มิถุนายน 2561

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
28
29
 
All Blog
เจ้าสำนักหมายเลข ๑ ในประวัติศาสตร์: บทที่ ๙ มาหาอาจารย์เร็วเข้า!


History’s Number 1 Founder:chapter 9 Come To Master!

[史上第一祖师爷]

ผู้แต่ง 八月飞鹰

Fan's Translation for fans only. Do not use it forbusiness purpose. And please support the original work. This translation willend if the right is available in my country.

Smiley Smiley Smiley

สายตาลังเลใจของผู้เฒ่าหันไปมาระหว่างหลินเฟิงกับเสี่ยวปู้เตี่ยน

“เจ้าหนูน้อยเสี่ยวปู้เตี่ยน เร็วเข้ารีบเข้ามาในอวย1ของอาจารย์เร็วเข้า” หลินเฟิงตะโกนในใจ ทว่าภายนอกยังคงปั้นหน้าเรียบเฉยจ้องมองเสี่ยวปู้เตี่ยนและเอ่ยถามอย่างสงบ “เครื่องรางที่อาจารย์ให้เจ้าไว้ เจ้าใช้มันหรือ?”

(1: นึกถึงสำนวนหมูในอวย)

เสี่ยวปู้เตี่ยนเกาหัวแกรกๆด้วยท่าทางขวยเขิน ใบหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย “ไอ้หยา ข้าใช้มัน หลังจากนั้นข้าก็พยายามมองหามันแต่ก็หาไม่พบแล้ว”

หลินเฟิงหัวเราะใจเย็น “ไม่เป็นไร ข้าทิ้งมันไว้ก็เพื่อปกป้องเจ้า อาจารย์กลับมาอีกครั้งก็เพราะว่าสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในเครื่องรางของเจ้า”

เสี่ยวปู้เตี่ยนยิ้มแย้มกล่าว “ขอบคุณท่านนักพรตที่ช่วยกำจัดต้นท้อแก่นั้นและช่วยชีวิตพวกเราทุกคน”

หลินเฟิงพยักหน้าน้อยๆ เขาล้วงเครื่องรางอีกชิ้นหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้แก่เสี่ยวปู้เตี่ยน “เก็บมันไว้ให้ดีและระมัดระวังตัวด้วย ในอนาคตข้างหน้า อาจารย์ยังมีธุระต้องไปจัดการ ดังนั้นพวกเราจึงต้องแยกกันที่นี่แล้ว พวกเราคงจะได้พบกันอีกหากฟ้ากำหนด”

ผลึกสายฟ้าที่แลกมาได้ล้วนหมดพลังแล้ว ลำพังแค่เครื่องรางชิ้นนี้ชิ้นเดียวไม่สามารถเรียกเก้าสายฟ้าสวรรค์ออกมาได้ ทว่าสิ่งนี้ไม่อาจหยุดยั้งการเสแสร้งของหลินเฟิง

ครั้นกล่าวจบ หลินเฟิงจัดแจงเสื้อผ้าและลุกขึ้นยืน เขาเก็บกระบี่แสงเหนือและมุ่งหน้าไปที่ประตู

เสี่ยวปู้เตี่ยนพยักหน้าอย่างไร้เดียงสา ทว่าผู้เฒ่ากลับกำลังจ้องมองอย่างเซ่อซ่าแล้ว เขาคิดว่าหลินเฟิงหวนกลับมาก็เพื่อพูดเรื่องรับเสี่ยวปู้เตี่ยนเป็นศิษย์

ผู้เฒ่าคิดอยากจะให้หลินเฟิงรับเสี่ยวปู้เตี่ยนเป็นศิษย์แต่ก็เกรงว่าปูมหลังของเสี่ยวปู้เตี่ยนจะถูกเปิดเผย ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นึกไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะทำเพียงแค่ลุกขึ้นยืนและจากไป

หลินเฟิงปั้นหน้าโป๊กเกอร์ขณะเดินออกไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน ชาวหมู่บ้านศิลาทุกคนต่างหลบทางให้เขาด้วยท่าทางเคารพนับถือและสำนึกในบุญคุณ

“หนึ่ง สอง สาม...” หลินเฟิงเดินไปแอบนับไป แน่นอนว่าเขาไม่อาจแค่เดินจากไปเช่นนี้ได้ หาไม่แล้ว เหตุใดเขาต้องลงทุนลงแรงเสียมากมายปานนี้?

เมื่อเจ้ากำลังแสดง เจ้าก็จำต้องเล่นให้สมบทบาท เล่นเป็นนักพรตผู้สูงส่ง หลินเฟิงก็จำต้องมีบรรยากาศเฉกเช่นนักพรตผู้ทรงภูมิ

บ่อยครั้ง ผู้คนจะไม่ให้คุณค่ากับสิ่งที่ได้มาง่ายดายเกินไป เรื่องอาจารย์กับศิษย์ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน หากหลินเฟิงกระตือรือร้นสนใจมากเกินไป ผู้เฒ่าและเสี่ยวปู้เตี่ยนก็อาจจะสงสัยเอาได้ อีกด้านหนึ่ง หากหลินเฟิงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ พวกเขาก็อาจจะเป็นฝ่ายวิ่งเข้ามาหาเขาเองด้วยความกระตือรือร้น

เป็นไปตามคาด เมื่อหลินเฟิงนับถึงสิบเขาก็ได้ยินเสียงผู้เฒ่าตะโกนขึ้น “ท่านเซียน ได้โปรดรอก่อน!”

(ผู้เฒ่าเปลี่ยนสรรพนามเป็นเรียกท่านเซียนด้วยมีความนับถือยิ่งขึ้น)

“เยี่ยม!” หลินเฟิงหัวเราะในใจโดยที่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน เขาหมุนตัวทว่าไม่พูดจา ตรงกันข้ามกลับจ้องมองผู้เฒ่าอย่างสงบ

เห็นได้ชัดว่าผู้เฒ่าได้ตัดสินใจแล้ว เขากุมมือเสี่ยวปู้เตี่ยนขณะเดินเข้ามาหา เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวทว่าเคร่งขรึมจริงจัง “เด็กคนนี้ลำบากมาตั้งแต่เกิด ในเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากท่านเซียนถือเป็นวาสนาของเขา ท่านเซียนโปรดเมตตารับเด็กคนนี้ไว้ด้วยเถิด”

หลินเฟิงรู้ว่านี่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะแสดงความใจกว้าง ดังนั้นเขาจึงไม่คิดทำให้เป็นเรื่องวุ่นวายอีกต่อไปและเอ่ยอย่างสงบ “นี่มิใช่เรื่องการช่วยเหลือหรือมีเมตตา สามารถกลับมาเป็นอาจารย์กับศิษย์กันได้อีกครั้งหนึ่งทำให้ข้าสุขใจอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องให้เด็กคนนี้เป็นผู้เลือกเอง”

หลังจากที่พ่อเฒ่าครุ่นคิดแล้ว เขากล่าวแก่ชาวบ้านรอบๆ “ทุกคน กลับบ้านไปก่อนเถอะ หลายวันที่ผ่านมานี้ พวกเราเกิดเรื่องราวมากมาย ข้าว่าครอบครัวของพวกเราทุกคนคงกำลังว้าวุ่นใจกันแย่แล้ว ทำไมพวกเจ้าไม่กลับบ้านไปพักผ่อนให้สบายกันเสีย”

แม้ชาวบ้านต่างรู้สึกว่าแปลก ทว่าพวกเขาก็ยอมจากไปแต่โดยดีตามคำสั่งของผู้เฒ่า ขณะที่พวกเขาเดินจากไปยังเอ่ยขอบคุณหลินเฟิงอย่างมากมาย

ผ่านไปครู่หนึ่ง เหลือเพียงหลินเฟิง พ่อเฒ่าและเสี่ยวปู้เตี่ยนอยู่ในลานบ้าน พ่อเฒ่าโค้งกายลงและกล่าว “มีความลับบางอย่างที่ข้ายังไม่ได้บอก หากท่านเซียนอนุญาต ข้าอยากจะขอเชิญท่านเข้าไปในบ้านเพื่อสนทนากันก่อน”

หลินเฟิงพยักหน้าเนิบๆ ทั้งสามเข้าไปในบ้านหินและนั่งลง พ่อเฒ่าจ้องมองเสี่ยวปู้เตี่ยนอย่างรักใคร่ “เสี่ยวปู้เตี่ยน เจ้าจะเต็มใจคำนับท่านเซียนเป็นอาจารย์ของเจ้าหรือไม่?”

ดวงตาดำขลับของเสี่ยวปู้เตี่ยนเบิกกว้างเป็นประกายระยิบระยับและจ้องมองหลินเฟิง “ข้าจะเรียนวิชาสุดยอดเหมือนท่านเซียนได้หรือไม่?”

หลินเฟิงยิ้มบาง “ย่อมจะมีที่เยี่ยมกว่านี้อีก”

เสี่ยวปู้เตี่ยนพยักหน้าซ้ำๆพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “อา... ข้าเต็มใจ! ข้าเต็มใจ!”

หลินเฟิงหุบยิ้มและกล่าวช้าๆ “อย่างไรก็ตาม อาจารย์จะไม่อยู่ที่นี่นานนัก หากเจ้าต้องการจะเป็นศิษย์ข้า เจ้าก็ต้องจากหมู่บ้านนี้ไปกับอาจารย์”

ได้ยินดังนี้ เสี่ยวปู้เตี่ยนพลันเริ่มลังเลและจ้องมองหลินเฟิงสลับกับผู้เฒ่าด้วยความกังวลใจ

ผู้เฒ่ากระแอมไอขึ้นมาคราหนึ่งและกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เสี่ยวปู้เตี่ยน เจ้ามิใช่มักจะถามข้าว่าพ่อแม่เจ้าไปอยู่เสียที่ไหน?”

เสี่ยวปู้เตี่ยนกระพริบตากล่าว “ข้าพอจะมีความทรงจำอยู่บ้าง แต่ข้าจำไม่ได้อยู่เรื่อย ท่านปู่ ในที่สุดท่านก็จะยอมเล่าให้ข้าฟังแล้วหรือ?”

ผู้เฒ่าพยักหน้าและพลันหันไปทางหลินเฟิง “โปรดอนุญาตให้ข้าเล่าให้ท่านเซียนฟัง เด็กคนนี้... ความเป็นมาของเขาพิเศษยิ่ง ทั้งยังอาจจะสร้างปัญหาให้ท่านในอนาคตข้างหน้าได้อีกด้วย เขา... เขาเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ต้าฉินและยังมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลอวี๋แห่งราชวงศ์ต้าฉินอีกด้วย”

หัวใจของหลินเฟิงสะดุ้งโหยงเล็กน้อย ราชวงศ์แห่งโลกเทียนหยวนแตกต่างจากประวัติศาสตร์ราชวงศ์ในโลก ในโลกเทียนหยวนนี้ กษัตริย์ที่มีคุณสมบัติพอจะปกครองแว่นแคว้นได้ล้วนเป็นจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่ง

ตระกูลที่สมควรจะเป็นกษัตริย์ของราชวงศ์หนึ่งๆควรจะถูกเรียกว่าเป็นตระกูลจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งทรงอำนาจที่สุดมากกว่า แต่ละตระกูลแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อกรกับพรรคใหญ่ๆได้เลยทีเดียว

หลินเฟิงรู้ว่านี่เป็นการทดสอบครั้งสุดท้ายจากผู้เฒ่า แต่ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด เขาก็จะไม่ยอมแพ้กับเสี่ยวปู้เตี่ยนศิษย์คนนี้เป็นอันขาด

เจ้าพูดเล่นหรือเปล่า? ต่อหน้าเสี่ยวปู้เตี่ยน คุณสมบัติระดับพระเอกนิยายปานนี้ ใครจะสนใจว่าเจ้าจะเป็นพรรคที่ก่อตั้งมาแล้วนับหมื่นๆปีพรรคหนึ่งหรือราชวงศ์ที่มีอายุมานับพันปีราชวงศ์หนึ่ง พวกมันก็จะเป็นได้เพียงบันไดขั้นหนึ่ง เส้นทางอาจจะขรุขระอยู่บ้าง ทว่าอนาคตอันสดใสย่อมถูกกำหนดไว้หมดแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เป้าหมายสำคัญที่สุดของหลินเฟิงในระบบการสร้างเจ้าสำนักผู้เป็นเลิศก็คือการสร้างพรรคอันดับหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ เพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมายบรรลุผล เขาย่อมต้องปะทะกับกลุ่มอำนาจของโลกในขณะนี้อย่างแน่นอน

สองตาของหลินเฟิงจริงจังขึ้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางทว่าไม่เอื้อนเอ่ยอันใด

ความเปลี่ยนแปลงในสีหน้าของเขาเป็นตัวบ่งบอกที่ชัดเจนแก่ผู้เฒ่า เขารู้ถึงความหนักหนาสาหัสของสถานการณ์ในขณะนี้เป็นอย่างดี ทว่าเขายังคงมีความเชื่อมั่นและไม่หวาดหวั่น

เป็นไปตามคาด ผู้เฒ่าผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกและกล่าวพร้อมยิ้มแย้ม “ข้าช่างโง่เขลานัก ท่านเซียน โปรดอย่าได้ถือสา” ขณะกล่าว เขาหันไปมองเสี่ยวปู้เตี่ยน “เด็กคนนี้มีที่มายิ่งใหญ่ ทว่าเขาต้องได้รับความทุกข์ทรมานมากมาย...”

เดิมทีเสี่ยวปู้เตี่ยนย่อมไม่ใช่ชื่อจริงของเขา อันที่จริงเขาก็คือสือเทียนฮ่าวจากตระกูลเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ต้าฉิน แม้เขาจะมิใช่สายเลือดหลัก แต่เขาก็ยังคงเป็นชนชั้นสูง

ปู่ของสือเทียนฮ่าวและบิดาของเขาล้วนเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีระดับสูงยิ่ง สือเทียนฮ่าวนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ เขาเกิดมาก็มีคุณสมบัติระดับเจ้าสำนักแล้ว ตั้งแต่เขายังเป็นทารก เขาก็ก้าวข้ามจุดที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่อาจทำได้สำเร็จแม้พยายามมาชั่วชีวิต

นักสู้ทั่วไปที่สามารถเหนี่ยวนำพลังชี่เข้าสู่ร่างกายตนเรียกว่านักยุทธ์ระดับผู้ฝึกชี่ นักยุทธ์ระดับผู้ฝึกชี่พัฒนาขึ้นสู่ระดับเจ้าสำนักเมื่อพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงธาตุเต๋าของตนได้

ธาตุเต๋าก็ยังแบ่งแยกออกไปอีก เคล็ดวิชาเต๋าที่คนผู้หนึ่งฝึกฝนและพรสวรรค์แต่กำเนิดของเขาย่อมมีผลต่อระดับของธาตุเต๋า โดยทั่วไปแล้วธาตุเต๋าแบ่งออกเป็นสี่ระดับ ระดับทั่วไป ระดับตื่นรู้ ระดับพิภพ และระดับสวรรค์

ไม่เพียงระดับธาตุเต๋าของคนผู้หนึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความแตกต่างระหว่างจอมยุทธ์ในระดับเดียวกัน มันยังเป็นตัวตัดสินโอกาสในอนาคตสำหรับการฝึกยุทธ์อีกด้วย

ไม่เพียงสือเทียนฮ่าวจะเกิดมาพร้อมกับมีธาตุเต๋า แต่ธาตุเต๋าของเขายังเป็นธาตุเต๋าที่หายากที่สุดอีกด้วย นั่นก็คือธาตุเต๋าเหนือระดับสวรรค์

ขณะนิ่งฟัง สีหน้าของหลินเฟิงไม่แปรเปลี่ยนทว่าในหัวใจ เขากลับลิงโลดดีใจยิ่ง “กระดูกเต๋าเลเวลสิบ กระดูกเต๋าเลเวลสิบ...”

(ธาตุเต๋า = กระดูกเต๋า)

ขณะนิ่งฟัง หลินเฟิงเริ่มสับสนใจเล็กน้อย ด้วยพรสวรรค์เปี่ยมล้นถึงปานนี้ เสี่ยวปู้เตี่ยนน่าจะได้รับการเลี้ยงดูราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าเสียมากกว่า เหตุใดเขาจึงถูกทิ้งไว้ที่นี่?

คำอธิบายต่อมาของผู้เฒ่าช่วยไขปริศนาความข้องใจของหลินเฟิง

การณ์ปรากฏว่ากระดูกเต๋าแต่กำเนิดของเสี่ยวปู้เตี่ยนยังไม่ได้แสดงออกมาในขณะแรกเกิด บิดามารดาของเขาเพิ่งมารู้ความเอาขณะได้ทราบข่าวว่าปู่ของเขาหายตัวไปในสถานที่ที่อันตรายมาก บิดามารดาของเสี่ยวปู้เตี่ยนร้อนใจคิดที่จะไปช่วยปู่ของเขา ดังนั้นพวกเขาจึงจำใจฝากเสี่ยวปู้เตี่ยนซึ่งมีอายุยังไม่ถึงครึ่งขวบเอาไว้กับครอบครัวอื่น

นี่คือเวลาที่สือเทียนฮ่าวต้องเผชิญกับคราวเคราะห์ที่ตามติดมาเป็นพรวน ครอบครัวที่ว่านี้ก็มีเด็กมหัศจรรย์คนหนึ่งอยู่เช่นกัน ชื่อของเขาก็คือสือเทียนอี้ แก่กว่าเสี่ยวปู้เตี่ยนไม่กี่ปี เขาเกิดมาพร้อมตาสองสีและเขาเห็นทะลุปรุโปร่งว่าเสี่ยวปู้เตี่ยนมีกระดูกธาตุเต๋าที่พิเศษ

ภายหลัง มารดาของสือเทียนอี้ออกอุบายทำร้ายเสี่ยวปู้เตี่ยน นางรู้จักกับคนที่สามารถใช้เวทย์อย่างหนึ่งและชิงกระดูกธาตุเต๋าพิเศษของเสี่ยวปู้เตี่ยนไป จากนั้นนางก็ปลูกถ่ายให้แก่ลูกชายของตน สือเทียนอี้

เมื่อบิดามารดาของเสี่ยวปู้เตี่ยนกลับมาถึงก็สายเกินไปเสียแล้ว กระดูกธาตุเต๋าพิเศษถูกหลอมรวมเข้าไปในร่างของสือเทียนอี้เรียบร้อยแล้ว หากจะนำมันกลับคืนมา พวกเขาจะต้องสังหารสือเทียนอี้ นี่เป็นสิ่งที่ราชสำนัก (ราชวงศ์สือ)ไม่อาจยอมรับได้

ผลที่ตามมาก็คือบิดามารดาของเสี่ยวปู้เตี่ยนสร้างเรื่องราวใหญ่โตขึ้นและฝ่าออกมาจากเมืองหลวงของต้าฉิน เพื่อปกป้องเสี่ยวปู้เตี่ยนที่กำลังจะตายแล้ว พวกเขาฝ่าเข้าไปในดินแดนอันตรายเพื่อค้นหายาวิเศษ

เมื่อครั้งที่ผู้เฒ่ายังเป็นเด็ก เขาเคยออกไปผจญภัยในโลกกว้างและเรียนรู้เคล็ดวิชาเต๋าพื้นฐานอยู่บ้าง ครั้งหนึ่งในการผจญภัย เขาได้กลายเป็นเพื่อนกับบิดาของเสี่ยวปู้เตี่ยน แม้ว่าวันนี้ระดับของพวกเขาจะห่างชั้นกันราวฟ้ากับดิน มิตรภาพของพวกเขาก็ยังคงอยู่ ดังนั้นเสี่ยวปู้เตี่ยนจึงถูกฝากไว้ที่บ้านของผู้เฒ่าเป็นการชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ผู้เฒ่าไม่ได้ยินข่าวคราวจากบิดามารดาของเสี่ยวปู้เตี่ยนอีกเลยนับตั้งแต่พวกเขาออกไปหายาวิเศษเมื่อสามปีที่แล้ว

ผู้เฒ่าทอดถอนใจออกมาคราหนึ่ง “ก่อนที่ต้นท้อแก่นั้นจะสร้างปัญหา ก็มีคนมาจากตระกูลอวี๋ ตระกูลอวี๋เป็นตระกูลของท่านตาของสือเทียนอี้ ใครจะรู้ว่าตระกูลอวี๋โหดเหี้ยมปานนี้ พวกเขาไม่ยอมหยุดอยู่แค่การชิงกระดูกเต๋าพิเศษของเสี่ยวปู้เตี่ยนไป ยังคิดจะกำจัดเขาทิ้งอีกด้วย

ตระกูลอวี๋เป็นตระกูลหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าฉินและก็เป็นตระกูลนักยุทธ์ที่แข็งแกร่งตระกูลหนึ่ง มีผู้แข็งแกร่งปรากฏอยู่ในทุกๆ รุ่น สองคนที่มาถึงที่นี่นับเป็นเพียงข้ารับใช้ระดับต่ำที่สุดของพวกเขา

ครั้นกล่าวจบ ผู้เฒ่าเงียบงันไปครู่หนึ่งและจ้องมองหลินเฟิงด้วยความกังวล กลับกัน หลินเฟิงกำลังสังเกตเสี่ยวปู้เตี่ยน ในระหว่างที่ผู้เฒ่าเล่าเรื่องราว เสี่ยวปู้เตี่ยนตกตะลึงในตอนแรก ทว่าหลังจากนั้นไม่นานทั้งร่างของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมา ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนจากนั้นก็เศร้าหมอง น้ำตาไหลพราก

“ท่านปู่ ข้าจำได้แล้ว ข้าจำได้แล้ว...” ใบหน้าของเสี่ยวปู้เตี่ยนเต็มไปด้วยน้ำตา เขาเกิดมาพร้อมกับธาตุเต๋าและมีสติปัญญาสูงส่งกว่าเด็กทั่วไป ส่งผลให้เขาเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับประสบการณ์วัยเยาว์อันขมขื่นของตน คงเป็นเพราะมันหนักหนาสาหัสเกินไป เขาจึงเลือกที่จะลืมมันเสีย

ผู้เฒ่าถอนหายใจอีกครั้ง หลินเฟิงจ้องมองเสี่ยวปู้เตี่ยนด้วยความสงบและเอ่ยถาม “เจ้าจำเรื่องราวแต่หนหลังของตนได้แล้ว เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

“ข้าเจ็บปวดมาก ท่านพ่อ... ท่านแม่ พวกท่านอยู่ที่ไหน?” เสี่ยวปู้เตี่ยนยังคงน้ำตาไหลพราก

หลินเฟิงผงกศีรษะและครุ่นคิด “ช่างเป็นเด็กที่มีเมตตานัก” เขาพลันเอ่ยปากและกล่าว “เจ้าสูญเสียธาตุเต๋าของตนไป เจ้าไม่เคืองแค้นญาติของเจ้า สือเทียนอี้ หรอกหรือ? เขาเกิดมาพร้อมนัยน์ตาสองสีอยู่แล้วและบัดนี้ยังได้กระดูกเต๋าพิเศษของเจ้าไปอีกด้วย ต่อให้เป็นอัจฉริยะคนไหนก็ยากจะไล่ตามความยิ่งใหญ่ของเขาได้ทัน”

เสี่ยวปู้เตี่ยนค่อยๆ สงบใจลง เขาปาดน้ำตาและกล่าว “มันก็แค่ธาตุเต๋ามิใช่หรือ? ความเป็นเลิศมิใช่เกิดจากฟ้าประทาน หากแต่ต้องก้าวไปด้วยตนเองทีละก้าวๆ ข้าจะไปรอเขาที่ระดับศักดิ์สิทธิ์แห่งปฐมกาลกำเนิดโลก!

หลินเฟิงยิ้ม เสี่ยวปู้เตี่ยนบังเกิดความคิดหนึ่งและพลันคุกเข่าลง “อาจารย์ โปรดรับข้าเป็นศิษย์และสั่งสอนวิชาแก่ข้าด้วย”

ในขณะนี้ เสียงระบบแจ้งเตือนดังขึ้นในใจของเขา สำหรับหลินเฟิงแล้ว มันช่างเหมือนเสียงสวรรค์ก็ไม่ปาน

“ขอแสดงความยินดีที่ได้รับศิษย์คนแรก สือเทียนฮ่าว”

“ผู้เล่นได้รับรางวัล โอกาสเล่นล๊อตเตอรี่หนึ่งครั้งบวกแต้มห้าร้อยแต้ม”




Create Date : 30 มิถุนายน 2561
Last Update : 30 มิถุนายน 2561 17:50:01 น.
Counter : 127 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นักผจญภัยมือใหม่
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 81 คน [?]



มันจะเป็นยังไง ถ้าเราทำต่อไปด้วยใจรัก...
New Comments