My view: SVI part 2.1 (electronic industrial knowledge relate to SVI )
ค่อยๆทยอยอ่านแล้วค่อยๆเขียนไปเรื่อยๆ คิดว่า น่าจะแบ่งเป็นสามตอน ( 2.1-2.3 )เขียนเสร็จก็เอามาลงทันที ถ้าว่างจะพยายามเขียนให้ไวที่สุด น่าจะเสร็จสิ้นภายใน สองอาทิตย์ (หวังว่า)
เป็นอะไรที่ เขียนยาวจริงๆ T T จะมีคนตามอ่านกันไหมเนี่ยะ 55555


ลักษณะการประกอบธุรกิจ

สินค้าส่วนใหญ่เป็น electronic manufacturing services(EMS)คือผลิตและร่วมออกแบบตามใบสั่งซื้อจากลูกค้า ( ลูกค้าเป็นเจ้าของต้นแบบผลิตภัณฑ์ -OEM หรือ ลูกค้าเป็นผู้จ้างออกแบบ ผลิตภัณฑ์- design house)
สินค้าดั้งเดิมของ svi จะเป็นการผลิตแผงวงจรไฟฟ้า (PCBA) –ปี 2553 ประมาณ 37 % ของรายได้ทั้งหมด และผลิตสินค้าสำเร็จรูป( Turnkey Box-Build)-ปี 2553 ประมาณ 62 %ของรายได้ทั้งหมด ที่เหลือก็เป็นส่วนผลิตสินค้าสำเร็จรูปประเภทระบบ (system build )

หมายเหตุ : EMS สามารถแบ่งความซับซ้อนในการทำงาน( ยิ่งซับซ้อนยิ่งเพิ่มมูลค่า-value added)ได้ดังนี้
1การผลิตแผงวงจรไฟฟ้าอิเลคโทรนิค(PCBA) การผลิตและให้บริการประเภทนี้จะมีgross margin ต่ำสุด(ประมาณ5%) การเข้าสู่ธุรกิจทำได้ง่าย การcopyผลิตภัณฑ์ทำได้ง่าย แข่งขันทางด้านการบริหารต้นทุน
2การผลิต Turnkey Box-Build เป็นการนำ PCBA มาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป จะมีgross margin ประมาณ10-12% ตัวอย่างสินค้ากลุ่มนี้ได้แก่ อุปกรณ์ควบคุมเสียงdigitalในสถานีโทรทัศน์—อุปกรณ์digital ในกล้องวิดิทัศน์ เป็นต้น
3การผลิต system build เป็นการพัฒนาการผลิตที่สามารถนำ Turnkey Box-Build มาผลิตเป็นsystem build โดยการออกแบบและสร้างsoft wareเข้าควบคุมให้เป็นระบบการทำงานที่ซับซ้อนขึ้น เช่นระบบควบคุมอุตสาหกรรม----เครื่องตรวจวัดและวิเคราะห์ที่ใช้ในโรงพยาบาล เป็นต้น การผลิต system build จะมี margin ที่25%ขึ้นไป


โดยปกติบริษัททั่วโลก ที่เป็นEMS จะมีฐานลูกค้าแบ่งเป็นสามระดับ
1.big size EMS จะมีบริษัทคู่แข่งทั่วโลกประมาณ 10 บริษัทจะรองรับลูกค้าที่ออร์เดอร์สินค้าในระดับ พันล้าน us dollar ได้สบาย
2.median size EMS มีบริษัทคู่แข่งราวๆ เกือบ 200 บริษัททั่วโลก รับออร์เดอร์ในระดับ100-300 ล้าน us dollar (ในส่วนนี้จะแยกเป็นสองกลุ่มย่อยคือ high volume และ high mix low volume)
3.small size EMS มีบริษัทคู่แข่ง ราวๆ สามพันกว่าบริษัททั่วโลก รับออร์เดอร์ระดับ 10-20 ล้าน us dollar


ในส่วนของ svi อยู่ในกลุ่ม median size EMS แบบ high mix low volume คือ รับสินค้าเฉพาะหลากหลายไม่เน้นvolume ซึ่งเป้าหมายของ svi พยายามจะดันตัวเองให้อยู่เหนือกว่าระดับ median size EMS (ซึ่ง จะมี gap อยู่ตรงนี้ระหว่าง big size กับ median size) โดย gap ตรงนี้จะมีบริษัทคู่แข่ง ไม่ถึง สิบบริษัท

ลักษณะของสินค้าของ svi

1.Industrial market เป็นส่วนที่มียอดขายมากสุด
เป็นmarket ที่มีความเสี่ยงน้อย และเป็นฐานสินค้าดั้งเดิมของ svi ดังนั้นเราจะมีลูกค้าดั้งเดิมพอสมควร เนื่องจากลูกค้ามักจะอยู่กับเราได้นาน (สินค้าหลายๆอย่างเป็นสินค้าเฉพาะที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีของบริษัทขั้นสูง และผลิตต่อเนื่องกันมาจึงยากจะเปลี่ยนบริษัท เพราะถ้าเปลี่ยนบริษัทจำต้องไปเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ และ การหาเทคโนโลยีเฉพาะทาง ) ปัจจุบันมีลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งราย คาดว่า จะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2011มี gross margin ราวๆ 10 % up (แล้วแต่ชนิดสินค้า)


2.Niche market เป็นส่วนที่มียอดขายเป็นอันดับสอง
ตัวอย่างProduct ที่โดดเด่นคือ digital video & camera สินค้าชิ้นนี้ 42 % ของทั่วโลกผลิตมากจากบริษัท svi รองมา 30 % ผลิตจากญี่ปุ่น(แต่ส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นมักจะผลิตเป็น mass product ที่ขายตามตลาดล่าง และสินค้าราคาแพงขึ้นก็ขายเฉพาะในญี่ปุ่นมากกว่า )
ส่วนProduct อื่นๆที่เป็นสินค้าเฉพาะเช่น อุปกรณ์ที่ใช้ในconcert ใหญ่ๆ อุปกรณ์ติดต่อระหว่างเรือ เป็นต้น
สินค้าเหล่านี้ มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้สูงขึ้น ต้องพยายามหาลูกค้าและเพิ่มลูกค้าใหม่เรื่อยๆ


3.mediacal maket เพิ่งเริ่มรุกตลาดส่วนนี้ แต่เริ่มรับรู้ยอดการขายในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นและเริ่มเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นชัดในไตรมาสสี่ปี 53 ที่ผ่านมา และมี margin ดีที่สุดในสามตลาดที่กล่าวมาทั้งหมด ตัวอย่างเช่น earing add (เครื่องช่วยฟัง) ที่ประเทศแถวสเกนดิเนเวียจะเก็บภาษีประชาชนค่อนข้างสูง ดังนั้นจะจ่ายค่าอุปกรณ์นี้เมื่อแพทย์สั่งให้ทันที สินค้าชิ้นนี้ ลูกค้ามักจะไม่เกี่ยงกับราคามากนักขอเพียงให้มีคุณภาพเนื่องจาก ลูกค้านำไปขายกับรัฐบาล ได้ราคาดี
หมายเหตุ..เพิ่มเติม
และในอนาคตปี 2012 จะเริ่มรุก ในส่วนของ Vertical market (ตลาดครบวงจร) ซึ่งมี margin พอๆกับ medical market



จุดเด่นและพัฒนาการของบริษัทที่น่าสนใจ

1.ปี 2543 moved out of consumer market into industrial product โดยทั่วไปแล้ว consumer product จะมี margin ต่ำ เนื่องจากเป็น mass product ต้องแย่งผู้บริโภค หั่นราคา (อาจจะราคาดีตอนเป็น blue ocean product แต่เมื่อเป็น red ocean ก็ทำให้สินค้าถูกลง ตัวอย่าง smart phone ) ดังนั้นบริษัทจึงโยกสินค้ามาเป็นกลุ่ม industrial market ซึ่งจะมี margin สูงกว่า

2.ปี 2546 started Niche market อย่างที่อธิบายไปข้างต้นแล้วจัดเป็นกลุ่ม product เฉพาะ เติบโตได้เร็วกว่า ซึ่งต่อมาก็ได้รุกคืบเข้า medical market ด้วยหลักการคิด เน้นไปสินค้าเฉพาะทาง ที่มี margin ดี ลูกค้าอยู่กันยาวนานทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดี (เพราะลูกค้าจะmove ออกยาก --- จากการอธิบายของคุณโพธ์ ที่บอกว่า customer cost นั้นไม่มาก ปีละครั้ง แค่นั่งจิบไวน์ กันก็รู้เรื่องแล้ว 55 ) และในปี 2012 มีแผนจะเข้าไปยัง กลุ่มสินค้าครบวงจร-vertical market

3.ปี 2552 เริ่มทำระบบ Free trade Zone – FTZ คือทำระบบ ให้ลูกค้ามาตั้งบริษัทในโรงงานของ SVI สร้างฐานลูกค้าได้ยาวนาน และสามารถให้ supplier เอาสินค้ามากองไว้ในโรงงานได้

4.ปี 2553-2554 เพิ่มศักยภาพ และวางฐานการเติบโตของบริษัทโดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัท โดยโยกศูนย์กลางและย้ายฐานการผลิต แต่เดิม svi-1 ไปอยู่ที่ svi-3 เฟสหนึ่ง (และเตรียมปิด svi-1 ขายที่ดิน นำเงินที่ได้ไปลงทุนใน svi-5 ในอนาคต) และบริษัทพร้อมเพิ่มกำลังการผลิโดยยังมี svi-3 เฟสสอง และเฟสสามรองรับในอนาคตเช่นกัน (รายละเอียดจะมาเล่าให้ฟังอีก รอติดตามชม ต่อไป )

5.บริษัทพยายามปรับ size ตัวเองให้เป็น large median size EMS (บริษัทคาดหวังจะโตไปไปอยู่ในระดับยอดขาย เหนือกว่า 300 ล้าน us dollar )จากเดิมที่ลักษณะการรับ order จะเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนที่รับงานไม่เกินครั้งละ 10 ล้านบาท จะเปลี่ยนเป็น 50 ล้านบาทต่อครั้ง เนื่องจาก size ของบริษัทใหญ่ขึ้น ลูกค้าก็จะให้งานใหญ่ขึ้น

Reference:

1. Opp.day 02/03/2011 โดย คุณ พงษ์ศักดิ์ โลห์ทองคำ
2. Annual report 2553.
3. //www.set.or.th/set/factsheet.do?symbol=SVI&language=th&country=TH
4. Thaivi บอร์ดร้อยคนร้อยหุ้น

หมายเหตุ : บทความทั้งหมด ถ้ามีความผิดพลาด ก็ขออภัย ณ ที่นี้
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญาณ ในการอ่านด้วยครับผม ..




Create Date : 02 พฤษภาคม 2554
Last Update : 2 พฤษภาคม 2554 21:15:33 น.
Counter : 4044 Pageviews.

4 comments
์No. 917 เหมืองทองคำ ให้อะไร... กับคนไทยบ้าง...? ไวน์กับสายน้ำ
(14 ก.ย. 2563 05:57:35 น.)
โควิด 19 และเศรษฐกิจโลก ผู้ชายในสายลมหนาว
(3 ก.ค. 2563 12:54:05 น.)
การลงทุนในทองคำ ผู้ชายในสายลมหนาว
(25 มิ.ย. 2563 15:41:31 น.)
หุ้น SCC จะจ่ายปันผล 5.5 บาทต่อหุ้น (30 ก.ค. 63) jejeeppe
(30 ก.ค. 2563 10:28:10 น.)
  
ทักทายนะจ่ะ คืนนี้ฝันดีนะจ่ะ
โดย: ตะวันเจ้าเอย วันที่: 2 พฤษภาคม 2554 เวลา:21:25:33 น.
  
ขอบคุณครับ ติดตามอยู่นะครับ ^^
โดย: follownet IP: 124.120.196.112 วันที่: 3 พฤษภาคม 2554 เวลา:13:31:00 น.
  
ขอบคุณครับ จะรอตอนต่อไปครับ :-)
โดย: Nont IP: 125.24.206.13 วันที่: 9 พฤษภาคม 2554 เวลา:21:17:05 น.
  
ขอบคุณครับพี่โจ้ ได้ความรู้มากมาย :D
โดย: กร IP: 125.25.21.92 วันที่: 1 กรกฎาคม 2554 เวลา:21:02:55 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Kunjoja.BlogGang.com

kunjoja
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]

บทความทั้งหมด