มิถุนายน 2561

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
28
29
 
All Blog
เจ้าสำนักหมายเลข ๑ ในประวัติศาสตร์: บทที่ ๘ ข้าจดจำเจ้าได้แล้ว!


History’s Number 1 Founder:chapter 8 I’ve Remembered You!

[史上第一祖师爷]

ผู้แต่ง 八月飞鹰

Fan's Translation for fans only. Do not use it forbusiness purpose. And please support the original work. This translation willend if the right is available in my country.

Smiley

การเผชิญหน้าระหว่างจอมยุทธ์ระดับเจ้าสำนักทั้งสองดำเนินมาถึงจุดจบด้วยชัยชนะของต้นท้อแก่

ตอนแรกมันทำตัวอ่อนแอเพื่อล่อเย่เก๋อให้บุกเข้าหาอย่างหุนหันพลันแล่นก่อนที่จะปาดจอมยุทธ์ระดับเจ้าสำนักแห่งพรรคกระบี่รุ่งโรจน์ผู้นี้ออกไปด้วยกระบวนท่าปิดท้าย

ทว่าต้นท้อแก่นี้ก็ต้องชดใช้ด้วยราคาที่ค่อนข้างแพงทีเดียว ม่านรังสีปีศาจสีแดงฉานของนางก็หายไปด้วยเช่นกัน

กระนั้นนางก็มิใช่คนที่เย่เก๋อและพวกจะคิดเอาชนะได้ เย่เก๋อและพวกรีบรุดหลบหนี

ในเวลานี้นั่นเอง คลื่นพลังปราณแข็งแกร่งสายหนึ่งพลันระเบิดตัวออกมาจากทิศทางหนึ่งซึ่งคาดไม่ถึง ประกายแสงและสายฟ้าแลบแล่นผ่านอากาศ ทำให้ผู้คนหายใจได้ลำบากยิ่ง

ใบหน้าของหลินเฟิงซีดเซียวและเปียกชุ่มด้วยเหงื่อ

กระบี่แสงเหนือลอยอยู่กลางอากาศเหนือตัวเขา กระบี่ปกคลุมด้วยเสี้ยวสายฟ้าแล่นแปลบปลาบ กระแสไฟฟ้ากระโจนไปมา เสียงลั่นเปรี๊ยะดังขึ้นในขณะที่กระแสไฟฟ้าคำรามก้อง

มือข้างหนึ่งของหลินเฟิงวาดสัญลักษณ์เวทย์ขณะพร่ำบ่น “ของสิ่งนี้สิ้นเปลืองพลังปราณมากเกินไป แต่นี่ก็นับว่าเกินพอแล้ว”

เขารู้สึกราวกับว่าพลังปราณของตนกำลังถูกกระบี่แสงเหนือดูดซับไปจนแห้งเหือด

หลินเฟิงไม่มีโอกาสมากมายนัก เวลานี้ต้นท้อแก่ถูกเย่เก๋อทำให้สูญเสียพละกำลังอย่างหนัก นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะจัดการมัน เขาต้องฉวยความได้เปรียบในโอกาสทองครั้งนี้ให้ได้

ทันใดนั้น หลินเฟิงนึกอะไรได้บางอย่าง “อ้อจริงสิ ข้าลืมของสิ่งนั้นไปได้อย่างไร?”

เขารีบล้วงหยกจันทราสายฟ้าสวรรค์ออกมาและพยายามจะดึงพลังงานสายฟ้าภายในนั้นออกมา

อย่างไรก็ตาม หลินเฟิงเกือบจะทำให้ทุกอย่างพังลง ความเข้มข้นของสายฟ้าที่สะสมอยู่ในหยกจันทราสายฟ้าสวรรค์นั้นมากมายและบริสุทธิ์เกินไป ขณะที่มันหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของหลินเฟิง มันแทบทำให้เขากลายเป็นมนุษย์ถ่านเสียแล้ว

ทั่วร่างของหลินเฟิงเต็มไปด้วยสายฟ้า จากหัวจรดเท้า ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรังสีไฟฟ้าสีน้ำเงินเข้มและสีม่วง

ประกายไฟฟ้าไหลไปทั่วร่างของเขา แม้แต่เส้นผมเส้นขนทั่วร่างก็ตั้งชันขึ้นภายใต้พลังสายฟ้ารุนแรงนี้

ในเวลาที่สำคัญที่สุดนี้นั้น หลินเฟิงโคจรเคล็ดวิชาเก้าสายฟ้าสวรรค์ของเขาจนถึงขีดสุดและเชื่อมจิตเข้ากับกระบี่แสงเหนือ

พลังงานสายฟ้าปริมาณมหาศาลพบทางออกและไหลพุ่งเข้าสู่กระบี่แสงเหนือราวกับน้ำหลากเชี่ยวที่กำลังไหลบ่าฝ่าทำนบไป

หลินเฟิงควบคุมกระแสไหลเวียนพลังปราณและพลังวิญญาณในร่างกาย ทำให้ตนเองกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างหยกจันทราสายฟ้าสวรรค์กับกระบี่แสงเหนือ

ด้วยแหล่งจ่ายพลังปริมาณมหาศาลเช่นหยกจันทราสายฟ้าสวรรค์ กระบี่แสงเหนือก็ทรงพลังมากขึ้น รังสีสายฟ้าบนกระบี่เริ่มควบแน่นขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นรัศมีสีขาวบริสุทธิ์ กระบี่แสงเหนือเองก็แปลเปลี่ยนกระบี่แสงเล่มหนึ่ง

ตรงปลายกระบี่แสง รังสีสายฟ้าบรรจบกันจนเกิดเป็นลูกบอลสายฟ้าลูกหนึ่ง ลูกบอลนั้นใหญ่ขึ้นๆ อวดให้เห็นพลังทำลายล้างมหาศาล มันยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าสายฟ้าที่หลินเฟิงเรียกออกมาด้วยเคล็ดวิชาเรียกเก้าสายฟ้าสวรรค์เสียอีก

ความน่าสะพรึงกลัวของลูกบอลสายฟ้าลูกนี้เทียบได้กับลูกบอลแสงที่ต้นท้อแก่สร้างขึ้นเลยทีเดียว

ความชุลมุนที่เกิดจากหลินเฟิงทั้งหมดนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนที่บริเวณต่อสู้ ทั้งสองฝ่ายต่างหยุดต่อสู้กันด้วยความไม่แน่ใจ แม้พวกเขามองไม่เห็นหลินเฟิง พวกเขาทุกคนล้วนสนใจความเคลื่อนไหวของหลินเฟิง

ก่อนที่พวกเขาจะตอบโต้ได้ทัน หลินเฟิงก็ปลดปล่อยลูกบอลสายฟ้าออกไปแล้ว

ลำแสงทรงพลังเปี่ยมล้นด้วยอำนาจน่าพิศวงของสายฟ้าอันงดงามนี้พุ่งยิงข้ามฟ้า กระแทกเข้าใส่ต้นท้อแก่

แสงเหนือแสนอัศจรรย์!

ดอกไม้บนต้นท้อแก่ทั้งหมดส่ายสะบัดรุนแรง หมอกสีแดงมากมายและพายุดอกไม้ใหญ่โตพุ่งเข้าปะทะกับแสงเหนืออัศจรรย์นั้น

สายฟ้าปะทะกับหมอกสีแดงและพายุดอกไม้กลางอากาศ ราวกับเวลาหยุดนิ่งอยู่กับที่ เชื่องช้าราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งๆ ที่ผ่านไปเพียงชั่วพริบตา กระนั้นกลับรู้สึกราวกับผ่านไปนับร้อยปี

ทุกคนพบว่าตนมองเห็นพายุดอกไม้และหมอกสีแดงค่อยๆสลายไปทีละน้อยๆ กลายเป็นแต้มฝุ่นซึ่งถูกสายฟ้ากลืนกินไป

ดอกไม้งดงามสลายตัว ทีละนิ้วๆ ทีละฟุตๆ ทั้งหมดล้วนสูญสลายกลายเป็นฝุ่นผง

สุดท้ายต้นท้อแก่ซึ่งสูงราวแปด-เก้าเมตรและมีเส้นผ่าศูนย์กลางร่วมสิบกว่าเมตรก็เต็มไปด้วยรอยร้าวราวกับกระเบื้องแตก

แตกหัก! พังทลาย! ปริร้าว! และก็แตกพังลงไปอีกคราหนึ่ง!

ชิ้นไม้มากมายนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงสู่พื้น ต้นท้อแก่ขนาดใหญ่โตเหลือเชื่อถูกแสงเหนืออัศจรรย์ของหลินเฟิงทำลายจนสิ้นซาก!

ช่างน่าขำ มันเคยถูกฟ้าผ่ามาแล้วครั้งหนึ่ง และเวลานี้มันก็ต้องประสบกับเหตุเลวร้ายด้วยการถูกฟ้าผ่าอีกคราวหนึ่ง

หลินเฟิงมองเห็นผลลัพธ์ของเพลงกระบี่กระบวนท่าเดียวของตนและผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียดด้วยความโล่งอก จิตใจของเขามีร่องรอยของความอ่อนล้า เขาไม่เหลือพลังที่จะสร้างมันอีกครั้งหนึ่งแล้วจริงๆ

ทะเลแห่งพลังสายฟ้าที่ถ่ายเทเข้าสู่กระบี่แสงเหนือผ่านจากร่างกายของเขา เป็นเหตุให้ร่างกายของเขาต้องแบกรับภาระมหาศาล โดยเฉพาะหัวใจซึ่งกำลังรู้สึกชาตึ้บไปหมดแล้ว

ทว่าเขารีบดึงตัวเองกลับมาเพราะเขามองเห็นได้ลางๆว่าหลังจากที่ต้นท้อแก่ถูกทำลายลง มีแสงสีขาวลำหนึ่งพุ่งวาบออกมา

เป็นชั่วเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเดียว ทว่าสีหน้าของหลินเฟิงกลับแปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวง

สตรีสวมใส่อาภรณ์สีขาวราวหิมะยืนเท้าเปล่าเปลือยอยู่ผู้หนึ่ง นางมีความงดงามประหลาดล้ำ หลินเฟิงไม่เคยเห็นใครงดงามเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต

มู่หรงเยียนหยานนับว่าเป็นสตรีที่งดงามเหลือเชื่อผู้หนึ่ง ทว่านางก็ยังไม่อาจเฉือนสตรีผู้นี้ได้

ความงามของนางปราศจากซึ่งข้อบกพร่องอันใด ความงามของนางช่างน่าประหลาดล้ำ ความงามของนางช่างน่ามัวเมา ความงามของนางผิดมนุษย์...

ทว่าหลินเฟิงไม่ได้มีความรู้สึกเร่าร้อนตามวิสัยเมื่อได้เห็นหญิงงาม

ตรงกันข้าม เขารู้สึกว่ากระดูกทั่วตัวหนาวยะเยือก แผ่นหลังก็ชุ่มโชกด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ

สตรีชุดขาวปล่อยผมยาวสยาย ทั่วร่างของนางปราศจากเครื่องประดับตกแต่ง ทว่านางเผยความงามยวนใจอย่างหนึ่ง

หลินเฟิงรู้สึกว่านางกำลังมองมาทางเขา เสียงสตรีแหบพร่าทุ้มต่ำคนเดิมดังขึ้นข้างหูของเขา

“ข้ามีนามว่าหลงเยี่ย ขอท่านจดจำข้าไว้ เพราะว่า...”

ไม่เหมือนเช่นรูปลักษณ์งดงามเปี่ยมเสน่ห์ น้ำเสียงของนางทุ้มต่ำยิ่ง อย่างไรก็ตาม มันแฝงด้วยเสน่ห์บางอย่างซึ่งดึงดูดใจผู้คน

ทว่าหลินเฟิงไม่มีเวลาคิดถึงความโรแมนติกหรือความเสน่หาอันใดกับประโยคถัดมาของสตรีผู้นี้

“... เพราะว่า ข้าจดจำเจ้าได้แล้ว!”

ครั้นเอ่ยจบประโยค เงาร่างสีขาวของนางก็หายวับไปในพริบตา ทิ้งต้นท้อหักโค่นไว้เบื้องหลัง

หลินเฟิงถูจมูก หากนางยังอยู่ที่นี่ เขาคงอยากจะบอกว่า “พี่สาว ข้าหวังว่าท่านจะขี้ลืม”

เป็นการดีหากจะเป็นที่จดจำของสาวฮ๊อตสักคนหนึ่ง แต่ต้องไม่นับรวมหลงเยี่ยผู้นี้เข้าไว้ด้วย

เวลานี้ ผู้คนดูราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน

เมื่อครั้งที่เย่เก๋อเป็นฝ่ายได้เปรียบ ชาวหมู่บ้านศิลาต่างส่งเสียงไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจผู้ใดจะรู้ว่าสถานการณ์กลับพลิกผันฉับพลันจนย่ำแย่ถึงขีดสุดและคนทั้งสามจากพรรคกระบี่รุ่งโรจน์กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ชั่วขณะที่พวกเขากำลังหวาดผวา สายฟ้าลำหนึ่งก็พลันฟาดเปรี้ยงลงมาจากฟากฟ้าและตรงเข้าสังหารปีศาจต้นไม้

ยามเมื่อชาวบ้านได้สติคืนมาในที่สุด หลายคนส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจ พวกเขาพากันคุกเข่าลงคำนับไปยังทิศทางที่สายฟ้าถูกปลดปล่อยออกมาทีละคนๆ

เย่เก๋อและพวกผู้กำลังหลบหนีไปได้ครู่หนึ่งต่างพากันตกตะลึงอยู๋ในเวลานี้ เด็กหนุ่มชุดขาวเอ่ยขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว “คนผู้นี้มิใช่ฉวยโอกาสเกินไปหน่อยแล้วหรือ? ลงมือจู่โจมหลังจากที่ผู้อาวุโสเย่เกือบจะจัดการเจ้าต้นไม้ปีศาจนั่นได้แล้ว”

เย่เก๋อส่ายศีรษะ “ดูจากพลังของสายฟ้า พลังของคนผู้นั้นคงสูงส่งกว่าข้า”

มู่หรงเยียนหยานเอ่ยอย่างลังเล “พวกเราควรจะกลับไปชมดูสักหน่อยหรือไม่?”

ทันใดนั้น รังสีไม่เป็นมิตรอย่างหนึ่งพุ่งมาจากทิศทางของสายฟ้า คลื่นความผันผวนของพลังปราณแข็งแกร่งปั่นวนขึ้นมาอีกคราหนึ่ง

เย่เก๋อและพวกล้วนมองดูอย่างไม่สบายใจ เด็กหนุ่มชุดขาวเอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว “เขากลับกล้าก่อกวนพวกเราสำนักกระบี่รุ่งโรจน์?”

มู่หรงเยียนหยานชำเลืองมองเขา “เวลานี้ผู้อาวุโสเย่บาดเจ็บอยู่ พวกเราได้แต่ปล่อยให้เขาโอ้อวดไปก่อน”

“ลืมเสียเถอะ ไปกันได้แล้ว ไม่ว่าอย่างไร ปีศาจต้นไม้นั่นก็ถูกกำจัดทิ้งไปแล้ว” เย่เก๋อทอดถอนใจและหันไปมองมู่หรงเยียนหยาน “เพียงแต่ว่า พวกเราจำต้องพักสักช่วงหนึ่ง หลังจากที่ข้ารักษาตัวจนฟื้นคืนสภาพแล้ว จึงจะสามารถพาเจ้าไปที่เมืองอูโจวได้”

มู่หรงเยียนหยานรีบกล่าว “แน่นอน สุขภาพของท่านสำคัญกว่าสิ่งอื่น”

เมื่อจัดการข่มขวัญมู่หรงเยียนหยานและพวกแล้ว หลินเฟิงจึงผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาหันไปทางเสี่ยวปู้เตี่ยน ในหัวใจก็เริ่มรู้สึกกระตือรือร้น “ในที่สุด! เกือบจะได้เวลาเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว!”

ส่วนสำหรับปัญหาของหลงเยี่ย หลินเฟิงได้แต่วางมันไว้ข้างหลังก่อน เวลานี้ ความคิดทั้งหมดของเขาล้วนเป็นเรื่องที่เขากำลังจะได้ศิษย์คนแรกในที่สุด

เขารีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเต๋าและแปลงกลับสู่ภาพลักษณ์นักพรตผู้ปราดเปรื่อง หลินเฟิงลอบกลับไปที่บ้านของผู้เฒ่า เขาพบจุดที่สบายที่สุดและลงนั่งในลานบ้านของผู้เฒ่า รอคอยเสี่ยวปู้เตี่ยนกลับมาอย่างเงียบๆ

ผ่านไปครู่หนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งติดตามผู้เฒ่าและเสี่ยวปู้เตี่ยนเข้ามาในลานบ้าน พวกเขากำลังจะปรึกษากันเกี่ยวแก่การจัดการเรื่องราวหลังการต่อสู้

ใครจะรู้ว่าหลังจากเข้าประตูบ้านมา เขากลับได้เห็นหลินเฟิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ด้วยท่าทางเสรีสบายใจ สองเข่าพาดไว้ด้วยกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง เสี้ยวสายฟ้ายังกระโจนไปมาเป็นครั้งคราวอยู่บนกระบี่วิเศษ ทำให้สายตาของพวกเขาพล่าเลือนแล้ว

เสี่ยวปู้เตี่ยนเป็นคนแรกที่ตอบสนอง “ท่านนักพรตเต๋า เป็นท่านที่กำจัดเจ้าต้นท้อแก่นั่น?”

หลินเฟิงยิ้มบางทว่าไม่พูดไม่จา

หวนนึกถึงเครื่องรางที่ช่วยเสี่ยวปู้เตี่ยนเรียกสายฟ้าออกมา กอร์ปกับกระบี่แสงเหนือที่พาดอยู่บนเข่าของหลินเฟิง พวกชาวบ้านปะติดปะต่อหลินเฟิงเข้ากับสายฟ้ามหัศจรรย์ที่ฟาดทำลายต้นท้อแก่นั้นและก็พลันเริ่มส่งเสียงไชโย

ทุกคนจ้องมองหลินเฟิงด้วยความเลื่อมใส ทุกคนพากันคุกเข่าลงและขอบคุณหลินเฟิงที่ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้

แม้หลินเฟิงจะหน้าหนาเพียงใด เขายังรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง ทว่าเขายังจำเป็นต้องทำตัวเป็นนักวิญญูชน ดังนั้นเขาจึงฝืนรักษาภาพพจน์ต่อไป

ผู้เฒ่าเองก็เดินเข้ามาหาและขอบคุณหลินเฟิง หลังจากขอบคุณแล้ว ดูเหมือนเขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ดังนั้นสายตาของเขาจึงเลื่อนไปมาระหว่างหลินเฟิงกับเสี่ยวปู้เตี่ยนด้วยท่าทางลังเลใจ

หลินเฟิงทำหน้าเรียบเฉย ทว่าหางตาของเขากำลังเหลือบมองเสี่ยวปู้เตี่ยนอยู่ตลอดเวลา ในใจกำลังร่ำร้องด้วยความรักใคร่

“เสี่ยวปู้เตี่ยน เร็วเข้า วิ่งเข้าสู่อ้อมอกของอาจารย์เร็วเข้า”




Create Date : 30 มิถุนายน 2561
Last Update : 30 มิถุนายน 2561 17:48:38 น.
Counter : 283 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นักผจญภัยมือใหม่
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 81 คน [?]



มันจะเป็นยังไง ถ้าเราทำต่อไปด้วยใจรัก...
New Comments