วีไอในมุมมองของผม(บ้าง)..
VI (Value Investor) ก็แปลตรงตัวว่า นักลงทุนที่มองเห็นคุณค่าของบริษัท
คนไหนที่ลงทุนโดยเน้นการพิจารณาพื้นฐานของบริษัท(ไม่ว่ากรณีไหนก็ตามที่เป็นพื้นฐานของบริษัท)แล้วเล็งเห็นคุณค่าของบริษัทนั้นๆว่า จะเติบโตมีกิจการที่รุ่งเรืองเพียงพอที่ จะทำโอกาสให้เงินเราเพิ่มพูนได้

ผมก็ว่าน่าจะเรียกว่า วีไอ ได้หมดทุกคน

เราซื้อหุ้นตัวนี้ เพราะเห็นคุณค่าของบริษัทนั้นๆเราถือหุ้นต่อไปเสมือนเราเอาเงินมาลงทุนในกิจการนั้นๆ ต่อ เพราะเห็นว่า กิจการนั้นๆมีโอกาสให้เงินเราเติบโตขึ้น ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม

เมือไรเราเริ่มรู้สึกไม่เห็นคุณค่าของบริษัทนั้นๆ เราก็ขายหุ้นนั้น
ถ้าเรายังเห็นว่าบริษัทนั้นๆมี่คุณค่าอยู่ ก็ยังถือครองหุ้นอยู่ต่อ

เวลา จึงไม่ใช่เงื่อนไข ของการใช้นิยามของคำว่า วีไอ...

ผมยกประโยคนี้ มาเพราะว่า เห็นหลายๆคนเอา คำว่า เวลา มาอิงกับวีไอ ...
ดังนั้นในความคิดผมก็คือ
การถือหุ้นนานๆ บางคนก็ไม่ใช่ วีไอ การถือหุ้นสั้นๆ บางคนก็ถือว่าเป็น วีไอ

........

รวมทั้งเหตุผลของการถือครองหุ้นที่ยาวนานอันเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันทั้งหลาย เช่น ตั้งใจจะได้ capital gain ตัวนี้ ถ้าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นตามที่เราต้องการ พอถึงเวลากลับไม่เป็นเช่นนั้น ก็ถือต่อ ด้วยเหตุผลว่า มีปันผลดี เงินเย็น ถือนานได้ แต่ถ้าเมือไรราคาหุ้นขึ้นมาถึงราคาไม่ขาดทุนพอมีกำไร ก็รีบขาย
แบบนี้ ไม่เรียกว่า วีไอ เพราะไม่ได้มีเหตุผลในการซื้อหรือถือครองแบบ วีไอ ....


ผมเรียกว่า เป็นกลุ่มนักเก็งกำไรโดยยึดพื้นฐานของบริษัท (ดูว่าเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานพอไปได้สำหรับเรา มีปันผลดี เป็นต้น) ผมไม่แน่ใจ ว่าจะใช้คำว่า semi-VS ( Value speculator ) ก็ไม่รู้จะถูกหรือเปล่า ...คือจะเก็งกำไรโดยดู Intrinsic Value (มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น) ก็ไม่ชัดเจน เพราะกลุ่มนี้ คงมีน้อยรายที่ประเมินดู มูลค่าหุ้นที่แท้จริง แต่ถ้าดูมูลค่าหุ้นด้วย แล้วเก็งกำไรไปด้วยอาจจะเป็น SVS ได้
แต่ถ้าไม่ได้คิดมูลค่าหุ้นที่แท้จริงก็เอาว่า น่าจะเรียกว่า semi-SI ( speculate investor) คือ กึ่งๆ เก็งกำไรแต่ไม่เชิงเสียทีเดียว แหะ..แหะ..

…..

และก็มาอีกกลุ่ม คือ Value speculator ที่ยังแยกยากจาก วีไอ ถ้ามีคนยกประเด็นการแยกนี้ ก็คงมีคำอธิบายว่า การพิจารณา Intrinsic Value โดยดูมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้น ก็จัดเป็นวีไอชนิดหนึ่งด้วย

ดังนั้น ไม่ขอแยกเพื่อไม่ให้มาถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเคร่งกัน แต่ว่า...

ประเด็นที่สำคัญ ของนักลงทุน ที่เรายกเป็นปรมาจารย์ วีไอ ทั้งหลาย ต่างมีจุดเด่นร่วมกันอย่างหนึ่ง ที่ผมสังเกตเห็นคือ เค้ามี speculate ในเรื่องของ future Intrinsic Value เข้ามาในการพิจารณาในการถือหรือขาย หุ้น ออกจากพอร็ทตัวเองเช่นกัน


เอาว่า VS ในความคิดผม ก็คือ subsetหนึ่งใน VI นั่นเอง....
(ผิดถูก ก็มาอธิบายกันต่อในภายภาคหน้า....)

.................


ดังนั้น วีไอ ในความคิดผม ตัวยึดหลักคือ...
คำว่า คุณค่า ของบริษัท ต่างหาก ที่เราเอามาเป็นเงื่อนไข


แล้วเจ้าคำว่า คุณค่า นั้น คืออะไร ...

คุณค่านั้น แล้วแต่มุมมองของคนๆนั้นที่คิดและหาต้นแบบ เพื่อพิจารณาหาตัวยึดไว้พิจารณา ….


ถ้าคนๆนั้นใช้คำว่า Intrinsic Value มูลค่าของหุ้นที่แท้จริงเป็นตัวยึด เค้าก็ใช้คำว่า Intrinsic Value เป็นคุณค่าของบริษัทนั้นๆ ..

ถ้าคนๆนั้นใช้ การวิเคราะห์ งบการเงิน งบดุลต่างๆ ก็เป็น การมองคุณค่าของบริษัทด้วยวิธีนี้
ถ้าคนๆนั้น ใช้คำกว่า fundamental analysis ในการวิเคราะห์ภาพรวมของบริษัท นั้นๆเป็นหลักก็ต้องมองว่าเราใช้ ตัวนี้ วัดคุณค่าของบริษัทนั้นๆ
ขอยกตัวอย่างแค่นี้..

ดังนั้น เมือไรที่ คุณค่า นั้นจางลง หรือ สิ่งแวดล้อมอะไรก็ตามที่มีผลกระทบต่อ คุณค่านั้นชัดเจน แล้วมองกิจการหรือบริษัทที่เราลงทุนไปนั้น ไม่ได้เติบโตหรือมีลู่ทางที่จะทำเงินให้กับเราในอนาคตได้ เราก็ต้องยอม ทิ้งบริษัทหรือหุ้นนั้นออกไป ...

ผมขอยกตัวอย่างที่เวลาไม่ใช่ปัจจัยในการถือครองหุ้นของวีไอ (ในความคิดผม)
พอเราถือครองหุ้นแล้วต่อมาก็ พบว่า ธรรมาภิบาลของ ผบห. นำมาซึ่งผลกระทบต่อการเติบโตของบริษัท ในอนาคต และเราก็ไม่เชื่อมั่นต่อบริษัทนี้แล้ว
หรือแม้แต่การออกจากบริษัทนี้ทั้งๆที่เราอาจจะพิจารณาแล้วว่าจะมีการเติบโตในแง่ของคุณค่าก็ตาม แต่ด้วยเหตุผลของศีลธรรมหรือความโปร่งใสในการดำเนินงานของบริษัท เป็นต้น

เหตุผลทั้งหมด ก็ทำให้เราอาจจะเข้าซื้อหุ้นและขายออกในเวลาอันสั้น ได้เช่นกัน ...

วันนี้ขอแค่นี้ครับผม
ผิดถูกประการใดก็ช่วยกันอธิบายจะได้มีความเข้าใจกันมากขึ้นครับผม



Create Date : 03 กรกฎาคม 2553
Last Update : 3 กรกฎาคม 2553 10:43:46 น.
Counter : 2682 Pageviews.

8 comments
ตอนที่ 4 มาลุ้นกันหน่อย Lease รถแล้วเอาเงินไปซื้อหุ้น ใครจะดีกว่ากัน เวลาสามปี newyorknurse
(26 มิ.ย. 2563 01:08:18 น.)
สูงอายุ มาร์เก็ตเพลส (market place) ช่องทางใหม่สำหรับการสร้างรายได้ของผู้สูงอายุ นกสีเทา
(14 พ.ค. 2563 10:44:08 น.)
ความศรัทธาของชาวพุทธ กับ สังเวชนียสถาน (ตอนที่ 1) อาจารย์สุวิมล
(24 มี.ค. 2563 22:40:41 น.)
ตอนที่ 1 มาลุ้นกันหน่อย Lease รถแล้วเอาเงินไปซื้อหุ้น ใครจะดีกว่ากัน สามปี newyorknurse
(23 ก.พ. 2563 03:28:04 น.)
  
โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 3 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:06:42 น.
  
ไม่ได้มาอ่านตั้งนาน

มีเรื่องน่าสนใจเยอะเลย

^____________^
โดย: kookk@i IP: 125.25.244.230 วันที่: 3 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:13:31 น.
  
วีไอ ในมุมมองของผมก็ไม่แตกต่างจากพี่โจ้ ง่ะ

หลายคนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน

การถือยาวก็ไม่ได้เป็น VI เสมอไป

ถือสั้นก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็น นักเก็งกำไร ซะทีเดียว

มีหลายองค์ประกอบนอกจาก ระยะเวลาการถือครองหุ้น

ที่จะใช้จัดแบ่งประเภทนักลงทุน

โดย: Kaito Kid IP: 117.47.146.113 วันที่: 3 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:15:07 น.
  
บทความนี้ ไม่ธรรมดาๆ พี่โจ้
ผมจัดง่ายๆเลยแล้วกัน ซื้อเมือ under ขายเมื่อ over
จะเป็นเดือน เป็นไตรมาศ เป็นปีๆ ก็ได้
โดย: Giggs Neff IP: 222.123.60.36 วันที่: 3 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:59:09 น.
  
ผมคงเป็น Semi-VS ( Value speculator ) แหงๆ เลย
โดย: แมน IP: 58.8.154.242 วันที่: 3 กรกฎาคม 2553 เวลา:20:18:19 น.
  
มันเกินความเข้าใจผมไปแล้วอ่ะพี่โจ้
ไว้วันหลังนัดกินข้าวกันนะคับ
โดย: ibozla วันที่: 4 กรกฎาคม 2553 เวลา:22:51:37 น.
  
//www.youtube.com/watch?v=BAE-g6rxW7g&NR=1

ดร.นิเวศ บอกว่าถ้าราคาหุ้นถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เราก็จะมองจะหุ้นตัวใหม่ต่อไป ^^
โดย: แมน IP: 58.8.101.207 วันที่: 6 กรกฎาคม 2553 เวลา:23:21:34 น.
  
ผมคิดว่าหุ้นน่ะเล่นยังไงก็ได้ ซื้อแล้วถือยาวๆ หากหุ้นนั้นไม่เจ็งไปซะก่อนยังไงเราก็กำไร การเล่นแบบเน้นคุณค่าจริงๆก็เป็นแค่ทริกที่ทำให้ถือยาวๆได้เท่านั้น เพราะวีไอเมื่อตั้งราคาในดวงใจ กับหุ้นในดวงใจแล้ว ก็จะรอซื้อแต่หุ้นที่ตัวเองเล็งไว้และรอจนราคาหุ้นนั้นราคาต่ำจริงๆถึงจะซื้อ เมื่อซื้อแล้ว ก็จะไม่ขายถ้าราคาหุ้นนั้นไม่สูงจริงๆ โดยไม่สนใจกรอบของเวลา แค่ดูว่าชอบบริษัทนั้นไหม ราคาต่ำกว่าที่ตั้งรึยัง สูงกว่าที่ตั้งรึยัง
โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 10 กรกฎาคม 2553 เวลา:10:14:42 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Kunjoja.BlogGang.com

kunjoja
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]

บทความทั้งหมด