กรกฏาคม 2561

1
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
เจ้าสำนักหมายเลข ๑ ในประวัติศาสตร์: บทที่ ๑๑ อาจารย์ต้องน่าเชื่อถือ


History’s Number 1 Founder:chapter 11 Master is Strong

[史上第一祖师爷]

ผู้แต่ง 八月飞鹰

Fan's Translation for fans only. Do not use it forbusiness purpose. And please support the original work. This translation willend if the right is available in my country.

Smiley

เมื่อได้เลื่อนลำดับจากศิษย์อาวุโสที่สุดของพรรคลงเป็นศิษย์น้องเล็ก เสี่ยวปู้เตี่ยนยิ้มแย้มตลอดเวลาราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก

หลินเฟิงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเช่นกัน จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดีเสี่ยวปู้เตี่ยนทำเช่นนี้กลับเป็นการช่วยแก้ปัญหาให้แก่เขา

มิเช่นนั้นในอนาคตข้างหน้า หากเขารับศิษย์เพิ่มและพวกเขาได้รู้ว่าเหนือพวกตนขึ้นไปกลับเป็นศิษย์พี่ใหญ่อายุเพียงสี่ขวบผู้หนึ่งแต่ละคนคงต้องกังวลอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้ว

หลินเฟิงจ้องมองเสี่ยวปู้เตี่ยนพร้อมอมยิ้มและครุ่นคิด “เด็กดี! เจ้าช่างรู้จักคิดนัก อาจารย์จะดูแลเจ้าอย่างดีเชียว”

อันที่จริงไม่ว่าเสี่ยวปู้เตี่ยนจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่หรือศิษย์น้องเล็กก็ตามทีขณะนี้เขาก็เป็นศิษย์เพียงคนเดียวของหลินเฟิง และหลิงเฟิงก็เพิ่งได้ลิ้มรสประสบการณ์อันน่ายินดีจากการได้เป็นอาจารย์ของเขา

เพียงไม่นานหลังจากนั้นหลินเฟิงก็ต้องแอบหนักใจ เขาพบว่าความเข้าใจในการฝึกยุทธ์ของเสี่ยวปู้เตี่ยนนั้นลึกซึ้งสูงส่งนัก เขาสามารถมองเห็นว่าสิ่งต่างๆ จะสามารถพัฒนาไปได้อย่างไรจากนัยยะเล็กๆแม้เพียงชิ้นเดียวและยังสามารถอนุมานเรื่องราวมากมายได้จากข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว กระทั่งเคล็ดวิชาเต๋าระดับสูงเช่นวิชาเก้าสายฟ้าสวรรค์ก็ยังเรียนรู้ได้อย่างง่ายดายยิ่ง

เขาไม่ต้องพยายามมากมายก็สามารถเรียนรู้เคล็ดวิชามังกรเมฆาเร้นกายได้แล้ว

สติปัญญาระดับแปดของเสี่ยวปู้เตี่ยนดูไม่โดดเด่นนักเมื่อเทียบกับกระดูกธาตุเต๋าระดับสิบของเขา

ทว่าในความเป็นจริงเล่า? สติปัญญาระดับแปดนั้นถือเป็นหนึ่งในล้าน เขาก็แค่ เป็นซุปเปอร์อัจฉริยะเท่านั้นเอง

หลินเฟิงแทบไม่จำเป็นต้องแนะนำเขา การสอนเสี่ยวปู้เตี่ยนดูราวกับการยัดไส้เป็ดตัวหนึ่ง เขาแค่ต้องโยนทุกอย่างเข้าไปและเสี่ยวปู้เตี่ยนก็สามารถขบคิดได้ด้วยตนเอง

หลินเฟิงทอดถอนใจเกี่ยวแก่ความโดดเด่นของตัวเอกคนหนึ่งและรู้สึกว่าความกดดันนี้ช่างมากมายราวกับภูเขาลูกหนึ่งก็ไม่ปาน

เขาจำต้องเพิ่มพลังของตนอย่างรีบด่วน หากเรื่องราวลงเอยกลายเป็นว่าศิษย์แต่ละคนของเขาล้วนแข็งแกร่งกว่าเขาก็คงจะน่าอายเกินไปเสียหน่อยแล้ว

หลินเฟิงเข้าใจชัดแจ้งว่าสำหรับพระเอกเช่นเสี่ยวปู้เตี่ยนตรงหน้าเขาและเซียวเอี๋ยนแห่งเมืองอูโจวนั้น ชีวิตของพวกเขาล้วนถูกกำหนดให้อยู่บนเส้นทางแห่งความเป็นผู้แข็งแกร่ง เส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม

พวกเขาแต่ละคนล้วนเหมือนแม่เหล็กยักษ์ ดึงดูดศัตรูทุกจำพวก ทั้งพวกโหดเหี้ยม เจ้าเล่ห์ แข็งแกร่ง หรือชั่วร้าย จากทั่วทุกมุมโลกที่พร้อมจะบินเข้ามาหาพวกเขาราวกับแมงเม่าที่บินเข้ากองไฟ

แน่นอน หลังการต่อสู้สะเทือนฟ้าสะท้านดินยาวนานเป็นลูกโซ่เหล่านี้ผ่านพ้นไปได้แล้วเสี่ยวปู้เตี่ยนและพวกล้วนถูกกำหนดให้เป็นผู้ขีดเขียนตำนานของตน ปัญหาก็คือ แล้วหลินเฟิงจะเล่นบทเป็นตัวอะไรในเรื่องราวของพวกเขา?

มองจากสถานการณ์ในเวลานี้เขาคงเป็นได้เพียงที่ปรึกษาคนหนึ่งของก้าวย่างแรก

และปรกติแล้วที่ปรึกษาในก้าวย่างแรกก็มักจะมีจุดจบแค่สองอย่าง

หนึ่ง พวกเขาจะเป็นคนสำคัญผู้หนึ่งหรือกระทั่งเสาหลักที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจให้แก่พระเอก ทว่าพวกเขามักต้องตายและจุดประกายให้แก่ศักยภาพของพระเอก ช่วยให้พวกเขาพลิกฟ้าพลิกสวรรค์ได้

ปู่เฒ่าทั้งหลายมิใช่ผู้มีทุกอย่าง ตรงกันข้าม ปู่เฒ่าทั้งหลายมักต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่พึงปรารถนาซึ่งอาจจะได้พบกับพระเอกในขณะที่เขายังคงอ่อนแอและไร้ความหมาย ต่อให้ปู่เฒ่าไม่ตาย พวกเขาก็อาจจะต้องถูกศัตรูของพระเอกจับตัวไปเพื่อใช้เป็นเบี้ยต่อรอง พวกเขาจะถูกทรมานและล่ามโซ่เอาไว้ขณะรอคอยให้พระเอกไปช่วย

สอง พวกเขาจะได้บทเป็นผู้ชี้นำ นำพาพระเอกเข้าสู่เส้นทางแห่งความเป็นผู้แข็งแกร่ง หลังจากนั้นก็จะมีอาจารย์ที่สูงส่งกว่าหรือพรรคที่ใหญ่กว่ามารับช่วงดูแลพระเอกต่อไป

อย่างแรกเป็นเหมือนกระสุนดินดำ อย่างที่สองเป็นแค่ผู้เห็นเหตุการณ์

เห็นได้ชัดหลินเฟิงย่อมไม่ยอมรับทั้งสองอย่าง

จึงมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่จะหลีกเลี่ยงจากเหตุการณ์ทั้งสองอย่างนี้ได้ และก็คือเขาต้องแข็งแกร่งขึ้น

แม้พวกเขากำลังรีบรุดเดินทางไปยังเมืองอูโจว หลินเฟิงฉวยทุกๆขณะที่เป็นไปได้ในการฝึกยุทธ์และเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตนเอง

หยกจันทราสายฟ้าสวรรค์เป็นสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่หลินเฟิงมีอยู่ในขณะนี้ เขาดูดซับพลังงานสายฟ้าบริสุทธิ์ภายในนั้น อัตราเร็วในการฝึกยุทธ์ของหลินเฟิงจึงรวดเร็วขึ้นหลายเท่า

หากเขาไม่จำเป็นต้องใช้หยกจันทราสายฟ้าสวรรค์เป็นแหล่งจ่ายพลังงานให้แก่กระบี่แสงเหนือแล้วล่ะก็ หลินเฟิงคงดูดซับมันจนหมดสิ้นแล้ว

เสี่ยวปู้เตี่ยนก็ตั้งใจฝึกยุทธ์อย่างขะมักเขม้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างการฝึกของเขา เสี่ยวปู้เตี่ยนก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา

หลินเฟิงจ้องมองใบหน้าแดงเรื่อของเสี่ยวปู้เตี่ยนและอดที่จะงงงวยเล็กน้อยไม่ได้ “เจ้าแน่ใจหรือ?”

เสี่ยวปู้เตี่ยนก้มศีรษะลงด้วยความเอียงอาย “ไอ้หยา... ไม่ใช่ว่าข้าจำเป็นต้องดื่มมัน ข้าก็แค่ชอบดื่ม เหมือน... เหมือนที่ท่านปู่ชอบดื่มเหล้า!”

ราวกับว่าเขาได้เจอเหตุผลที่ดี เสี่ยวปู้เตี่ยนพลันเริ่มกระตือรือร้นและจ้องมองหลินเฟิงอย่างคาดหวังด้วยดวงตาดำขลับเป็นประกายคู่หนึ่ง

ทว่าหลินเฟิงกลับกำลังปวดหัวตุบๆแล้ว เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าพระเอกคนหนึ่งเช่นเสี่ยวปู้เตี่ยนกลับยังไม่สามารถหย่านมได้ทั้งๆ ที่อายุสามขวบครึ่งแล้ว

หลังจากที่หวนระลึกได้ว่าผู้ใหญ่บางคนบนโลกก็ยังคงดื่มนม หลินเฟิงจึงค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง “ก็ได้ การดื่มนมก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย”

ความยากในการล่าสัตว์ก็เพิ่มสูงขึ้นในพริบตา เวลานี้หลินเฟิงจะต้องหาสัตว์ที่กำลังมีน้ำนมและก็จะต้องจับมาเป็นๆ

หลังค้นหาอยู่หลายวัน ในที่สุดหลินเฟิงก็จับได้เสือดาวสีทองห้ากรงเล็บมาตัวหนึ่ง

มันเป็นสัตว์สายพันธุ์ผิดปกติ มันมีอุ้งเท้าพิเศษงอกเพิ่มขึ้นมาอยู่ใต้ท้อง ซึ่งช่วยให้มันวิ่งได้รวดเร็วราวกับสายลมและสามารถปีนผาได้อย่างง่ายดายราวกับกำลังเดินอยู่บนพื้นดินทีเดียว มันยังสามารถพ่นไฟและสายฟ้าออกมาทางปากได้อีกด้วย

หากจะฆ่าแม่เสือดาวตัวนี้ย่อมไม่เป็นการยากสำหรับหลินเฟิง แต่การจะปราบและทำให้มันยอมให้น้ำนมแก่เสี่ยวปู้เตี่ยนนั้นจำต้องใช้ฝีมือมากมายเลยทีเดียว

ในตอนท้ายหลินเฟิงเหน็ดเหนื่อยและตัดสินใจจับลูกของมันเป็นตัวประกันตรงๆ ภายใต้การข่มขู่ชั่วร้ายของหลินเฟิงแม่เสือดาวจึงยอมจำนนแต่โดยดี

และด้วยเหตุนี้หลินเฟิงและเสี่ยวปู้เตี่ยนจึงได้ประโยชน์เพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ขณะเดินทาง พวกเขานั่งอยู่บนหลังของนางเสือดาวสีทองห้ากรงเล็บ ขณะพักผ่อน เสี่ยวปู้เตี่ยนก็จะมุดลงไปดูดนมใต้ท้องของนางเสือดาวได้จนฉ่ำใจ

ผ่านไปสอง-สามวันในที่สุดจึงปล่อยนางเสือดาวไป มิใช่เป็นเพราะว่าหลินเฟิงมีใจเมตตา แต่ที่แท้กลับเป็นเพราะเสี่ยวปู้เตี่ยนอยากเปลี่ยนรสชาด

เสี่ยวปู้เตี่ยนพูดจาอย่างมีเหตุมีผล“น้ำนมจากสัตว์สักร้อยชนิดย่อมอร่อยที่สุด ดีกว่าน้ำนมจากสัตว์ตัวเดียว”

หลินเฟิงเขกศีรษะเขาทีหนึ่ง “เจ้าเด็กแสบ ปากของเจ้าไม่เพียงตะกละตะกลาม ทั้งยังจู้จี้อีกด้วย เวลานี้ไม่มีน้ำนมจากสัตว์ถึงร้อยชนิดให้เจ้าหรอก พวกเราจะสลับไปทีละอย่างๆ” หลินเฟิงได้แต่ทอดถอนใจ ไม่เพียงเขาต้องเป็นอาจารย์ ทั้งยังต้องกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็กอีกด้วย

อาจารย์และศิษย์สองคนเดินทางข้ามเขาและเพียงไม่นานก็ใกล้หลุดออกจากเทือกเขาเหล่านั้นแล้ว เมืองอูโจวตั้งอยู่ใกล้เทือกเขา

กว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมาหลินเฟิงพัฒนาจากผู้ฝึกชี่ระดับสี่จนถึงขั้นสูงสุดของระดับหกด้วยความช่วยเหลือของหยกจันทราสายฟ้าสวรรค์ เวลานี้เขาสามารถรับมือกับพวกผู้ฝึกชี่ระดับเจ็ดได้แล้ว

เมื่อเทียบกัน เสี่ยวปู้เตี่ยนพัฒนาจากผู้ฝึกชี่ระดับสองเป็นผู้ฝึกชี่ระดับสี่

หลินเฟิงค่อนข้างพูดไม่ออก “นี่ขนาดข้าใช้หยกจันทราสายฟ้าสวรรค์เป็นตัวช่วยแล้วนะ ให้ตายเถอะ...”

“พวกเรามาถึงแนวชายป่าแล้ว อีกไม่กี่วันข้างหน้า เราอาจจะพ้นจากภูเขาลูกนี้ไปได้” หลินเฟิงรวบรวมความคิดและเริ่มค่อยๆจดจ่ออยู่กับการฝึกชี่ “ข้าจะทะลวงเข้าสู่ระดับเจ็ดก่อนที่พวกเราจะออกจากป่า”

หลินเฟิงฝึกเดินลมปราณเงียบๆ ตั้งใจดึงพลังงานจากโลกภายนอกเข้าสู่ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

พลังงานที่กักเก็บอยู่ในจุดตันเถียนของเขาถูกกลั่นจนบริสุทธิ์อย่างสม่ำเสมอ จากนั้นจึงไหลเวียนเข้าไปในเส้นเลือดทั่วร่างกาย หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและปรับเปลี่ยนร่างกายของเขา

หลังจากที่เดินลมปราณตลอดทั่วร่างผ่านครบสามสิบหกรอบสองตาของหลินเฟิงก็พลันลืมขึ้นมา พลังงานทั้งหมดรวมตัวเข้าด้วยกันและพุ่งตรงขึ้นสู่จุดประสาทจุดที่เจ็ดภายใต้การขับเคลื่อนของพลังปราณจากหกจุดแรก

เวลาผ่านไปหลินเฟิงเริ่มรู้สึกหมดเรี่ยวแรงทว่าจุดประสาทที่เจ็ดก็ยังไม่มีวี่แววเคลื่อนไหวอันใด ถือเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง นี่หมายความว่าความพยายามของหลินเฟิงอาจจะต้องลงเอยด้วยความล้มเหลว

หากเขาล้มเหลวเขาต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่การรวบรวมพลังปราณเพื่อทะลวงจุดประสาทจุดที่เจ็ดของตน...

“สำเร็จหรือล้มเหลว! ได้เวลาลองดูแล้ว!” เหงื่อบางๆ ชั้นหนึ่งเปียกโชกอยู่บนศีรษะของเขา ทว่าสีหน้าของหลินเฟิงกลับเปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว จิตของเขาเชื่อมกับหยกจันทราสายฟ้าสวรรค์และเขาดูดซับพลังงานสายฟ้าจากมันเพื่อทะลวงเข้าใส่จุดประสาทที่เจ็ด

หลินเฟิงไม่กล้าใช้วิธีรุนแรง ตรงกันข้ามเขาเปลี่ยนพลังปราณและพลังงานภายในร่างกายให้มีรูปร่างเหมือนก้นหอย

พลังงานรูปทรงเกลียวทำหน้าที่เป็นกำลังหลักเข้าจู่โจมซึ่งๆหน้า ในเวลาเดียวกัน หลินเฟิงค่อยๆดึงเศษพลังงานบางเบากลุ่มหนึ่งออกมาและใช้มันค่อยๆเข้านวดเฟ้นจุดประสาทที่เจ็ดจากด้านข้าง การนวดเฟ้นเช่นนี้ทำให้จุดประสาทนั้นค่อยๆ คลายตัวลง

ภายใต้การจู่โจมจากทั้งด้านหน้าและด้านข้างอย่างพร้อมเพรียงกันในที่สุดก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นบนจุดประสาทที่เจ็ดอย่างหนึ่ง ทันเวลาก่อนที่หลินเฟิงจะหมดแรงพอดี!

ม่านกั้นไร้รูปลักษณ์ซึ่งกีดขวางการไหลเวียนของพลังปราณนั้นพังทลายลง พลังงานภายในร่างกายของหลินเฟิงพุ่งทะยานลงไปเข้าสู่จุดประสาทที่เจ็ด

พลังงานมากมายกลุ่มหนึ่งโคจรอยู่ในจุดประสาทราวกับเป็นฝุ่นดาวในจักรวาลที่กำลังโคจรอย่างต่อเนื่องไป ที่ตรงนี้ พลังงานกำลังถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังปราณของหลินเฟิงอย่างต่อเนื่อง

ผู้ฝึกชี่ระดับเจ็ด สำเร็จ

ใบหน้าของหลินเฟิงเผยอยิ้ม เขาผ่อนลมหายใจยาวและขับไล่อากาศที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายออกจากร่างกาย

หลังจากหายใจเข้าออกเพื่อบำรุงจุดที่เพิ่งเปิดใหม่อีกพักหนึ่งหลินเฟิงจึงลุกขึ้นยืนและยืดตัวตรง “ครั้งนี้ไม่ง่ายเลย! เฮะๆ แต่อย่างน้อยข้าก็ทำสำเร็จ”

ขณะที่หลินเฟิงกำลังชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของตนเขาพบว่าเสี่ยวปู้เตี่ยนหายตัวไป

เขาได้แต่ทอดถอนใจ เสี่ยวปู้เตี่ยนเพิ่งจะอายุยังไม่ถึงสี่ขวบเต็มและเป็นเด็กที่ซุกซนนัก เขามักจะกระโดดโลดเต้นไปทั่วและไม่ยอมอยู่นิ่งๆแม้สักนาทีเดียว ใครจะรู้ว่าเขากำลังไปก่อเรื่องอะไรบ้าง

หลังจากที่เสี่ยวปู้เตี่ยนได้เรียนรู้เคล็ดวิชามังกรเมฆาเร้นกายจนชำนาญนกทุกตัวและสัตว์ในป่าต่างก็ต้องพานพบกับหายนะ

ขณะที่หลินเฟิงกำลังทะลวงจุดประสาทที่เจ็ดของตนเสี่ยวปู้เตี่ยนกำลังสนใจนกกระจอกสีเหลืองสวยงามตัวหนึ่ง

เสี่ยวปู้เตี่ยนไล่ตามนกกระจอกสีเหลืองตัวนั้นเข้าไปในป่าลึก นกกระจอกสีเหลืองตัวไม่ใหญ่ทว่ามันเป็นสายพันธุ์พิเศษ มันบินได้เร็วราวกับฟ้าแลบ ผู้ฝึกชี่ระดับสี่เช่นเสี่ยวปู้เตี่ยนกระโจนใส่มันอยู่สอง-สามหนทว่าก็ยังไม่สามารถคว้าจับมันไว้ได้

เสี่ยวปู้เตี่ยนไม่ยอมแพ้และครุ่นคิดถึงคำสอนของหลินเฟิง “ความชะล่าใจและความใจร้อนล้วนไร้ประโยชน์ รู้จักพิจารณาเป้าหมายอย่างใส่ใจและเจ้าย่อมจะจับมันได้”

เสี่ยวปู้เตี่ยนไม่กระโจนเข้าใส่อย่างมั่วซั่วอีกต่อไป เขาอดทนเฝ้าสังเกตรูปแบบการบินของนกกระจอกสีเหลืองตัวนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งเสี่ยวปู้เตี่ยนจึงพลันกระโดดขึ้นไป ด้วยพลังปราณของผู้ฝึกชี่ระดับสี่ที่แผ่พุ่งอยู่ในร่างกายเสี่ยวปู้เตี่ยนพลันพุ่งไปถึงข้างหน้าของนกสีเหลืองตัวนั้นในพริบตา

สายเกินไปสำหรับนกกระจอกสีเหลืองตัวนั้นที่จะหนีไปได้ มันถูกเสี่ยวปู้เตี่ยนคว้าจับเอาไว้ได้แล้ว

เสี่ยวปู้เตี่ยนหัวเราะอย่างสุขใจขณะเขย่าขนของเจ้านกกระจอกสีเหลือง เขากำลังเล่นหัวอยู่อย่างสนุกสนานพลันก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาหันศีรษะไป มองเห็นเด็กหนุ่มในชุดสีแดงผู้หนึ่งกำลังจ้องมองมาทางเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง




Create Date : 02 กรกฎาคม 2561
Last Update : 2 กรกฎาคม 2561 15:47:19 น.
Counter : 310 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นักผจญภัยมือใหม่
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 81 คน [?]



มันจะเป็นยังไง ถ้าเราทำต่อไปด้วยใจรัก...
New Comments