sansook
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]




คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
โค้ดนี้เป็นภาพพื้นหลังนำไปวางที่ช่อง Script Area ค่ะ https://youtu.be/K2vg5yDgVX4
Group Blog
 
 
เมษายน 2562
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
26 เมษายน 2562
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sansook's blog to your web]
Links
 

 
บทที่ 4

เหนี่ยวหัวใจสุดไกปืน นิยายลำดับที่1 ซีรีย์ชุด ภารกิจรัก
อักษรา
www.mebmarket.com
ชีวิตของเขาได้อุทิศไว้เพื่อแผ่นดิน แต่หัวใจของเขาได้วางลงตรงแทบเท้าเธอ“นภัสชลยอดรัก...ครั้งหนึ่งผมเคยมอบดอกกล้วยไม้ให้กับคุณ แต่ไม่เคยเอ่ยความในใจ วันนี้ผมจึงไม่อาจเก็บความปลื้มเปรมที่คุณกรุณาตอบรักผู้ชายต่ำต้อยคนนี้ไว้กับตัวเองได้อีกต่อไป...เวลานี้จึงอยากประกาศให้ทุกคนรู้ว่าหัวใจของผมได้ถูกวางลงบนแทบเท้าของคุณแล้ว...และพร้อมที่จะรองรับกับทุกย่างก้าวของคุณและเดินเคียงคู่ไปตลอดกาล...ผมรักคุณ...”


บทที่  4
 
ภาพการทำงานด้วยความเสียสละของอาสาสมัครแพทย์ตรงหน้า  ทำให้ชยินกวาดตามองหาแพทย์หญิงวริสา  ก่อนจะหยุดอยู่ที่หญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งจดอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ  ด้านหน้ามีคนไข้เป็นหญิงผิวดำอุ้มลูกน้อยอยู่ในอก

ขณะกำลังยืนรอหมอที่เดินหายเข้าไปในเต้นท์  ชยินรู้สึกได้ว่าหัวใจเขาเต้นแรงขึ้นๆ ราวกับมันจะโลดออกมา  จนอดรู้สึกขบขันตัวเองไม่น้อยที่ความตื่นเต้นยินดีกำลังทำให้เขาเป็นเหมือนเด็กหนุ่มตกอยู่ให้ห้วงความรัก

ดวงตาคมกริบทอประกายอ่อนโยน  ขณะพยายามมองผ่านฝูงชนซึ่งยืนอยู่จนแน่นขนัดไปยังคนที่อยู่ในเต้นท์  ร่างสูงใหญ่ภายใต้อาภรณ์เรียบหรูราคาแพงยังคงยืนรออยู่ด้านนอกอย่างสงบ  แม้ตลอดการรอคอยนั้นภายในใจของเขาจะกระวนกระวายมากมายแค่ไหนก็ตาม

แม้บอกตัวเองว่าพร้อมเผชิญหน้ากับผู้หญิงที่กำหัวใจไว้หลายปี  แต่พอเอาเข้าจริงๆ เขากลับรู้สึกประหม่ากับการพบเธออีกครั้ง  ชายหนุ่มหลุบเปลือกตาลงมองยอดหญ้าตรงปลายเท้าขณะถอนใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า...

ซาเยร์มองท่าทางถึ่งกล้ากึ่งกลัวของผู้เป็นนายอย่างขบขัน  บอกไปใครจะเชื่อว่าผู้กองหน้าดุผู้ไม่เคยกลัวแม้แต่ความตาย  กำลังหวาดหวั่นที่จะเผชิญหน้ากับผู้หญิง  ด้วยอยู่กันมานานตลอดชีวิตในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อเขาไม่เคยเห็นชยินให้ความสนใจอิสตรี  หรือมีความรู้สึกอ่อนไหวให้กับความรัก  จวบจนเมื่อชายหนุ่มพบกับแพทย์หญิงนภัสชลตัวประกันสาวแสนสวยที่มีสถานะแตกต่างกันชนิดจักรวาลกับแกนโลก

เวลานั้นแม้ความรักจะก่อเกิดแต่หน้าที่และความรับผิดชอบ  รวมถึงความไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงจึงทำให้  หัวใจที่เพิ่งอ่อนระทวยกับความรักของผู้กองหนุ่มถูกปิดล็อคไว้อย่างแน่นหนา...จวบจนประตูความรักนั้นได้เปิดขึ้นอีกครั้ง  และเขาเชื่อว่ามันจะเป็นรักสุดท้ายของชยิน  เพราะตั้งแต่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา  เขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายออกไล่ล่าความรักอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนี้มาก่อน

ทั้งชยินและซาเยร์ยืนรอการปรากฏตัวของแพทย์หญิงวริสาด้วยความรู้สึกไม่แตกต่างกันมากนัก   ตลอดการรอคอยด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที  ทว่าในความรู้สึกของชายหนุ่ม  กลับยาวนานราวกับเวลาที่เดินอยู่นั้นผ่านไปแล้วนับชั่วโมง  จนทำให้คนรอเริ่มร้อนรุ่มใจ

ดวงตาคมกริบเพ่งมองยอดหญ้าตรงปลายเท้าเลื่อนไปมองกิ่งไม้แห้ง  แล้วเลยไปยังใบไม้ร่วงหล่นอยู่ในบริเวณ  ก่อนจะหยุดอยู่ที่รองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตา  ซึ่งผู้สวมมันกำลังเดินย่ำอยู่บนยอดหญ้าด้วยจังหวะการก้าวย่างอย่างกระฉับกระเฉง...

ชยินไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของรองเท้าผ้าใบ  นอกจากพยายามบอกตัวเองให้ระงับความตื่นเต้นไว้  ชายหนุ่มยิ้มทั้งยังก้มหน้าอยู่อย่างนั้น  ในขณะหัวใจเต้นตึกตักจนรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนไปตามจังหวะการเต้นของมัน 

แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจรวมถึงเตรียมคำพูดมาอย่างดี  แต่พอเอาเข้าจริงๆ ชยินกลับลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดสิ้น  เมื่อสมองเริ่มขาวโพลนเพราะถูกความตื่นเต้นครอบงำ  ขณะกำลังลำดับคำพูดเจ้าของรองเท้าผ้าใบที่กำลังทำให้หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำชนิดเลือดฉูบฉีดเต็มอัตราก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าในระยะห่างเพียงเอื้อมมือถึง

ชายหนุ่มพยายามระงับความตื่นเต้นโดยการมองไล่ขึ้นไปช้าๆ   พร้อมกันนั้นเขาก็นึกหาคำพูดอันไพเราะเสนาะหูที่คิดว่าหากเอ่ยออกไปแล้ว  มันจะต้องสร้างความประทับใจให้กับเธอ...

ในขณะชยินรู้สึกราวกับตัวเขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้นานาพรรณ  กลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำหอมชั้นดีที่ลอยมาแตะจมูกทำให้ชายหนุ่มเผลอสูดดมแล้วลอยละล่องไปกับความหอมอันละมุนละไม  ยามสายลมพัดโชยมาสัมผัสกับผิวกายเขาก็ยิ่งเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศซึ่งกำลังอบอวลอยู่ในห้วงรัก  จนรู้สึกว่าเวลานี้หัวใจของเขากำลังโบยบินอยู่ในมวลอากาศราวกับกลีบดอกไม้ปลิดปลิวอยู่ในกระแสลม

ให้ตายเถอะ...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าความรักกำลังทำให้โลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ  ชายหนุ่มบอกตัวเองแล้วปล่อยความรู้สึกให้ล่องลอยอยู่ในหัวงความฝัน  และเป็นความฝันอันแสนหวาน...

ขณะชยินกำลังดื่มด่ำอยู่กับความรักที่ใกล้สมหวัง  ด้านซาเยร์ก็กำลังยืนปลงอนิจจังให้กับความจริงที่ผู้เป็นนายกำลังจะเผชิญในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า...ดวงตากึ่งขบขันกึ่งเห็นใจมองคนร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าหญิงสาวร่างอรชรแล้วถอนใจ...ดังเฮ้อ!

“สวัสดีครับ...หมอ...”  ชยินเงยขึ้นพอเห็นคนตรงหน้าเต็มตา  ถ้อยคำมากมายที่เขาตั้งใจจะพูดออกไปถูกกลืนกลับลงคอ  ดวงตาหวานฉ่ำเปลี่ยนเป็นเบิกกว้าง  ในขณะริมฝีปากอ้าค้างอยู่อย่างนั้น...และมันก็ทำให้โลกที่เพิ่งหยุดหมุนเปลี่ยนเป็นโคลงเคลงในความรู้สึกของชายหนุ่ม  ชยินมองหญิงสาวที่ปรากฏชัดเต็มตาด้วยสีหน้าทั้งตกใจและงุนงง  ก่อนจะหันไปทาง  ซาเยร์แล้ววกกลับมาจ้องเธอใหม่...

“สวัสดีค่ะ...คุณต้องการพบดิฉันเหรอคะ”  เธอทักทายเขาด้วยสีหน้างุนงงไม่ต่างกัน

“เอ่อ...ผมต้องการพบหมอลีครับ”

“ค่ะดิฉันคือหมอลี  ไม่ทราบคุณมีธุระอะไรกับดิฉันหรือคะ” 

“เอ่อ...ผมคิดว่าน่าจะมีการเข้าใจผิดคือ...หมอลีที่ผมต้องการพบคือแพทย์หญิงวริสาครับ”   คำพูดของชายหนุ่มทำให้คนที่กำลังงุนงงกับการปรากฏตัวของเขา  ร้องอ๋อขึ้นมาทันที

“อ้อ...คุณหมอลี”  หญิงสาวทวนชื่อบุคคลที่อีกฝ่ายต้องการพบ  แล้วยิ้มกว้างออกมาในขณะมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่คนถูกมองรู้สึกได้ไม่ยากว่า  เวลานี้สีหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายของเขาคงตลกไม่น้อยในสายตาของเธอ 

“ใช่ครับ...ผมต้องการพบคุณหมอ  ไม่ทราบว่าเธอสะดวกไหม”  เขารู้สึกเหมือนเสียงของตัวเองที่เปล่งออกไปนั้นแผ่วเบาราวกับคนหมดแรง

“หมอลีไม่ได้ร่วมเดินทางมากับคณะของเราค่ะ  พอดีมีเหตุสุดวิสัยทำให้แพทย์ที่ต้องเดินทางไปเคนย่าถอนตัวกะทันหัน  โชคดีที่หมอลีขอวีซ่าสำรองไว้ทางเราจึงเปลี่ยนให้คุณหมอ  ร่วมเดินทางไปกับคณะอาสาสมัครที่เดินทางไปเคนย่าค่ะ”  พอได้ยินว่าวริสาเปลี่ยนเส้นทาง  ชยินถึงกับหูอื้อตาลายไปกับความผิดหวังที่โถมเข้ามาอย่างฉับพลันนั้น 

“เธอไม่ได้อยู่ที่นี่เหรอครับ...”  ชายหนุ่มแทบไม่ได้ยินคำถามของตัวเอง  รวมถึงคำตอบของคนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าก็ด้วย  แต่กระนั้นเขาก็ยังสอบถามถึงรายละเอียดของอาสาสมัครแพทย์อีกกลุ่ม

หลังจากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยแพทย์อาสาที่เดินทางไปเคนย่า  ชยินยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม  ในขณะหญิงสาวชื่อเดียวกับวริสาเดินกลับเข้าไปในเต้นท์  ดวงตาเต็มไปด้วยความหวังหลุบลงมองยอดหญ้าตรงปลายเท้าด้วยความรู้สึกแตกต่างไปจากเดิมชนิดหวานเป็นขม

“ผู้กองจะเอายังไงต่อ  แต่ผมว่าเราน่าจะกลับไปตั้งหลักกันใหม่  คราวนี้คงต้องดูฤกษ์ดูชัยก่อนเดินทาง”  ซาเยร์เอ่ยขึ้นหลังจากปล่อยให้ผู้เป็นนายดื่มด่ำกับความผิดหวังอยู่ครู่ใหญ่

“ฉันจะไปเคนย่า  แกช่วยโทร.แจ้งเลขาฯ จัดการเอกสารเกี่ยวกับการเดินไปที่นั่นให้เร็วที่สุด  ฉันจะกลับไปรอที่โรงแรม”  แม้จะเพิ่งลิ้มรสความผิดหวัง  แต่เมื่อตั้งใจว่าจะตามเธอไปในทุกๆ ที่  ชยินจึงไม่คิดย่อท้อกับอุปสรรค์ที่กำลังดาหน้าเข้ามาทดสอบ

“ผู้กองเอาจริงเหรอครับ”

“แกเห็นฉันเป็นคนเล่นๆ หรือไง”

ซาเยร์มองท่าทางจริงจังของเจ้านายด้วยความเห็นใจ  แม้ลึกๆ เขาจะไม่เห็นด้วยกับการที่ชายหนุ่มกำลังวิ่งตามความรักอย่างไร้ทิศทาง  แต่เมื่ออีกฝ่ายยังยืนยันจะเดินหน้า  เขาจึงไม่พูดอะไรอีกนอกจากแจ้งความประสงค์นั้นไปยังเลขาฯ และไม่ลืมย้ำไปว่าเอกสารที่ต้องการนั้นเร่งด่วนขนาดไหน  ส่วนคนนำทางหลังจากรับค่าจ้างเต็มจำนวน  ก็ปฏิเสธที่จะกลับไปพร้อมกันเพราะต้องการอยู่ช่วยงานกลุ่มแพทย์

พอโยนความกดดันไปให้เลขาฯ  ซาเยร์เดินตามผู้เป็นนายโดยทิ้งระยะห่างพอสมควร    พอถึงรถขณะกำลังจะเปิดประตูฝั่งคนขับเสียงโทรศัพท์ของชยินก็ดังขึ้น  ชายหนุ่มเหลือบมองผู้เป็นนายดึงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าแล้วกดรับสาย  ก่อนจะหันหลังพิงกับตัวรถมองผู้คนที่พลุกพล่านอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมาก

 “ว่าไงลาฟูร์”   ชายหนุ่มกรอกเสียงทักทายปลายสายด้วยภาษาฝรั่งเศส

“เซดริก...เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ”  ชยินนิ่วหน้าเมื่อได้ยินเสียงร้อนรนดังมาตามสาย

 “เกิดอะไรขึ้น” 

ถามกลับเสียงเข้มก่อนจะขยับตัว  เมื่อได้ยินสิ่งที่ฝ่ายกำลังรายงาน  แล้วหันไปมองหน้าคนสนิทที่เปลี่ยนจากอิริยาบถสบายๆ เป็นเตรียมพร้อม   ซาเยร์มองสีหน้าเคร่งขรึมอย่างผิดปกติของผู้เป็นนาย  พอขยับปากจะถามแต่อีกฝ่ายกางมือเชิงห้ามเสียก่อน

ซาเยร์มองสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเจ้านายด้วยความไม่สบายใจ  จวบจนอีกฝ่ายยุติบทสนทนาเขาจึงขยับเข้าไปหาแล้วถาม 

“มีเรื่องอะไรหรือครับผู้กอง”

“เตโชถูกลอบยิงระหว่างเดินทางไปลียง”  คำบอกเล่านั้นทำให้คนรอคำตอบอย่างจดจ่อรู้สึกตกใจไม่น้อย

“คุณเตโชถูกลอบยิง...เป็นไปได้ยังไง  แล้วอาการเป็นอย่างไรบ้างครับผู้กอง”  ซาเยร์ถามพลางนิ่วหน้าอย่างฉงนใจกับข่าวที่เพิ่งได้รับ

“อาการไม่น่าเป็นห่วง  โชคดีที่ลาฟูร์อยู่ด้วยไม่อย่างนั้นคงแย่”  น้ำเสียงของชยินเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

“มันเกิดขึ้นได้ยังไงครับ”

“ฉันก็ไม่รู้  เราคงต้องรีบกลับฝรั่งเศส”  ชายหนุ่มตัดสินใจในทันที

“แล้วหมอละครับผู้กอง” 

“ฉันจะส่งคนไปดูแลเธอที่เคนย่า  เอาไว้เสร็จเรื่องเตโชค่อยว่ากันใหม่”

“ให้ตายเถอะ...ทำไมฟ้าถึงได้กลั่นแกล้งผู้กองขนาดนี้  ให้มีความรักทั้งทีจะเอากลีบกุหลาบโรยให้หน่อยก็ไม่ได้”     ซาเยร์เปรยขึ้นอย่างเห็นใจ

“ถ้าฟ้าจะทดสอบความพยายามของฉันด้วยอุปสรรคเฮงซวยพวกนี้  ฉันก็พร้อมสู้กับมัน ฉันไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ  แน่”  ชยินมองอุปสรรคที่เขากำลังเผชิญอย่างไม่ยอมแพ้  แม้เวลานี้เขาจำเป็นต้องถอยก็ตามที

 
********
พอกลับถึงฝรั่งเศสชยินพยายามควานหาศัตรูในมุมมืดว่าเป็นใคร  เพราะนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส  แม้ธุรกิจจะรุ่งโรจน์ขนาดไหน  แต่งานของเขาก็ไม่ได้สร้างศัตรูทางธุรกิจ  ตลอดสองสัปดาห์เขาพยายามไล่ล่าหาคนร้าย  จนในที่สุดก็ระแคะระคายว่า  หมาที่กำลังลอบกัดพวกเขาเป็นคนของนายพลลอซูซึ่งแทรกซึมอยู่ในกลุ่มผู้ลี้ภัยจากกลุ่มประเทศในแถบเอเซีย  ซึ่งเป็นค่ายลี้ภัยที่ได้รับการดูแลจากรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อรอส่งต่อไปยังประเทศที่สาม...

ในขณะชยินแทรกซึมเข้าไปยังค่ายผู้ลี้ภัยในฐานะผู้บริจาครายใหญ่   เขาได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐบาลจึงทำให้การเข้าออกเป็นด้วยความสะดวกและได้รับการคุ้มครองราวกับเป็นบุคคลสำคัญ  แต่การควานหาเงามืดที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติและภาษาที่มีราวเจ็ดร้อยคนก็ทำได้ไม่ง่ายนัก 

แม้จะส่งคนแทรกซึมเข้าไปในฐานะผู้ลี้ภัย  แต่ด้วยมีข้อจำกัดหลายอย่างจึงทำให้การทำงานไม่ได้ราบรื่นสักเท่าไรนัก  ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องแวะเวียนเข้าไปอยู่บ่อยครั้ง  ในรูปแบบของการไปเยี่ยมเยียนและให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ  ตามความจำเป็น  และวันนี้ก็เช่นกัน....

หลังกลับจากมอบสิ่งของที่จำเป็นให้กับกลุ่มผู้ลี้ภัย  ท่ามกลางบรรยากาศค่อนข้างอบอ้าว  ชยินนั่งอยู่ในรถยนต์คันหรู  ระหว่างทางเขาเห็นมีรถของหน่วยแพทย์อาสาจำนวนหลายคันติดธงสัญลักษณ์ของประเทศที่เข้าร่วมโครงการ  ขับสวนเข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัย   แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับมันเพราะเห็นภาพเหล่านั้นจนชินตา...ก่อนจะเอนหลังพิงกับเบาะแล้วหลุบเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายที่ยังไม่จบสิ้น...

ในขณะชายหนุ่มกำลังถอดถอนใจอย่างเบื่อหน่ายกับวิถีชีวิต  ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับเส้นทางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างไม่สิ้นสุดนั้น  อยู่ๆ รถที่ขับมาดีๆ ก็แฉลบลงข้างทางพร้อมกับเสียงกัมปนาทดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

“ผู้กองเราถูกลอบยิง”  เสียงนั้นเป็นของซาเยร์

“มันยิงมาจากทางไหน  ส่งปืนให้ฉันด้วย”  ชายหนุ่มถามขณะก้มลงยื่นมือออกไปรับปืนจากคนสนิท

“มาทั้งซ้ายและขวาเลยครับผู้กอง”  ตอบหลังจากนิ่งฟังจนรู้ว่าวิถีกระสุนพุ่งมาจากทิศทางใด
“มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน” 

“ไม่ต่ำกว่าห้าคน”   ซาเยร์ตอบอย่างชำนาญ

“พอฝ่าออกไปได้ไหม”  ถามสีหน้ากังวล

“ถ้ามันไม่ส่องเราด้วยอาวุธหนักก็พอมีหวังครับผู้กอง  แต่ผมว่างานนี้เจ็ดสิบสามสิบ”

“ไอ้เจ็ดสิบสามสิบของแกคืออะไร”

“เจ็ดสิบคือเราตายเรียบครับผู้กอง  ส่วนอีกสามสิบเผื่อบาดเจ็บสาหัส”  ซาเยร์บอกอย่างอารมณ์ดี
“หน้าสิ่วหน้าขวานจนจะลงนรกอยู่รำไร  แกยังมีหน้ามาพูดเล่นอีกนะซาเยร์”   แม้จะเผชิญกับภาวะกดดัน  แต่ชยินก็รู้สึกผ่อนคลายไม่น้อยกับความขี้เล่นนั้น

“ผมไม่อยากให้ผู้กองเครียดครับ  เครียดมากๆ เกิดยิงพลาดมันจะเปลืองกระสุนเปล่าๆ”   ชายหนุ่มยักคิ้วปรามาสอีกฝ่ายอย่างทะเล้น

“หุบปากของแก  แล้วชี้เป้ามาว่าไอ้พวกลูกหมานั่นมันซุกหัวอยู่ตรงไหน  ฉันจะได้ส่งมันไปลงนรกเร็วๆ”  คนที่ชีวิตคร่ำหวอดอยู่ในสนามรบออกคำสั่งเสียงเหี้ยม

“สิบสองนาฬิกาสอง  บนเนินนั่นหนึ่ง   เก้านาฬิกาหนึ่ง  แล้วก็ด้านหลังอีกหนึ่ง  ผู้กองจะส่องตัวไหนก่อนผมจะได้กระโดดออกไปเป็นเป้าให้”  ซาเยร์รายงานอย่างคล่องแคล่ว

“ออกไปเป็นเป้ามันคงถล่มแกจากทุกทิศ  จุดที่พวกมันซุ่มอยู่ห่างจากค่ายผู้ลี้ภัยไม่มากนัก  ถ่วงเวลามันไว้ก่อนเสียงปืนดังขนาดนี้อีกไม่นานพวกทหารคงมา”  ชยินบอกอย่างมีความหวัง  ในขณะสายตาจับจ้องไปยังทิศซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่ง  กำลังฮึกเหิมเพราะคิดว่าตัวเองเป็นมัจจุราชกำลังไล่ล่าคร่าชีวิตผู้คน... 

 


Create Date : 26 เมษายน 2562
Last Update : 26 เมษายน 2562 0:40:22 น. 0 comments
Counter : 456 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.