มิถุนายน 2561

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
28
29
 
All Blog
เจ้าสำนักหมายเลข ๑ ในประวัติศาสตร์: บทที่ ๓ ศัตรูจู่โจม


History’s Number 1 Founder:chapter 3 Enemy Attack!

[史上第一祖师爷]

ผู้แต่ง 八月飞鹰

Fan's Translation for fans only. Do not use it forbusiness purpose. And please support the original work. This translation willend if the right is available in my country.

Smiley

(ชื่อตอนภาษาอังกฤษตอนนี้นึกถึงเกมส์เก่าๆเกมส์นึงเลย พอศัตรูบุกก็จะมีเสียงร้อง EnemyAttack!)

Smiley

หลินเฟิงวิ่งเต็มฝีเท้าขึ้นเขาไปอย่างบ้าคลั่ง ใช้ความเร็วสูงสุดเพื่อมุ่งหน้าไปให้ถึงบริเวณที่เกิดแสงสีม่วง

แสงสีม่วงนั้นกระจายตัวออกมาจากหินสีเทาหม่นก้อนหนึ่งที่ยื่นออกไปทางหน้าผา แสงนั้นกระพริบเป็นจังหวะๆ ราวกับลมหายใจของมนุษย์ก็ไม่ปาน

แต่ละครั้งที่แสงสีม่วงสว่างวาบออกมา มันก็ปลดปล่อยเสียงครืนๆ ราวกับฟ้าร้องออกมาด้วย

หลินเฟิงสำรวจหาการดักซุ่มโจมตีรอบด้าน

“โชคดีหน่อย ดูเหมือนข้าจะเป็นคนแรกที่มาถึง”

หลินเฟิงรีบปีนขึ้นไปบนหน้าผา มือข้างหนึ่งคว้าหินก้อนนั้นไว้แน่นในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งโคจรลมปราณของตนและกระแทกเข้าใส่หินที่ยื่นออกมานั้น

ก้อนหินขาดออกจากกันและร่วงลงไปใต้ผา หลินเฟิงรีบลงจากหน้าผาไปและเจอหินก้อนนั้น แม้ว่ามันจะแตกขาดจากหน้าผาแล้ว หินก้อนนี้ก็ยังส่องแสงสีม่วงออกมาราวกับมีชีวิต ปลดปล่อยเสียงกึกก้องราวกับฟ้าผ่า

หลินเฟิงกระแทกก้อนหินให้แตกออก เผยให้เห็นสิ่งล้ำค่าที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน มันเป็นผลึกสีม่วงขนาดราวลูกฟุตบอล ส่งเสียงคำรามราวฟ้าผ่าดังออกมา

ผิวของผลึกสีม่วงนี้ไม่เรียบ ขรุขระและหยาบนัก

หลังจากที่สังเกตดูอย่างใกล้ชิด หลินเฟิงพบว่าผลึกแก้วสีม่วงนี้ยังไม่ใช่ร่างที่แท้จริงของสิ่งล้ำค่า มันเป็นเหมือนหินหยกที่ห่อหุ้มเป็นผิวหินเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง

ครืน!!

หลินเฟิงรู้สึกว่าตัวเองถูกดูดเข้าไปในโลกสายฟ้า มองไปรอบด้าน เขาเห็นสายฟ้าแลบฟ้าร้องนับไม่ถ้วน

ความรู้สึกหวาดกลัวไร้ที่สิ้นสุดอย่างหนึ่งและอำนาจสูงส่งอย่างหนึ่งถาโถมใส่เขา

ฟ้าผ่ารุนแรง - ทัณฑ์สวรรค์ และสายฟ้าดุร้าย หายนะก่อนยุคประวัติศาสตร์ เหล่านี้เขย่าจิตวิญญาณของหลินเฟิง อย่างไรก็ตาม เขายังคงรู้สึกถึงจิตวิญญาณของตนที่กำลังเร่งรุดไปข้างหน้าจนสุดตัว

รู้สึกราวกับแรงกดดันมหาศาลใต้ภูเขายักษ์ลูกหนึ่ง รู้สึกราวกับว่าภูเขาไท่ซันกำลังบดขยี้จิตวิญญาณของเขาจนเป็นผุยผง

หลินเฟิงตกตะลึง เคล็ดเก้าสายฟ้าสวรรค์ถูกกระตุ้นขึ้นมาอัตโนมัติ มิใช่การขัดขืน มิใช่การกลมกลืม ทว่าเป็นการควบคุม

ข้าเป็นเจ้าแห่งสายฟ้า ควบคุมสายฟ้าสวรรค์

รู้สึกราวกับเพิ่งพริบตาเดียว แต่ก็รู้สึกราวกับว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเมื่อหลินเฟิงกลับรู้สึกตัวขึ้นมาในที่สุด มองดูผลึกสีม่วงในมือ มันแตกออกเป็นสองเสี่ยงแล้ว เผยให้เห็นวัตถุสีทองทรงกลมตรงใจกลาง

เสียงฟ้าผ่าและแสงสายฟ้าหายไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่เป็นเพียงลูกบอลกลมขนาดเท่าหมัดลุ่นๆ ที่กำลังส่องแสงเรืองรองออกมา มันดูสงบ แต่หลินเฟิงรับรู้ได้ถึงพลังงานสายฟ้าน่าสะพรึงกลัวที่ซุกซ่อนอยู่ภายในลูกบอลนั้น

หากพลังงานทั้งหมดระเบิดตัวออกมา นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนภูเขาทั้งลูกที่หลินเฟิงอยู่ในขณะนี้ให้กลายเป็นปล่องภูเขาไฟลูกหนึ่งแล้ว

ในระบบแลกเปลี่ยนมีของที่เหมือนกันกับสิ่งนี้อยู่ชิ้นหนึ่ง มันมีชื่อว่าหยกจันทราสายฟ้าสวรรค์และต้องใช้แต้มถึงสองพันแต้มเพื่อแลกมัน ตามคำอธิบายของระบบ ของชิ้นนี้หายากมาก หินก้อนเดิมที่ถูกสายฟ้าฟาดใส่นับพันครั้งและมีโอกาสเพียงหนึ่งในร้อยที่จะถือกำเนิดขึ้นมาได้สำเร็จ มันบรรจุเต็มไปด้วยพลังงานสายฟ้าเข้มข้นและเป็นวัตถุประเมินค่ามิได้สำหรับชาวยุทธ์ที่ฝึกวิชาเต๋าจำพวกสายฟ้า

หลินเฟิงยิ้มจนสองตาหยีไปหมดและเขาครุ่นคิดอย่างน่าไม่อายว่า “ศิษย์รักของข้า ถือเสียว่านี่เป็นของกำนัลค่าเข้าเรียนที่มอบให้ข้าละกันนะ อย่าห่วงเลย อาจารย์จะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”

เสียงดังแว่วๆ มาจากป่าบริเวณตีนเขา หลินเฟิงรีบเก็บหยกจันทราสายฟ้าสวรรค์และมองลงไป เขาเห็นว่าบริเวณสองฟากไหล่เขานั้นมีคนสองกลุ่มกำลังเร่งรุดขึ้นมา

ในคนสองกลุ่มนี้ เสี่ยวปู้เตี่ยนนำหน้าคนกลุ่มหนึ่งอยู่ เขาดูขาวและน่ารักราวกับตุ๊กตาเคลือบตัวเล็กๆ แต่เวลานี้กลับดูคล่องแคล่วราวกับสัตว์ตัวเล็กในป่า รุดหน้าเข้าสู่ป่าลึกอย่างรวดเร็ว

ก่อนหน้านี้เสี่ยวปู้เตี่ยนไม่ได้แสดงพลังของตน ดังนั้นหลินเฟิงจึงเพิ่งค้นพบว่าเด็กอายุยังไม่ถึงสี่ขวบดีผู้นี้กลับมีชี่ระดับฝึกตนขั้นสอง

หลินเฟิงถูจมูกตนตามความเคยชิน รู้สึกราวกับถูกภูเขาลูกหนึ่งกดทับอยู่

“ผู้ใหญ่บ้านเฒ่านั่นเป็นคนบ้าหรือไง? สอนเด็กตัวเล็กเพียงแค่นี้ให้ฝึกเคล็ดวิชาเต๋า”

อีกกลุ่มหนึ่งเป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านหมาป่า

หลินเฟิงคำนวณความเร็วของทั้งสองฝ่าย เมื่อยืนยันได้ว่าเสี่ยวปู้เตี่ยนและพวกคงมาถึงก่อน เขาจึงล้วงเปลือกหินที่เหลืออยู่หลังจากแกะหยกจันทราสายฟ้าสวรรค์ออกมาแล้วและทิ้งมันไว้บริเวณนั้น และจึงรีบหลบฉากไป

แม้หยกจันทราสายฟ้าสวรรค์ถูกแกะออกไปแล้ว เปลือกสีม่วงที่แตกออกเป็นสองเสี่ยงก็ยังซุกซ่อนพลังงานมากมายเอาไว้เพราะถูกฟูมฟักอยู่กับหยกจันทรามาเป็นเวลานานแล้ว จึงยังนับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าหายากอยู่

ท้องฟ้ามึดครึ้มด้วยเมฆทมึฬ เสียงฟ้าร้องดังก้องขึ้น หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พึมพำกับตัวเอง “พายุกำลังจะมา...”

ชั่วขณะที่หลินเฟิงกำลังคะเนเหตุการณ์ เสี่ยวปู้เตี่ยนและพวกเป็นฝ่ายแรกที่ไปถึงและเก็บเปลือกหินได้ แม้สมบัติที่แท้จริงจะถูกผู้อื่นช่วงชิงไปแล้ว อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้กลับไปมือเปล่า ทั้งคณะพากันกลับไปที่หมู่บ้านอย่างสุขใจ

อีกด้านหนึ่ง ชาวหมู่บ้านหมาป่าพากันหดหู่ใจ เนื้อไม่ได้กิน กระทั่งน้ำแกงก็ไม่ได้ซด ต้องกลับไปมือเปล่า ปกติแล้วพวกเขาย่อมไม่รู้ว่าหยกจันทราสายฟ้าสวรรค์ตกไปอยู่ในมือของหลินเฟิงแล้ว พวกเขาคิดว่าชาวหมู่บ้านศิลามาถึงที่นี่เป็นพวกแรก

ความเกลียดชังชุดใหม่ผสมผเสกับความเจ็บใจชุดเก่า และชาวหมู่บ้านหมาป่าก็พลันระเบิดอารมณ์ขึ้นมา ไล่ตามหลังเสี่ยวปู้เตี่ยนและพวกไปพร้อมด้วยดวงตาแดงก่ำ

ในเวลานี้ให้บังเอิญอย่างยิ่งที่หลินเฟิงบั๊มชนเข้ากับชาวหมู่บ้านหมาป่าคนหนึ่ง ปู่ของหลางเฟิง หลางหลี่ชิงชำเลืองมองหลินเฟิงด้วยสีหน้าดำคล้ำ “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

หลินเฟิงพูดด้วยสีหน้าเขินอาย “ข้าคิดอยากขึ้นเขามาหาความรู้เพิ่มเติม แต่ข้าดันหลงทาง” หลางหลี่ชิงโบกมืออย่างหงุดหงิดและไม่สนใจหลินเฟิงอีก นำพาพวกชาวบ้านไล่ตามต่อไป

หลินเฟิงตระหนักถึงฐานะของตนและติดตามอยู่ด้านหลังกลุ่ม ปิดซ่อนพลังเอาไว้และแสร้งเดินกะปวกกะเปียกตามไป ดูราวกับจะหลุดออกจากกลุ่มได้ทุกขณะ

“สองคนนั้น...” หลินเฟิงทำสีหน้าวิตกกังวลใจทว่ากลับลอบสังเกตคณะอยู่ตลอดเวลา เขาพบเห็นชายวัยกลางคนสองคนในกลุ่มที่ไม่เคยเห็นหน้าในหมู่บ้านหมาป่ามาก่อนอย่างรวดเร็ว

เครื่องแต่งกายของสองคนนั้นพิเศษนัก ดูแตกต่างจากชาวบ้านในป่าเขา

ริมฝีปากของคนทั้งสองขยับเล็กน้อย กระนั้นพวกเขาไม่ส่งเสียงอะไร เมื่อชำเลืองมองคราวหนึ่ง หลินเฟิงหลุบเปลือกตาลงราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ

ที่แท้สองคนนี้เป็นชาวยุทธ์ คนหนึ่งมีชี่ระดับฝึกตนขั้นสาม อีกคนหนึ่งเท่าหลินเฟิง ชี่ระดับฝึกตนขั้นสี่

พวกเขาใช้พลังปราณห่อหุ้มเสียงของตนเอาไว้ คนทั่วไปจึงไม่อาจได้ยินคำสนทนาของพวกเขาได้ ทว่าหลินเฟิงกลับสามารถได้ยินอย่างชัดเจน

“เฒ่าเฉิน คนผู้นั้นหายตัวไปเมื่อสามปีก่อน เด็กคนนั้นก็ไม่ได้อยู่ข้างกายคนผู้นั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าในเวลานั้นเขาถูกเอามาเลี้ยงในหมู่บ้านเล็กๆกลางป่ากลางเขาแบบนี้?”

ชายวัยกลางคน, เฒ่าเฉินครุ่นคิดและเอ่ย “อายุก็ใกล้เคียงกัน แต่ทว่าเจ้าเจ็ด เด็กคนนั้นน่าจะพิการไปแล้วนี่ เขาไม่น่าจะมีชีวิตอยู่มาถึงตอนนี้ได้”

เจ้าเจ็ดกล่าว “เวลานี้พวกเราตามรอยมาถึงหมู่บ้านศิลาเพื่อตรวจสอบเรื่องราว หากเรายืนยันได้ว่าเป็นเด็กคนนั้นจริงๆ เช่นนั้นพวกเราก็ควรจะกำจัดเขาซะ จะได้จบสิ้นเรื่องราว ปล่อยเขาเอาไว้ก็รังแต่จะเป็นภัยต่อนายน้อยในท้ายที่สุด”

เฒ่าเฉินครุ่นคิดเล็กน้อยและพลันพยักหน้า “พวกเราไม่อาจลงมือเองได้ หากเราทิ้งร่อยรอยเอาไว้ คนของตระกูลสือที่เวทนาเด็กคนนั้นก็อาจจะหาเรื่องเราได้ แม้คนเหล่านั้นอยากให้เด็กนั่นตาย พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องสนับสนุนเรา พวกเราก็อาจจะต้องกลายเป็นผู้รับเคราะห์แทนพวกเขาอีกด้วย”

เจ้าเจ็ดชำเลืองมองหลางหลี่ชิงพร้อมกับหัวเราะเจ้าเล่ห์ “ไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไปนัก พวกเรามิใช่มีแพะรับบาปชั้นเยี่ยมอยู่ตรงหน้าแล้วหรอกหรือ?”

ครั้นกล่าวจบ ทั้งสองก็เริ่มหัวเราะร่า “เป็นแพะรับบาปของตระกูลอวี๋ได้ ก็นับว่าเป็นวาสนาของพวกมันแล้ว”

หลินเฟิงแอบถอนหายใจ หัวหน้าหมู่บ้านศิลารักษาคำสัตย์ของตนและเพียรพยายามอย่างหนักเพื่อปิดบังฐานะของเสี่ยวปู้เตี่ยน แต่เขาไม่รู้ว่าที่อยู่ของเสี่ยวปู้เตี่ยนกลับถูกแพร่งพรายแล้ว

อย่างไรก็ตาม สองคนนี้ช่างมาได้เวลาเหมาะนัก ขณะจ้องมองแผ่นหลังของคนทั้งสอง รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเฟิงก็เริ่มเจิดจ้าขึ้นมาแล้ว

การเลือกตัวประกอบก็ต้องพิถีพิถันเช่นกัน ก่อนหน้านี้หลินเฟิงกังวลว่าพลังของฝ่ายตรงข้ามจะอ่อนด้อยเกินไป ผู้เฒ่ากับเสี่ยวปู้เตี่ยนต่างเป็นนักยุทธ์ที่แข็งแกร่ง นักสู้ธรรมดาของหมู่บ้านหมาป่าเหล่านี้ก็แค่เพิ่มแต้มประสบการณ์ให้แก่เสี่ยวปู้เตี่ยนฟรีๆ

แน่นอน หากกำลังของคู่ต่อสู้สูงเกินไปก็คงยิ่งเป็นปัญหาเข้าไปใหญ่ อย่างแรก ย่อมเป็นการยากที่จะรับประกันความปลอดภัยของเสี่ยวปู้เตี่ยน อย่างที่สอง หลินเฟิงเป็นเพียงนักยุทธ์ระดับฝึกตนขั้นที่สี่ เขาคงต้องกลายเป็นตัวตลกแน่หากปะทะกับคู่ต่อสู้ที่เขาไม่อาจรับมือได้

อย่างไรก็ตาม นักยุทธ์ตระกูลอวี๋ทั้งสองนี้ช่างเหมาะเจาะพอดี

ขณะที่เขาจมอยู่กับความคิดของตน เจ้าอ้วนน้อยที่อยู่ข้างๆพูดขึ้นอย่างขุ่นเคืองใจ “เปิดตาของเจ้าเอาไว้ เมื่อพวกเราไปถึงที่นั่น อย่าได้สร้างปัญหาให้กับพวกเราล่ะ ไม่เช่นนั้นข้าจะควักไส้เจ้าออกมาซะเลย!”

หลินเฟิงยิ้มแฉ่ง ไม่เอ่ยอะไรตอบ เวลานี้เขากำลังเฝ้ารอโชว์ชุดสำคัญเริ่มแสดง

ชาวหมู่บ้านศิลารีบรุดไล่ตามเสี่ยวปู้เตี่ยนและพวกไปจนทัน ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือด หมู่บ้านหมาป่ามีจำนวนคนมากกว่าและพวกเขาทุกคนก็โหดเหี้ยมมาก แต่พวกเขาไม่อาจต่อกรกับผู้เฒ่าและเสี่ยวปู้เตี่ยนทั้งสองซึ่งเป็นนักยุทธ์ได้

โดยเฉพาะเสี่ยวปู้เตี่ยน แม้เขายังไม่มีประสบการณ์และไม่โหดเหี้ยมเมื่อยามโจมตี แต่พลังของเขาอย่างเดียวก็เกินพอที่จะขยี้นักสู้ธรรมดาพวกนี้ได้แล้ว ราวกับลูกสัตว์ดึกดำบรรพ์, เขาตะลุยชาวหมู่บ้านหมาป่าอย่างเต็มที่

ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะได้ทันประมือกัน หลินเฟิงหมุนตัวและวิ่งออกไปจากสายตาของทุกคนด้วยท่าทางราวกับกระต่ายเสียขวัญ เป็นเหตุให้เจ้าอ้วนน้อยสบถออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว “ไอ้ขี้ขลาด!”

หลินเฟิงหัวเราะในใจ แน่นอนว่าเขาต้องวิ่งหนีไปให้เร็ว หากถูกเสี่ยวปู้เตี่ยนและพวกพบเห็นเขาอยู่กับชาวหมู่บ้านหมาป่าคงไม่ดีแน่?

หลินเฟิงหาที่ซ่อนตัว สายตาจ้องมองชาวยุทธ์แซ่อวี๋สองคนนั้นเขม็ง เขาเห็นชายวัยกลางคนเฒ่าเฉินผู้นั้นหยิบขลุ่ยกระดูกเลาหนึ่งออกมาอย่างไม่เร่งรีบและเริ่มบรรเลงมัน เสียงขลุ่ยไม่น่าฟังเอาเสียเลย มันเหมือนเสียงกรีดร้องแหบพร่าและโหยหวนนัก

เวลาถัดมา สัตว์ป่ากลุ่มใหญ่กระโจนออกมาจากป่า ช้างเกราะเหล็กขนาดเท่าภูเขาย่อมๆลูกหนึ่ง เสือยูนิคอนสีดำพร้อมนอบนหัว หมีไฟที่ร่างกายเต็มไปด้วยขนสีแดงเพลิง...

สัตว์ทุกตัวดุร้ายก้าวร้าวกว่าสัตว์ป่าธรรมดาทั่วไป มีแต่พรานล่าสัตว์ที่กล้าหาญที่สุดและเปี่ยมด้วยประสบการณ์ที่สุดเท่านั้นจึงกล้าล่าสัตว์เหล่านี้ได้ กระนั้นแม้เตรียมตัวมาอย่างดีก็ยังอาจต้องจบชีวิตของตนและล้มเหลวในการล่าได้

เวลานี้มีสัตว์ดุร้ายนับสิบตัวโอบล้อมเสี่ยวปู้เตี่ยนและพวกเขาเอาไว้จากทุกทิศทาง กรูกันเข้าไปราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก

แม้แต่ผู้เฒ่าและเสี่ยวปู้เตี่ยนก็ยังไม่มีวิธีรับมือกับกลุ่มสัตว์ที่กระโจนโหมเข้ามาหาเหล่านี้ พวกเขาได้แต่พยายามสุดความสามารถเพื่อปกป้องชาวหมู่บ้านและถอยหนี แต่กระนั้นก็ตาม ยังคงมีหลายคนถูกสัตว์ป่ากระโจนใส่และฆ่าตาย

เมฆครึ้มปกคลุมท้องฟ้าและบังเกิดเสียงลมกรรโชกแรง บนพื้น เสียงต่อสู้ดังขึ้นไปถึงฟ้า เลือดสดๆ ไหลนองราวกับแม่น้ำ

สถานการณ์แปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ในพริบตา กระทั่งหลินเฟิงก็ยังต้องแปลกใจ เขาได้แต่ติดตามกลุ่มคนจากระยะไกลและสวดอ้อนวอนในใจ “วิ่งเร็วเข้า พวกเรายังอยู่ไม่ใกล้พอ มุ่งหน้าต่อไป ลากพวกมันตามไปอีกสักหน่อย”

ชาวหมู่บ้านศิลาถูกพวกสัตว์ป่าฆ่าตายในพริบตา เสี่ยวปู้เตี่ยนเฝ้ามองด้วยความกังวล เขาได้แต่รักษาตัวรอด หากเขาย้อนกลับไปช่วยชาวหมู่บ้านเดียวกัน เช่นนั้นก็จะยิ่งมีชาวบ้านจำนวนมากกว่าต้องเป็นอันตราย

ผู้เฒ่ากระทืบสองเท้าและโยนวัตถุคล้ายหนังสัตว์อย่างหนึ่งให้เสี่ยวปู้เตี่ยน ตัวผู้เฒ่าเองก็ดึงไม้แท่งหนึ่งออกมา

“ของวิเศษหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นยังมีตั้งสองชิ้น!” สองตาของหลินเฟิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

ด้วยของวิเศษสองชิ้นที่บิดาของเสี่ยวปู้เตี่ยนทิ้งไว้ให้ ผู้เฒ่าและเสี่ยวปู้เตี่ยนจึงพาชาวบ้านฝ่าออกไปได้ในที่สุด หนีกลับไปทางหมู่บ้านศิลา

ครั้นเห็นเป็ดที่กำลังจะเข้าปากตนบินหนีไปได้ สองชาวยุทธ์แซ่อวี๋หันมองตากัน สุดท้ายพวกเขาก็อดไม่ได้ ต้องลงมือแล้ว

ขณะนี้พวกเขาอยู่ห่างจากหมู่บ้านศิลาไม่ถึงไมล์แล้ว แต่ระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรนี้กลับดูราวกับหุบเหวที่เสี่ยวปู้เตี่ยนและพวกไม่อาจข้ามไปได้

ชั่วขณะที่สองนักยุทธ์แซ่อวี๋ลงมือ ผู้เฒ่าจึงค้นพบว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง “พวกเจ้าเป็นใคร?”

ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าเฒ่าเฉินกล่าวขึ้นเย็นชา “คนตายไม่จำเป็นต้องรู้”

ผู้เฒ่าร้องอย่างโกรธเกรี้ยว “ตระกูลสือส่งพวกเจ้ามาหรือหรือว่าเป็นตระกูลอวี๋? ช่างชั่วช้านัก วางอุบายกับเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งและเวลานี้พวกเจ้าก็ยังไม่ยอมไว้ชีวิตเขา!”

นักยุทธ์ที่ชื่อเจ้าเจ็ดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “เป็นคุณชายน้อยของเราที่เกิดมามีฐานะสูงส่ง เจ้าเด็กน่ารังเกียจคนนี้สามารถส่งเสริมคุณชายน้อยของเราได้ ถือเป็นวาสนาของเขาแล้ว เวลานี้ข้าจะส่งเขาไปเกิดใหม่ ข้าว่าเขาคงจะมีชีวิตที่ดีในชาติหน้า!”

เสี่ยวปู้เตี่ยนรู้สึกสับสนกับคำสนทนาของพวกเขา ทว่าสิ่งนี้มิได้กีดกั้นวิจารณญาณของเขา “ไอ้หยา พวกเจ้าไม่ใช่คนดี” ครั้นกล่าวจบ เขาเข้าต่อสู้กับเจ้าเจ็ด เขามีของวิเศษอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการต่อสู้กับเจ้าเจ็ดที่มีชี่ระดับฝึกตนขั้นสาม แม้เขาจะมีชี่ระดับฝึกตนแค่ขั้นสองก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เขาไม่อาจรับมือกับจิตใจเจ้าเล่ห์ของเจ้าเจ็ดได้ ในขณะต่อสู้กับเสี่ยวปู้เตี่ยน เจ้าเจ็ดฉวยหาโอกาสทำร้ายชาวหมู่บ้านศิลาไปด้วย มีสัตว์ป่าดุร้ายมากมายรอบด้านและชาวหมู่บ้านหมาป่าโอบล้อมโจมตีพวกเขาอยู่ ผู้คนจากหมู่บ้านศิลาตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่แล้ว

เสี่ยวปู้เตี่ยนคิดที่จะช่วยผู้คนทว่าเขาถูกเจ้าเจ็ดพัวพันอยู่ ทำให้ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความวิตกกังวล แทบจะร้องไห้ออกมาเสียแล้ว

หลินเฟิงซ่อนอยู่ด้านข้าง พูดขึ้นในใจ “ได้เวลาแล้ว! ศิษย์รัก รีบเข้า ใช้ไพ่ตายที่ข้ามอบให้เจ้า เจ้าเด็กโง่ อย่าบอกข้านะว่าเจ้าลืมมันไปแล้ว?”

ไม่ทราบว่าเขารับรู้ถึงคำเตือนของหลินเฟิงได้หรืออย่างไร เสี่ยวปู้เตี่ยนผู้กำลังเข้าตาจนพลันจดจำได้ถึงเครื่องรางที่หลินเฟิงทิ้งไว้ให้ เขารีบล้วงมันออกมาและขว้างมันเข้าใส่หน้าของเจ้าเจ็ด!

เจ้าเจ็ดค่อนข้างตกใจ ภายหลังจึงพบว่าเครื่องรางชิ้นนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ เขาเยาะเย้ยขึ้น “สุดท้ายก็ยังเป็นแค่เด็กอมมือ...” ก่อนที่จะทันได้พูดจบประโยค ความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งก็บังเกิดขึ้นกับเครื่องรางในมือของเขา

แสงสว่างเก้าจุดพวยพุ่งขึ้นมารอบตัวเขาพร้อมๆกัน สาดใส่สีหน้าตกตะลึงของเขาแล้ว




Create Date : 25 มิถุนายน 2561
Last Update : 25 มิถุนายน 2561 23:09:25 น.
Counter : 310 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นักผจญภัยมือใหม่
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 81 คน [?]



มันจะเป็นยังไง ถ้าเราทำต่อไปด้วยใจรัก...
New Comments