารถของบริษัท ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่เราจะติดตามก็คือ บริษัทกำลังพยายามจะโตในที่เล็กได้สำเร็จแค่ไหน ต้องลองติดตามดู .........



Create Date : 09 พฤษภาคม 2554
Last Update : 9 พฤษภาคม 2554 21:51:31 น.
Counter : 5888 Pageviews.

7 comments
สลาก (ไม่ใช่ฉลาก) ผู้ชายในสายลมหนาว
(22 มิ.ย. 2563 14:48:00 น.)
TIP Lady ประกันรถยนต์สำหรับผู้หญิง ที่เหนือกว่าประกันภัยชั้น 1 Rinsa Yoyolive
(5 พ.ค. 2563 16:14:16 น.)
ความศรัทธาของชาวพุทธ กับ สังเวชนียสถาน (ตอนที่ 1) อาจารย์สุวิมล
(24 มี.ค. 2563 22:40:41 น.)
ตอนที่ 2 มาลุ้นกันหน่อย Lease รถแล้วเอาเงินไปซื้อหุ้น ใครจะดีกว่ากัน สามปี newyorknurse
(20 ก.พ. 2563 08:32:13 น.)
  
แล้ว บ. ตั้งอยู่ที่ไหนครับ...
โดย: ขอให้รุ่งเรืองๆครับ (PhooBearxx61 ) วันที่: 9 พฤษภาคม 2554 เวลา:22:04:15 น.
  
ในภาพโรงงานมีบอกสถานที่ตั้งไว้ครับ
โดย: kunjoja (kunjoja ) วันที่: 9 พฤษภาคม 2554 เวลา:22:09:06 น.
  
ในปัจจุบัน svi-2 และ svi-3 เฟสแรก ก็มีความสามารถ generate ยอดขายได้ราวๆ 390 ล้าน us dollar แล้ว ...(แต่ฟังคุณโพธ์บอกว่า ถ้าเอาfull capacity จริงๆก็สามารถคูณสองได้ แปลว่าสามารถ generate ยอดขายได้สองเท่าจากเดิม อือ ...)


จากตรงนี้แสดงว่ามีกำลังการผลิตที่ทำได้จริง 800 แต่ปัจจุบันใช้ 390 ผมเข้าใจถูกไหมครับ

ทำไม่ต้องขายโรงง่าน 1 ครับ เทคโนโลยีมันเก่า????
โดย: ซี ศรีวะรมย์ IP: 61.19.67.208 วันที่: 9 พฤษภาคม 2554 เวลา:22:19:08 น.
  
ตามความเข้าใจของผม คร่าวๆก็คือ อย่างน้อยโรงงานทั้งหมดก็จะอยู่ในพื้นที่โซนเดียวกัน การบริหารจัดการ การดูแล ก็จะมีประสิทธิภาพดีขึ้น
เงินที่ได้จากการขายโรงงานหนึ่ง ก็เอาไปลงทุนในโรงงานห้า ที่มีพื้นที่ติดกับโรงงานสาม (เท่าที่ฟังมานะครับ เนื่องจากไม่เคยไปvisit เลยจะเขียนให้เห็นภาพชัดเจนคงลำบากนิดนึง )
ส่วนเหตุผลอื่นๆไม่ได้ติดตามมากนัก เนื่องจากโปรเจกการขายบริษัท svi-1 น่าจะก่อนที่่ผมจะถือหุ้นตัวนี้ เลยไม่ได้ตามอดีตมากเท่าไรนัก
โดย: kunjoja IP: 180.180.158.145 วันที่: 9 พฤษภาคม 2554 เวลา:22:41:31 น.
  
ผมไม่เข้าใจครับว่า ถ้าโรงงานปัจจุบันเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึงสองเท่า ทำไมจึงต้องรีบสร้างโรงงานใหม่ครับ

มีเหตผลอะไรที่ผมไม่เข้าใจไหมครับ

เพราะถ้าโรงงานปัจจุบันมีแค่โรงงานที่ 2 และ 3 (เฟสแรก) มันก็จะเต็มกำลังการผลิตแล้วที่ 400 ดังนั้นยอดขายจะไม่ได้มากกว่านี้แล้วถ้าโรงงานใหม่ยังไม่มี (ยกเว้นทำเป็นสองเท่าได้จริง แล้วถ้าทำสองเท่าได้แล้วจะรีบสร้างทำไม ผมงงครับ)

ผมไม่ได้มีจุดประสงค์ร้ายนะครับพี่ ผมไม่เข้าใจจริงๆครับ
โดย: ซี ศรีวะรมย์ IP: 61.19.67.208 วันที่: 9 พฤษภาคม 2554 เวลา:23:03:59 น.
  
สงสัยนะดีครับ ....ดีกว่าไม่สงสัย

อนาคตเราไม่รู้หรอก แต่สิ่งที่สงสัยก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของ svi ที่อนาคตเมื่อมีการขยายการผลิตมาก มีโรงงานมาก ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว(เช่น แรงงาน ค่าดูแลบำรุง ค่าการเสื่้อม หนี้สินดอกเบี้ย )
เมื่้อมีภาระค่าใช้จ่าย ก็ต้องพยายามหารายได้ให้เพิ่มตามให้ทัน ถ้ารายได้ไม่ทันกับค่าใช้จ่าย ข้อมูลต่างๆก็จะส่อแสดงให้เห็นว่า กำไรสุทธิลดลงไปเรื่อยๆ ภาระหนี้สินทวีเพิ่มขึ้นไม่สามารถชำระหนี้สินได้ ....
..ทั้งหมดผมตอบไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร คงต้องดูต่อไปครับ

มันเป็นเรื่องอนาคต ที่เป็นความเสี่ยง (ผมว่าทุกบริษัทก็มีความเสี่ยงต่างๆ แต่สิ่งสำคัญคือเราmonitor อย่างไรในความเสี่ยงเรานั้น )

ส่วนในเรื่องของอัตรากำลังผลิตลองศึกษา แบบรายงาน 56-1 ในหัวข้อ การประกอบธุรกิจในแต่ละสายผลิตภัณฑ์ มาประกอบ อาจจะตอบคำถามอะไรได้บ้างนะครับ

ส่วนการสร้างโรงงาน ตามความเข้าใจผม คือ เฟสสองกับเฟสสาม ยังไม่ได้มีอุปกรณ์เครื่องจักรอะไร เมื่อไรที่กำลังการผลิตที่มีอยู่เต็มกำลังหรือ สินค้าเฉพาะทางบางอย่างต้องใช้อุปกรณ์การผลิตเฉพาะทาง จึงจะค่อยลงทุนเพิ่ม ดังนั้น โรงงานในอนาคต จึงเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ถ้าเกินกำลังผลิตแล้วจะหาพื้้นที่จะผลิต จะหาโรงงาน ผมว่า เป็นการมองที่ช้าไปหน่อย ดังนั้น น่าจะเป็นวิสัยทัศน์ของผบห. ที่มองถึงแนวโน้มของบริษัทตัวเอง จึงได้พยายามขยายและปรับเปลียนโครงสร้างของตัวบริษัท
ต้องดูต่อไปว่า วิสัยทัศน์นี้ เป็นอย่างไรครับ น่าสนใจว่าจะทำได้จริงไหม
โดย: kunjoja IP: 125.27.140.116 วันที่: 10 พฤษภาคม 2554 เวลา:6:05:41 น.
  
โดยปีนี้ตั้งงบลงทุนในโรงงานแห่งที่ 5 จำนวน 250 ล้านบาท ภายใต้งบลงทุนทั้งปีนี้ที่ตั้งไว้ที่460 ล้านบาท

งบ 250 เป็นเงินที่ใช้ในการซื้อที่ดินหรือไม่ครับ

ถ้าไม่ใช่ บ. อาจเห็นแนวโน้มที่สดใสในอนาคตจึงเริ่มลงทุนบางส่วน
ไปก่อนล่วงหน้าเป็นไปได้ไหมครับ
โดย: dcc IP: 182.52.210.220 วันที่: 10 พฤษภาคม 2554 เวลา:13:17:03 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Kunjoja.BlogGang.com

kunjoja
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]

บทความทั้งหมด