http://wedding.bloggang.com... Wedding by Moonie Lin

The Wedding: ครบรอบ 3 ปี ชีวิตคู่ที่ต้องมีบุคคลที่ 3 ตอนที่ 1

3 ปีแล้วสินะ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก หัวข้อ Wedding Diary นี้ ฉันตั้งขึ้นมาเพื่อเขียนบันทึกเหตุการณ์ ตอนที่เราทั้งคู่ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน หลังแต่งงานแล้ว ที่แห่งนี้จึงได้รับเกียรติเพียงแค่ปีละครั้ง ช่วงครบรอบแต่งงานของเรา เป็นบันทึกช่วยจำให้เราได้ระลึกถึงว่าปีหนึ่งๆ ที่ผ่านไปนั้น ชีวิตคู่ของเราเติบโตไปในทิศทางไหน ทั้งในแง่ของความคิด ความรัก และความรู้สึก เผื่อว่าวันหนึ่งลูกหลานอาจจะมีโอกาสได้อ่านบันทึกนี้

เราอาจจะได้ทำกุศลในการอุทิศเรื่องราวของเรา เป็นการเล่าสู่กันฟังให้กับใครก็ได้ที่กำลังจะเข้าสู่ชีวิตสมรสว่า มันหอมหวาน หรือขมขื่นสักเพียงไหน ก่อนที่คุณจะกระโดดเข้าไปสู่พันธะนี้โดยเอาความรัก และความใคร่เป็นตัวนำ และไม่ตระหนักถึงสัจธรรมที่ว่าโลกนี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนไป และเป็นไปอย่างหาความสิ้นสุดไม่ได้ จากสถานะภาพโสด สมรส นาย นางสาว นาง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และคงเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณในสักวันหนึ่ง

จริงอยู่เราทั้งคู่แต่งงานกันตอนที่อายุพอสมควรแล้ว แต่ยังอยากใช้ชีวิตแบบคู่แต่งงานใหม่สักระยะ อยากอยู่ด้วยกันตามลำพังแบบปราศจากภาระ และความรับผิดชอบ นับว่าเป็น "สักระยะ" ที่นานพอสมควร เจอใคร รายไหนรายนั้นต้องยิงคำถามแรกว่า เมื่อไรจะมีลูก เป็นคำถามที่แสนธรรมดา และคู่แต่งงานถูกยิงคำถามใส่

แรกๆ เรามักจะยิ้ม และตอบเลี่ยงๆ ว่า ยังไม่พร้อม ผู้ถามก็จะโต้กลับมาทันควันว่า ฐานะอย่างเรามี "ปัญญา" เลี้ยงได้สบายมาก บ้างก็แนะว่า "ยังไง๊ยังไงอาม้าก็ช่วยเลี้ยงลูกให้ฉันอยู่แล้ว" บางรายก็เป็นห่วงสุขภาพของฉัน ก็มักจะบอกว่า "ฉันมีอายุอานามมากแล้ว" (เดี๋ยวจะแก่เกินแกง) บางท่านที่ห่วงชีวิตสมรสก็ว่า "ชีวิตคู่จะไม่สมบูรณ์" พร้อมกับแนะว่าการมีลูกทำให้เกิดความผูกพัน เป็นโซ่ทองคล้องใจ

หนักๆ เข้าบางคนก็ตีความหมายไปในทางอื่นประมาณว่าสามีของฉัน "เสื่อม..." โดยเฉพาะพวกผู้ชายบางคน ที่วัดความเป็นชายด้วยจำนวนอสุจิที่ทำแต้มออกมาเป็นตัวเป็นตนได้ แล้วก็แค่นั้น พอเมียตั้งท้อง ก็ถือว่าจบหน้าที่ รู้สึกดีที่ตัวเองยังมีพลัง ไม่อย่างนั้นก็จะกลัวว่าคนจะมองว่า "ไม่เก่ง" ยิ่งถ้าเพื่อนผู้ชายด้วยกันที่แต่งงานที่หลัง มีลูกก่อน ก็ยิ่งหัวเสีย แต่พอเมียคลอดลูกออกมา เพื่อนสาวบางคนก็บ่นให้ฟังว่า ไม่เคยได้รับเงินค่าเลี้ยงลูกจากพ่อเด็กเลย เรื่องจะไหว้วานช่วยชงนม เปลี่ยนผ้าอ้อม พาไปหาหมูกหาหมอ เป็นอันอย่าหวัง

หลังๆ พอมีใครถามเรื่องนี้ ฉันก็จะตอบไปอย่างไม่คิดว่า ฉันไม่ชอบเด็ก ถ้ายังเซ้าซี้อยู่ ฉันก็จะมีคำพูดแรงขึ้นไปอีก เพื่อตัดความรำคาญว่า ฉันเกลียดเด็ก ทีนี้ใครต่อใครก็จะวงแตก และเลิกถามคำถามนี้ไปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่จูงลูกจูงหลานที่ซนเป็นลิง คราวนี้เองจะรีบเก็บลูกเก็บหลานให้ออกไปให้พ้นหูพ้นตาฉัน กลัวฉันจะกลายร่างเป็นปีศาจไล่กินตับเด็กไปเสียนั้น

เราเคยคุยกันถึงเรื่องมีลูกเหมือนกัน ต่างคนต่างส่ายหน้า ฉันถามสามีว่าอยากมีลูกไหม เขาตอบว่ายังไม่อยากมี ถามอีกคำถามว่า เราต้องมีลูกไหม สามีตอบว่าคงต้องมี แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไร

3 ปีที่ผ่านมา เราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขดี ได้เที่ยว ได้กิน ได้เดินจูงมือ และได้ทำกิจกรรมหลายๆ อย่างอย่างคุ้มค่าแก่ชีวิตสมรสแบบไร้ภาระ ท่ามกลางความห่วงใยของคนในครอบครัว โดยเฉพาะอาม้ามักจะพูดด้วยความเป็นห่วงว่า มีสักคนเถอะ ยามแก่ชราจะได้มีคนดูแล อีกนั่นแหละ ฉันก็มักจะปากไว โพล่งไปว่า อย่าไปตั้งความหวังเลยว่าลูกจะเลี้ยง สมัยนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้

การที่หลายคนตีความคำว่า "ไม่พร้อม" ของเราออกไปในแง่ต่างๆ นานาเพื่อหวังจะให้เราตอบว่า "ถูกทุกข้อ" การแสดงตนว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ และชี้แนะให้เราเห็นทางสว่าง ออกจะเป็นการกระทำที่ทำให้ฉันหูบอด ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนก้าวร้าว ดูแคลนความคิดของเขา หรือเป็นคนไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นหรอก แต่ฉันรู้สึกว่าเขายังไม่เข้าใจคำว่าไม่พร้อมของฉันต่างหากเล่า เมื่อยังไม่เข้าใจ ก็ป่วยการที่ฟัง และทำตามคำแนะนำของเขาได้ มันเหมือนคำตอบที่ไม่ตรงคำถาม

จริงอยู่ ฐานะทางการเงินของเราน่าจะส่งเสียเลี้ยงดูเด็กสักคนให้เติบโต มีการศึกษา และใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก พอจะมีหน้ามีตาทัดเทียมลูกของชาวบ้านได้ ถ้าคิดแค่นั้น การมีลูกคงไม่ต่างอะไรกับการ "จ่ายเงินผ่อนสินค้า" แต่ลึกๆ ทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้วว่าการมีลูก มันต้องใช้อะไรที่มากกว่า "เงิน" ตอนยังไม่มีลูก บางคนไม่ค่อยคิดถีงอนาคต พอมีเงินใช้จ่ายไปตามอัตภาพ แต่พอมีลูก เขาเกิดเป็นห่วงลูก กลัวลูกจะลำบาก ก็มีแรงฮึกเหิม หนักเอาเบาสู้ เรียกว่าทำเพื่อลูกจนฐานะดีเป็นมหาเศรษฐี มีให้เห็นถมไป

ฉันเคยคิดแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าอาป๊า กับอาม้าเลี้ยงดูลูก 2 คนได้อย่างไร ตอนที่ฉันเกิดมา เรียกว่าเริ่มจะพอมีฐานะกับเขาบ้างแล้ว แต่ตอนสมัยพี่ชายของฉัน บ้านเรายังเช่าตึกแถวอยู่แถวท่าพระ ฝั่งธนบุรี ทำอุตสาหกรรมเล็กๆ พวกเสริมสวย ส่วนอาป๊าจะขับรถขนส่งใหญ่ที่อาป๊าเรียกติดปากว่ารถฮีโน่ ขับตระเวนไปตามต่างจังหวัดเพื่อส่งของตามร้านเสริมสวย และหาลูกค้าเจ้าใหม่ ใช้ชีวิตอยู่หลังพวงมาลัยเกือบครึ่งเดือน จึงจะกลับไปอยู่บ้านสัก 2 สัปดาห์ ก็สตาร์ทรถเดินทางต่ออีกแล้ว

อาม้าต้องอยู่บ้าน ดูแลการผลิต ต้องหัดทำ เพื่อจะได้ฝึกงานลูกน้องได้ พร้อมกันนั้นก็ต้องหัดทำกับข้าว ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำงานเหล่านี้มาก่อน อาม้าเล่าใหัฟังว่า ต้องยืนใช้ไม้พายแบบที่ไว้พานเรือคนน้ำยาฉุนๆ ที่ใส่อยู่ในถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร เป็นชั่วโมงๆ ถึงแม้ว่าจะท้องใกล้คลอดแล้ว จะหยุดคนก็ไม่ได้ เพราะน้ำยาจะจับตัวเป็นก้อน คล้ายกับการคนเนย ตีไข่ ตีแป้งทำขนมเค้กนั่นแหละ แต่ขนาดปริมาณต่างกันมาก แถมตอนที่ท้องแก่ ยังทำงานจนลื่นหกล้ม ก้นจ่ำบะ ถ้าเป็นสมัยนี้ ท้องได้ 7 - 8 เดือน ก็หลบพักผ่อน ไม่ให้สูดกลิ่นเหม็นๆ เพราะกลัวเป็นอันตรายต่อเด็กในท้อง ยิ่งเดินหกล้ม ยิ่งต้องรีบไปพบแพทย์ให้ตรวจ ทำ ultrasound กันเป็นเรื่องใหญ่โต

ฉันได้ฟังความลำบากในการตั้งท้องของอาม้าถึง 2 ท้อง ทำให้ฉันรู้สึกว่าถ้าหากฉันมีลูก ฉันก็ไม่อยากให้อาม้ามาลำบากอีก การตั้งท้อง การต้องเลี้ยงลูก พร้อมๆ ไปกับการสร้างฐานะ เป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการ อาป๊ากับอาม้าลำบากมามากพอแล้ว จริงอยู่บางทีอาม้าอาจจะอยากเลี้ยงหลาน แต่พี่ชายของฉันก็มีหลานให้อาม้าดูแลอยู่แล้วถึง 2 คน และกำลังจะมีอีกคนเร็วๆ นี้

ก่อนหน้าที่ฉันจะแต่งงาน เราไม่ค่อยมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวนานๆ สักเท่าไร ช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา นนท์จะวางแผนพาฉันเดินทางไปเที่ยวทุกปี มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ที่พวกเราเดินทางไปต่างประเทศตามลำพัง นอกนั้นฉันต้องหนีบอาม้าไปด้วยกันทุกครั้ง ฉันอยากให้อาม้าได้เที่ยว ได้พักผ่อน ได้เห็นหิมะ ได้เห็นใบไม้ร่วง ได้เห็นทุกอย่างที่เราเคยเห็นจากภาพพิมพ์ในโปสการ์ด นิตยสาร ฯลฯ

ทุกครั้งที่เดินทางไป เราจะเดินทางไปกันเอง วางแผนการเที่ยวเอง หากินเอง ไม่ได้อาศัยบริษัททัวร์ จึงต้องแบกสัมภาระ นั่งรถไฟ เดินเที่ยวชมเมืองเอง ไม่มีคนบริการ เหนื่อย แต่ฉันรู้ดีว่าอาม้าสนุก เพราะกลับมาทีไร อาม้ามักจะโทรไปเล่าโน้นนี่นั้นให้คนรู้จักฟังเสมอ ลงท้ายว่าลูกสาวกับลูกเขยพาไปเที่ยว

ถ้าหากฉันมีลูก ฉันคงไม่สามารถพาอาม้าไปเที่ยวอย่างนี้ได้ระยะหนึ่ง เป็นระยะที่นานมากทีเดียว ถึงตอนนั้น ไม่รู้ว่าต่างคนจะยังมีแรงเดินทางได้อย่างนี้อีกหรือเปล่า ใครที่ทักท้วงเรื่องอายุของฉันว่า หากรออีกหน่อยอาจจะแก่เกินแกง เรื่องนี้ไม่ขอเถียง เพราะตรงกับข้อมูลสำรวจที่ว่า ยิ่งแก่ โอกาสที่จะมีลูกก็ยากเท่านั้น แต่ถ้าหากร่างกายพร้อมที่จะมี แต่ใจยังไม่พร้อมจะ "รับผิดชอบ" ฉันคงรู้สึกเหมือนตัวเองช่างไม่ต่างอะไรกับหญิงท้องก่อนแต่ง

ประโยคที่ว่าการไม่มีลูกทำให้ชีวิตคู่ไม่สมบูรณ์ เรื่องนี้ฉันขอยกมือไม่เห็นด้วย เพราะมีหลายคนที่ฉันรู้จักพวกเขายินดี และตัดสินใจไม่มีลูก ถ้าคิดในแง่องค์ประกอบของคำว่าครอบครัว มันก็คงจะจริงว่ายังไม่สมบูรณ์ แต่ในแง่ความรู้สึก ฉันคิดว่าพวกเขาพึงพอใจ และมีความสุขดี

การที่ใครๆ ชอบพูดว่าลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจนั่น คงเป็นเพราะการมีลูกทำให้คนสองคนรู้สึกผูกพันกันมากขึ้น พวกเขาต้องร่วมด้วยช่วยกันคิด ตระเตรียมความพร้อม และวางแผนเพื่อลูก ช่วงเวลานี้นี่เองที่ฉันคิดว่ามันคือ "ความผูกพัน" แต่ฉันไม่คิดว่า การมีลูกเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้คนสองคนอยู่ด้วยกันตลอดรอดฝั่ง

มีหลายคนที่ไม่มีลูก แต่อยู่ด้วยกันจนตายจากกัน และอีกหลายคนที่มีลูก แต่เลิกรากันไปอย่างไม่ใยดี การมีลูกสำหรับใครบางคนอาจจะทำให้ยากต่อการตัดสินใจ "อยู่ต่อ" และทำให้เราได้ยินประโยคที่ว่า "อยู่ด้วยกันเพื่อลูก" "กลัวลูกไม่มีพ่อ" "กลัวลูกไม่มีแม่" "อดทนเพื่อลูก" ฯลฯ อยู่ดาษดื่น เรื่องที่บอกว่าลูกทำให้เกิดความผูกพัน น่าจะหมายถึงลูกทำให้ทั้งผูกทั้งพันจึงเลิกรากันยาก แทนที่ลูกจะเป็นโซ่ทองคล้องใจ กลับกลายเป็นโซ่ตรวนคล้องกาย

ฉันเข้าใจความรู้สึกของคนที่แต่งงานแล้ว แต่ยังไม่อยากมีลูก เหมือนเป็นพวกหัวอกเดียวกัน พร้อมๆ กับเข้าใจคนที่เจอหน้าฉันแล้วตั้งคำถามนี้ เป็นการเริ่มต้นบทสนทนาที่ไม่รู้จะพูดอะไร เหมือนเวลาเราเจอใคร ก็มักทักว่าสมบูรณ์ขึ้นนะ ผอมลงนะ หุ่นดีขึ้นนะ ซึ่งประโยคที่ว่าอ้วนขึ้นดูจะสร้างความเครียดให้กับผู้ฟังไม่น้อย ไม่ต่างจากการที่ฉันถูกถามถึงเรื่องลูก

ถ้าหากผู้ถามไม่คาดคั้นถึงเรื่องนี้ ถามแล้วผ่านเลยไป ก็ดี แต่ถ้าหากผู้ถามยังคงติดใจอยู่ในคำตอบ และไล่ต้อนให้ฉันจนแต้ม คล้ายกับว่าเขาเป็นคณะกรรมการตรวจค้าน Thesis นักศึกษาปริญญาโท ฉันเป็นต้องทำหน้านิ่วคิ้วขมวด และนึกในใจว่าจะอะไรกันนักกันหนา

ฉันเคยถามเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งตอนที่เราคุยกันทาง MSN ด้วยคำถามทำนองนี้เหมือนกัน แต่เมื่อเขาตอบมาว่า ยังไม่อยากมี คำเดียวสั้นๆ ฉันก็ตอบกลับไปว่า เข้าใจแล้ว และจะไม่ถามต่อว่า "ทำไม" เพราะว่าน่าจะเอือมแล้วใช่ไหม เขาส่งเครื่องหมายแสดงอาการขบขำยาวๆ มาให้ประโยคยาว และมีทีท่าเห็นด้วยเป็นอย่างที่สุด

ตลอดเวลา 3 ปี แม้เราเคยพูดกันถึงเรื่องนี้บ้าง แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องกำหนดการว่าเมื่อไร มันยังคงเป็นเรื่องคลุมเครือที่พอคุยกันแล้ว เราหาจุดจบไม่ลง แต่จู่ๆ วันหนึ่ง ฉันก็บอกสามีว่าฉันอยากจะมีลูกที่เกิดปีขาล ไม่รู้อะไรดลใจ ไม่มีเหตุผล เหมือนกับหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างในชีวิตที่จู่ๆ ฉันก็นึกอยากจะทำ และได้ทำมาจนถึงทุกวันนี้

แน่นอนถ้าฉันอยากจะมีลูกที่คลอดปีขาล ฉันก็ต้องตั้งครรภ์ไม่เกินเดือนเมษายนปีหน้า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา คือการเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจ เตรียมพร้อมเพื่อที่จะรับผิดชอบ เตรียมพร้อมที่จะเสียสละ และลดความเห็นแก่ "ตัวเอง" ลง

มีอยู่ 2 เรื่องที่ฉันตัดสินใจทำ คือ 1. ไปพบแพทย์ที่คลีนิคมีบุตรยาก คุณอ่านแล้วคงแปลกใจว่า ฉันไปทำอะไรที่นั้น เพราะถ้าอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ คุณก็จะไม่พบประโยคใดๆ ที่แสดงว่าฉัน หรือสามีจัดเป็นกลุ่มผู้มีบุตรยากเลย ขอสารภาพว่าฉันขี้โกง ฉันเดินทางไปพบแพทย์ และแจ้งว่าฉันไม่ได้คุมกำเนิดมา 1 ปีแล้ว ยังไม่ตั้งครรภ์

บางทีอาจเป็นเพราะฉันเล่นไม่ซื่อ ฉันจึงถูกลงโทษ เพราะเมื่อคุณหมอขอตรวจร่างกายของเราทั้งคู่ และกล่าวว่าฉันมีปัญหา คุณเชื่อไหมว่า ฉันเหมือนถูกฟ้าผ่า ฟาดเปรี้ยงกลางกบาล ฉันไม่เคยนึกเลยว่าเรื่องทำนองนี้จะเกิดขึ้นกับฉัน ฉันไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า ฉันจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนที่นั่งรอการตรวจวินัจฉัยอยู่ด้านนอก ฉันคิดผิดมาตลอดหรือนี่ว่า การมีประจำเดือนทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ และตรงกันทุกเดือน ไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่การันตีคุณภาพสินค้าคือร่างกายของฉันว่า เป็นสินค้าดี มีคุณภาพหรือ? ฉันคิดมาตลอดว่าฉันมีร่างกายที่สมบูรณ์ ต้องมีบุตรง่ายถึงง่ายที่สุด น่าสมเพชที่ฉันตั้งใจมาหลอกหมอ แต่กลับกลายเป็นฉันเองที่อึ่งกิมกี่

ส่วนสิ่งที่ 2 ที่ฉันวางแผนว่าจะทำ ฉันได้ทำแล้ว และค้นพบว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย เป็นพวกแตกต่าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงกำลังลงโทษฉันอยู่ ฉันไม่เคยรู้สึกแปลกแยกอย่างนี้มาก่อนเลย และเข้าใจแล้วว่าหัวอกของคนที่อยากมีลูก เขารู้สึกกันอย่างไร...

(ติดตามตอนต่อไป)




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2552
8 comments
Last Update : 8 ธันวาคม 2552 22:54:57 น.
Counter : 2008 Pageviews.

 

แอบแวะมาทักทายค่ะ เราเชื่ออย่างหนึ่งว่าชีวิตคู่ไม่จำเป็นต้อง+ด้วยลูกเสมอไป แต่ถ้าตัดสินใจแล้วและพบปัญหา ก็ขอให้สู้ๆต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจ

ปล.ส่วนเรื่องหนังสือ twilight ดีใจจังค่ะมีคนอ่านรีวิวเราด้วย อิอิ ซื้อมาแล้วก็ไม่เป็นไรนะคะ อ่านไม่สนุกก็ถือซะว่าอ่านเอาเนื้อเรื่องเอา 555+(ถ้ามันลดเราคงซื้อเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าข้างในเป็นยังไง --") แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ดูหนังเลย ได้ยินทั้งกระแสว่าดี ทั้งกระแสว่าน่าเบื่อกว่าหนังสือ(จะเบื่อได้อีก???) คงต้องไปตัดสินด้วยตัวเอง

 

โดย: ปอมเปื้อนโคลน 9 ธันวาคม 2552 20:59:41 น.  

 

Happy Newyear 2010 เจ้า..............

จากสาวบ้านสิงห์คำ......เชียงใหม่

สนใจจัดงานแต่งล้านนาเข้ามาชมได้ที่

weddinglanna.blogspot.com

tel.053-251988

 

โดย: faikhamwedding IP: 114.128.110.109 1 มกราคม 2553 12:30:32 น.  

 

เพิ่งแวะมาอ่านเจอ ป่านนี้น้องสาวคนสวยคนนี้

จะสมหวังหรือยังหนอ เป็นแรงในให้นะจ๊ะหลี

ฝากความระลึกถึง สะมีหนูด้วย อิอิ

 

โดย: jojo02 IP: 203.149.31.67 3 สิงหาคม 2553 15:52:43 น.  

 

พี่โจโจ้ขา

หนูยังเป็นหมันอยู่เลยค่ะ มันมีเรื่องโน้นเรื่องนี้อีกมากมาย จนหลียังไม่ได้อัพเดทเลย ไว้รออ่านตอนหน้า ในเดือนตุลาคมนี้นะคะ ฮ่าๆๆๆ เป็นตอนต่อที่มหากาฬสุดๆ

พี่โจโจ้ สบายดีนะคะ คิดถึงค่ะ

 

โดย: CooKiiE 12 สิงหาคม 2553 14:30:53 น.  

 

สวัสดีค่า....แวะมาทักทายนะค้า....อ่านไปเพลินไป...ได้สาระดีนะคะ...แล้วแวะมาใหม่ค่ะ มาเชียงใหม่อย่าลืมแวะมาทักทาย 3b บ้างนะคะ bye bye see you...

 

โดย: 3b boutique bed & breakfast IP: 118.172.22.60 7 ธันวาคม 2553 18:46:26 น.  

 

3b boutique bed & breakfast ยอดเยี่ยมมากค่ะ ใครไปเชียงใหม่ อย่าลืมพักที่นี่

น่ารักทั้งตั้งแต่พนักงานทุกระดับ จนถึงเจ้าของเลย

ที่สุดยอดที่สุดคือให้เจ้า 4 ขาเข้าพักได้นี่เลย แถมสะอาดสะอ้าน สุดยอดมากๆ

ไว้รอบหน้าจะหนีบนังตัวแสบไปนอนพัก กระดิกหางเล่นที่โน้นนะคะ แล้วจะไปเม้าท์กับคุณอ้อใหม่ค่ะ

Moonie Lin

 

โดย: Moonie Lin (CooKiiE ) 13 ธันวาคม 2553 18:18:28 น.  

 

อย่าคิดมากค่ะ อะไรจะเกิดมันก็จะเกิด อะไรไม่เกิดมันก็ไม่เกิดหรอกค่ะ

 

โดย: หิรัญญา IP: 220.255.2.74 10 พฤษภาคม 2556 22:19:06 น.  

 

บล็อกนี้ เขียนไว้นานมาก เป็นคำรำพันรำพึง จริงๆ มีภาคต่อ ต่อพาลขี้เกียจเขียน มาจนตอนนี้เลยลืมไปเลยว่า อยากจะเขียนอะไร 555555555555555 จะลบก็เสียดาย เลยทิ้งๆ ไว้แบบนี้แหละ ไว้เป็นบันทึก

ขอบคุณค่ะ คุณหิรัญญา นั้นเขียนไว้ปี 2552 แล้วนะตัวเอง

 

โดย: Moonie Lin (CooKiiE ) 13 พฤษภาคม 2556 23:34:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


CooKiiE
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




"ห้ามนำภาพ เนื้อหา ข้อความ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพในเว็บไซต์นี้ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หากละเมิดจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด

ห้ามผู้ใดละเมิด ด้วยการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog นี้ไปใช้ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของ Blog

*********************
ช่องทางติดต่อ
Email : WeddingByMoonieLin@gmail.com
Skype : nu_yo@hotmail.com
Facebook: WeddingbyMoonieLin
Pinterest: Weddingbymoonie

*********************
New Comments
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2552
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
16 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add CooKiiE's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.