เมษายน 2561

1
2
3
4
5
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
เจ้าสำนักหมายเลข ๑ ในประวัติศาสตร์: บทที่ ๑ ระบบที่หลอกลวงกันชัดๆ


History’s Number 1 Founder: chapter1 The Cheating System

[史上第一祖师爷]

ผู้แต่ง 八月飞鹰

Fan's Translation for fans only. Do not use it forbusiness purpose. 

And please support the original work. This translation willend if the right is available in my country.

กลางดึกมืดสนิท แต่กระนั้นเทือกเขายาวเหยียดไม่มีที่สิ้นสุดแนวนี้กลับไม่เงียบสงัดเอาเสียเลย สัตว์ป่ามากมายซุ่มดักเหยื่อ เสียงคำรามสะท้านป่าสะเทือนภูผา ต้นไม้ใบหญ้าลู่ต่ำลงส่งเสียงกรอบแกรบ

เสียงสัตว์อีกตัวหนึ่งคำรามขึ้น หลินเฟิงคอหด ปัดเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาบนตัว มองเข้าไปในกลุ่มทิวเขาที่มืดสนิทและทอดถอนใจ สถานที่นี้ช่างแตกต่างจากโลกเสียเหลือเกิน

หลินเฟิงนั่งงุนงงอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ตรงหน้ามีเด็กๆ รุ่นสิบขวบสองสามคนกำลังมองมาทางเขาด้วยสายตาดูแคลน เด็กน้อยร่างอ้วนคนหนึ่งตะโกนพูดใส่หลินเฟิง “เราไม่ยอมให้คนนอกเช่นเจ้ามาอาศัยอยู่และก็เอาแต่กินๆ นอนๆ หรอกนะ ลุกขึ้นและรีบไปทำงานเร็วเข้า!”

หลินเฟิงนึกขึ้นได้ เขาไม่พูดไม่จา ลุกขึ้นยืนและปัดก้นของตนออกเดินไป

ที่ด้านหลัง, เจ้าเด็กอ้วนส่งเสียงขึ้นจมูก “เจ้าขยะไร้ประโยชน์ กระทั่งเรี่ยวแรงก็ยังสู้เด็กคนหนึ่งไม่ได้ พวกเราน่าจะจับเขาโยนเข้าไปในภูเขาให้เป็นอาหารของพวกสัตว์ป่าซะก็หมดเรื่อง!”

ริมฝีปากของหลินเฟิงกระตุกวูบ ข้าเป็นคนที่เดินทางข้ามโลกมานะ จะไปเทียบเรี่ยวแรงกับพวกป่าเถื่อนเยี่ยงสัตว์เช่นเจ้าได้อย่างไร

โลกเทียนหยวนแห่งนี้เป็นโลกที่ปกครองโดยเหล่าชาวยุทธ์

หมู่บ้านหมาป่าแห่งนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ในทิวเขากว้างใหญ่แห่งนี้ ปกติแล้วก็ไม่มีชาวยุทธ์อยู่ที่นี่ แต่ชาวบ้านทุกคนล้วนฝึกศิลปะการต่อสู้อย่างจริงจังเพื่อความแข็งแรง แม้แต่ผู้หญิงและเด็กก็ไม่ยกเว้น

มีแต่ทำเช่นนี้ พวกเขาจึงจะอยู่รอดได้ในโลกซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายอาละวาดและมีกระทั่งสัตว์ดึกดำบรรพ์ออกล่าเหยื่อ

เหมือนเช่นเวลานี้ แม้จะเป็นยามดึกดื่นค่อนคืนแล้ว เด็กหนุ่มในหมู่บ้านยังต้องเข้าไปในภูเขาเพื่อล่าสัตว์ เหยื่อมากมายเคยชินกับการออกหากินในเวลากลางคืน แม้การเข้าป่าในยามค่ำคืนจะมีอันตรายมากมาย แต่ประโยชน์ที่จะได้รับกลับยิ่งมากมายกว่า

ชาวบ้านทุกคนล้วนคุ้นเคยกับชีวิตเช่นนี้ เด็กๆ ในหมู่บ้านไม่หลับไม่นอน รวมตัวกันแข่งขันเล่นสนุก รอคอยพวกผู้ใหญ่ในบ้านกลับจากการล่าสัตว์

เด็กๆ ที่ยังมีขี้มูกโป่งไหลยืดออกมาจากจมูกบางครั้งก็ยังเล่นกับก้อนหินที่มีน้ำหนักกว่าร้อยจิน พวกวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกำลังแข่งกันว่าใครจะสามารถยกหม้อใหญ่ขนาดพันจินใบหนึ่งในหมู่บ้านได้

(หนึ่งจินเท่ากับครึ่งกิโลกรัม ร้อยจินเท่ากับห้าสิบกิโลกรัม พันจินเท่ากับห้าร้อยกิโลกรัม)

หลินเฟิงจ้องมองเจ้าพวกลาดื้อน้อยและได้แต่ทอดถอนใจเงียบๆ เขาช่างไร้ประโยชน์แท้ๆ หากเทียบกำลังกับเด็กๆ พวกนี้...

ทว่านี่ไม่ทำให้หลินเฟิงหมดกำลังใจ แม้เขาจะถูกนินทาลับหลังอยู่บ้าง เขาใช้ความปากหวานของตนเพื่ออาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ต่อไปชั่วคราว สิ่งที่ทำให้เขาปวดใจกลับเป็นอย่างอื่นในหัว

ระบบก่อตั้งอันยอดเยี่ยม

แรกเริ่มเดิมทีหลินเฟิงรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก คิดว่านักท่องโลกจะได้ผลประโยชน์มากมาย แต่คำอธิบายบทแรกของระบบกลับทำให้หัวใจของเขาหนาวยะเยือกแล้ว

“เควสหลักของระบบ: โฮสท์ (ผู้ใช้งาน)ของระบบสร้างพรรคๆ หนึ่ง ก่อตั้งพรรคหมายเลขหนึ่งของโลกแห่งนี้ กลายเป็นผู้ก่อตั้ง (เจ้าสำนัก) หมายเลขหนึ่ง”

“เควสหลักแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ทุกๆ ระยะจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด หากงานชิ้นนั้นไม่สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด กำจัดโฮสท์!”

หลินเฟิงจ้องมองคำอธิบายของระบบ โดยเฉพาะบรรทัดสุดท้าย “กำจัดโฮสท์” เขาพูดไม่ออกอยู่นานก่อนที่จะเค้นคำพูดสองสามคำรอดไรฟันออกมา “ข้าซื้อนาฬิกามาตั้งกะปีที่แล้วแล้ว” (๑)

หลังจากที่ได้ระบายความโกรธออกมาบ้างแล้ว หลินเฟิงจึงได้แต่อ่านรายละเอียดของเควส เขาไม่คิดเสี่ยงกับการท้าทายระบบด้วยการรอดูว่ามันจะสามารถกำจัดเขาได้จริงๆ หรือไม่ เขาเพิ่งมาถึงโลกแห่งนี้ เก้าอี้ก็ยังไม่ทันร้อนด้วยซ้ำ เขาไม่อยากจะต้องตายอีกหนหรอกนะ

เควสหลักข้อหนึ่ง - รับศิษย์สี่คน

รายละเอียดของเควส: ต่อให้เป็นนักฝึกยุทธ์พเนจร หากต้องการถ่ายทอดวิชา จำเป็นต้องรับศิษย์คนหนึ่ง ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของพรรคๆ หนึ่งย่อมเป็นทรัพยากรมนุษย์ อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงสั่งสอนลูกศิษย์ที่โดดเด่น เป็นการยากที่จะได้พบอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงสักคนหนึ่ง แต่การค้นหาศิษย์ที่โดดเด่นยิ่งยากเสียกว่า

ระยะเวลาทำเควส: หนึ่งปี หากทำไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด กำจัดโฮสท์!

“นี่มันหลอกกันชัดๆ!” หลินเฟิงทอดถอนใจออกมาหนหนึ่ง “ข้าเป็นแค่นักเดินทางท่องโลกไร้ประสบการณ์ อ่อนบางอย่างกับผักกาดขาวต้นหนึ่ง ข้าน่าจะต้องเป็นคนออกไปเสาะหาอาจารย์เก่งๆ สักคนและเกาะแข้งเกาะขาเขาเอาไว้ จริงไหม?”

“พี่ชาย อย่างน้อยที่สุดก่อนที่ข้าจะเริ่มรับศิษย์ได้ก็ควรจะให้โพยลับแก่ข้าสักเล่มไม่ใช่หรือ? นี่ในพ๊อกเก็ทของข้าไม่มีอะไรอยู่เลย แล้วจะให้ข้าเอาอะไรไปสอนเขากัน? ทั้งหลอกลวงทั้งขี้โม้ชัดๆ?

“ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ ในระบบบอกไว้อย่างชัดเจนว่าจะมีของรางวัลพิเศษสำหรับมือใหม่ แต่มันกลับบอกว่ากำลังเกิดข้อผิดพลาดกับระบบการให้ของรางวัลและของรางวัลสำหรับผู้เริ่มต้นก็จะต้องเลื่อนออกไป!” หลินเฟิงถอนหายใจกับเรื่องต้มตุ๋นไม่มีที่สิ้นสุดที่เขากำลังเผชิญอยู่

อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุดระบบการแลกเปลี่ยนก็ยังเปิดอยู่และในนั้นก็พอมีของดีอยู่บ้าง: ยารักษาโรค อาวุธวิเศษ คู่มือ เทคนิคต่างๆ หากนึกได้ก็อาจจะหาได้ในนั้น

ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งก็คือ ของทุกอย่างต้องแลกด้วยแต้มและเวลานี้หลินเฟิงก็ไม่มีแต้มสำหรับแลกของอยู่เลยสักแดงเดียว เขาได้แต่จ้องมองระบบและกลอกตาไปมา

ระหว่างที่หลินเฟิงกำลังสบถก่นด่าระบบจอมหลอกลวงนี้อยู่ก็พลันบังเกิดความวุ่นวายขึ้นที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน จากที่เห็น คณะล่าสัตว์คงกลับมาแล้ว

เด็กๆ ที่กำลังรอคอยอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านพากันกรูเข้าไปต้อนรับคณะด้วยความดีใจในขณะที่หลินเฟิงเพียงชำเลืองมองคนเหล่านั้นอย่างไม่สนใจ ช่างน่าแปลก พวกผู้ชายที่กลับจากการล่าสัตว์ทุกคนล้วนกลับมามือเปล่า ไม่เพียงพวกเขาไม่ได้สัตว์อะไรมาสักตัว แม้แต่อาวุธในมือก็หายไป

สำหรับชาวบ้านแล้วอาวุธของพวกเขาถือเป็นชีวิตจิตใจของตน เมื่ออาศัยอยู่ในป่าเขา เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชีวิตรอดอยู่ได้โดยปราศจากอาวุธใดๆ

มุมปากของหลินเฟิงยกขึ้นจนเป็นรอยยิ้มอันยากจะสังเกตเห็นได้ “ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องราวเกิดขึ้น” ขณะคิดเช่นนี้ เขาเดินตรงไปยังกลุ่มคนตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน

เขาไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้นักด้วยซ้ำก็ได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนโหวกเหวกด้วยความโกรธเกรี้ยว “หลางเฟิงเป็นความหวังของหมู่บ้านหมาป่าของเรา เวลานี้เขาต้องบาดเจ็บหนักเพราะคนจากหมู่บ้านศิลา พวกเรายอมไม่ได้เด็ดขาด!”

หลินเฟิงเหลือบตาขึ้นมองดู เห็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งตรงกลางกลุ่มกำลังนอนแบ็บอยู่บนพื้นพร้อมสีหน้าหดหู่ ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลและแววตาก็แสดงความเกลียดชังเย็นชา

“นี่ก็คืออัจฉริยะที่ผู้คนในหมู่บ้านหมาป่ามักพูดถึงอยู่เสมอเหรอ?” หลินเฟิงลอบมองเขา เขาได้ยินชื่อเสียงของหลางเฟิงมานานแล้ว เขาเป็นไอดอลของวัยรุ่นทุกคนในหมู่บ้านหมาป่า วันนี้เป็นครั้งแรกที่หลินเฟิงได้เห็นหน้าค่าตาเขา

แม้หลางเฟิงกำลังบาดเจ็บอยู่ในขณะนี้ พลังงานภายในร่างกายของเขากลับยังปรากฏออกมาอย่างชัดเจน แม้พลังกายของเขายังไม่อาจเทียบกับชาวยุทธ์ทั้งหลายได้ แต่นี่ก็นับว่าเยี่ยมยอดมากแล้วในท่ามกลางชาวยุทธ์ผู้จัดเจนทั้งหลาย

ตามทฤษฎีของโลกเทียนหยวน สามารถมีร่างกายระดับนี้ได้ตั้งแต่อายุน้อยๆมีความหมายต่อโอกาสอันยิ่งใหญ่ในอนาคตการฝึกยุทธ์ของเขาเป็นอันมาก ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ชาวยุทธ์ทั้งหลายต้องกระทำก็คือการเหนี่ยวนำเอาพลังงานที่มีอยู่ในโลกเข้าสู่ร่างกายของตน ใช้มันเข้าเสริมสร้างพลังปราณและสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

หลินเฟิงแอบล้วงเอาเครื่องควบคุมระบบของตนออกมาเงียบๆ และเปิดเครื่องมือทดสอบพรสวรรค์ของลูกศิษย์ เขาหันมันไปทางหลางเฟิงและกดเพื่อยืนยันระบบ

“ความเหมาะสมของเป้าหมายต่ำเกินไป เขาไม่อาจเป็นศิษย์ของโฮสท์ได้”

หลินเฟิงนวดขมับของตน เจ้าระบบนี้จู้จี้มากเกินไปแล้ว ความคิดเดิมของเขาก็คือการสุ่มเลือกศิษย์สี่คนเพื่อให้ผ่านพ้นข้อจำกัดหนึ่งปีของระบบไป แล้วเขาก็ค่อยเตะโด่งศิษย์พวกนั้นออกไปในท้ายที่สุด

แต่ดูจากสิ่งนี้ ไม่ใช่ง่ายๆ เลยที่จะเอาเปรียบระบบนี้ได้ แม้แต่หลางเฟิง, อัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงของหมู่บ้านหมาป่าก็ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นศิษย์ของเขาได้ ความยากสำหรับหลินเฟิงในอันที่จะรับลูกศิษย์สี่คนและจบงานของระบบจึงออกจะมากเกินไปเสียหน่อยแล้ว

“เวลาหนึ่งปี เวลาหนึ่งปี...” หลินเฟิงส่งเสียงทอดถอนใจออกมาด้วยความหดหู่

ในกลุ่มคน ชายสูงวัยคนหนึ่งที่อยู่ข้างหลางเฟิงทำเสียงขึ้นจมูก “หลางเฟิงเป็นหลานชายของข้า แน่นอนว่าพวกเราไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม หลายวันที่ผ่านมานี้มีความเคลื่อนไหวมากมายบนภูเขา ดูจากข้อนี้ สมบัติล้ำค่าบนเขาคงกำลังจะปรากฏออกมา ก่อนอื่น พวกเราควรไปเอาสมบัติพวกนี้ จากนั้นจึงค่อยไปคิดบัญชีกับพวกหมู่บ้านศิลา!”

การต่อสู้ระหว่างหมู่บ้านเกิดขึ้นเป็นประจำและหลินเฟิงก็ไม่สนใจกับการต่อสู้นี้ แต่คำว่า “สมบัติบนภูเขา” นี้ทำให้เขาตื่นเต้นนัก

หลินเฟิงกำลังครุ่นคิดเกี่ยวแก่สมบัติบนภูเขาเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนในกลุ่มคนสบถออกมาเงียบๆ “หมู่บ้านศิลาเลี้ยงเจ้าสัตว์ประหลาดน้อยนั่นด้วยอะไรกันนะ? เขาเพิ่งจะเป็นเด็กอายุสี่ขวบเท่านั้นเอง พอคิดว่าเขาสามารถเอาชนะอัจฉริยะหลางเฟิงประจำหมู่บ้านของเราได้เช่นนี้ มันช่างน่าประหลาดแท้ๆ!”

ดวงตาของหลินเฟิงเบิกกว้างขึ้นมาทันที

เด็กที่เพิ่งจะอายุยังไม่ครบสี่ขวบดี เอาชนะอัจฉริยะหลางเฟิงที่หมู่บ้านนี้ได้?

หลางเฟิงนับว่ามีพรสวรรค์ไม่น้อย คนที่สามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้กลับมีอายุยังไม่ถึงสี่ขวบเต็ม แล้วพรสวรรค์นั่นจะกี่มากน้อยกัน?

เด็กอ้วนที่อยู่ข้างหลินเฟิงสบถเงียบๆ “ไอ้คนน่ารังเกียจ พวกเราต้องฆ่ามันให้ได้!”

หลินเฟิงชำเลืองมองเขาทีหนึ่งและส่งเสียงล้อเลียน “ใช่ จริงแท้แน่นอน” อย่างไรก็ตาม ในใจของเขา, หลินเฟิงกำลังคิดว่าเขาอาจจะได้พบใครบางคนที่สามารถทำให้ระบบยอมรับก็เป็นได้

ขณะที่คิดเช่นนี้ หลินเฟิงล่าถอยออกมาจากกลุ่มคนเงียบๆ เวลานี้เขาคิดอยากจะมีปีกงอกออกมาและบินตรงไปที่หมู่บ้านศิลาเสียจริง แต่เขาไม่กล้าออกไปจากหมู่บ้านตามลำพัง เขาคงได้กลายเป็นอาหารมื้อเสริมของสัตว์ป่าบนเขาก็เท่านั้น

เวลานี้นั่นเอง เสียงทื่อๆของเครื่องควบคุมระบบก็ดังขึ้นมาในใจของหลินเฟิงอย่างกะทันหัน

“แจกจ่ายของรางวัลสำหรับผู้เริ่มต้น คุณต้องการทดสอบหรือไม่?”

หลังจากที่รู้สึกงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง หลินเฟิงก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาในใจ เขาไม่เคยรู้สึกว่าเสียงแจ้งเตือนทื่อๆของระบบจะน่ารื่นรมย์และฟังดูดีอย่างนี้มาก่อนเลย

หลินเฟิงหาสถานที่ปลอดคนแห่งหนึ่งและเปิดของรางวัลสำหรับผู้เริ่มต้น

ของรางวัลสำหรับผู้เริ่มต้น: โฮสท์ได้รับชี่ขั้นพื้นฐานระดับสี่ ได้รับโอกาสจับล๊อตเตอรี่หนึ่งครั้ง ได้รับแต้มสำหรับแลกเปลี่ยนสามร้อยแต้ม ได้รับคู่มือเคล็ดวิชาเต๋า“เก้าสายฟ้าสวรรค์” ได้รับวิชาเรียกสายฟ้าสวรรค์

หลินเฟิงตัวค้างงงงวย ความรู้สึกอุ่นๆอย่างหนึ่งหลั่งไหลลงมาจากบนศีรษะ ไหลตรงเข้าไปในทรวงอกของเขาและปลดปล่อยจุดประสาทที่ซ่อนอยู่จุดหนึ่งในร่างกายออกมาอย่างฉับพลัน

บนร่างกายมนุษย์ซุกซ่อนจุดประสาทที่สำคัญเอาไว้สิบสองจุด ผู้รู้เรียกขานพวกมันว่าพื้นสิบสองชั้น

ระยะเวลาการฝึกชี่แบ่งออกเป็นสิบสองระดับชัดเจนเหมือนเช่นพื้นสิบสองชั้น เมื่อทุกๆ จุดประสาทถูกปลดปล่อยออกมา พลังวิญญาณจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณหรือพลังวิเศษ และพลังปราณของชาวยุทธ์ก็จะเพิ่มมากขึ้นได้

ในขณะนี้หลินเฟิงรู้สึกว่ามีความอบอุ่นอย่างหนึ่งไหลเวียนทั่วร่างกายของตน ตรงเข้าเปิดจุดประสาทสี่จุดภายในร่างกายของเขาก่อนที่จะหายลับไป ขณะที่หลินเฟิงหายใจเข้าหายใจออก พลังงานในโลกใบนี้ก็ถูกดูดเข้ามาในร่างกายของเขา โคจรอยู่ในสี่จุดประสาทที่ถูกปลดปล่อย

ทุกๆ จุดประสาทดูราวกับดาวดวงหนึ่งที่กำลังโคจรต่อเนื่องอยู่ในจักรวาล พลังวิญญาณถูกเปลี่ยนเป็นพลังปราณในร่างกายของหลินเฟิงราวกับแรกเริ่มสร้างจักรวาล กำเนิดสรรพชีวิตขึ้นในโลก

หลินเฟิงรู้สึกว่าทั่วร่างของตนดูเจิดจ้าขึ้น เพียงแค่คิด, พลังวิเศษภายในจุดประสาทก็พวยพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ ทำให้พลังภายในร่างกายของเขาปะทุขึ้นมาจนพลุ่งพล่านไปหมด

ผ่านไปพักใหญ่ๆ หลินเฟิงจึงค่อยๆ คุ้นชินกับความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตน เขาปลุกปลอบตัวเองในใจ “ในที่สุดข้าก็พอจะมีความสามารถที่จะปกป้องตัวเองได้บ้างแล้ว” แต่เมื่อคิดถึงว่าเป้าหมายสุดท้ายของระบบก็คือการสร้างพรรคหมายเลขหนึ่งและเขาต้องกลายเป็นเจ้าสำนักหมายเลขหนึ่ง หลินเฟิงรู้สึกถึงความกดดันมากมายขึ้นมาทันที เขารีบสำรวจของชิ้นอื่นๆ ในชุดรางวัลสำหรับมือใหม่

“โอกาสเสี่ยงโชค?” หลินเฟิงมองๆ ดูเครื่องควบคุมระบบ ในนั้นมีระบบเสี่ยงโชคอยู่ข้างๆระบบแลกของ แต่ยังเป็นสีเทาในสภาพไม่พร้อมทำงานอยู่ เวลานี้เขายังไม่จำเป็นต้องคิดถึงมัน

เขาได้แต่หวังว่าสามร้อยแต้มที่เขามีอยู่จะมีกำลังซื้อพอให้ทำอะไรได้บ้าง

ขณะที่ครุ่นคิดถึงสิ่งนี้ หลินเฟิงเข้าสู่ระบบแลกเปลี่ยน ก่อนหน้านี้เขาถังแตกและไม่มีแก่ใจจะดูราคา

เมื่อได้สังเกตดูราคาอย่างตั้งใจ หลินเฟิงถึงกับต้องแอบสบถใส่ระบบ ยาเสริมพลังชี่คุณภาพต่ำที่สุดขวดหนึ่งต้องใช้สิบแต้ม กระทั่งดาบเหล็กธรรมดาที่มีพลังวิญญาณเพียงน้อยนิดเล่มหนึ่งก็ยังราคาสามสิบแต้ม

เสื้อผ้าแสนธรรมดาที่สุดชุดหนึ่ง ชุดนักพรตเต๋าชุดหนึ่ง ต้องใช้ห้าสิบแต้ม

คาถาที่ธรรมดาที่สุดอย่าง “ลูกไฟ” กับ “ฝ่ามือสายฟ้า”ต้องใช้ร้อยแต้ม

หลินเฟิงไม่กล้าแม้แต่จะชำเลืองมองของชั้นดีที่มีเลขศูนย์ตามก้นมาอีกเป็นพรวน เขากลัวว่าตนเองอาจจะเป็นลมเอาได้

หลินเฟิงจ้องมองแต้มสามร้อยแต้มอันน่าเวทนาในช่อง“แต้มที่มีอยู่ในขณะนี้” เขาส่ายศีรษะ “ทุนรอนเริ่มต้นของข้าออกจะน้อยเกินไป”

ยังโชคดี ของรางวัลสำหรับผู้เริ่มต้นได้ให้คู่มือเต๋าอย่างหนึ่งและวิชาอย่างหนึ่งมาด้วย ไม่เช่นนั้นหลินเฟิงคงต้องพูดไม่ออกแล้ว

เคล็ดวิชาเต๋านับเป็นพื้นฐานสำหรับชาวยุทธ์ วัตถุประสงค์หลักคือการเพิ่มระดับของตน พูดอีกนัยหนึ่ง ทักษะต่างๆ หมายรวมถึงศิลปะการต่อสู้และคาถาซึ่งสามารถส่งผลต่างๆมากมาย

เรื่องน่ายินดีระคนประหลาดใจอย่างหนึ่งก็คือระดับของเคล็ดวิชาเก้าสายฟ้าสวรรค์นั้นสูงมาก ระบบการแลกเปลี่ยนในขณะนี้ยังไม่มีของสิ่งนี้อยู่ด้วยซ้ำ เขาต้องอัพเกรดระบบก่อนหากคิดที่จะแลกมันได้

เพื่อที่จะอัพเกรดระบบ หลินเฟิงจำเป็นต้องทำงานจำนวนหนึ่งให้เสร็จเสียก่อน เวลานี้จึงยังเร็วเกินไปที่จะคิดถึงมัน

เคล็ดวิชาเก้าสายฟ้าสวรรค์เป็นหนึ่งในสุดยอดเคล็ดวิชาเต๋าจำพวกสายฟ้าสำหรับโลกเทียนหยวนและมันก็หายสาบสูญมานานแล้ว คนรุ่นเก่าที่ได้ฝึกเคล็ดวิชานี้ล้วนเป็นคนสำคัญที่สามารถทำอะไรก็ได้ที่ตนต้องการ

ตามคำอธิบาย รางวัลสำหรับผู้เริ่มต้นจะสุ่มเลือกเคล็ดวิชาเต๋าอย่างหนึ่งออกมาให้ จึงกล่าวได้ว่าหลินเฟิงนั้นโชคดีอย่างเหลือเชื่อที่สามารถครอบครองเคล็ดวิชาเก้าสายฟ้าสวรรค์ชุดนี้ได้ แม้แต้มสำหรับแลกของจำนวนสามร้อยแต้มนี้ช่างจำกัดจำเขี่ยนัก แต่ความรู้สึกกดดันในใจของหลินเฟิงขณะนี้ถูกปัดเป่าไปได้อย่างสิ้นเชิง

ด้วยเคล็ดวิชาเต๋าระดับสุดยอดชุดนี้ ก่อนอื่นหลินเฟิงจะต้องหาสถานที่เพื่อฝึกยุทธ์สักแห่งหนึ่งก่อนที่จะปรากฏตัวออกไปตะลุยโลกแห่งนี้ หากว่าเขาจะไม่มีไอ้เควสจอมหลอกลวงนี้น่ะนะ

แต่ในเมื่อเขาต้องออกค้นหาและรับศิษย์ นี่จึงเป็นคนละเรื่องกันเลยทีเดียว...

หลินเฟิงไม่ชอบใจแต่เขาต้องรีบปรับอารมณ์ของตนและเริ่มลงมือให้เร็ว

หลังจากสอบถามเส้นทางของหมู่บ้านศิลาแล้ว เขาลอบออกจากหมู่บ้านหมาป่าไปเงียบๆ โดยไม่ให้ใครรู้

เวลานี้ทั้งสองหมู่บ้านเป็นศัตรูกัน หลินเฟิงผู้กลายเป็นนักยุทธ์คนหนึ่งแล้วย่อมไม่หวาดกลัวว่าชาวหมู่บ้านหมาป่าจะสร้างปัญหาให้ตน อย่างไรก็ตาม เขากลัวว่าคนพวกนี้จะเปิดเผยฐานะของเขาต่อหน้าชาวหมู่บ้านศิลา

ขอบคุณชาวหมู่บ้านหมาป่าที่พากันรวมตัวอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านและมัวแต่พูดคุยกันถึงเรื่องที่หลางเฟิงได้รับบาดเจ็บ หลินเฟิงออกไปทางด้านหลังของหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครสังเกตุเห็นความเคลื่อนไหวของเขา

ขณะที่เขาเดินไปตามทาง หลินเฟิงไม่ลังเลและลงทุนห้าสิบแต้มเพื่อซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองชุดหนึ่ง

หลินเฟิงผู้เดินทางมาจากโลกไหนเลยจะไม่เข้าใจว่าพระพุทธรูปต้องมีทองหุ้มคนก็ต้องมีเสื้อห่อ หากคิดจะขายของ ก็ต้องโฆษณาและบรรจุหีบห่อให้สวยงาม

เขาก้มลงมองชุดเต๋าของตน เสื้อชุดสีขาวพร้อมแขนเสื้อกว้าง ภาพพจน์ราวกับนักปราชญ์ หลินเฟิงพยักหน้าพึงพอใจ สิ่งของจากระบบอาจจะแพง แต่คุณภาพและรูปลักษณ์นั้นไม่มีที่จะติได้เลย

เมื่อหลินเฟิงมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านศิลา สิ่งแรกที่เขาได้เห็นก็คือต้นไม้ตายซากหักครึ่งท่อนขนาดยักษ์ต้นหนึ่ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางร่วมสิบกว่าเมตร ทั่วลำต้นล้วนถูกเผาไหม้จนดำเป็นตอตะโก

หลินเฟิงชำเลืองมองต้นไม้ต้นนี้และเดาว่านี่คงเป็นต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่าต้นหนึ่ง คงถูกผ่ามาหลายปีแล้ว ส่วนยอดของลำต้นและพลังชีวิตของมันล้วนถูกทำลายไปแล้ว เหลืออยู่แต่โคนต้นสูงราวแปด-เก้าเมตร

แค่เห็นขนาดที่เหลืออยู่ของโคนต้นก็เดาได้แล้วว่าขนาดเมื่อครั้งที่มันยังมีชีวิตอยู่จะมหึมาปานไหน

เวลานี้ ทั่วลำต้นของไม้ตายซากทั้งลำกลายเป็นสีดำตะโก ไม่มีวี่แววของชีวิตใดๆ เหลืออยู่

ในเวลานี้มีคนสูงวัยคนหนึ่งเดินเข้ามาหา เขากระแอมไอขณะเอ่ยขึ้น “ต้นไม้ต้นนี้โรยรามาสิบสี่ปีแล้ว” ชายสูงวัยเดินมาถึงตรงหน้าของหลินเฟิง สายตาคู่หนึ่งก็เริ่มมองเขาขึ้นๆ ลงๆ “ข้าน้อยเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านศิลา ไม่ทราบมีอะไรให้ข้าน้อยช่วยท่านนักพรตเต๋าหรือไม่?”

หลินเฟิงยิ้มบางร่างกายของเขาแผ่รัศมีความภาคภูมิใจ ฉายบรรยากาศไม่ฝักใฝ่ทางโลก บวกกับอาภรณ์สีขาวแขนเสื้อกว้าง รูปลักษณ์ของเขาช่างสมบูรณ์แบบนัก เขามีท่าทางเหมือนนักปราชญ์ที่อยู่เหนือโลกใบนี้

“ค้นพบเป้าหมาย เหมาะสมกับการเป็นศิษย์ของโฮสท์”

หลินเฟิงกำลังจะอ้าปากพูดเมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นกะทันหัน นี่แทบจะทำให้เขาสำลักน้ำลายตัวเองแล้ว

ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านศิลาจ้องมองหลินเฟิงด้วยความสงสัย แต่แล้วเขากลับสะดุ้งตัวสั่นขึ้นมาด้วยความตกใจ

สองตาของหลินเฟิงเขียวปั้ดขณะจ้องมองปากทางเข้าหมู่บ้านราวกับหมาป่าหิวโซตัวหนึ่ง

ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน, เด็กชายตัวน้อยน่ารักคนหนึ่งซึ่งมีผิวขาวราวกับหิมะกำลังดึงหางสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ตัวหนึ่งเอาไว้ เสียงของเขาสดใสไร้เดียงสา “เฮ่ๆ อย่าวิ่งสิ!”

เสียงของระบบดังไม่หยุดอยู่ในใจของหลินเฟิง “ระบบตรวจสอบความสามารถพิเศษประมวลผลข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลของเป้าหมายหมายเลขหนึ่งมีดังนี้”

“พื้นฐานร่างกาย - สิบ, สติปัญญา - แปด, ความมุ่งมั่น - แปด, โชคชะตา - แปด”

“สรุป: ความสามารถพิเศษของเป้าหมายสูงมาก แนะนำให้รับเขาเป็นศิษย์และสั่งสอนเขาอย่างใส่ใจ เขาจะต้องกลายเป็นกำลังหลักของพรรคได้อย่างแน่นอน”

หลินเฟิงไม่เห็นอะไรอีกแล้ว สองตาของเขากำลังจ้องมองตัวเลขสีแดงเข้มข้างหลังคำว่าพื้นฐานร่างกาย “สิบ”

จำนวนสูงสุดของระบบตรวจสอบความสามารถพิเศษนี้คือสิบ

พื้นฐานร่างกายเป็นปัจจัยของความสามารถพิเศษที่มีมาแต่กำเนิดของร่างกายชาวยุทธ์คนหนึ่ง พื้นฐานร่างกายเท่ากับสิบ นี่จะหมายความว่าอะไร?

ตัวอย่างเช่นหากคนอื่นกำลังวิ่งจากจุดเริ่มต้นจนจบซึ่งต้องวิ่งเป็นระยะทางหนึ่งร้อยเมตร ภายใต้เงื่อนไขที่จุดหมายปลายทางเดียวกัน จุดเริ่มต้นของเจ้าเด็กคนนี้อยู่ที่ระยะเก้าสิบเมตรแล้ว!

ไม่แปลกใจที่เขาสามารถเอาชนะเจ้าขยะไม่ได้เรื่องหลางเฟิงคนนั้นได้แม้อายุจะยังไม่ถึงสี่ขวบดี

เวลานี้เสี่ยวปู้เตี่ยนก็สังเกตเห็นหลินเฟิงแล้วเช่นกันและเขากำลังจ้องมองมาด้วยสีหน้าสับสน ดวงตากลมโตดำขลับคู่นั้นกระพริบปริบๆ ทำให้เขาแลดูเหมือนลูกหมาตัวน้อยน่ารักตัวหนึ่ง

หลินเฟิงเลียริมฝีปาก ไม่เพียงเจ้าเด็กน้อยคนนี้จะมีพื้นฐานร่างกายระดับท้าทายอำนาจสวรรค์ สติปัญญา ความมุ่งมั่นและโชคชะตาก็ล้วนเข้าถึงระดับสุดยอดอัจฉริยะ

หากรับเด็กแบบนี้เป็นศิษย์ จะมิกดดันเกินไปเสียหน่อยแล้วหรือ?

หลินเฟิงครุ่นคิดและบนใบหน้าของเขาก็ค่อยๆแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอบอุ่นราวกับแสงตะวัน

หากมีใครที่สนิทสนมคุ้นเคยกับหลินเฟิงในโลกก่อนมาเห็นเขาแสดงท่าทียิ้มแย้มแบบนี้ คนพวกนั้นคงต้องรีบหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ปกติแล้ว หากหลินเฟิงยิ้มออกมาแบบนี้ ก็แปลว่ากำลังจะมีใครบางคนถูกหลอกจนหมดตัวแล้ว

-----------------------------------------------------------------------------------

(๑) เป็น Memeประโยคหนึ่งที่กำลังแพร่หลาย แสดงถึงความโกรธเกรี้ยว




Create Date : 06 เมษายน 2561
Last Update : 6 เมษายน 2561 12:02:35 น.
Counter : 932 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นักผจญภัยมือใหม่
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 81 คน [?]



มันจะเป็นยังไง ถ้าเราทำต่อไปด้วยใจรัก...
New Comments